- หน้าแรก
- รุ่งอรุณแห่งอินทรีเหล็ก
- บทที่ 53 วันที่มืดมนที่สุดของอัศวินการ์เตอร์
บทที่ 53 วันที่มืดมนที่สุดของอัศวินการ์เตอร์
บทที่ 53 วันที่มืดมนที่สุดของอัศวินการ์เตอร์
บทที่ 53 วันที่มืดมนที่สุดของอัศวินการ์เตอร์
ทิศเหนือของเมืองเซบียา
การโจมตีระลอกที่สองของกองทัพฝ่ายกษัตริย์... เปิดฉากอย่างดุดันเกรี้ยวกราด แต่ปิดฉากลงอย่างเงียบงัน
ในขณะที่นายพลซานฮูร์โฆรอคอยข่าวดีจากแนวหน้าอย่างใจจดใจจ่อ สิ่งที่เขารอรับกลับกลายเป็นข่าวร้ายที่ทยอยส่งเข้ามาไม่หยุดหย่อน
"รายงานท่านนายพล! กองพันที่ 124 ถูกสกัดกั้นที่ ถนนสายตะวัน บาดเจ็บล้มตายอย่างหนัก ขออนุญาตถอยทัพครับ!"
"กองร้อย 3 กองร้อยสังกัดกองพันที่ 126 ถูกตัดขาด ถูกโจมตีจากอำนาจการยิงไม่ทราบฝ่ายที่ปีกข้าง ตอนนี้แตกพ่ายไปแล้วครับ!"
"ท่านนายพล! เรา... เรายังบุกเข้าไปไม่ได้เลยครับ! พวกแซกซอนนั่นเหมือนหนูในท่อ ไม่รู้โผล่มาจากไหน ยิงไม่โดนเลยครับ!"
เมื่อได้ยินรายงานจากทหารส่งสาร ซานฮูร์โฆรู้สึกเหมือนหัวหูอื้ออึงไปหมด
เขาไม่เข้าใจเลยจริงๆ
ทั้งๆ ที่ใช้กระสุนปืนใหญ่มาจิกแรงสูงไถกลบพื้นที่ตอนเหนือของเมืองไปแล้ว ทำไมยังบุกเข้าไปไม่ได้อีก?
บ้านเรือนพวกนั้นไม่ได้โดนระเบิดพังทลายไปหมดแล้วหรือไง? พวกแซกซอนนั่นมันเป็นเหล็กไหลรึไง ปืนใหญ่ถึงระเบิดพวกมันไม่ตาย?
สิ่งที่เขาไม่รู้ก็คือ เมื่อทหารกองทัพฝ่ายกษัตริย์เหยียบย่ำเศษซากปรักหักพัง บุกฝ่าเข้าไปยังถนนสายลึกๆ ทุลักทุเล ภาพที่พวกเขาเห็นกลับไม่ต่างอะไรกับการโจมตีระลอกแรกเลย
ยังมีรั้วลวดหนามขึงไว้แน่นหนา ยังมีสิ่งกีดขวางรูปร่างพิลึกพิลั่นขวางทาง และยังมีกระสุนปืนปลิดชีพที่พุ่งมาจากทุกทิศทุกทางเช่นเดิม
ทหารแซกซอนราวกับมีจำนวนนับไม่ถ้วน พวกเขาระดมยิงใส่กองทัพฝ่ายกษัตริย์ผู้รุกรานจากทุกซอกทุกมุมของซากปรักหักพัง จากหลังหน้าต่างที่แตกหัก
ซ้ำร้ายคราวนี้ ยังมีการโจมตีจากปืนใหญ่สนามเพิ่มเข้ามาอีก
ทหารผ่านศึกและนายทหารในกองทัพฝ่ายกษัตริย์ที่ผ่านศึกมาอย่างโชกโชน ไม่เคยคิดฝันมาก่อนว่าจะได้เห็นปืนใหญ่สนามถูกตั้งราบขนานกับพื้นตั้งตระหง่านอยู่สุดปลายถนน
เมื่อพวกเขามองเห็นแสงไฟแลบแปลบปลาบจากปากกระบอกปืน และเสียงระเบิดกึกก้องดังขึ้นข้างหู มันก็สายเกินไปแล้ว
กระสุนลูกปรายรุ่นเก่าคล้ายจะคำรามส่งท้ายก่อนจะอำลาเวทีแห่งยุคสมัย
ห่ากระสุนสังหารนั่น กวาดล้างไปตามถนนราวกับกำแพงเหล็ก คราวนี้ ทหารกองทัพฝ่ายกษัตริย์อาจจะไม่ได้ตายอย่างศพสวยๆ ด้วยซ้ำ...
