- หน้าแรก
- บัญญัติสยองต้องสาป
- บทที่ 37 - เจ้าแกะน้อย
บทที่ 37 - เจ้าแกะน้อย
บทที่ 37 - เจ้าแกะน้อย
บทที่ 37 - เจ้าแกะน้อย
༺༻
"สิทธิพิเศษเหรอ?"
"ใช่" เสียงของเวยหลิงลดต่ำลง "สำหรับผู้โดยสารแล้ว มันคือสิทธิพิเศษที่ใฝ่ฝันหา กระทั่งคนธรรมดาที่ไม่ใช่ผู้โดยสารก็คงอยากจะครอบครองมันเช่นกัน"
"การตายแล้วฟื้นคืนชีพ!"
ตายแล้วฟื้นคืนชีพงั้นเหรอ?!
ดวงตาของลู่จินเจาส่องประกายความประหลาดใจ เธอไม่นึกเลยว่าจะเป็น "สิทธิพิเศษ" แบบนี้
"การครอบครองตั๋วรถไฟระดับพิเศษ ก็เท่ากับว่ามีชีวิตที่สอง"
ลู่จินเจารู้สึกสงสัย "มีแค่ตั๋วรถไฟเท่านั้นที่มีความสามารถนี้เหรอ ไอเทมลี้ลับชิ้นอื่นทำไม่ได้เลยหรือไง?"
เวยหลิงส่ายหน้า "ทำไม่ได้"
"ไอเทมลี้ลับชิ้นอื่น ต่อให้แข็งแกร่งเพียงใด ก็ทำได้แค่ลดโอกาสตายลงเท่านั้น นอกจากตั๋วรถไฟแล้ว ไม่เคยมีไอเทมลี้ลับชิ้นไหนที่สามารถทำให้คนที่ตายไปแล้วฟื้นกลับมาได้เลย"
"ถึงแม้จะมีไอเทมลี้ลับบางชิ้นที่อ้างว่าสามารถชุบชีวิตได้ แต่หลังจากฟื้นขึ้นมา... ก็เรียกได้ว่าไม่ใช่คนอีกต่อไปแล้ว!"
"มีเพียงตั๋วรถไฟเท่านั้น ที่สามารถทำให้คนฟื้นกลับมาเป็นคนเดิมได้อย่างสมบูรณ์"
"และมันไม่จำเป็นต้องให้คุณลงมือใช้งานเองด้วย แน่นอนว่าสิทธิพิเศษนี้ไม่ได้มีแค่การฟื้นคืนชีพ หรือจะพูดว่าการฟื้นคืนชีพเป็นสิ่งที่ผู้โดยสารให้ความสำคัญมากที่สุดก็ได้"
"คุณยังสามารถฉีกตั๋วรถไฟทิ้งในช่วงเวลาวิกฤตพรมแดนความเป็นตาย เพื่อแลกกับโอกาสในการเดิมพันครั้งสุดท้ายได้อีกด้วย"
"สรุปคือ การมีตั๋วรถไฟระดับพิเศษ ก็เท่ากับว่ามีโอกาสในการแก้ตัวที่มหาศาล และมีความเป็นไปได้ที่มากขึ้น"
เวยหลิงค่อยๆ พูดต่อว่า "และมีข่าวลือว่าระดับพิเศษคือระดับสูงสุดของตั๋วรถไฟแล้ว หากสูงไปกว่านั้น... บางที อาจจะไม่ใช่ผู้โดยสารอีกต่อไป!"
"ไม่ใช่ผู้โดยสารอีกต่อไป? หมายความว่ายังไง?"
"ไม่รู้สิ ฉันก็แค่เคยได้ยินประโยคนี้มา แต่คิดว่ามันคงเป็นเรื่องที่สำคัญมากล่ะมั้ง ทว่าสำหรับฉันแล้วมันยังห่างไกลเกินไป เป้าหมายของฉันในตอนนี้ คือการได้รับลิขิตชีวิตที่เหมาะสมมาสักอย่างก่อน"
เวยหลิงยกคำศัพท์ใหม่ขึ้นมาอีกหนึ่งคำ
ลู่จินเจาสังเกตเห็นว่าเธอเคยพูดว่าระดับพิเศษมีความสามารถในการต่อต้านผี คิดว่าคงจะเกี่ยวข้องกับลิขิตชีวิตนี้แน่ๆ
เวยหลิงพูดจบก็เพิ่งนึกขึ้นได้ว่าลู่จินเจาน่าจะไม่รู้เรื่องพวกนี้ เธอจึงอธิบายอย่างง่ายๆ ว่า:
"คุณน่าจะรู้ดีอยู่แล้ว คนธรรมดาไม่มีทางต่อต้านผีได้เลย อย่าว่าแต่ต่อต้าน แค่รักษาชีวิตไว้ก็ยากแล้ว"
"พวกเราต้องพึ่งพาไอเทมลี้ลับ ถึงจะพอเอาชีวิตรอดจากการจู่โจมของผีมาได้แบบหืดขึ้นคอ"
"ถึงจะเป็นอย่างนั้น มันก็แค่การรักษาชีวิตไว้แบบแกนๆ เท่านั้นเอง"
จริงด้วย ลู่จินเจามีความเข้าใจในจุดนี้อย่างลึกซึ้งเพียงพอแล้ว
"แต่ถ้ามีพลังพิเศษบางอย่างล่ะก็ มันจะแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง"
"อืม... คุณน่าจะเคยดูพวกนิยายหรือหนังใช่ไหม?" เวยหลิงครุ่นคิดว่าจะอธิบายอย่างไรดี ลู่จินเจาพยักหน้า
"ในนั้นจะมีพวกคนทรง อาจารย์ปราบผี มิโกะ ดวงตาเห็นผี หรือพวกอะไรแปลกๆ ใช่ไหมล่ะ?"
