- หน้าแรก
- บัญญัติสยองต้องสาป
- บทที่ 35 - เสียการควบคุม (16)
บทที่ 35 - เสียการควบคุม (16)
บทที่ 35 - เสียการควบคุม (16)
บทที่ 35 - เสียการควบคุม (16)
༺༻
ลู่จินเจารู้สึกหนาวอยู่บ้าง
มันไม่ใช่เพราะสภาพอากาศ หรือเพราะสวมเสื้อผ้าน้อยเกินไป แต่มันคือความหนาวเหน็บที่แผ่ซ่านออกมาจากภายในร่างกายของเธอเองราวกับหนอนที่เกาะติดกระดูกคอยวนเวียนอยู่รอบตัวเธอ
ทุกเวลานาที ลู่จินเจาสามารถสัมผัสได้ว่าในส่วนลึกของสมอง ในที่ที่เธอไม่สามารถรับรู้ได้ มีเงาทมิฬที่ไม่ใช่ของเธอซ่อนเร้นอยู่ในนั้น
แต่นี่ก็นำมาซึ่งผลประโยชน์เพิ่มเติมบางอย่าง อย่างเช่นในตอนนี้ สมองของเธอราวกับจะมี "เครื่องรับสัญญาณ" เพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งอัน ซึ่งทำให้เธอมี "ดวงตา" ที่มองไม่เห็นเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งคู่ ทำให้เธอสามารถรับรู้ได้ว่าทุกสิ่งรอบตัวนั้นเป็นภาพหลอนหรือไม่
ตอนนี้เมื่อเธอเหลือบมองเวลาบนนาฬิกาข้อมืออีกครั้ง เธอก็จะไม่ถูกภาพหลอนหลอกลวงอีกต่อไป
"เหลือเวลาอีกห้านาที รถก็จะมาแล้ว" ลู่จินเจายืนยัน
สีหน้าของเวยหลิงดูมึนงงอยู่บ้าง: "จริงเหรอคะ?"
เธอถามออกไปโดยสัญชาตญาณ
เพียงแค่หนึ่งวันภายในชานชาลาแห่งนี้ เธอไม่รู้แล้วว่าจะแยกแยะความจริงความเท็จอย่างไร ไม่ว่าจะได้ยินอะไรเห็นอะไร อย่างแรกที่คิดเสมอ ก็คือการตั้งคำถามโดยสัญชาตญาณ
"จริงสิ" ลู่จินเจายังคงยืนยันต่อ เพื่อช่วยเพิ่มความมั่นใจให้แก่เธอ
"ในเมื่อคุณแยกแยะจริงเท็จไม่ได้ งั้นก็เชื่อในสิ่งที่ฉันพูด"
ทว่าโทนเสียงของเวยหลิงยังคงดูไร้ที่พึ่งอยู่บ้าง: "แล้วฉันจะแยกแยะได้ยังไงล่ะคะ ว่าคุณน่ะเป็นตัวจริงหรือตัวปลอม?"
"..." ลู่จินเจาถึงกับพูดไม่ออกไปชั่วครู่
"ในเมื่อแยกไม่ออก ก็ไม่ต้องแยกแล้ว" เธอทำได้เพียงพูดว่า: "คุณก็เดิมพันดูสิว่าฉันในตอนนี้คือตัวจริง"
เวยหลิงได้ยินดังนั้นก็อ้าปากอยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่สุดท้ายก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา
"...ฉันเข้าใจแล้วค่ะ"
มันก็จริง อย่างที่ลู่จินเจาพูด เมื่อต้องเผชิญหน้ากับสถานการณ์ที่มืดแปดด้านเช่นนี้ นอกจากจะเสี่ยงดวงดูสักตั้งแล้ว เธอก็ไม่มีวิธีอื่นอีกเลย
ถ้าอย่างนั้น ก็ขอเดิมพันว่าลู่จินเจาตรงหน้าคือตัวจริง และเธอก็มีวิธีที่จะพาเธอออกไปจากที่นี่ได้จริงๆ