ทหารหลายนายตื่นตระหนกพยายามจะหนีเข้าไปหลบในอาคาร แต่ปืนใหญ่สนาม 77 มม. ที่ใช้กระสุนแบบชิ้นเดียวนั้นมีความเร็วในการยิงที่รวดเร็วมาก การระดมยิงกดดันอย่างต่อเนื่องนี้ ทำให้พวกเขารู้ตัวในไม่ช้าว่าตัดสินใจผิดพลาดอย่างมหันต์
หลังจากเปลี่ยนมาใช้กระสุนระเบิดแรงสูง พลปืนก็เล็งผ่านศูนย์เล็งตรงไปยังหน้าต่างของอาคารที่ทหารข้าศึกซ่อนตัวอยู่อย่างรวดเร็ว
เพียงแค่การยิงนัดที่สอง กระสุนระเบิดแรงสูง 77 มม. ก็ทะลวงหน้าต่างเข้าไปจุดระเบิดในห้อง...
การโจมตีระลอกที่สอง จบลงด้วยความพ่ายแพ้ยับเยินอีกครั้ง
ทหารกองทัพฝ่ายกษัตริย์ในทุกทิศทางที่บุกเข้าไป ต้องทิ้งศพเพื่อนทหารนับร้อยและผู้บาดเจ็บที่ไม่สามารถเคลื่อนย้ายได้อีกเป็นจำนวนมาก ก่อนจะล่าถอยกลับมาอย่างสะบักสะบอมอีกหน
ภายในเต็นท์กองบัญชาการ นายพลซานฮูร์โฆเดินวนไปวนมาคล้ายกระทิงเปลี่ยวที่ถูกยั่วยุ ปากก็พร่ำก่นด่าไม่หยุด
"พวกสวะ! ไอ้พวกไม่ได้เรื่อง! คนตั้งเยอะแยะ ดันยึดเมืองพังๆ เมืองเดียวไม่ได้!"
นายทหารคนอื่นๆ ในเต็นท์ต่างก็ก้มหน้าหงุด ไม่มีใครกล้าปริปาก
ทันใดนั้น ม่านประตูเต็นท์ก็ถูกกระชากเปิดออกอย่างแรง
กระแสความหนาวเหน็บยะเยือกพัดกรูเข้ามาในพริบตา
จอมเวทระดับสูง เอลดริตช์ เดินตีหน้าตายเข้ามาพร้อมกับนักเวทย์อีกสองคน และนายทหารบริทาเนียอีกหลายนาย
สายตาของเอลดริตช์จ้องเขม็งไปที่ซานฮูร์โฆราวกับใบมีดคมกริบ
"นายพลซานฮูร์โฆ ฉันขอให้ท่านอธิบายหน่อยว่า ทำไมที่ตั้งปืนใหญ่มาจิกไรต์แห่งสุดท้ายของเรา ถึงถูกทหารม้าศัตรูเข้าโจมตีได้?"
ซานฮูร์โฆใจหล่นวูบ ไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะมาเร็วขนาดนี้
แต่สิ่งที่ทำเอาเขาตกใจยิ่งกว่าคือเรื่องที่ตั้งปืนใหญ่มาจิกไรต์ถูกโจมตีที่อีกฝ่ายพูดถึง เพราะเขาไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่ากองทหารปืนใหญ่ชุดสุดท้ายของเขาโดนกวาดล้างไปแล้ว
"ท่านเอลดริตช์ ทะ... ที่ตั้งปืนใหญ่มาจิกไรต์ไม่ได้อยู่แนวหลังหรอกหรือครับ?"
เอลดริตช์เอ่ยเสียงเรียบ "ใช่ อยู่แนวหลัง... แต่ท่านกลับสั่งให้พวกเขายิงปืนใหญ่เหมือนไอ้โง่ ทำให้ทหารม้าแซกซอนฉวยโอกาสบุกเข้ามาได้!"
เมื่อได้ยินคำพูดของจอมเวทระดับสูงผู้นี้ ซานฮูร์โฆก็มีเหงื่อเย็นผุดขึ้นเต็มหน้าผาก แสร้งทำใจดีสู้เสือตอบไปว่า "ท่านเอลดริตช์ นี่มันเป็นอุบัติเหตุครับ ผมไม่นึกเลยว่าทหารม้าของศัตรูจะ..."
"อุบัติเหตุ?"
เอลดริตช์ขัดจังหวะ น้ำเสียงแฝงแววเย้ยหยันในที่สุด
"ท่านส่งทหารทั้งหมดไปบุก แต่กลับไม่เหลือทหารไว้คุ้มกันกองกำลังระยะไกลที่สำคัญที่สุดของเราเลยแม้แต่คนเดียว แบบนี้ท่านเรียกมันว่าอุบัติเหตุงั้นรึ?"
