เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 36 - ผู้โดยสารระดับพิเศษ

บทที่ 36 - ผู้โดยสารระดับพิเศษ

บทที่ 36 - ผู้โดยสารระดับพิเศษ


บทที่ 36 - ผู้โดยสารระดับพิเศษ

༺༻

เมื่อมองดูท่าทางที่มึนงงของเวยหลิง ลู่จินเจาก็รู้ดีว่าตอนนี้สมองของเธอน่าจะใช้งานได้ไม่ค่อยดีนัก ดังนั้นเธอจึงไม่ได้ซักไซ้อะไรหลายๆ คำถามในทันที แต่กลับขอช่องทางการติดต่อจากเวยหลิงแทน และทั้งสองคนก็นัดแนะกันว่าจะมาเจอกันที่ใจกลางเมืองในวันถัดไป

สถานีรถไฟใต้ดินยังคงเงียบเหงาเหมือนเคย แต่ทั้งที่เพิ่งจะผ่านภารกิจชานชาลามาเพียงสองครั้ง ทุกครั้งที่กลับมาที่สถานี ถึงแม้ที่นี่จะดูเงียบเหงาเหมือนเป็นอีกโลกหนึ่ง แต่ลู่จินเจาก็ยังคงทอดถอนใจกับความรู้สึกปลอดภัยที่ชานชาลาอันเงียบเหงาแห่งนี้มอบให้แก่เหล่าผู้โดยสาร

อย่างน้อยที่สุด การมายืนอยู่ที่นี่ ก็ทำให้ในใจของพวกเธอเกิดความดีใจที่ได้กลับสู่โลกความเป็นจริงอย่างปลอดภัย

"งั้นฉันไปก่อนนะ พรุ่งนี้เจอกันค่ะ" เวยหลิงลากร่างกายที่เหนื่อยล้าจนแทบจะหลับไปในวินาทีถัดไปมาบอกลาลู่จินเจา ก่อนจะหันหลังเดินจากไป

ตอนที่ลู่จินเจาเดินกลับมาถึงหอพัก เพื่อนร่วมหอต่างก็ไปเข้าเรียนกันหมดแล้ว แต่โทรศัพท์ของเธอก็เงียบเชียบ ไม่มีใครส่งข้อความมาเพราะเธอโดดเรียนเลย ถึงแม้คาบนี้จะมีการเช็คชื่อ แต่อาจารย์ก็ไม่ได้สังเกตเห็นว่าเธอไม่ได้อยู่ในห้องเรียน

ฐานะของผู้โดยสารทำให้เธอมีเกราะกำบังจากคนอื่นในโลกแห่งความเป็นจริงโดยธรรมชาติ เกราะกำบังนี้ให้ทั้งความสะดวกสบายแก่เธอ แต่ทว่ามันกลับทำให้ลู่จินเจาตระหนักได้อย่างลึกซึ้งว่า เธอไม่เหมือนกับคนรอบข้างอีกต่อไปแล้ว

"...อย่าคิดมากเลย ขอเพียงมีชีวิตรอดทำภารกิจไปเรื่อยๆ สักวันย่อมต้องมีวิธีออกจากขบวนรถไฟแน่นอน"

สมองที่เหนื่อยล้าจนเกินขีดจำกัด เมื่อได้ผ่อนคลายลงเพียงไม่ถึงสิบวินาที ก็ทำให้ลู่จินเจาหลับลึกไปอย่างง่ายดาย ในตอนที่เธอคิดว่าตัวเองจะนอนนานเหมือนครั้งที่แล้ว กลับผ่านไปเพียงหกเจ็ดชั่วโมง ลู่จินเจาก็ตื่นขึ้นมาเองตามธรรมชาติจากความฝัน

เธอเหลือบมองเวลา แล้วก็ขมวดคิ้วลง

หกเจ็ดชั่วโมง สำหรับบางคนอาจจะเป็นเวลานอนที่ปกติมาก แต่เธอเพิ่งจะกลับมาจากชานชาลา ไม่ว่าจะเป็นสมองหรือจิตใจต่างก็เหนื่อยล้าถึงขีดสุด อย่างน้อยก็น่าจะนอนสักสิบชั่วโมงไม่ใช่เหรอ?

