- หน้าแรก
- รุ่งอรุณแห่งอินทรีเหล็ก
- บทที่ 74 ฉันมีเพื่อนอยู่คนหนึ่ง
บทที่ 74 ฉันมีเพื่อนอยู่คนหนึ่ง
บทที่ 74 ฉันมีเพื่อนอยู่คนหนึ่ง
บทที่ 74 ฉันมีเพื่อนอยู่คนหนึ่ง
คราวนี้โมรินถึงกับงงสนิท
เขาคิดไม่ถึงจริงๆ ว่าเพื่อเงินค่าชดเชยสิทธิบัตรถึงกับต้องขึ้นศาลฟ้องร้องสำนักงานสิทธิบัตรแห่งจักรวรรดิ
"เดี๋ยวนะครับ พันโทไม่ได้ล้อเล่นใช่ไหม? ให้ผมไปฟ้องสำนักงานสิทธิบัตรแห่งจักรวรรดิกับกองทัพเนี่ยนะ?" โมรินทำหน้าแทบไม่เชื่อหูตัวเอง
"ใครใช้ให้นายไปฟ้องเองล่ะ?"
ลุดวิกมองค้อนเขา แล้วยกเหล้ากระดกเข้าปากอีกอึก
"ก็ต้องจ้างทนายไปฟ้องสิ นายคิดว่าเงินค่าชดเชยของสำนักงานสิทธิบัตรแห่งจักรวรรดิจะได้มาง่ายๆ หรือไง? ราคาประเมินเบื้องต้นที่พวกนั้นเสนอมา ต้องหาทางกดให้ต่ำที่สุดอยู่แล้ว! เวลานี้แหละที่ต้องใช้ทนายมืออาชีพมาช่วยสู้คดีและเรียกร้องผลประโยชน์สูงสุดให้นาย"
"ก็นายไม่เคยคลุกคลีกับเรื่องพวกนี้มาก่อน ที่จริงในจักรวรรดิการทำแบบนี้ถือเป็นเรื่องปกติมาก นักประดิษฐ์จะหาทางพิสูจน์ว่าผลงานของตัวเองมีค่ามหาศาล ส่วนทางรัฐบาลก็จะพยายามกดราคาให้ยับ"
"ทนายของทั้งสองฝ่ายจะสู้คดีกันอย่างดุเดือดในศาลปิด ท้ายที่สุดผู้พิพากษาจะเป็นคนตัดสินจำนวนเงินค่าชดเชยตามมูลค่าจริงและผลกระทบของสิทธิบัตรนั้นๆ วิธีนี้ทั้งปกป้องผลประโยชน์ของนักประดิษฐ์และป้องกันทรัพย์สินของรัฐรั่วไหล ยุติธรรมดีออก"
ฟังคำอธิบายของลุดวิกจบ โมรินก็พอนึกขึ้นมาได้ลางๆ ว่าจักรวรรดิเยอรมันที่ 2 ในโลกก่อนที่เขาจะข้ามมา ก็เคยจ่ายค่าชดเชยสิทธิบัตรลับให้กับเครื่องอีนิกมาและแก๊สพิษบางชนิดเหมือนกัน
"เอาเถอะครับ...ผมพอจะเข้าใจแล้ว"
โมรินพยักหน้า รู้สึกว่าหัวตัวเองกำลังสับสนนิดหน่อย
"วางใจเถอะ เรื่องนี้ฉันถนัด"
ลุดวิกตบไหล่เขา รับปากเป็นมั่นเป็นเหมาะว่า
"พอกลับไปถึงเดรสเดินเมื่อไหร่ ฉันจะหาทนายเก่งๆ ให้นายเอง! รับรองว่าจะช่วยนายรีดไถเงินก้อนโตมาจากพวกหน้าเลือดนั่นให้ได้!"