การเลือกที่จะฝากชีวิตไว้ในมือของคนอื่น เป็นทางเลือกที่ลู่จินเจาไม่มีวันอยากจะเลือก แต่เวยหลิงกลับกัดฟันเลือกออกมาได้
เมื่อเธอตัดสินใจที่จะฝากชีวิตไว้กับลู่จินเจาตรงหน้าแล้ว ในใจของเวยหลิงที่เคยกังวลและไม่สบายใจกลับมีความผ่อนคลายเกิดขึ้นมาเล็กน้อย
"...ยังไงซะ ความเป็นตายฉันก็ตัดสินเองไม่ได้แล้ว ให้มันเป็นไปตามนั้นเถอะ"
เธอคิดเช่นนั้น แม้แต่การหายใจก็ดูเหมือนจะคล่องคอขึ้นมาบ้าง
เวลาห้านาทีไม่ได้เดินช้าเลย ไม่นานนัก เธอก็ได้ยินเสียงที่แสนคุ้นเคย เป็นเสียงการมาถึงของขบวนรถไฟ
เพียงแต่ครั้งนี้ เธอไม่ได้รีบเร่งลุกขึ้นยืนเพื่อมุ่งหน้าไปทางประตูรถ แต่กลับเงยหน้าขึ้นมองลู่จินเจาด้วยสายตาที่ถามหาความมั่นใจโดยสัญชาตญาณแทน
หลังจากที่เห็นลู่จินเจาพยักหน้า เวยหลิงก็รีบลุกขึ้นยืนอย่างอดใจรอไม่ไหวในทันที
เพียงแต่ ในตอนที่กำลังจะก้าวเท้าออกไป บนใบหน้าของเธอกลับปรากฏความลังเลและการต่อสู้ขึ้นมา
ถึงแม้จะตัดสินใจไว้ดีแล้ว แต่ในตอนที่ต้องลงมือทำจริงๆ... มันกลับยังต้องการความกล้าหาญอย่างแรงกล้ามาคอยค้ำจุนอยู่ดี
และความกล้าหาญของเธอก็ถูกกัดกร่อนจนแทบจะไม่เหลือหลอแล้วในชานชาลาแห่งนี้
รถ จอดลงแล้ว
ที่หน้าประตูมีแสงสว่างอันอบอุ่นที่คุ้นเคยปรากฏขึ้นอีกครั้ง เวยหลิงเห็นว่าลู่จินเจาได้ก้าวเดินไปที่ประตูรถโดยไม่ลังเลเลยแม้แต่นิดเดียว
"...เดี๋ยวค่ะ!" เธอรีบส่งเสียงออกมา
ลู่จินเจาหันหน้ากลับมามองเธอ แววตาของเวยหลิงเต็มไปด้วยความสับสน เธอหวังให้ลู่จินเจาพูดอะไรออกมาอีกสักหน่อย เพื่อเพิ่มความมั่นใจให้แก่เธอ หรือโน้มน้าวให้เธอขึ้นรถ สรุปคือพูดอะไรก็ได้ เธอต้องการแรงผลักดันอีกสักนิด
ทว่าลู่จินเจาก็ไม่ได้ทำให้เธอผิดหวัง หลังจากที่เห็นความลังเลของเธอแล้วเธอก็ไม่ได้เลือกที่จะเมินเฉย แต่กลับยืนยันกับเธออีกครั้งว่า: "ไปเถอะ ครั้งนี้ของจริงแล้ว"
ต่อให้เวยหลิงจะไม่ได้เชื่อคำพูดนี้แบบร้อยเปอร์เซ็นต์ หรือแม้กระทั่งเธอยังแยกไม่ออกว่ารถไฟตรงหน้าเป็นจริงหรือเท็จ คำพูดที่ออกมาจากปากลู่จินเจาเป็นจริงหรือเท็จ แต่หลังจากที่ได้ยินประโยคนี้ เวยหลิงก็สูดลมหายใจเข้าลึกๆ ยืนหยัดขึ้นแล้วเดินมุ่งหน้าไปที่ประตู
จะอยู่หรือจะตาย ก็ขึ้นอยู่กับระยะทางเดินเพียงไม่กี่ก้าวที่อยู่ใต้ฝ่าเท้านี่แหละ