ใบหน้าของซานฮูร์โฆเดี๋ยวแดงเดี๋ยวขาวสลับกันไป
เขาอยากจะเถียง แต่ก็ไม่รู้จะสรรหาคำพูดใดมาแก้ตัว
จริงอยู่ที่เขาดึงดันเอาแต่ใจ จนเป็นเหตุให้ที่ตั้งปืนใหญ่มาจิกไรต์ต้องพินาศย่อยยับ
"ถึงฉันกับสหายจะไปถึงทันเวลา และจัดการไอ้พวกกองทหารม้าเวรตะไลนั่นได้ แต่มันก็เปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้แล้ว"
สายตาของเอลดริตช์กวาดมองเหล่านายทหารกองทัพฝ่ายกษัตริย์ที่อยู่ที่นั่น ทำเอาแต่ละคนเสียวสันหลังวาบ
"เราสูญเสียกำลังยิงกดดันระยะไกลเฮือกสุดท้ายไปแล้ว นั่นหมายความว่าการรบต่อจากนี้ จะยิ่งยากลำบากขึ้นไปอีก"
ซานฮูร์โฆถูกจ้องจนทำตัวไม่ถูก จำต้องแข็งใจพูดออกไปว่า "ท่านเอลดริตช์ โปรดวางใจเถอะครับ การบุกระลอกหน้า ผมจะ..."
"ท่านน่ะรึ?"
พันเอกเฮนรี่ นายทหารบริทาเนียที่ยืนอยู่ข้างเอลดริตช์ แค่นหัวเราะเยาะออกมา
เขามองซานฮูร์โฆด้วยสายตาเหยียดหยามอย่างไม่ปิดบัง แล้วเอ่ยกับเอลดริตช์ด้วยภาษาบริทาเนียว่า
"ท่านเอลดริตช์ ผมว่าอย่าไปหวังพึ่งพวกบ้านนอกอารากอนพวกนี้เลย นอกจากผลาญเวลาและส่งคนไปตายฟรีๆ พวกมันก็ทำอะไรไม่เป็นชิ้นเป็นอันหรอก"
ถึงเขาจะพูดภาษาบริทาเนีย แต่นายทหารกองทัพฝ่ายกษัตริย์บางคนในที่นั้นก็ฟังออก
สีหน้าของทุกคนเผยให้เห็นถึงความอัปยศและความโกรธขึ้ง
ซานฮูร์โฆถึงกับโกรธจนตัวสั่นเทา กำหมัดแน่นจนกระดูกลั่นกรอบแกรบ
แต่เขาก็ไม่กล้าโวยวาย
เพราะเขารู้ดีว่า สิ่งที่อีกฝ่ายพูดคือเรื่องจริง
และอีกอย่าง เขาก็ไม่อาจล่วงเกินพวกบริทาเนียเหล่านี้ได้
"พันเอกเฮนรี่ โปรดระวังคำพูดด้วย"
เอลดริตช์เอ่ยขึ้นเรียบๆ ฟังไม่ออกว่ากำลังตำหนิหรือตักเตือน
จากนั้นเขาก็หันกลับมามองซานฮูร์โฆอีกครั้ง น้ำเสียงหนักแน่นเด็ดขาด "ท่านนายพล ฉันว่าการบุกครั้งต่อไป ควรจะให้เราเป็นฝ่ายนำจะดีกว่า"
ริมฝีปากของซานฮูร์โฆขยับไปมา แต่สุดท้ายเขาก็ได้แต่ก้มหน้ายอมรับความพ่ายแพ้
"...ครับ ท่านเอลดริตช์"
เขารู้ดีว่า นับจากวินาทีนี้เป็นต้นไป อำนาจการสั่งการในสมรภูมินี้ ไม่ได้อยู่ในมือเขาอีกต่อไปแล้ว
พันเอกบริทาเนียที่ชื่อเฮนรี่ยิ้มเยาะอย่างได้ใจ จากนั้นก็หันไปพูดกับนายทหารกองทัพฝ่ายกษัตริย์เบื้องหลัง ด้วยภาษาอารากอนที่ค่อนข้างแปร่งหูว่า
"เบิกตาดูให้ดีล่ะ พวกบ้านนอก... ต่อจากนี้ไป จะให้พวกแกได้เห็นว่า สงครามของจริงมันทำกันยังไง"
พูดจบ เขาก็หันหลังเดินออกจากเต็นท์ไป
การโจมตีระลอกใหม่เปิดฉากขึ้นในไม่ช้า
คราวนี้ ผู้ที่เดินนำหน้าสุด ไม่ใช่ทหารกองทัพฝ่ายกษัตริย์อีกต่อไป
แต่เป็นกรมปืนไฟนอร์ธัมเบอร์แลนด์ที่มีอาวุธยุทโธปกรณ์ครบครันและจัดรูปขบวนอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย
เบื้องหลังพวกเขา คือยักษ์เหล็กสีขาวแปดตัวที่แผ่กลิ่นอายคุกคามอันทรงพลัง อัศวินเกราะแห่งอัศวินการ์เตอร์
ส่วนทหารกองทัพฝ่ายกษัตริย์น่ะหรือ ถูกจัดให้อยู่รั้งท้ายสุด ภายใต้ข้ออ้างที่ฟังดูดีว่า เก็บกวาดสมรภูมิ
"ผู้บังคับหมวด! ดูนั่นสิ! อัศวินเกราะของศัตรู!"