"ถ้าอย่างนั้น...ขอบคุณพันโทมากครับ"
โมรินจะพูดอะไรได้อีกล่ะ ถึงจะไม่รู้ว่าทำไมจู่ๆ ลุดวิกถึงทำดีกับเขาขนาดนี้ แต่เขาก็ยกแก้วขึ้นมาชนเพื่อแสดงความขอบคุณ
แม้ตอนแรกโมรินจะอนุญาตให้ลุดวิกดื่มแค่แก้วเดียว แต่พอเริ่มดื่มแล้ว หลายๆ ครั้งจังหวะมันก็จะค่อยๆ หลุดการควบคุมไปเอง
และลุดวิกก็รินเหล้าแก้วที่สองให้ตัวเองตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้
กว่าโมรินจะรู้ตัวและเตรียมจะอ้าปากทัก ก็ได้ยินลุดวิกเอ่ยขึ้นมาด้วยน้ำเสียงจริงจังผิดปกติ
"นายเปลี่ยนไปมากจริงๆ นะโมริน... ฉันนึกมาตลอดว่าที่นายมาเรียนโรงเรียนนายร้อยและเข้ากองทัพ เป็นเพราะถูกท่านนายพลมาเคนเซนบังคับเสียอีก"
โมริน "เดี๋ยวนะ ทำไมคุณถึงรู้เยอะขนาดนี้?"
ได้ยินคำพูดของโมริน ลุดวิกกลับทำหน้าเหมือนเป็นเรื่องปกติ แล้วยักไหล่
"เรื่องนี้ในแวดวงขุนนางเมืองเดรสเดินก็ไม่ใช่ความลับอะไรนี่ อีกอย่างพ่อของฉันก็ค่อนข้างสนิทกับท่านนายพลมาเคนเซนด้วย"
"..."
ลุดวิกเมินสีหน้าพูดไม่ออกของโมริน แล้วพูดต่อ
"แต่ยังไงก็เถอะ ตอนนี้ฉันได้เห็นลักษณะที่ทหารแท้จริงควรจะมีจากตัวนายแล้วล่ะ ทั้งกล้าหาญ เด็ดขาด แถมยังฉลาดมากด้วย"
คำพูดของลุดวิกทำให้โมรินสะกิดใจ
จากบทสนทนา โมรินพบว่าลุดวิกในฐานะภาคีอัศวินทิวโทนิกที่มาจากตระกูลขุนนางเก่าแก่ มีวิสัยทัศน์กว้างไกลกว่าคนทั่วไปมาก
ประกอบกับผ่านการร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่กันมา ทำให้เกิดความไว้เนื้อเชื่อใจที่เหนือกว่าเพื่อนร่วมงานทั่วไป
การขอคำปรึกษาจากเขาเรื่องนักเวทย์ ดูเหมือนจะเป็นทางเลือกที่ดีในตอนนี้
"พันโทครับ ความจริงผมมีเรื่องหนึ่งอยากจะขอคำปรึกษาหน่อย"
โมรินวางแก้วเหล้าลง แสร้งทำเป็นเอ่ยถามอย่างไม่ใส่ใจ
"โอ้? ว่ามาสิ" ลุดวิกเริ่มสนใจ
โมรินเรียบเรียงคำพูดในหัว แล้วเริ่มโยนหินถามทางด้วย 'ท่าไม้ตาย' คลาสสิก
"คืออย่างนี้นะครับ ผมมีเพื่อนอยู่คนหนึ่ง..."
"เพลย์บอยอย่างนายมีเพื่อนกับเขาด้วยเหรอ?"
"..."
ลุดวิกพูดแทรกขึ้นมาทันที พร้อมทำหน้าไม่เชื่อและเอ่ยแซว
"เพื่อนผู้หญิงล่ะสิ?"
เอาล่ะ ท่าไม้ตายโดนขัดจังหวะซะแล้ว
"...อะแฮ่ม" โมรินสำลักน้ำลายตัวเอง ทำได้เพียงจำใจพูดต่อ "ผมมีเพื่อนจริงๆ ครับ ช่วงนี้เขาเจอเรื่องบางอย่างเข้า"
ลุดวิกจ้องมองโมรินอย่างนึกสนุก สายตานั่นราวกับจะมองทะลุปรุโปร่ง
"เพื่อนของนายนี่หน้าตาเหมือนนายเป๊ะ ชื่อโมรินเหมือนกัน แล้วก็มียศร้อยตรีเหมือนกันด้วยใช่ไหมล่ะ?"
