- หน้าแรก
- บัญญัติสยองต้องสาป
- บทที่ 36 - ผู้โดยสารระดับพิเศษ
บทที่ 36 - ผู้โดยสารระดับพิเศษ
บทที่ 36 - ผู้โดยสารระดับพิเศษ
บทที่ 36 - ผู้โดยสารระดับพิเศษ
༺༻
เมื่อมองดูท่าทางที่มึนงงของเวยหลิง ลู่จินเจาก็รู้ดีว่าตอนนี้สมองของเธอน่าจะใช้งานได้ไม่ค่อยดีนัก ดังนั้นเธอจึงไม่ได้ซักไซ้อะไรหลายๆ คำถามในทันที แต่กลับขอช่องทางการติดต่อจากเวยหลิงแทน และทั้งสองคนก็นัดแนะกันว่าจะมาเจอกันที่ใจกลางเมืองในวันถัดไป
สถานีรถไฟใต้ดินยังคงเงียบเหงาเหมือนเคย แต่ทั้งที่เพิ่งจะผ่านภารกิจชานชาลามาเพียงสองครั้ง ทุกครั้งที่กลับมาที่สถานี ถึงแม้ที่นี่จะดูเงียบเหงาเหมือนเป็นอีกโลกหนึ่ง แต่ลู่จินเจาก็ยังคงทอดถอนใจกับความรู้สึกปลอดภัยที่ชานชาลาอันเงียบเหงาแห่งนี้มอบให้แก่เหล่าผู้โดยสาร
อย่างน้อยที่สุด การมายืนอยู่ที่นี่ ก็ทำให้ในใจของพวกเธอเกิดความดีใจที่ได้กลับสู่โลกความเป็นจริงอย่างปลอดภัย
"งั้นฉันไปก่อนนะ พรุ่งนี้เจอกันค่ะ" เวยหลิงลากร่างกายที่เหนื่อยล้าจนแทบจะหลับไปในวินาทีถัดไปมาบอกลาลู่จินเจา ก่อนจะหันหลังเดินจากไป
ตอนที่ลู่จินเจาเดินกลับมาถึงหอพัก เพื่อนร่วมหอต่างก็ไปเข้าเรียนกันหมดแล้ว แต่โทรศัพท์ของเธอก็เงียบเชียบ ไม่มีใครส่งข้อความมาเพราะเธอโดดเรียนเลย ถึงแม้คาบนี้จะมีการเช็คชื่อ แต่อาจารย์ก็ไม่ได้สังเกตเห็นว่าเธอไม่ได้อยู่ในห้องเรียน
ฐานะของผู้โดยสารทำให้เธอมีเกราะกำบังจากคนอื่นในโลกแห่งความเป็นจริงโดยธรรมชาติ เกราะกำบังนี้ให้ทั้งความสะดวกสบายแก่เธอ แต่ทว่ามันกลับทำให้ลู่จินเจาตระหนักได้อย่างลึกซึ้งว่า เธอไม่เหมือนกับคนรอบข้างอีกต่อไปแล้ว
"...อย่าคิดมากเลย ขอเพียงมีชีวิตรอดทำภารกิจไปเรื่อยๆ สักวันย่อมต้องมีวิธีออกจากขบวนรถไฟแน่นอน"
สมองที่เหนื่อยล้าจนเกินขีดจำกัด เมื่อได้ผ่อนคลายลงเพียงไม่ถึงสิบวินาที ก็ทำให้ลู่จินเจาหลับลึกไปอย่างง่ายดาย ในตอนที่เธอคิดว่าตัวเองจะนอนนานเหมือนครั้งที่แล้ว กลับผ่านไปเพียงหกเจ็ดชั่วโมง ลู่จินเจาก็ตื่นขึ้นมาเองตามธรรมชาติจากความฝัน
เธอเหลือบมองเวลา แล้วก็ขมวดคิ้วลง
หกเจ็ดชั่วโมง สำหรับบางคนอาจจะเป็นเวลานอนที่ปกติมาก แต่เธอเพิ่งจะกลับมาจากชานชาลา ไม่ว่าจะเป็นสมองหรือจิตใจต่างก็เหนื่อยล้าถึงขีดสุด อย่างน้อยก็น่าจะนอนสักสิบชั่วโมงไม่ใช่เหรอ?