"สรุปคือมันคล้ายๆ กัน ในอินสแตนซ์ระดับที่สูงขึ้นหน่อยมักจะปรากฏออกมาบ่อย ระดับติงแทบจะไม่มีเลย ส่วนระดับปิ่งก็นานๆ ทีถึงจะโผล่มา"
"ในอินสแตนซ์พิเศษแบบนี้ ผู้โดยสารจะถูกจัดสรรบทบาทที่แตกต่างกัน บางบทบาทจะมีพลังพวกนี้ติดตัวมาด้วย หากคุณสามารถใช้บทบาทนี้รอดชีวิตออกมาจากอินสแตนซ์ได้ และจ่ายเงินซื้อชีวิตจำนวนหนึ่งเพื่อซื้อลิขิตชีวิตของบทบาทนั้นมา คุณก็จะได้รับพลังเหล่านั้นมาจริงๆ!"
"...ทำแบบนั้นได้ด้วยเหรอ?"
"ใช่! สถานีเมืองอวิ๋นเฉิงของพวกเรามีอาจารย์ปราบผีอยู่คนหนึ่ง เห็นว่าเธอได้รับลิขิตชีวิตอาจารย์ปราบผีมาจากอินสแตนซ์ที่มีฉากหลังเป็นฮ่องกงในศตวรรษที่แล้ว อาจารย์ปราบผีเชียวนะ นี่เป็นลิขิตชีวิตที่แข็งแกร่งมากเลยล่ะ"
โทนเสียงของเวยหลิงเต็มไปด้วยความอิจฉา
"ลิขิตชีวิตมีได้แค่หนึ่งเดียวเหรอ หรือว่าซื้อเพิ่มได้หลายอัน?" ลู่จินเจาถามคำถามที่เธอคิดว่าเป็นจุดสำคัญ
"มีได้แค่หนึ่งเดียว เพราะคุณซื้อชีวิตมาแล้ว ชีวิตคนเรามีแค่ชีวิตเดียว ลิขิตชีวิตจึงมีได้เพียงหนึ่งเดียวเช่นกัน"
"หลังจากซื้อลิขิตชีวิตแล้ว คุณจะไม่ถูกจัดสรรบทบาทอาชีพพิเศษอีกเลย ดังนั้นจึงมีคนเป่าหูว่าคนไม่มีลิขิตชีวิตต้องระมัดระวังให้ดี แต่ก็มีคนบอกว่า มีไว้หนึ่งอันย่อมดีกว่าไม่มีเลย"
"เพราะใครจะไปรู้ล่ะว่าจะตายในอินสแตนซ์หน้าหรือเปล่า?"
"ฉันรู้สึกว่าพวกคนที่เป่าหูให้ระวังน่ะ กลัวว่าลิขิตชีวิตดีๆ จะถูกซื้อไปจนหมดมากกว่า ในอินสแตนซ์ยังจะมามัวลังเลอีก กลัวว่าจะตายช้าไปหรือไงกัน?"
โทนเสียงของเวยหลิงแสดงออกชัดเจนว่าไม่พอใจพวกคนที่บอกให้ระวัง
สิ่งที่ลู่จินเจาสนใจที่สุดกลับเป็น: "ลิขิตชีวิตมีจำนวนจำกัดเหรอ?"
"เรื่องนี้ฉันก็ไม่ค่อยแน่ใจเหมือนกัน" เวยหลิงส่ายหน้า "สถานีเมืองอวิ๋นเฉิงของพวกเรามันเล็กเกินไป คนที่ได้รับลิขิตชีวิตก็มีไม่มาก อีกอย่างการติดต่อระหว่างสถานีเมืองหนึ่งกับอีกเมืองหนึ่งมันก็น้อยเหลือเกิน ไม่รู้ทำไม ข้อมูลของทุกคนถึงได้ปิดเงียบขนาดนี้ ไม่อยากจะแลกเปลี่ยนข้อมูลกันมากนัก เลยทำให้ข้อมูลที่พวกเรารู้จริงๆ มีน้อยมาก"
"จากการแบ่งปันข้อมูลของพวกรุ่นพี่ในเว็บบอร์ด ลิขิตชีวิตส่วนใหญ่ที่รู้กันในตอนนี้ไม่ได้มีเพียงหนึ่งเดียว แต่ก็จะมีลิขิตชีวิตที่พิเศษสุดๆ บางอันที่ปรากฏออกมาเพียงครั้งเดียว ฉันรู้สึกว่านี่มันอาจจะเหมือนเกมสุ่มกาชามั้ง?"