"โอเคครับ พันโท ผมยอมรับก็ได้"
โมรินยกมือทั้งสองข้างขึ้น ทำท่าเหมือนยอมจำนน
"ใช่แล้วครับ คนๆ นั้นก็คือผมเอง จู่ๆ ผมก็พบว่าตัวเองน่าจะกลายเป็นผู้ใช้เวทไปแล้ว..."
โมรินยอมรับอย่างตรงไปตรงมา ส่วนรอยยิ้มบนใบหน้าของลุดวิกกลับแข็งค้างไป
"เดี๋ยวนะ นายว่าไงนะ?!"
"ผมพบว่าตัวเองกลายเป็นผู้ใช้เวทไปแล้วครับ เพิ่งเป็นหลังจากจบการรบเมื่อหลายวันก่อนนี่เอง"
ลุดวิก "เดี๋ยวก่อน...นี่ฉันชมนายสองประโยคจนเหลิง หรือว่าคออ่อนลงกันแน่ ดื่มไปแก้วเดียวก็เมาจนพูดจาเพ้อเจ้อแล้วเหรอ?"
"พันโท ผมพูดจริงนะครับ"
"งั้นก็ได้ นายลองทำให้ฉันดูเป็นขวัญตาหน่อยสิ"
ลุดวิกวางแก้วเหล้าลงบนโต๊ะ เอ่ยด้วยความกระตือรือร้นว่า
"นายลองร่ายไอ้สิ่งที่เรียกว่า... 'คาถาย่อย' ดูหน่อยสิ ให้ฉันดูหน่อยว่านายไม่ได้โม้"
เมื่อได้ยินลุดวิกพูดแบบนั้น โมรินก็ไม่ปิดบังอีกต่อไป เขาลากเก้าอี้ที่พนักพิงพังในห้องมาไว้ตรงกลางระหว่างพวกเขาทั้งสอง แล้วร่าย [คาถาซ่อมแซม] ใส่โดยตรง
รอยร้าวบนพนักพิงเก้าอี้พลันมีแสงเวทมนตร์กะพริบวาบ ก่อนจะกลับคืนสู่สภาพเดิมราวกับไม่เคยพังมาก่อน
"พระเจ้าช่วย... โมริน นายเอาจริงดิ?"
ลุดวิกผุดลุกขึ้นพรวดพราด จ้องมองโมรินตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยความประหลาดใจ
ครู่ต่อมาเขาก็นั่งลงบนเก้าอี้อีกครั้ง รินเหล้าให้ตัวเองแล้วกระดกรวดเดียวหมดแก้ว ดูเหมือนจะใช้มันเรียกสติ
โมริน "พันโท ผมชักสงสัยแล้วนะว่าคุณกำลังหาข้ออ้างหลอกกินเหล้า..."
ลุดวิกยกมือขึ้นห้ามคำพูดของโมริน แล้วพูดต่อ "นายอย่ามาเปลี่ยนเรื่อง เข้าเรื่องเลย... ทำไมนายถึงกลายเป็นนักเวทย์ไปได้ล่ะ?"
