- หน้าแรก
- รุ่งอรุณแห่งอินทรีเหล็ก
- บทที่ 75 การตีฝ่าวงล้อม
บทที่ 75 การตีฝ่าวงล้อม
บทที่ 75 การตีฝ่าวงล้อม
บทที่ 75 การตีฝ่าวงล้อม
ลุดวิกฮัมเพลงพื้นบ้านแซกซอนอย่างผิดคีย์ พลางรินเหล้าให้ตัวเองอีกครึ่งแก้ว ระดับเหล้ายินในขวดลดฮวบลงอย่างเห็นได้ชัด
"พอแล้วๆ พันโท ขืนคุณดื่มไปมากกว่านี้ พรุ่งนี้จ่าพยาบาลต้องมาหาเรื่องผมแน่"
โมรินคว้าขวดเหล้ามาหมุนปิดฝาให้แน่น
ถึงแม้ว่าเหล้าที่มีอีกชื่อว่า 'จิน' ชนิดนี้จะมีต้นกำเนิดจากฟลานเดอร์สและโด่งดังในบริทาเนีย แต่มันก็เป็นที่นิยมมากในแซกซอน... โดยเฉพาะในแถบทางเหนือ
และยังถูกจัดเป็นหนึ่งในตัวเลือกโควตาเครื่องดื่มแอลกอฮล์สำหรับนายทหาร ร่วมกับบรั่นดีและคอร์นชแนปส์ด้วย
เพียงแต่โมรินกระเดือกไอ้ของพรรค์นี้ไม่ลงจริงๆ...
"ชิ ขี้งก"
ลุดวิกเบ้ปาก กระดกเหล้าที่เหลือในแก้วจนหมดเกลี้ยง เดาะลิ้นเบาๆ ดูเหมือนจะยังไม่อยากเลิก
เขาลุกขึ้นยืน ยืดเส้นยืดสายเล็กน้อย แผลที่ซี่โครงดูเหมือนจะกลับมาปวดแปลบอีกครั้งจนเขาต้องซี๊ดปาก
"โมรินเอ๋ย... คราวนี้เปิดหูเปิดตาฉันได้สุดยอดจริงๆ"
ลุดวิกเดินไปที่ประตู หันกลับมาขยิบตาให้โมริน
"ทีนี้นายก็มีอนาคตไกลไร้ขีดจำกัดแล้วสิ"
"ยังไม่เห็นแม้แต่เงาเลยครับ พันโท" โมรินโบกมืออย่างขำก็ไม่ออกร้องก็ไม่ได้
"ไม่ช้าก็เร็วแหละ ฉันฟันธง!"
ลุดวิกทิ้งท้ายไว้แค่นั้น ก่อนจะเปิดประตูแล้วชะโงกหน้าออกไปดูลาดเลาข้างนอก
พอแน่ใจว่าไม่มีใคร จึงเดินกะเผลกหายลับไปในความมืด
โมรินมองตามแผ่นหลังของเขาแล้วส่ายหน้า แต่ในใจกลับรู้สึกอุ่นใจขึ้นมากเพราะคำพูดของอีกฝ่าย
อย่างน้อยเรื่องที่ตัวเองกลายเป็นผู้ใช้เวท ก็ดูเหมือนจะไม่ได้มีอันตรายอะไร กลับเหมือนถูกลอตเตอรี่รางวัลที่หนึ่งในชีวิตซะมากกว่า
เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น โมรินพกสมุดบันทึกคาถาทั้งสามเล่มที่ถูก 'สูบ' ค่าประสบการณ์ไปจนหมดเกลี้ยงแล้ว เตรียมตัวจะเอาไปส่งที่กองบัญชาการกองพลน้อย
แต่พอเดินผ่านเขตเต็นท์โรงพยาบาลสนาม ก็บังเอิญเห็นภาพที่ทำให้เขากลั้นขำไว้ไม่อยู่
จ่าพยาบาลหลายคนกำลังล้อมกรอบลุดวิกอยู่ แต่ละคนทำหน้าขึงขัง บ่นด่าจนน้ำลายกระเด็น
ไม่รู้ว่ามีข้อกำหนดพิเศษอะไรหรือเปล่า แต่จ่าพยาบาลในกองทัพบกแซกซอนแต่ละคน ล้วนมีรูปร่างกำยำล่ำสัน สูงใหญ่บึกบึนกันทั้งนั้น
ลุดวิกที่โดนพวกเขาล้อมไว้จึงขยับตัวไปไหนไม่ได้เลย...