เสียงร้องอุทานของทหารรับใช้ฮันส์ดังก้องอยู่ข้างหูโมริน
โมรินที่กำลังหมอบซุ่มดูลาดเลาอยู่บนหลังคาพร้อมกับทหารรับใช้ รีบยกกล้องส่องทางไกลขึ้นมองไปทางที่อีกฝ่ายชี้ทันที
ภาพที่เห็นคืออัศวินเกราะสีขาวหลายตัว กำลังเคลื่อนตัวรุกคืบเข้ามาหาแนวป้องกันของพวกเขาอย่างเนิบนาบ โดยมีทหารราบทหารบริทาเนียจำนวนมากคอยคุ้มกัน
แสงแดดสาดส่องลงบนเกราะอันมันวาวของพวกมัน สะท้อนแสงจ้าบาดตา
และคราวนี้ นอกจากอาวุธมาตรฐานอย่างดาบและโล่แล้ว อัศวินเกราะหลายตัวยังเปลี่ยนมาใช้อาวุธอย่างโล่ขนาดใหญ่ กระบองหนัก และอื่นๆ อีกด้วย
สิ่งที่โมรินกังวลที่สุด เกิดขึ้นจนได้
ยุทธวิธีการรบในเมืองที่เขาคิดค้นขึ้นมานี้ ได้ผลดีเยี่ยมเมื่อใช้จัดการกับทหารราบ แต่เมื่อต้องมาเผชิญหน้ากับสัตว์ประหลาดเหล็กไหลที่ฟันแทงไม่เข้านี้ มันก็ดูจะไร้พลังไปถนัดตา
"แจ้งให้ทุกหน่วยทราบ! ยูนิตหุ้มเกราะของศัตรูปรากฏตัวแล้ว! อย่าเข้าปะทะตรงๆ เตรียมถอยร่นไปยังแนวป้องกันสำรอง ปล่อยไอ้พวกนี้ให้อัศวินเกราะของเราจัดการ!"
โมรินลื่นไถลไปที่ขอบหลังคา ชะโงกหน้าออกไปออกคำสั่งกับทหารส่งสารที่สแตนด์บายอยู่เบื้องล่าง ทหารนายนั้นรีบกระจายตัวออกไปแจ้งข่าวตามจุดต่างๆ ทันที
ขณะเดียวกัน บนแผนที่เมืองตรงหน้าโมริน อัศวินเกราะของอัศวินการ์เตอร์ซึ่งได้รับการคุ้มกันจากผู้ติดตามอัศวินและทหารราบที่อยู่รอบนอก กำลังรุกคืบเข้ามาตามถนนสายต่างๆ
ณ ใจกลางเมือง เครื่องหมายของภาคีอัศวินทิวโทนิกที่ได้รับแจ้งจากจุดสังเกตการณ์อื่นๆ ก็เริ่มเคลื่อนไหว และรีบแตกกระบวนออกเป็นสัญลักษณ์ย่อยๆ หกอันอย่างรวดเร็ว
ทว่าคำสั่งของโมรินไม่อาจส่งไปถึงกองกำลังป้องกันได้ทั้งหมด ทหารหลายนายที่ซ่อนตัวอยู่ในอาคาร เมื่อเห็นอัศวินเกราะเข้าก็ลั่นไกปืนด้วยความหวาดกลัว
กระสุนปืนไรเฟิลและปืนกลสาดเทเข้าใส่อัศวินเกราะทั้งแปดตัวดุจห่าฝน
ทว่า ทุกสิ่งล้วนสูญเปล่า
กระสุนปืนนับไม่ถ้วนที่สาดเข้าใส่ตัวอัศวินเกราะ ทำได้เพียงแค่สาดประกายไฟเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น ไม่แม้แต่จะทิ้งรอยขีดข่วนไว้เลยด้วยซ้ำ
พวกอัศวินเกราะไม่เพียงแต่ไม่ได้เปิดใช้งานโล่พลังงานสีฟ้าเท่านั้น กระทั่งความเร็วก็ไม่ลดลงแม้แต่น้อย พวกมันยังคงรักษาระดับความเร็วที่มั่นคง รุกคืบไปข้างหน้าทีละก้าวๆ
พวกมันเปรียบเสมือนสัตว์ร้ายยักษ์คงกระพันในตำนานปรัมปรา อาวุธของมนุษย์เดินดินใดๆ ล้วนดูน่าขันเมื่ออยู่ต่อหน้าพวกมัน
"ตูม!"