สำหรับเรื่องนี้ โมรินก็ไม่มีอะไรต้องปิดบัง เขาจึงเล่าเรื่องที่ยึดของจากนักเวทย์ฝึกหัดสองคนนั้นระหว่างการรบ และเรื่องสมุดบันทึกคาถาที่เจอบนศพของอาจารย์เวทระดับสูงเอลดริตช์ในภายหลังให้ฟังอย่างคร่าวๆ
"...ผมแค่สงสัยก็เลยลองเปิดอ่านดูสองสามรอบ ผลคืออ่านไปอ่านมา จู่ๆ ก็รู้สึก...เหมือนตัวเองจะทำตามที่เขียนไว้ในบันทึกได้น่ะครับ"
คำอธิบายนี้ถึงจะฟังดูหลุดโลกไปหน่อย แต่มันก็เป็นข้ออ้างที่สมเหตุสมผลที่สุดในตอนนี้แล้ว
เขาจะบอกได้ยังไงล่ะว่าตัวเองอาศัยระบบ 'อัปเกรดในคลิกเดียว' น่ะ
ลุดวิกฟังจบก็มองโมรินพร้อมกับเดาะลิ้นด้วยความทึ่ง
"โชคของนายนี่มันไม่มีใครเทียบได้จริงๆ"
เขาส่ายหน้า น้ำเสียงเต็มไปด้วยความตื่นตะลึงและเจือความอิจฉาที่อธิบายไม่ถูก
"จอมเวทไฮแลนด์ถือเป็นผู้ใช้เวทระดับท็อป สมุดบันทึกคาถาของพวกนั้นเป็นสมบัติล้ำค่าสุดๆ คิดไม่ถึงเลยว่านายจะรวบรวมได้ถึงสามเล่ม แถมหนึ่งในนั้นยังเป็นบันทึกของอาจารย์เวทระดับสูงอีก"
"ที่คาดไม่ถึงยิ่งกว่าคือ นายแค่อ่านไปไม่กี่รอบ ก็งมทางจนสำเร็จวิชาเบื้องต้นได้เอง"
ปฏิกิริยาของลุดวิกไม่ได้ตื่นตระหนกอย่างที่โมรินกังวล กลับเหมือนกับ...ความตื่นเต้นที่ได้ค้นพบทวีปใหม่มากกว่า
พูดถึงตรงนี้ ภาคีอัศวินทิวโทนิกท่านนี้ก็หยุดชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยเตือน
"พรุ่งนี้อย่าลืมเอาคู่มือฝึกฝนส่วนบุคคลไปส่งให้กองบัญชาการกองพลน้อยด้วยนะ นั่นถือเป็นของที่ยึดได้ชิ้นสำคัญ... แต่ฉันเดาว่านายคงเก็บของระดับฝึกหัดไว้กับตัวได้สักเล่มล่ะนะ"
สำหรับเรื่องส่งมอบของที่ยึดได้ โมรินไม่ได้มีปฏิกิริยาอะไรมากนัก
ยังไงซะ ของที่ยึดได้ทั้งสามเล่มซึ่งระบบระบุว่าเป็น 'คู่มือฝึกฝนส่วนบุคคล' ก็ถูกเขาดูด 'ค่าประสบการณ์' ไปหมดแล้ว
ความรู้ในนั้นก็ถูกระบบยัดใส่สมองไปหมดแล้ว ดังนั้นจะส่งมอบให้เบื้องบนก็ไม่เสียหายอะไร...
"ผมจะเอาบันทึกสามเล่มนี้ไปส่งครับ แต่พันโทยังไม่ได้บอกผมเลยว่า อาการของผมนี่...ตกลงมันร้ายแรงหรือเปล่า?"
โมรินถามคำถามที่ตัวเองกังวลที่สุดออกไปอีกครั้ง
"ร้ายแรง? จะไปร้ายแรงอะไร?"
ลุดวิกมองเขาอย่างเอือมระอา
"นายคิดว่าตัวเองเป็นคนแรกที่เพิ่งปลุกพรสวรรค์เวทมนตร์ได้ตอนโตเป็นผู้ใหญ่หรือไง? ก็นายน่ะวันๆ เอาแต่หมกตัวอยู่กับพวกผู้หญิง เลยไม่เคยสนใจเรื่องพวกนี้ต่างหาก..."