"พันโท! พวกเราทำเพื่อสุขภาพของคุณนะครับ!"
"เมื่อคืนคุณแอบดื่มเหล้ามาอีกแล้วใช่ไหม? พวกเราได้กลิ่นเหล้าหึ่งมาจากตัวคุณเลยนะ!"
"ถ้ายังเป็นแบบนี้ต่อไป พวกเราคงต้องมัดคุณไว้กับเตียงแล้วล่ะ!"
ลุดวิกโดนสวดยับเหมือนทหารใหม่เพิ่งเกณฑ์ ได้แต่คอตก ไม่กล้าเถียงสักคำ
ตอนที่เขาเห็นโมรินเดินผ่านและกำลังกลั้นขำมองมา เขาก็ถลึงตาใส่โมรินอย่างแค้นเคือง จนดึงดูดสายตาของจ่าพยาบาลหลายคนให้หันมามองตาม
โมรินเห็นท่าไม่ดีจึงรีบจ้ำอ้าวเผ่นแน่บไปทันที
เขาไม่อยากโดนจ่าพยาบาลที่หน้าตาเหมือนจะฉีกร่างศัตรูด้วยมือเปล่าได้พวกนั้นพาลใส่หรอกนะ แถมพวกนั้นยังเป็นหนึ่งในนายทหารชั้นประทวนระดับล่างที่ไม่ควรไปแหยมด้วยที่สุดอีกต่างหาก
กองบัญชาการชั่วคราวของกองพลน้อยที่ 16 ถูกตั้งอยู่ในศาลาว่าการเมืองที่ยังคงสภาพค่อนข้างสมบูรณ์มาตลอดตั้งแต่เริ่มการรบในเมือง
หลังจากโมรินลงทะเบียนที่หน้าประตูเสร็จ เขาก็ถูกพาไปหาเสนาธิการคนหนึ่ง
เมื่อเขาวางบันทึกทั้งสามเล่มที่ยังมีกลิ่นอายเวทมนตร์จางๆ ลงบนโต๊ะ เสนาธิการที่ตอนแรกยังสงสัยตอนได้ยินว่าโมรินมีของสำคัญมาส่ง ก็เบิกตาโพลงจนแทบจะถลนออกมา
"นี่...นี่มันสมุดบันทึกคาถาของจอมเวทไฮแลนด์เหรอ?"
นายทหารเสนาธิการคนนี้ดูท่าจะตาถึง เขาหยิบขึ้นมาเล่มหนึ่งอย่างระมัดระวัง เปิดดูสองสามหน้า มือถึงกับสั่น
"แถมยังมีตั้งสามเล่ม?! พวกเรานึกว่าพวกจอมเวทไฮแลนด์นั่นจะไม่ได้ทิ้งอะไรไว้ซะอีก..."
"ขอโทษทีนะครับ พอดีก่อนหน้านี้ไม่เคยยึดของพวกนี้ได้ เลยไม่รู้ว่าต้องเอามาส่งด้วย..."
โมรินเกาหัวแก้เก้อ ทำหน้าซื่อตาใสไร้พิษภัย
"ผมก็เพิ่งได้ยินคนอื่นบอกมา เลยรีบเอาของพวกนี้มาส่งให้ครับ"
เรื่องที่โมรินยึดสมุดบันทึกของจอมเวทไฮแลนด์ได้ ถูกรายงานขึ้นไปเบื้องบนอย่างรวดเร็ว
จากนั้นคนทั้งกองบัญชาการก็รู้กันหมดว่าเขากลายเป็นผู้ใช้เวทในสนามรบ พลจัตวาเปาล์ถึงขั้นเรียกเขาไปพบเป็นการส่วนตัวเลยทีเดียว
หลังจากพบว่านี่ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น ปฏิกิริยาของพลจัตวาเปาล์ก็แทบไม่ต่างจากลุดวิก คือทึ่งในอนาคตอันไร้ขีดจำกัดของโมริน
และเรื่องนี้ก็เหมือนติดปีกบิน เพียงชั่วข้ามวันก็แพร่สะพัดไปทั่วฐานที่มั่นของกองพลน้อยที่ 16 แม้แต่กองทัพประชาชนที่เป็นพันธมิตรซึ่งกำลังพักฟื้นอยู่ข้างๆ ก็ยังได้ยินข่าว
"ในกองกำลังของพวกแซกซอนมีผู้ใช้เวทโผล่มาคนนึงว่ะ!"