เวยหลิงไม่เคยรู้สึกมาก่อนเลยว่าการก้าวเดินไปข้างหน้านั้นจะลำบากยากเย็นขนาดนี้ แทบจะทุกก้าวที่เดินไปเธอก็จะรู้สึกเสียใจภายหลัง และทุกการก้าวไปข้างหน้าเธอก็จะรู้สึกว่าตัวเองอาจจะกำลังจะตายในเร็วๆ นี้ แต่ถึงอย่างนั้น เธอก็ยังคงเดินจนครบทุกก้าวอย่างขวัญหนีดีฝ่อ
เมื่อเธอก้าวข้ามประตูรถเข้าไป การตกแต่งที่แสนคุ้นเคยภายในรถก็ปรากฏสู่สายตา และตัวเธอ ก็ยังคงมีชีวิตอยู่เป็นอย่างดี
เมื่อตระหนักถึงจุดนี้ สมองของเวยหลิงก็ว่างเปล่าไปชั่วขณะ จิตใจที่ตึงเครียดถึงขีดสุดมาเป็นเวลานาน เมื่อจู่ๆ ผ่อนคลายลง เธอกลับไม่สามารถควบคุมร่างกายของตัวเองได้ และทรุดตัวลงคุกเข่าอยู่ภายในโบกี้รถทันที
ลู่จินเจามองไปที่เธอ และเล่นมุกออกมาได้ยากยิ่งว่า: "จริงๆ ก็ไม่ต้องทำความเคารพฉันด้วยพิธีใหญ่ขนาดนี้หรอกนะ"
เวยหลิงสติยังคงดูเลื่อนลอยอยู่บ้าง เมื่อได้ยินคำพูดของลู่จินเจาเธอจึงได้สติกลับคืนมา บนใบหน้าปรากฏรอยยิ้มจากการรอดชีวิตมาได้ออกมาอย่างควบคุมไม่ได้ ในที่สุดก็ตอบกลับไปด้วยโทนเสียงที่เริ่มมีชีวิตชีวาขึ้นมาบ้างว่า: "สมควรแล้วค่ะ สมควรแล้วจริงๆ"
โทนเสียงดูจะประจบประแจงอยู่บ้าง แต่สมองของเธอในตอนนี้มันเหมือนกับน้ำขุ่นไปหมด รู้สึกเพียงว่าวันนี้รอดออกมาได้ เป็นเพราะพึ่งพาเวยหลิงล้วนๆ
ทว่าเมื่อเธอจ่ายเงินซื้อชีวิตเพื่อรักษาบาดแผลบนร่างกาย และหยิบตั๋วรถไฟออกมาดูยอดเงินคงเหลือหลังจากที่รถไฟออกตัวไปแล้ว เธอก็อดไม่ได้ที่จะส่งเสียงอุทานด้วยความสงสัยออกมา
"เอ๊ะ?"
"รางวัลในครั้งนี้ ทำไมมันถึงได้เยอะขนาดนี้ล่ะ?"
ลู่จินเจาเองก็ได้เห็นยอดเงินคงเหลือบนตั๋วรถไฟของเธอเช่นกัน ตอนขึ้นรถตรวจตั๋วมีอยู่ 500 แต่ในตอนนี้ กลับมีอยู่ 1,300
เพิ่มขึ้นมาตั้ง 800 เชียวเหรอ!
เธอถามออกไปตรงๆ ว่า: "นี่มันเยอะเหรอ?"
เวยหลิงพยักหน้า: "เยอะสิคะ เยอะมากเลย!"
"คุณไม่รู้เหรอคะ?" เธอดูแปลกใจอยู่บ้าง
ลู่จินเจาเองก็ไม่ได้ตั้งใจจะปิดบังอะไรอีกแล้ว จึงเปิดปากพูดตรงๆ ว่า: "ฉันไม่รู้จริงๆ เพราะนี่เป็นภารกิจครั้งที่สองของฉันเอง"
เวยหลิงเบิกตากว้าง นิ่งอึ้งไปครู่ใหญ่
"พี่สาวคะ คุณไม่ได้ล้อฉันเล่นใช่ไหม?"
เธอถึงกับใช้คำสุภาพออกมาโดยไม่รู้ตัว จิตใจที่เหนื่อยล้าถูกแรงกระตุ้นจนกลับมาตื่นตัวอีกครั้ง
ลู่จินจากะพริบตา: "เปล่า ดังนั้น บอกฉันได้หรือยัง?"
เวยหลิงพูดไม่ออกไปชั่วขณะ: "นี่มัน... นี่มันไม่ถูกต้องนะ..."
"มันเป็นไปได้ยังไงกัน?"