เขาเห็นโมรินทำหน้าสงสัย จึงเริ่มอธิบาย
"ถึงแม้กลุ่มนักเวทย์ของจักรวรรดิแซกซอนเราจะเทียบกับพวกบริทาเนียและพวกโกลไม่ได้เลยทั้งด้านจำนวนและคุณภาพ... แต่บนผืนแผ่นดินนี้ก็ยังคงมีคนที่มีพรสวรรค์เวทมนตร์ถือกำเนิดขึ้นมาตามธรรมชาติอยู่ดี"
"ซึ่งในจำนวนนั้นก็มีไม่น้อยเลยที่เพิ่งค้นพบว่าตัวเองมีพลังเวทมนตร์ตอนโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว เพราะเหตุบังเอิญบางอย่าง!"
"ถึงกรณีแบบนี้จะหายาก แต่ก็ใช่ว่าจะไม่เคยมีมาก่อน! จักรวรรดิมีหน่วยงานเฉพาะทางคอยขึ้นทะเบียนและชี้แนะคนพวกนี้อยู่ ถ้าทำผลงานได้ดีก็อาจถูกเรียกตัวให้เข้ารับราชการในกองทัพหรือหน่วยงานรัฐเลยด้วยซ้ำ"
คำพูดของลุดวิกช่วยปัดเป่าความกังวลสุดท้ายของโมรินไปจนหมดสิ้น
"แต่ว่า..."
ลุดวิกเปลี่ยนเรื่องกะทันหัน สายตาที่มองมาทางโมรินกลับกลายเป็นซับซ้อนอีกครั้ง
"คนที่อดีตไม่เคยฉายแววพรสวรรค์เวทมนตร์เลยแบบนาย แค่อ่านสมุดบันทึกของคนอื่นไม่กี่เล่ม ก็สำเร็จวิชากลายเป็นนักเวทย์ได้เองโดยไม่ต้องมีอาจารย์สอนเนี่ย ฉันก็เพิ่งเคยได้ยินเป็นครั้งแรกเหมือนกัน..."
เขาลูบคาง ราวกับกำลังประเมินสมบัติล้ำค่าหายาก
"โมริน พรสวรรค์ด้านเวทมนตร์ของนายน่ะ เกรงว่าจะสูงกว่าที่นายคิดไว้ซะอีกนะ!"
จู่ๆ ลุดวิกก็ตบต้นขาตัวเอง สีหน้าเปลี่ยนเป็นตื่นเต้นสุดขีด
"นี่มันพิสูจน์แล้วว่านายกับแพทริเซีย น้องสาวของฉัน เกิดมาเพื่อคู่กันชัดๆ!"
โมริน "???"
เขาตามตรรกะในหัวของพันโทท่านนี้ไม่ทันเลยสักนิด เขาใช้เวทมนตร์เป็น แล้วมันไปเกี่ยวอะไรกับน้องสาวของหมอนี่ล่ะ?
"นายลองฟังที่ฉันวิเคราะห์นะ"
ลุดวิกนับนิ้ว แล้วเริ่มสาธยายเป็นชุด
"ตอนนี้นายนับเป็นวีรบุรุษสงครามกลายๆ แล้ว รอให้กองพลน้อยที่ 16 สับเปลี่ยนกำลังกลับไปพักฟื้นแนวหลัง พอพวกเสนาธิการส่งรายงานบันทึกการรบของทุกระดับชั้นขึ้นไป การที่นายจะได้เลื่อนยศขึ้นอีกขั้นนึงมันชัวร์ยิ่งกว่าแช่แป้งซะอีก"
โมริน "เดี๋ยวนะ ทำไมถึงได้เลื่อนแค่ขั้นเดียวล่ะ?"
ลุดวิกเลิกคิ้ว "พี่ชาย นายเพิ่งลงมากองร้อยยังไม่ถึงเดือนก็อาจจะได้เลื่อนเป็นร้อยโทแล้วนะ ถ้าสำเร็จนี่ก็ทำลายสถิติเลื่อนยศไวที่สุดของกองทัพบกเลยนะ! นายรู้ไหมว่าปกติเขาใช้เวลาเลื่อนยศกันนานแค่ไหน?"