ยิ่งไปกว่านั้น ความรู้สึกหลังจากที่เธอตื่นขึ้นมากลับไม่ใช่ความรู้สึกที่สดชื่น ร่างกายยังคงเหนื่อยล้าเป็นพิเศษ ช่วงไหล่ก็เหมือนกับแบกของหนักเอาไว้เป็นเวลานาน แม้แต่สมองที่ควรจะดีขึ้นแล้วก็ยังมีอาการปวดหนึบๆ เกิดขึ้นเป็นพักๆ
เพื่อนร่วมหอพักกลับมาที่หอแล้ว เมื่อเห็นเธอตื่นก็เดินเข้ามาคุยกับเธอ ระหว่างนั้นก็ได้บังเอิญไปแตะถูกหลังมือของเธอเข้า
"เอ๊ะ เสี่ยวลู่ ทำไมมือเธอถึงได้เย็นขนาดนี้ล่ะ? ป่วยหรือเปล่า?"
เย็นเหรอ?
ลู่จินเจาไม่มีความรู้สึกรู้สาด้วยตัวเอง แต่เธอตระหนักได้ว่าความเหนื่อยล้าที่สลัดไม่หลุดและความเย็นเยียบของร่างกาย ส่วนใหญ่น่าจะเป็นเพราะการแลกเปลี่ยนของเธอกับแผ่นหนังแกะ
เธอทำได้เพียงเออออตามคำพูดของเพื่อนร่วมหอไปว่าเธอป่วย
ตอนที่เธอกำลังล้างหน้าล้างตา เมื่อเงยหน้ามองดูตัวเองในกระจก ลู่จินเจาก็สัมผัสได้ถึงความรู้สึกผิดปกติที่แสนจะละเอียดอ่อนอย่างหนึ่ง
ตัวเธอในกระจก ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร ถึงทำให้เธอรู้สึกแปลกแยกอยู่บ้าง
ทั้งที่เครื่องหน้าก็ไม่ได้มีอะไรแตกต่างจากเดิม แต่เมื่อมองดูกลับรู้สึกว่ามันไม่ถูกต้อง
เธอก็ไม่รู้เหมือนกันว่ามันเกิดปัญหาขึ้นจริงๆ หรือเป็นเพียงแค่ความรู้สึกผิดปกติจากการมองเห็นเท่านั้น
แต่ว่า การแลกเปลี่ยนกับแผ่นหนังแกะส่งผลกระทบอย่างมหาศาลต่อเธออย่างไม่ต้องสงสัย
"...ดูเหมือนจะต้องรีบหาทางแก้ไขให้เร็วที่สุดแล้วล่ะ"
ความเหนื่อยล้าทางร่างกายยังไม่ต้องพูดถึง ความรู้สึกแปลกประหลาดที่ไม่สบายใจเมื่อมองดูตัวเองในกระจกยิ่งทำให้ลู่จินเจารู้สึกว่ามันไม่ค่อยดีนัก
เธอเปิดโทรศัพท์มือถือซื้อตั๋วเครื่องบินกลับบ้านเกิดหนึ่งใบ จากนั้นจึงไปพบเวยหลิงตามเวลานัดหมาย
เมื่อเธอได้พบกับเวยหลิงอีกครั้ง สีหน้าของอีกฝ่ายดูดีขึ้นมากแล้ว เพียงแต่แววตาดูแล้วยังไม่ดูสดใสเหมือนตอนก่อนที่จะเข้าร่วม 'เสียการควบคุม' เลย
พอเพิ่งจะนั่งลง เวยหลิงก็อดใจไม่ไหวที่จะบ่นเรื่องที่ตัวเองฝันมาตลอดทั้งวัน ในฝันเธอตื่นขึ้นมาจากภาพหลอนซ้ำไปซ้ำมา จากนั้นก็พบว่าตัวเองยังคงอยู่ในภาพหลอน ซึ่งมันทรมานเธอมากจริงๆ
"ฉันรู้สึกว่าหลังจากผ่านภารกิจครั้งนี้ไป ฉันต้องหาทางหาไอเทมลี้ลับที่สามารถต่อต้านภาพหลอนมาให้ได้สักชิ้นแล้วล่ะ"
"ตอนนี้แค่นั่งอยู่ตรงนี้ ในสมองของฉันยังจะมีพึมพำความคิดหนึ่งโผล่ขึ้นมาเลย"
"นี่คือความจริงหรือเปล่า? ฉันออกมาได้จริงๆ แล้วเหรอ? ฉันคงไม่ได้ยังอยู่ในภาพหลอนหรอกนะ!"