ปืนใหญ่ฮาวอิตเซอร์ 105 มม. กระบอกหนึ่งที่ทนไม่ไหว ทำการยิงเล็งตรงเข้าใส่ แต่อัศวินเกราะที่เป็นเป้าหมายเพียงแค่ยกโล่ขนาดใหญ่อันหนาเตอะขึ้นมา ก็สามารถปกป้องตัวเองและกองกำลังฝั่งเดียวกันจำนวนมหาศาลที่อยู่เบื้องหลังได้แล้ว
กระสุนปืนใหญ่ระเบิดอัดกระแทกโล่ใหญ่ ทว่าไม่อาจสร้างความเสียหายรุนแรงใดๆ ได้เลย ในทางกลับกัน อาวุธปืนใหญ่บางอย่างที่ติดตั้งอยู่บนแขนอีกข้างของอัศวินเกราะตัวนั้นกลับสว่างวาบขึ้น และเป่าที่ตั้งปืนใหญ่แห่งนั้นจนแหลกเป็นจุณ
ทหารบริทาเนียที่เดินตามหลังมาเห็นภาพนั้น ก็พากันระเบิดเสียงหัวเราะเยาะเย้ย
"เห็นไหมล่ะ? นี่น่ะเหรอการต่อต้านของพวกแซกซอน? น่าสมเพชชะมัด"
"เหมือนเอาก้อนกรวดไปปาใส่ปราสาทชัดๆ"
ทหารแซกซอนที่คอยรักษาการอยู่ในซากปรักหักพัง ต่างก็มองดูภาพนั้นด้วยความสิ้นหวัง
กระสุนของพวกเขาเจาะเกราะฝ่ายตรงข้ามไม่เข้า ในขณะที่อีกฝ่ายกลับสามารถบดขยี้ที่กำบังที่ใช้ซ่อนตัวของพวกเขาได้อย่างง่ายดาย
อัศวินเกราะตัวหนึ่งเดินไปถึงสิ่งกีดขวางด่านแรก มันไม่ได้ใช้อาวุธด้วยซ้ำ เพียงแค่ยกขาจักรกลขนาดยักษ์ขึ้นกระทืบอย่างแรง
สิ่งกีดขวางที่ทำจากไม้และอิฐหิน ก็พังทลายลงในพริบตา
จากนั้น มันก็เดินตะลุยฝ่าไปดื้อๆ เหยียบย่ำลวดหนามและสิ่งกีดขวางด้านหลังจนราบคาบจมดิน
อัศวินเกราะอีกตัว เดินไปหยุดอยู่หน้าตึกสามชั้นที่กองพลนานาชาติคุมพื้นที่อยู่
ที่นั่นคือจุดที่อันเดรนำทหารส่วนหนึ่งมาตั้งรับหลังจากแยกย้ายมาจากแนวหลัง
อัศวินเกราะเงื้อค้อนศึกเล่มยักษ์ในมือขึ้น แล้วฟาดเปรี้ยงเข้าใส่กำแพงรับน้ำหนักของอาคาร
"ครืน!"
เสียงดังสนั่นหวั่นไหว กำแพงเกิดรูโหว่ขนาดใหญ่
ตามมาด้วยการทุบอีกหลายครั้งติดๆ
ทั้งอาคารส่งเสียงครวญครางอย่างสุดจะทนรับไหว และเริ่มสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง
"รีบถอย! ตึกจะถล่มแล้ว!"
อันเดรไอ้หนวดเคราเฟิ้มแหกปากตะโกนลั่นจากข้างใน เขายังไม่ทันได้ปาระเบิดเพลิงด้วยซ้ำ ทหารกองพลนานาชาติก็พากันวิ่งหนีตายออกทางประตูหลังอาคารกันอย่างอลหม่าน
พวกเขาวิ่งหนีออกมาได้ไม่ไกลนัก ตึกสามชั้นหลังนั้นก็ถล่มครืนลงมาทั้งหลัง ฝังทหารที่หนีไม่ทันหลายคนไว้เบื้องล่างตลอดกาล
การรุกคืบอย่างต่อเนื่องของอัศวินเกราะ ทำให้ขวัญกำลังใจของนักบินและทหารบริทาเนียเบื้องหลังฮึกเหิมถึงขีดสุด
ในสายตาของพวกเขา เมื่ออีกฝ่ายไม่อาจต้านทานอัศวินเกราะได้ การต่อสู้ครั้งนี้ก็ไม่มีอะไรให้ต้องลุ้นอีกแล้ว
ชัยชนะ เป็นเพียงเรื่องของเวลาเท่านั้น
ในจังหวะที่อัศวินเกราะทั้งแปดตัวกระจายกำลังกันออกไป เตรียมพร้อมจะช่วยสนับสนุนทหารราบกวาดล้างถนนสายนี้ให้สิ้นซากนั้นเอง
ที่อีกฟากหนึ่งของถนน ก็ปรากฏร่างของอัศวินเกราะขึ้นมาเช่นกัน
นั่นคืออัศวินเกราะแห่งจักรวรรดิแซกซอน ที่มีลวดลายไม้กางเขนทิวโทนิกสีดำขาวประดับอยู่
"โอ้? ยอมโผล่หัวออกมาแล้วสินะ?"