"การ์ดที่หายากสุดๆ จะมีใบเดียว ส่วนการ์ดใบอื่นจะปรากฏซ้ำออกมาหลายครั้งอะไรประมาณนั้น..."
เวยหลิงเพียงแค่พูดไปตามการคาดเดา ข้อเท็จจริงจะเป็นอย่างไรเธอก็พูดไม่ถูกเหมือนกัน
"ฉันเข้าใจแล้ว"
ลิขิตชีวิตที่แข็งแกร่งเพียงพอ จะมีความสามารถในการต่อต้านแผ่นหนังแกะได้ไหมนะ?
ก่อนที่แผ่นหนังแกะจะกลืนกินวิญญาณทั้งหมดของเธอไป เธอต้องพยายามซื้อลิขิตชีวิตมาให้ได้สักอัน
หลังจากจบการสนทนากับเวยหลิง ลู่จินเจาไม่รอช้ารีบมุ่งหน้ากลับบ้านเกิดทันที
ตั้งแต่พ่อและแม่เสียชีวิตอย่างกะทันหันเมื่อหลายปีก่อน เธอก็ไม่เคยกลับไปที่นั่นอีกเลย
พอนึกย้อนกลับไป ความทรงจำเกี่ยวกับเมืองเล็กๆ แห่งนั้นกลับดูเลือนรางอย่างยิ่ง
ลู่จินเจาไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะกาลเวลาที่ผ่านไปทำให้ความทรงจำจางหายไปเองตามธรรมชาติ หรือเป็นเพราะอิทธิพลจากแผ่นหนังแกะกันแน่
เมื่อเธอต่อรถหลายต่อจนกลับมาถึงบ้านเกิด และได้เห็นท้องถนนที่คุ้นเคย ความทรงจำที่เลือนรางเหล่านั้นก็ดูเหมือนจะค่อยๆ กลับคืนมา
เมืองที่เธอเคยอาศัยอยู่เมื่อก่อนไม่ได้เรียกได้ว่าทุรกันดารนัก และมีประชากรไม่น้อย บอกว่าเป็นเมืองแต่โดยเนื้อแท้แล้วมันคือพื้นที่รอยต่อระหว่างเมืองและชนบท ตามการพัฒนาในช่วงหลายปีที่ผ่านมา สิ่งอำนวยความสะดวกและสิ่งก่อสร้างต่างๆ ก็นับว่าครบถ้วน ร้านชานมยอดฮิตหลายร้านมาเปิดเรียงรายอยู่ริมถนนหลายร้านเชียวล่ะ
แต่ที่นี่ก็ไม่ได้เรียกได้ว่าเจริญนัก กระทั่งผ่านไปยี่สิบกว่าปีแล้ว ก็ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงอะไรมากนัก เมื่อเทียบกับพื้นที่อื่นที่เคยยากจนพอๆ กันเมื่อก่อน ที่นี่นับว่ามีการพัฒนาที่ล่าช้าอย่างยิ่ง
ว่ากันว่าเป็นเพราะปัจจัยภายนอกบางอย่างที่ทำให้ยากจะพัฒนาขึ้นมาได้ ปัจจัยนั้นคืออะไรลู่จินเจาเองก็ไม่ได้เข้าไปศึกษา
บ้านของเธอในตอนนี้เป็นบ้านที่สร้างเอง แต่ตอนที่เธอยังเล็กมาก ประมาณช่วงก่อนขึ้นมัธยมปลาย บ้านของเธอเคยเป็นบ้านชั้นเดียวที่สร้างจากดินและอิฐ แต่ภายหลังที่ตรงนั้นมีการพัฒนา บ้านหลังเก่าจึงถูกทุบทิ้งไป และใช้ที่ดินที่ได้รับชดเชยมาสร้างบ้านเองหนึ่งหลัง
และแผ่นหนังแกะนั่น ก็มาจากเจ้าแกะน้อยตัวหนึ่งที่เคยเลี้ยงไว้หลังบ้านดินนั่นเอง
ในความทรงจำ น่าจะเป็นช่วงที่เธออายุประมาณสิบสองปี เจ้าแกะน้อยล้มป่วยแล้วตายไป
ตอนเด็กเธอชอบแกะตัวนั้นมาก เลยร้องไห้หนักมาก
พ่อกับแม่เห็นดังนั้นเลยตัดแผ่นหนังแกะออกมาหนึ่งชิ้น ให้เป็นเครื่องรางบอกว่าขอเพียงแผ่นหนังแกะยังอยู่ เจ้าแกะน้อยก็จะอยู่เป็นเพื่อนเธอตลอดไป
ไม่ว่าจะนึกย้อนกลับไปอย่างไร ในความทรงจำ มันก็เป็นแค่แกะธรรมดาที่แสนจะธรรมดาตัวหนึ่งเท่านั้นเอง
༺༻