ลู่จินเจาฟังจบก็ไม่ได้พูดอะไร ได้แต่ทอดถอนใจว่าโรคพิตีเอสดีของเวยหลิงนั้นรุนแรงกว่าเธอมากนัก
"ไอเทมลี้ลับต้องไปหามาจากที่ไหนเหรอคะ?" เธอถาม
เวยหลิงย่อมรู้ดีว่าวันนี้ลู่จินเจาเรียกเธอออกมาก็เพื่อต้องการรู้ข้อมูลเพิ่มเติม ก่อนจะตอบเธอก็ยังอดไม่ได้ที่จะทอดถอนใจว่า: "วันนี้ฉันตื่นขึ้นมานึกถึงคำพูดที่คุณบอก ยังรู้สึกว่าตัวเองฝันอยู่เลยค่ะ"
"คุณจะเพิ่งเคยเข้าร่วมภารกิจมาแค่สองครั้งได้ยังไงกันคะ?"
พูดจบ เธอก็ไม่พูดจาไร้สาระมากความ: "แหล่งผลิตไอเทมลี้ลับมีเพียงที่เดียวเท่านั้น คือภายในชานชาลาค่ะ"
"โดยปกติจะเป็นพวกของที่เกี่ยวข้องกับผีน่ะค่ะ อย่างเช่นแผ่นซีดีที่มีข่าวลือว่าผีสิงอยู่ เชือกที่ผีใช้ผูกคอตายก่อนตาย วิทยุในบ้านตอนที่ผียังมีชีวิตอยู่ อะไรพวกนี้แหละค่ะ"
"ยังมีเส้นผมของผี เสื้อผ้าที่ผีสวมใส่อยู่บนตัว โทรศัพท์มือถือที่มีสายโทรเข้ามาจากผี เป็นต้นค่ะ"
"สรุปคือมีคุณสมบัติทางจิตวิญญาณ และเกี่ยวข้องกับผี ก็มีความเป็นไปได้ว่าจะเป็นไอเทมลี้ลับค่ะ"
เวยหลิงพูดไปพลางเสริมไปพลาง: "ที่ฉันพูดมามันแค่ส่วนเดียวค่ะ ไอเทมลี้ลับน่ะมีหลากหลายรูปแบบ ยิ่งในชานชาลาระดับสูงก็ยิ่งมีโอกาสปรากฏไอเทมลี้ลับมากขึ้น ระดับต่ำหน่อย อย่างเช่นในชานชาลาระดับติงแห่งหนึ่งก็เคยผลิตผงธูปที่ใช้งานได้ดีมากออกมาค่ะ"
"ส่วนระดับสูงน่ะ มีข่าวลือว่ามีผู้โดยสารระดับหนึ่งคนหนึ่งถือครองนิ้วมือของผีที่แข็งแกร่งมากเอาไว้ เมื่อเจออันตรายเขาสามารถแม้กระทั่งฉีกยันต์บนนิ้วมือออกนิดหน่อย ก็สามารถพึ่งพากลิ่นอายของผีตนนั้นเพื่อให้รอดชีวิตได้แล้วค่ะ เพียงแต่ไม่รู้ว่าราคาที่ต้องจ่ายคืออะไร..."
หลังจากนั้นเวยหลิงก็ค่อยๆ เสริมข้อมูลเกี่ยวกับวิธีระบุว่าของที่อยู่ตรงหน้าคือไอเทมลี้ลับหรือไม่ และควรจะนำออกมาอย่างไรเป็นลำดับ และสิ่งที่สำคัญที่สุดที่เวยหลิงพูดก็คือ:
"ไอเทมลี้ลับที่แข็งแกร่งบางชิ้น ตัวมันเองก็คือผีตนหนึ่ง หรือเป็นส่วนหนึ่งของผีค่ะ"
"ดังนั้นต้องใช้อย่างระมัดระวังให้มาก ไอเทมลี้ลับน่ะ ไม่ใช่พร็อพที่ใช้งานได้สะดวกเหมือนในนิยายหรอกนะคะ"
ตัวมันเองก็คือผีตนหนึ่งงั้นเหรอ?
เรื่องนี้ทำให้ลู่จินเจานึกถึงแผ่นหนังแกะขึ้นมา
แต่เธอไม่ได้พูดอะไรมาก และเปลี่ยนหัวข้อถามไปว่า: "ชั้นที่นั่งบนตั๋วรถไฟหมายความว่ายังไงเหรอคะ?"