"ได้ยินว่าเป็นร้อยตรีด้วยนะ แถมเหมือนจะสร้างผลงานชิ้นโบแดงในการรบที่เซบียาอีกต่างหาก!"
"จริงป่ะเนี่ย? นักเวทย์ของพวกแซกซอนไม่ได้อยู่แต่แนวหลังกับในกองทหารองครักษ์รักษาพระองค์หรอกเหรอ?"
"เรื่องจริงล้านเปอร์เซ็นต์ ฉันเห็นเขาบินได้กับตาเลย!"
"ใช่ๆ เขายังพ่นไฟได้ด้วย โคตรเก่งเลย!"
ชั่วพริบตาเดียว เฟรเดอริก โมริน ก็กลายเป็นชื่อที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในหมู่กองกำลังผสมที่ประจำการอยู่ในเซบียา
ส่วนผลงานของเขาในการรบก่อนหน้านี้ ก็ถูกคนเอามาปะติดปะต่อกัน ก่อนจะใส่ไข่เติมสีจนกลายเป็นเรื่องเล่าหลายเวอร์ชัน
ซึ่งในบรรดาหลายเวอร์ชันนั้น 'โมรินใช้ระเบิดมือปาใส่จอมเวทไฮแลนด์สามคนร่วงลงมาจากฟ้า' คืออันที่หลุดโลกที่สุด...
แทบจะทุกวัน มีคนอ้างสารพัดเหตุผล วิ่งโร่มา 'เยี่ยมเยียน' เขาที่ฐานที่มั่นของกองร้อยที่ 3 ด้วยความอยากรู้อยากเห็น
บ้างก็อยากรู้อยากเห็นจริงๆ อยากจะมาดูใกล้ๆ ให้เห็นกับตาว่านักเวทย์หน้าตาเป็นยังไง เพราะสำหรับพวกแซกซอนหรือทหารอาสาสมัครในกองพลนานาชาติแล้ว ผู้ใช้เวทถือเป็นของหายากจริงๆ
จากข้อมูลใหม่ที่โมรินดูผ่านแท็บ [ข่าวกรอง] นักเวทย์ฝั่งจักรวรรดิแซกซอนนั้น ไม่ว่าจะเป็นจำนวนหรือระดับ ล้วนด้อยกว่าทางฝั่งบริทาเนียมาก...
ที่สำคัญที่สุดคือ ไม่ค่อยมีผู้ใช้เวทระดับสูงเท่าไหร่นัก
นอกจากพวกที่มาดูเพราะความอยากรู้อยากเห็นแล้ว ยังมีนายทหารแซกซอนที่รอดชีวิตมาได้บางส่วน ที่อยากจะมาผูกมิตรกับ 'หุ้นเทิร์นอะราวด์' แห่งอนาคตคนนี้ด้วย
หน้าประตูฐานชั่วคราวของกองร้อยที่ 3 จึงคึกคักไปด้วยผู้คนพลุกพล่าน วุ่นวายยิ่งกว่ากองบัญชาการกองพันซะอีก
เรื่องนี้ทำให้คลาอุสกับบาวมันน์ต้องรับบทยามเฝ้าประตูจำเป็น วันๆ เอาแต่ห้ามคนจนคอแห้งเป็นผง
ส่วนโมรินก็รับมือกับความ 'กระตือรือร้น' กะทันหันนี้จนขำก็ไม่ออกร้องก็ไม่ได้
เขารู้สึกว่าตัวเองไม่ได้กลายเป็นนักเวทย์หรอก แต่กลายเป็นแพนด้ายักษ์ในสวนสัตว์ที่โดนคนรุมดูมากกว่า...