"นี่มัน..."
"เดี๋ยวสิ หรือว่าฉันยังอยู่ในภาพหลอน?"
ไม่อย่างนั้นมันจะเป็นไปได้ยังไงที่จะมีเรื่องเหลือเชื่อขนาดนี้เกิดขึ้น?
มือใหม่ทำภารกิจครั้งที่สองแล้วได้ขึ้นรถไฟระดับปิ่งโดยตรงเลยเหรอ?
เธอไม่เคยได้ยินเรื่องแบบนี้มาก่อนเลย!
หรือว่าความรู้ของเธอจะน้อยเกินไปกันนะ?
สมองของเวยหลิงฝืนทำงานอยู่ครู่หนึ่ง คิดเท่าไหร่ก็คิดไม่ออก จึงยอมแพ้ไปเสียดื้อๆ และอธิบายออกมาตรงๆ ว่า:
"โดยปกติแล้ว รางวัลที่ได้จากการสรุปผลชานชาลาจะเป็นหนึ่งเท่าของตอนขึ้นรถ หมายความว่า ถ้ารถไฟระดับติงตอนขึ้นรถให้ 100 ตอนสรุปผลก็น่าจะอยู่ที่ประมาณ 200 และจะมีการขึ้นลงตามความยากของภารกิจ โดยระดับติงจะขึ้นลงอยู่ที่ประมาณ 50 จบหนึ่งภารกิจ ถ้าความยากสูงกว่าปกติหน่อย รอดชีวิตออกมาได้ก็ทำเงินซื้อชีวิตได้ไม่ถึง 400 หรอกค่ะ"
"ต้องรู้ก่อนว่าแค่รักษาบาดแผลนิดหน่อยก็ปาไปตั้งหลายสิบแล้ว ผู้โดยสารในระดับติงน่ะขาดทุนกันได้ง่ายๆ เลยล่ะค่ะ"
"พอมาถึงระดับปิ่ง ตอนขึ้นรถจะให้ 200 รางวัลสรุปผลภารกิจก็จะให้อยู่ที่ประมาณ 400 มีการขึ้นลงประมาณ 100 หมายความว่า ไม่นับเงินซื้อชีวิตที่ได้ตอนตรวจตั๋วขึ้นรถ ลำพังแค่สรุปผลภารกิจเนี่ย ที่ฉันเคยเห็นมากที่สุด ก็ได้มาไม่ถึง 500 เงินซื้อชีวิตหรอกค่ะ"
พูดมาถึงตรงนี้ ต่อให้สมองจะเบลอแค่ไหน สีหน้าของเวยหลิงก็เริ่มจริงจังขึ้นมา: "แต่ครั้งนี้ ฉันได้มาเกือบ 600 เลยนะคะ!"
หกร้อย?
ลู่จินเจามองดูตั๋วรถไฟของตัวเองอย่างไร้ร่องรอย บนนั้นระบุจำนวน 1,300 เอาไว้อย่างชัดเจน
เธอถาม: "นี่มันหมายความว่ายังไง?"
เวยหลิงตอบทันควัน: "หมายความว่าภารกิจครั้งนี้มันไม่ปกติไงคะ!"
"ความยากมันไม่ปกติ!"
เธอย้ำไปย้ำมา: "ต่อให้จะเป็นอินสแตนซ์ความยากสูงในระดับเดียวกันอย่างที่ทุกคนพูดกัน แต่มันก็แทบจะไม่มีทางให้รางวัลเกินขอบเขตของอัลกอริทึมไปได้ขนาดนี้เลย ครั้งนี้ทำไมถึงได้เยอะขนาดนี้กันนะ?"
ลู่จินเจาลดสายตาลง ยืนยันในใจอีกครั้งว่า เธอผ่านภารกิจมาสองครั้งแล้ว ความยากมันไม่ปกติทั้งสองครั้งเลย
เป็นฝีมือของแผ่นหนังแกะจริงๆ สินะ?
ก็เพื่อที่จะบีบให้เธอทำข้อตกลงแลกเปลี่ยนใช่ไหม?
ถ้าหากว่าเป็นเพราะมันจริงๆ เช่นนั้นทำไมมันถึงสามารถควบคุมความยากของภารกิจชานชาลาของขบวนรถไฟได้ล่ะ?
มันคืออะไรกันแน่?
༺༻