"อ๋อ อันนี้เอาไว้ใช้แบ่งระดับของผู้โดยสารน่ะค่ะ"
"ตามที่ฉันรู้มา มีทั้งหมดแค่ห้าระดับค่ะ แทนด้วยช่วงมือใหม่อย่างไร้ที่นั่ง ระดับสามถึงหนึ่ง และผู้โดยสารระดับพิเศษที่พิเศษที่สุดค่ะ"
ตอนที่เวยหลิงพูดคำว่า "ระดับพิเศษ" สองคำนี้ โทนเสียงก็ดูจริงจังขึ้นมาไม่น้อย
"ระดับบนตั๋วรถไฟจะเป็นตัวแทนว่าระดับสูงสุดที่คุณสามารถโดยสารขบวนรถไฟได้คือระดับไหนค่ะ"
"ระดับติงจะมีเยอะที่สุด และก็เป็นระดับที่มีอัตราการตายสูงที่สุดด้วยค่ะ"
"ส่วนระดับพิเศษ ฉันยังไม่เคยเห็นระดับพิเศษเลย... ว่ากันว่าในสถานีเมืองอวิ๋นเฉิงของพวกเราก็มีระดับพิเศษอยู่แค่สองสามคนเท่านั้นเองค่ะ"
"จริงด้วย คุณยังไม่รู้ใช่ไหมคะ?" เธอนึกอะไรขึ้นมาได้
"ตอนนี้สถานีเมืองอวิ๋นเฉิงน่าจะมีผู้โดยสารอยู่แค่ประมาณสามร้อยกว่าคนเองค่ะ แน่นอนว่าฉันหมายถึงคนที่ยังมีชีวิตอยู่นะคะ ถ้าถ้ารวมคนที่ตายไปแล้วก็ไม่รู้ว่ามีเท่าไหร่แล้วล่ะค่ะ"
"ที่นี่ของพวกเราน่ะ เป็นแค่ชานชาลาเล็กๆ ค่ะ"
"ว่ากันว่าชานชาลาใหญ่ๆ บางแห่ง แค่ผู้โดยสารระดับธรรมดาก็มีตั้งหลายพันคนแล้วค่ะ ระดับพิเศษนี่ถึงกับสามารถดึงออกมานั่งโต๊ะประชุมกันได้เลยทีเดียว"
เวยหลิงพูดไป โทนเสียงก็แฝงไปด้วยความอิจฉา ลู่จินเจาคิดว่า เธอคงจะอิจฉาคำว่า "ระดับพิเศษ" นั่นแหละ
"ส่วนการเลื่อนระดับ โดยปกติแล้ว อย่างน้อยที่สุดก็ต้องทำภารกิจชานชาลาในระดับปัจจุบันให้สำเร็จอย่างน้อยสามครั้ง จากนั้นถึงจะมีโอกาสได้เลื่อนขั้น..."
พูดมาถึงตรงนี้ โทนเสียงของเวยหลิงก็ดูมีความมึนงงอยู่บ้าง เพราะการปรากฏตัวของลู่จินเจาได้ทำลายกฎเกณฑ์เดิมๆ ไปเสียสิ้น
เธอพูดอีกหลายอย่าง สุดท้ายเธอก็ให้ที่อยู่เว็บไซต์เว็บบอร์ดแห่งหนึ่งแก่ลู่จินเจา
"นี่คือที่อยู่สำหรับแลกเปลี่ยนข้อมูลของผู้โดยสารสถานีเมืองอวิ๋นเฉิงของพวกเราค่ะ พยายามหลีกเลี่ยงการนัดเจอผู้โดยสารแปลกหน้าในโลกความเป็นจริงนะคะ เพราะอย่างไรเสีย คุณก็ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายมีนิสัยใจคออย่างไร มีความคิดอะไรอยู่บ้าง"
"ผู้โดยสารต่อให้จะทำผิดกฎหมายหรือก่ออาชญากรรม เพราะมีเกราะกำบังจากขบวนรถไฟ ก็ยากที่จะเกิดเรื่องใหญ่อะไรขึ้นได้ค่ะ..." เธอเตือน
"คนที่อยู่ในขบวนรถไฟมานานๆ น่ะ มีไม่กี่คนหรอกค่ะที่มีจิตใจปกติ"
หลังจากพูดเรื่องที่เป็นการเป็นงานพวกนี้จบ ลู่จินเจาก็ถามด้วยความสงสัยอยู่บ้างว่า: "คุณดูอิจฉาระดับพิเศษมากเลยนะคะ?"
เวยหลิงพยักหน้า: "ใช่ค่ะ เพราะระดับพิเศษน่ะ แข็งแกร่งมากจริงๆ"
"พวกเขา มีความสามารถในการต่อต้านผี หรือแม้กระทั่งสะกดข่มผีได้เลยล่ะค่ะ!"
"ที่สำคัญที่สุดคือ ตั๋วรถไฟระดับพิเศษน่ะ มี 'สิทธิพิเศษ' อย่างหนึ่งที่ไมาว่าใครก็ต่างอยากจะได้มาครอบครองค่ะ"
༺༻