ยิ่งไปกว่านั้น ความรู้สึกหลังจากที่เธอตื่นขึ้นมากลับไม่ใช่ความรู้สึกที่สดชื่น ร่างกายยังคงเหนื่อยล้าเป็นพิเศษ ช่วงไหล่ก็เหมือนกับแบกของหนักเอาไว้เป็นเวลานาน แม้แต่สมองที่ควรจะดีขึ้นแล้วก็ยังมีอาการปวดหนึบๆ เกิดขึ้นเป็นพักๆ

เพื่อนร่วมหอพักกลับมาที่หอแล้ว เมื่อเห็นเธอตื่นก็เดินเข้ามาคุยกับเธอ ระหว่างนั้นก็ได้บังเอิญไปแตะถูกหลังมือของเธอเข้า

"เอ๊ะ เสี่ยวลู่ ทำไมมือเธอถึงได้เย็นขนาดนี้ล่ะ? ป่วยหรือเปล่า?"

เย็นเหรอ?

ลู่จินเจาไม่มีความรู้สึกรู้สาด้วยตัวเอง แต่เธอตระหนักได้ว่าความเหนื่อยล้าที่สลัดไม่หลุดและความเย็นเยียบของร่างกาย ส่วนใหญ่น่าจะเป็นเพราะการแลกเปลี่ยนของเธอกับแผ่นหนังแกะ

เธอทำได้เพียงเออออตามคำพูดของเพื่อนร่วมหอไปว่าเธอป่วย

ตอนที่เธอกำลังล้างหน้าล้างตา เมื่อเงยหน้ามองดูตัวเองในกระจก ลู่จินเจาก็สัมผัสได้ถึงความรู้สึกผิดปกติที่แสนจะละเอียดอ่อนอย่างหนึ่ง

ตัวเธอในกระจก ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร ถึงทำให้เธอรู้สึกแปลกแยกอยู่บ้าง

ทั้งที่เครื่องหน้าก็ไม่ได้มีอะไรแตกต่างจากเดิม แต่เมื่อมองดูกลับรู้สึกว่ามันไม่ถูกต้อง

เธอก็ไม่รู้เหมือนกันว่ามันเกิดปัญหาขึ้นจริงๆ หรือเป็นเพียงแค่ความรู้สึกผิดปกติจากการมองเห็นเท่านั้น

แต่ว่า การแลกเปลี่ยนกับแผ่นหนังแกะส่งผลกระทบอย่างมหาศาลต่อเธออย่างไม่ต้องสงสัย

"...ดูเหมือนจะต้องรีบหาทางแก้ไขให้เร็วที่สุดแล้วล่ะ"

ความเหนื่อยล้าทางร่างกายยังไม่ต้องพูดถึง ความรู้สึกแปลกประหลาดที่ไม่สบายใจเมื่อมองดูตัวเองในกระจกยิ่งทำให้ลู่จินเจารู้สึกว่ามันไม่ค่อยดีนัก

เธอเปิดโทรศัพท์มือถือซื้อตั๋วเครื่องบินกลับบ้านเกิดหนึ่งใบ จากนั้นจึงไปพบเวยหลิงตามเวลานัดหมาย

เมื่อเธอได้พบกับเวยหลิงอีกครั้ง สีหน้าของอีกฝ่ายดูดีขึ้นมากแล้ว เพียงแต่แววตาดูแล้วยังไม่ดูสดใสเหมือนตอนก่อนที่จะเข้าร่วม 'เสียการควบคุม' เลย

พอเพิ่งจะนั่งลง เวยหลิงก็อดใจไม่ไหวที่จะบ่นเรื่องที่ตัวเองฝันมาตลอดทั้งวัน ในฝันเธอตื่นขึ้นมาจากภาพหลอนซ้ำไปซ้ำมา จากนั้นก็พบว่าตัวเองยังคงอยู่ในภาพหลอน ซึ่งมันทรมานเธอมากจริงๆ

"ฉันรู้สึกว่าหลังจากผ่านภารกิจครั้งนี้ไป ฉันต้องหาทางหาไอเทมลี้ลับที่สามารถต่อต้านภาพหลอนมาให้ได้สักชิ้นแล้วล่ะ"

"ตอนนี้แค่นั่งอยู่ตรงนี้ ในสมองของฉันยังจะมีพึมพำความคิดหนึ่งโผล่ขึ้นมาเลย"

"นี่คือความจริงหรือเปล่า? ฉันออกมาได้จริงๆ แล้วเหรอ? ฉันคงไม่ได้ยังอยู่ในภาพหลอนหรอกนะ!"