พันเอกมาร์คัส ผู้บัญชาการหน่วยย่อยอัศวินการ์เตอร์ นั่งอยู่ในห้องนักบินของ 'เซนต์จอร์จรุ่น 3' มองดูอัศวินเกราะของภาคีอัศวินทิวโทนิกที่ปรากฏตัวอยู่ลิบๆ รอยยิ้มเย็นชาผุดขึ้นที่มุมปาก
เขาไม่กังวลแม้แต่น้อย
เขาอ่านรายงานการรบก่อนหน้านี้มาหมดแล้ว ภาคีอัศวินทิวโทนิกของพวกแซกซอน หลังจากผ่านศึกครั้งที่แล้ว ก็เหลือรอดอยู่แค่หกตัวเท่านั้น
แปดต่อหก อีกฝ่ายสูญเสียความได้เปรียบด้านจำนวนอันเป็นที่พึ่งพิงหลักไปแล้ว
ที่สำคัญยิ่งกว่านั้น ที่นี่คือถนนในเมืองอันคับแคบ
ภูมิประเทศแบบนี้ เป็นอุปสรรคต่อยุทธวิธีหมาหมู่ที่ภาคีอัศวินทิวโทนิกถนัดที่สุด
ส่วนเรื่องดวลเดี่ยวแบบตัวต่อตัวน่ะรึ? อัศวินการ์เตอร์ไม่เคยหวั่นเกรงคำท้าประลองจากอัศวินเกราะหน้าไหนทั้งนั้น มาร์คัสถึงกับคิดว่า เขาใช้มือเดียวก็จัดการเศษเหล็กหยาบๆ พวกนั้นได้สบายๆ
'เซนต์จอร์จรุ่น 3' ของอัศวินการ์เตอร์คืออัศวินเกราะพลังเวทมนตร์ล้วนรุ่นใหม่ล่าสุดในขณะนี้ ไม่ว่าจะเป็นวัสดุเกราะ เวทมนตร์เสริมพลังป้องกัน หรือเตาปฏิกรณ์พลังงานมาจิก ล้วนล้ำหน้าซีรีส์ 'ซีกฟรีด' ของชาวแซกซอนไปไกลลิบ
ต่อให้ต้องปะทะกับ 'ชาร์เลอมาญรุ่น 2' ของพวกโกล ก็ยังได้เปรียบ
นี่คือความห่างชั้นทางเทคโนโลยี ไม่ใช่สิ่งที่จะเอาชนะได้ด้วยข้ออ้างที่เรียกว่าความกล้าหาญ
"ทุกหน่วยรับทราบ ค้นหาเป้าหมายอิสระ จัดการพวกมันซะ"
มาร์คัสออกคำสั่งผ่าน 'หินสื่อสาร' ที่ติดตั้งอยู่ภายในห้องนักบิน ซึ่งนี่ถือเป็นการปรับปรุงครั้งสำคัญและมีราคาแพงลิบลิ่วของ 'เซนต์จอร์จรุ่น 3' ทำให้ทีมที่อยู่ในคลื่นความถี่เดียวกันสามารถสื่อสารกันในระยะใกล้ได้
แม้หน่วยข่าวกรองจะรายงานว่า พวกแซกซอนกำลังพยายามย่อส่วนวิทยุสื่อสารเพื่อนำมาติดตั้งในอัศวินเกราะของตน แต่ดูเหมือนว่าภายในระยะเวลาอันใกล้นี้คงจะยังไม่สำเร็จ...
"รับทราบครับ ผู้กอง!"
"ให้พวกมันได้รู้ซึ้งถึงความร้ายกาจของอัศวินการ์เตอร์หน่อย!"
"ผมล่ะทนรอที่จะรื้อพวกมันเป็นชิ้นๆ ไม่ไหวแล้ว!"