ในช่วงไม่กี่วันที่โมรินถูกรุมมองราวกับเป็นสัตว์สงวนหายากนั้นเอง สถานการณ์สู้รบของทั้งราชอาณาจักรอารากอนก็มาถึงจุดเปลี่ยนในที่สุด
ครั้งนี้ 'ปากกา' ของโมรินดูเหมือนจะหมดฤทธิ์แล้ว สถานการณ์รบไม่ได้เลวร้ายลงไปกว่าเดิม
ด้วยการนำทัพของนายพลเอากุสท์ ฟอน มาเคนเซน ที่สั่งการกองพลทหารราบแซกซอน 12 กองพลที่มียุทโธปกรณ์ครบครัน บุกตะลุยจากชายแดนจักรวรรดิมุ่งตรงไปยังคูเอนกาและบาเลนเซีย
กองทัพฝ่ายกษัตริย์และกองกำลังรบนอกประเทศบริทาเนียที่ก่อนหน้านี้บุกตะลุยไร้พ่ายจนไปถึงชายทะเล ก็สัมผัสได้ในทันทีว่าอะไรที่เรียกว่าโดนขุนเขาไท่ซานทับถม
กองกำลังข้าศึกที่บุกคูเอนกาและบาเลนเซีย นับรวมกันแล้วก็มีแค่ 5 กองพล แถมกว่าครึ่งยังเป็นกองทัพฝ่ายกษัตริย์ที่ประสิทธิภาพการรบไม่ค่อยแข็งแกร่งเท่าไหร่นัก
กองกำลังพวกนี้อาศัยข้อได้เปรียบด้านจำนวนมารังแกกองทัพประชาชนน่ะพอไหว แต่พอต้องมาเจอกับกองทัพหลักของจักรวรรดิแซกซอน มันก็เหมือนเอาไข่ไปกระทบหินชัดๆ
แทบจะไม่มีการต่อต้านอย่างดุเดือดเลย กองทัพข้าศึกที่ยึดครองทั้งสองมณฑลนี้ไว้ก็เริ่มล่าถอยครั้งใหญ่
ผู้บัญชาการของพวกเขารู้ดีว่าถ้าไม่หนีตอนนี้ สิ่งที่รอพวกเขาอยู่ก็คือจุดจบที่จะต้องถูกกองทัพแซกซอนอันมหึมานี้บดขยี้จนแหลกเป็นผุยผง
ในกระบวนการนี้ กองกำลังรบนอกประเทศบริทาเนียได้แสดงให้เห็นถึงทักษะทางยุทธวิธีอันยอดเยี่ยม
แม้จะกระจายตัวอยู่ตามจุดต่างๆ ของแนวรบ แต่พวกเขาก็ยังสามารถถอนตัวได้อย่างรวดเร็วและถอยร่นไปตั้งรับที่มาดริดได้สำเร็จ
เพียงแต่กองทัพฝ่ายกษัตริย์หลายหน่วยที่หนีช้าและขาดการจัดระเบียบ ก็กลายเป็นแพะรับบาปตายแทนไปตามระเบียบ...
เมื่อข้าศึกล่าถอย เส้นทางรถไฟที่ถูกตัดขาดก็กลับมาใช้งานได้อีกครั้ง กองกำลังรบนอกประเทศแซกซอนที่ถูกปิดล้อมอยู่ในใจกลางอารากอน ก็หลุดพ้นจากการถูกตีวงล้อมในที่สุด
ทันทีที่ข่าวไปถึงเซบียา ทหารแซกซอนทั้งฐานที่มั่นก็เดือดพล่านด้วยความยินดี
ความตึงเครียดและความสิ้นหวังที่กดทับมาหลายวันถูกกวาดล้างไปจนหมดสิ้น แทนที่ด้วยความปีติยินดีที่รอดชีวิตมาได้
เหล่าทหารพากันโห่ร้อง สวมกอดกัน และโยนหมวกปลายแหลมของตัวเองขึ้นฟ้า
และครั้งนี้ ก็ไม่มีใครไปห้ามปรามการเฉลิมฉลองของพวกเขาแล้ว
แม้พวกนายทหารจะยังคงสงวนท่าที แต่ใบหน้าที่แดงระเรื่อและแววตาที่เป็นประกาย ก็เผยให้เห็นถึงความตื่นเต้นในใจ
โมรินเองก็ถอนหายใจยาวด้วยความโล่งอก ก้อนหินยักษ์ที่ทับถมอยู่ในใจมาหลายวัน ในที่สุดก็ถูกยกออกไปเสียที
มีชีวิตรอดนี่...มันดีจริงๆ