ลู่จินเจาฟังจบก็ไม่ได้พูดอะไร ได้แต่ทอดถอนใจว่าโรคพิตีเอสดีของเวยหลิงนั้นรุนแรงกว่าเธอมากนัก

"ไอเทมลี้ลับต้องไปหามาจากที่ไหนเหรอคะ?" เธอถาม

เวยหลิงย่อมรู้ดีว่าวันนี้ลู่จินเจาเรียกเธอออกมาก็เพื่อต้องการรู้ข้อมูลเพิ่มเติม ก่อนจะตอบเธอก็ยังอดไม่ได้ที่จะทอดถอนใจว่า: "วันนี้ฉันตื่นขึ้นมานึกถึงคำพูดที่คุณบอก ยังรู้สึกว่าตัวเองฝันอยู่เลยค่ะ"

"คุณจะเพิ่งเคยเข้าร่วมภารกิจมาแค่สองครั้งได้ยังไงกันคะ?"

พูดจบ เธอก็ไม่พูดจาไร้สาระมากความ: "แหล่งผลิตไอเทมลี้ลับมีเพียงที่เดียวเท่านั้น คือภายในชานชาลาค่ะ"

"โดยปกติจะเป็นพวกของที่เกี่ยวข้องกับผีน่ะค่ะ อย่างเช่นแผ่นซีดีที่มีข่าวลือว่าผีสิงอยู่ เชือกที่ผีใช้ผูกคอตายก่อนตาย วิทยุในบ้านตอนที่ผียังมีชีวิตอยู่ อะไรพวกนี้แหละค่ะ"

"ยังมีเส้นผมของผี เสื้อผ้าที่ผีสวมใส่อยู่บนตัว โทรศัพท์มือถือที่มีสายโทรเข้ามาจากผี เป็นต้นค่ะ"

"สรุปคือมีคุณสมบัติทางจิตวิญญาณ และเกี่ยวข้องกับผี ก็มีความเป็นไปได้ว่าจะเป็นไอเทมลี้ลับค่ะ"

เวยหลิงพูดไปพลางเสริมไปพลาง: "ที่ฉันพูดมามันแค่ส่วนเดียวค่ะ ไอเทมลี้ลับน่ะมีหลากหลายรูปแบบ ยิ่งในชานชาลาระดับสูงก็ยิ่งมีโอกาสปรากฏไอเทมลี้ลับมากขึ้น ระดับต่ำหน่อย อย่างเช่นในชานชาลาระดับติงแห่งหนึ่งก็เคยผลิตผงธูปที่ใช้งานได้ดีมากออกมาค่ะ"

"ส่วนระดับสูงน่ะ มีข่าวลือว่ามีผู้โดยสารระดับหนึ่งคนหนึ่งถือครองนิ้วมือของผีที่แข็งแกร่งมากเอาไว้ เมื่อเจออันตรายเขาสามารถแม้กระทั่งฉีกยันต์บนนิ้วมือออกนิดหน่อย ก็สามารถพึ่งพากลิ่นอายของผีตนนั้นเพื่อให้รอดชีวิตได้แล้วค่ะ เพียงแต่ไม่รู้ว่าราคาที่ต้องจ่ายคืออะไร..."

หลังจากนั้นเวยหลิงก็ค่อยๆ เสริมข้อมูลเกี่ยวกับวิธีระบุว่าของที่อยู่ตรงหน้าคือไอเทมลี้ลับหรือไม่ และควรจะนำออกมาอย่างไรเป็นลำดับ และสิ่งที่สำคัญที่สุดที่เวยหลิงพูดก็คือ:

"ไอเทมลี้ลับที่แข็งแกร่งบางชิ้น ตัวมันเองก็คือผีตนหนึ่ง หรือเป็นส่วนหนึ่งของผีค่ะ"

"ดังนั้นต้องใช้อย่างระมัดระวังให้มาก ไอเทมลี้ลับน่ะ ไม่ใช่พร็อพที่ใช้งานได้สะดวกเหมือนในนิยายหรอกนะคะ"

ตัวมันเองก็คือผีตนหนึ่งงั้นเหรอ?

เรื่องนี้ทำให้ลู่จินเจานึกถึงแผ่นหนังแกะขึ้นมา

แต่เธอไม่ได้พูดอะไรมาก และเปลี่ยนหัวข้อถามไปว่า: "ชั้นที่นั่งบนตั๋วรถไฟหมายความว่ายังไงเหรอคะ?"