เสียงตอบรับอย่างมั่นอกมั่นใจของเหล่านักบินดังขึ้นในช่องสัญญาณ
เหล่าอัศวินเกราะแห่งอัศวินการ์เตอร์ที่ขวัญกำลังใจเต็มเปี่ยม กระจายกำลังไปตามถนนสายต่างๆ และเป็นฝ่ายบุกเข้าประจัญบานก่อน เตรียมพร้อมจะใช้ชัยชนะอันหมดจดงดงามมาปิดฉากการต่อสู้อันแสนน่าเบื่อนี้
ทว่า เมื่อพวกเขาเข้าไปใกล้ ก็พบเห็นความผิดปกติบางอย่าง
อัศวินเกราะของภาคีอัศวินทิวโทนิกฝ่ายตรงข้าม ดูเหมือนจะเป็นฝ่ายบุกเข้ามาหาเช่นกัน
และนอกจากโล่แล้ว อาวุธในมืออีกข้างของพวกมันช่างดูประหลาดตายิ่งนัก
มันไม่ใช่กระบองหัวหนามหรือขวานศึกที่พวกมันมักใช้ประจำ แต่ดูเหมือนหอกยาว... เพียงแต่ส่วนหัวของหอกกลับเป็นกรวยโลหะเว้าลึกประหลาดๆ
อาวุธทั้งชิ้นดูหยาบกระด้างราวกับงานทำมือจากร้านตีเหล็กบ้านนอก กระทั่งสีก็ยังทาไม่สม่ำเสมอเลยด้วยซ้ำ
"ฮ่า นั่นมันตัวอะไรน่ะ? ไม้ฟืนรึไง?"
"ฉันนึกว่าเป็นคราดตักขี้ซะอีก"
"พวกแซกซอนมันบ้าไปแล้วรึไง? คิดจะเอาของพรรค์นั้นมาสู้กับเราเนี่ยนะ?"
เหล่านักบินของอัศวินการ์เตอร์ที่นั่งดูภาพเหล่านั้นผ่านห้องนักบินของตน ต่างก็อดไม่ได้ที่จะระเบิดเสียงหัวเราะออกมา
ในสายตาของพวกเขา นี่มันเป็นการหยามเกียรติกันชัดๆ
มาร์คัสเองก็ขมวดคิ้วด้วยความสงสัยเช่นกัน
แต่เขาก็ไม่ได้คิดอะไรมาก ในสายตาของเขา นี่อาจจะเป็นแค่การดิ้นรนเฮือกสุดท้ายของพวกลาโง่แซกซอนที่หมดหนทางสู้แล้ว
หุ่นรบของเขา เป็นตัวแรกที่เข้าปะทะกับอัศวินเกราะที่ลุดวิกเป็นผู้บังคับ
"อัศวินทิวโทนิก บอกชื่อของแกมา ฉันไม่ฆ่าคนไร้ชื่อ"
มาร์คัสเปิดระบบกระจายเสียงภายนอกของอัศวินเกราะ น้ำเสียงเต็มไปด้วยความเย่อหยิ่งของชนชั้นสูง
ลุดวิกไม่ได้ตอบกลับ
เขาทำเพียงแค่ยกโล่ขึ้นมาบังตัวเงียบๆ ส่วนอาวุธที่โมรินเรียกว่า 'กระสุนเจาะเกราะพลังงานสะสม' ก็ถูกวางพาดไว้ข้างๆ โล่ ดูแล้วไม่มีท่าทีจะเสวนากับมาร์คัสเลยแม้แต่น้อย
"หึ รนหาที่ตาย..."
มาร์คัสเห็นอีกฝ่ายเมินเฉยใส่ก็โมโหเลือดขึ้นหน้า
เขาบังคับให้อัศวินเกราะเงื้อดาบเล่มยักษ์ขึ้น เตรียมจะใช้วิชาดาบอันเลิศล้ำของตน ตัดแขนขาอัศวินเกราะแซกซอนตรงหน้าให้ขาดสะบั้น
เสียงฝีเท้าหนักหน่วงดังกึกก้องไปทั่วถนน สายตาของทุกคนในบริเวณนั้นต่างจับจ้องไปที่ยักษ์เหล็กทั้งสองตัวเขม็ง
ในจังหวะที่อัศวินเกราะทั้งสองตัวกำลังจะปะทะกัน มาร์คัสก็ชิงลงดาบฟันก่อน
ส่วนลุดวิกที่ตึงเครียดไม่แพ้กัน ก็อาศัยสัญชาตญาณและประสบการณ์ที่มี ชิงใช้โล่ปัดป้องการฟันของดาบอีกฝ่ายออกไปได้ก่อน
จากนั้นเขาก็ทำตามที่โมรินสั่งการไว้ เหมือนกับการแทงหอกออกไป เขายื่นส่วนหัวของกระสุนเจาะเกราะในมือเข้าไปใกล้ห้องนักบินของอีกฝ่ายในระยะห่างประมาณ 20 เซนติเมตร แล้วฉวยโอกาสกดจุดระเบิดทันที