โมริน "ไม่รู้สิครับ"
"อ้อ นายเพิ่งจบจากโรงเรียนนายร้อยมาคงไม่รู้สินะ ปกติแล้วขั้นต่ำก็เริ่มที่ 3 ปี การเลื่อนจากร้อยโทเป็นร้อยเอกยิ่งมีข้อกำหนดอายุราชการที่เข้มงวดกว่าเดิมมาก ยศร้อยเอกเนี่ยคือจุดสูงสุดของนายทหารแซกซอน 99% แล้วนะรู้ไหม!"
"งั้นครั้งนี้ผมก็ถือว่าเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายมาแล้วนี่ แต่ผลสรุปตามที่คุณว่าคือได้เลื่อนแค่ขั้นเดียวก็ยังเป็นนายทหารชั้นสัญญาบัตรระดับล่างอยู่ดี พันโทดูแล้วอายุไม่ได้มากกว่าผมเท่าไหร่เลย กลับเป็นนายทหารชั้นนายพันไปตั้งนานแล้ว..."
"อัศวินเกราะกับทหารราบมันจะไปเหมือนกันได้ยังไงเล่า?"
"เชี่ยเอ๊ย"
เห็นโมรินทำหน้าเซ็ง ลุดวิกก็อธิบายเพิ่มเติม
"นายอย่าเพิ่งรีบร้อนสิ กองพลน้อยที่ 16 ครั้งนี้บาดเจ็บล้มตายไปเยอะ ตำแหน่งนายทหารระดับสูงว่างลงเพียบ ถึงเวลาต้องอุดช่องโหว่ก็ต้องพิจารณานายทหารจากหน่วยเดิมก่อนอยู่แล้ว ถึงยศจะไม่เลื่อน แต่ก็ได้เป็นผู้บังคับบัญชารักษาการนะ มันก็แค่เรื่องของเวลาเท่านั้นแหละ"
"แถมนะ นายยังคิดค้น กระสุนเจาะเกราะพลังงานสะสม ที่มีความเป็นไปได้สูงมากว่าจะเปลี่ยนรูปแบบการรบในสนามรบได้ แล้วตอนนี้ก็กลายเป็นผู้ใช้เวทที่มีศักยภาพไร้ขีดจำกัดอีก! มีสถานะสามอย่างรวมกันในตัว... นายยังจะกังวลอะไรอีก?"
"ส่วนแพทริเซีย น้องสาวของฉันน่ะเหรอ? เธอเป็นอัจฉริยะด้านเทคโนโลยีเวทมนตร์ที่โด่งดังในเดรสเดิน เพียบพร้อมทั้งหน้าตาและสติปัญญา แถมยังเป็นแก้วตาดวงใจของตระกูลเซคท์เราเลยนะ! ถ้านายสองคนได้ลงเอยกันล่ะก็ มันสุดยอดมาก..."
ลุดวิกยิ่งพูดยิ่งอินจัด ราวกับเห็นภาพงานแต่งงานสุดอลังการระหว่างโมรินกับน้องสาวตัวเองไปแล้ว
"ถึงตอนนั้น มีตระกูลเราคอยหนุนหลังนาย... ดีไม่ดีท่านนายพลมาเคนเซนอาจจะช่วยออกแรงผลักดันด้วย บวกกับพรสวรรค์และความสามารถของนายเอง นายจะต้องกลายเป็นดาวรุ่งพุ่งแรงแห่งกองทัพบกจักรวรรดิแซกซอนแน่!"
โมรินฟังจนเหวอ เขารู้สึกเหมือนไม่ได้คุยกับพันโทในกองทัพ แต่กำลังฟังแม่สื่อมือทองขายของอยู่มากกว่า
"พันโทครับ พวกเราคุยกันออกทะเลไปหน่อยไหม?" เขาพยายามดึงหัวข้อกลับมา "ตอนนี้พวกเราจะมีชีวิตรอดกลับไปได้หรือเปล่าก็ยังเป็นปัญหาอยู่เลยนะ"
"ถุยๆๆ! พูดจาเป็นลางชะมัด!"