"อ๋อ อันนี้เอาไว้ใช้แบ่งระดับของผู้โดยสารน่ะค่ะ"

"ตามที่ฉันรู้มา มีทั้งหมดแค่ห้าระดับค่ะ แทนด้วยช่วงมือใหม่อย่างไร้ที่นั่ง ระดับสามถึงหนึ่ง และผู้โดยสารระดับพิเศษที่พิเศษที่สุดค่ะ"

ตอนที่เวยหลิงพูดคำว่า "ระดับพิเศษ" สองคำนี้ โทนเสียงก็ดูจริงจังขึ้นมาไม่น้อย

"ระดับบนตั๋วรถไฟจะเป็นตัวแทนว่าระดับสูงสุดที่คุณสามารถโดยสารขบวนรถไฟได้คือระดับไหนค่ะ"

"ระดับติงจะมีเยอะที่สุด และก็เป็นระดับที่มีอัตราการตายสูงที่สุดด้วยค่ะ"

"ส่วนระดับพิเศษ ฉันยังไม่เคยเห็นระดับพิเศษเลย... ว่ากันว่าในสถานีเมืองอวิ๋นเฉิงของพวกเราก็มีระดับพิเศษอยู่แค่สองสามคนเท่านั้นเองค่ะ"

"จริงด้วย คุณยังไม่รู้ใช่ไหมคะ?" เธอนึกอะไรขึ้นมาได้

"ตอนนี้สถานีเมืองอวิ๋นเฉิงน่าจะมีผู้โดยสารอยู่แค่ประมาณสามร้อยกว่าคนเองค่ะ แน่นอนว่าฉันหมายถึงคนที่ยังมีชีวิตอยู่นะคะ ถ้าถ้ารวมคนที่ตายไปแล้วก็ไม่รู้ว่ามีเท่าไหร่แล้วล่ะค่ะ"

"ที่นี่ของพวกเราน่ะ เป็นแค่ชานชาลาเล็กๆ ค่ะ"

"ว่ากันว่าชานชาลาใหญ่ๆ บางแห่ง แค่ผู้โดยสารระดับธรรมดาก็มีตั้งหลายพันคนแล้วค่ะ ระดับพิเศษนี่ถึงกับสามารถดึงออกมานั่งโต๊ะประชุมกันได้เลยทีเดียว"

เวยหลิงพูดไป โทนเสียงก็แฝงไปด้วยความอิจฉา ลู่จินเจาคิดว่า เธอคงจะอิจฉาคำว่า "ระดับพิเศษ" นั่นแหละ

"ส่วนการเลื่อนระดับ โดยปกติแล้ว อย่างน้อยที่สุดก็ต้องทำภารกิจชานชาลาในระดับปัจจุบันให้สำเร็จอย่างน้อยสามครั้ง จากนั้นถึงจะมีโอกาสได้เลื่อนขั้น..."

พูดมาถึงตรงนี้ โทนเสียงของเวยหลิงก็ดูมีความมึนงงอยู่บ้าง เพราะการปรากฏตัวของลู่จินเจาได้ทำลายกฎเกณฑ์เดิมๆ ไปเสียสิ้น

เธอพูดอีกหลายอย่าง สุดท้ายเธอก็ให้ที่อยู่เว็บไซต์เว็บบอร์ดแห่งหนึ่งแก่ลู่จินเจา

"นี่คือที่อยู่สำหรับแลกเปลี่ยนข้อมูลของผู้โดยสารสถานีเมืองอวิ๋นเฉิงของพวกเราค่ะ พยายามหลีกเลี่ยงการนัดเจอผู้โดยสารแปลกหน้าในโลกความเป็นจริงนะคะ เพราะอย่างไรเสีย คุณก็ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายมีนิสัยใจคออย่างไร มีความคิดอะไรอยู่บ้าง"

"ผู้โดยสารต่อให้จะทำผิดกฎหมายหรือก่ออาชญากรรม เพราะมีเกราะกำบังจากขบวนรถไฟ ก็ยากที่จะเกิดเรื่องใหญ่อะไรขึ้นได้ค่ะ..." เธอเตือน

"คนที่อยู่ในขบวนรถไฟมานานๆ น่ะ มีไม่กี่คนหรอกค่ะที่มีจิตใจปกติ"

หลังจากพูดเรื่องที่เป็นการเป็นงานพวกนี้จบ ลู่จินเจาก็ถามด้วยความสงสัยอยู่บ้างว่า: "คุณดูอิจฉาระดับพิเศษมากเลยนะคะ?"

เวยหลิงพยักหน้า: "ใช่ค่ะ เพราะระดับพิเศษน่ะ แข็งแกร่งมากจริงๆ"

"พวกเขา มีความสามารถในการต่อต้านผี หรือแม้กระทั่งสะกดข่มผีได้เลยล่ะค่ะ!"

"ที่สำคัญที่สุดคือ ตั๋วรถไฟระดับพิเศษน่ะ มี 'สิทธิพิเศษ' อย่างหนึ่งที่ไมาว่าใครก็ต่างอยากจะได้มาครอบครองค่ะ"

༺༻

จบบทที่ บทที่ 36 - ผู้โดยสารระดับพิเศษ

คัดลอกลิงก์แล้ว