ชนวนแบบกลไกจุดระเบิดกรดพิกริกที่บรรจุอยู่ภายใน แม้จะไม่ได้รุนแรงเท่ากับระเบิดชั้นสูงในยุคปัจจุบัน แต่คลื่นกระแทกจากการระเบิดที่มีความเร็วสูงกว่าเจ็ดพันเมตรต่อวินาที ก็บดอัดกรวยทองแดงที่อยู่ส่วนหน้าของกระสุนได้อย่างแม่นยำ
ความร้อนและความดันมหาศาลในชั่วพริบตา เปลี่ยนกรวยทองแดงให้กลายเป็นลำโลหะหลอมเหลวอันร้อนระอุ
เนื่องจากข้อจำกัดด้านพลังงานของระเบิด การจุดชนวนที่ไม่พร้อมกัน และปัจจัยอื่นๆ ลำโลหะหลอมเหลวนี้จึงไม่อาจก่อตัวเป็นปลายแหลมที่คมกริบถึงขีดสุดได้ แต่ในเสี้ยววินาทีนั้น ลำโลหะหลอมเหลวก็ยังสามารถทะลวงผ่านกำแพงเสียงไปได้ถึงห้าเท่าอย่างง่ายดาย
โล่พลังงานที่อัศวินเกราะเปิดใช้งานฉุกเฉิน ไม่อาจต้านทานการโจมตีระดับนี้ได้ในเวลาอันสั้น มันแตกสลายไปราวกับฟองสบู่ในพริบตา
จากนั้น 'หอกเพลิง' ความเร็วเหนือเสียงพุ่งตรงเข้ากระแทกแผ่นเกราะหลักด้านหน้าของอัศวินเกราะในแนวเกือบตั้งฉาก
โมเมนตัมอันรุนแรงและแรงดันมหาศาลทำให้ส่วนหัวของลำโลหะหลอมเหลวเจาะทะลวงเข้าสู่วัสดุเกราะจนระเหยกลายเป็นไอ ราวกับมีดร้อนๆ หั่นเนย เปิดช่องขนาดเล็กขึ้นมาในพริบตา
"ตูม!!!"
แสงไฟสว่างจ้าบาดตา สว่างวาบขึ้นระหว่างอัศวินเกราะทั้งสองตัวอย่างกะทันหัน
การระเบิดอย่างรุนแรง ถึงขั้นทำให้มวลอากาศรอบๆ บิดเบี้ยวไปเลยทีเดียว
ผู้ติดตามอัศวินและทหารบริทาเนียที่ตามหลังมาร์คัสมา ยังไม่ทันรู้ตัวว่าเกิดอะไรขึ้น
พวกเขารู้สึกเพียงพลังงานอันมหาศาลระเบิดขึ้นระหว่างอัศวินเกราะทั้งสองตัว ตามมาด้วยภาพอัศวินเกราะทั้งสองตัวพุ่งชนกระแทกเข้าหากันจากแรงเฉื่อย
กว่าทหารบริทาเนียจะตั้งหลักได้และเงยหน้าขึ้นมอง พวกเขาก็ต้องพบกับภาพที่จะประทับอยู่ในความทรงจำไปตลอดกาล
ภาพที่เห็นคือ 'เซนต์จอร์จรุ่น 3' อัศวินเกราะสีขาวแห่งอัศวินการ์เตอร์ จู่ๆ ก็หยุดนิ่งงันไปเสียดื้อๆ
ดาบเล่มยักษ์ในมือยังคงค้างอยู่ในท่าเตรียมแทงซ้ำรอบสอง
จากนั้น ท่ามกลางสายตาตกตะลึงของทุกคน สิ่งประดิษฐ์เหล็กยักษ์นั่นก็หงายหลังล้มตึงลงไปทั้งยืน
"ตึง!"
ร่างจักรกลอันหนักอึ้งฟาดกระแทกพื้น ฝุ่นดินฟุ้งกระจายตลบอบอวล
ทั้งถนนตกอยู่ในความเงียบงัน
ทุกคนตกตะลึงจนทำอะไรไม่ถูก สมองขาวโพลนไปหมด
เกิดอะไรขึ้น? หุ่นรบประจำตัวของพันเอกมาร์คัสล้มลงไปได้ยังไง? ยังไม่ทันที่พวกเขาจะได้สติจากความตกตะลึงครั้งใหญ่ อัศวินเกราะลายทางขาวดำตัวนั้นก็โยน 'หอกยาว' ประหลาดๆ ในมือทิ้งไป แล้วชักกระบองหัวหนามยักษ์อันเป็นเอกลักษณ์ออกมาจากด้านหลัง
จากนั้นมันก็พุ่งเข้าใส่เหล่าทหารราบที่ยืนอ้าปากค้างอยู่อย่างไม่รอช้า
รังสีอำมหิตอันเย็นเยียบ เข้าปกคลุมร่างของทุกคนในชั่วพริบตา