- หน้าแรก
- บัญญัติสยองต้องสาป
- บทที่ 20 - เสียการควบคุม (1)
บทที่ 20 - เสียการควบคุม (1)
บทที่ 20 - เสียการควบคุม (1)
บทที่ 20 - เสียการควบคุม (1)
༺༻
ลู่จินเจาเพียงแค่ยิ้มตอบเธอเล็กน้อย โดยไม่ได้ตอบคำถามนั้น แล้วจึงเบนสายตาไปที่หน้าจอขนาดใหญ่ในห้องพักผู้โดยสาร
เหมือนกับครั้งที่แล้ว ครั้งนี้ข้างบนนั้นก็เขียนข้อมูลภารกิจชานชาลาไว้เช่นกัน
[ระดับขบวนรถไฟที่เข้าจอดรอบนี้: ปิ่ง]
[จำนวนผู้โดยสารรอบนี้: สิบคน]
[รายชื่อผู้โดยสาร: จางจวิ้นเจี๋ย, หลี่ฮ่าวหยาง, หวังซือหยวน, เฉินอวี่เซวียน, หวงหย่าเหวิน, อู๋เสวี่ย, สวี่รั่วหลิน, ลู่จินเจา, เวยหลิง, เย่ว์จิ้งอวิ๋น]
[สถานีในครั้งนี้: เสียการควบคุม]
[มีข่าวลือว่า คูเซียงเป็นหมู่บ้านเทพเจ้าและภูตผีที่มีชื่อเสียง ในทุกๆ ปีชาวบ้านต้องจัดพิธีเซ่นไหว้เพื่อให้แน่ใจว่าผีร้ายจะไม่ก่อความวุ่นวาย เมื่อพิธีเซ่นไหว้เกิดปัญหา สิ่งมีชีวิตที่ชั่วร้ายภายในหมู่บ้านก็จะเสียการควบคุม...]
[จงมีชีวิตรอดภายในคูเซียงให้ครบ 24 ชั่วโมง หลังจากผ่านไป 24 ชั่วโมงให้ขึ้นขบวนรถไฟขากลับ ก็จะถือว่าภารกิจเสร็จสิ้น]
ลู่จินเจาหลังจากอ่านข้อมูลชานชาลาจบก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย
24 ชั่วโมง เวลานานเกินไป นอกจากนี้ ข้อมูลที่ให้มายังดูไม่ชัดเจนเท่ากับ [เรียกผี] ด้วย
เท่าที่ดูในตอนนี้ ดูเหมือนว่าจะต้องทำให้แน่ใจว่าพิธีเซ่นไหว้ของคูเซียงจะเสร็จสิ้นอย่างราบรื่น บางทีในระหว่างกระบวนการเซ่นไหว้ ผีร้ายอาจจะปรากฏตัวออกมาสร้างความวุ่นวายและพยายามทำลายพิธีเซ่นไหว้ ขอเพียงพิธีเซ่นไหว้เสร็จสิ้นอย่างราบรื่น พวกเธอก็อาจจะมีชีวิตรอดผ่าน 24 ชั่วโมงไปได้?
"ดูเหมือนจะไม่ค่อยลำบากนัก ภารกิจหลักเขียนไว้ค่อนข้างชัดเจน"
ชายหนุ่มที่รูปร่างกำยำเอ่ยปากขึ้น
"คาดว่าพิธีเซ่นไหว้ก็น่าจะเป็นการสะกดอะไรบางอย่าง ผีร้ายที่คูเซียงสะกดไว้นี้น่าจะไม่ธรรมดาแน่ ในระหว่างกระบวนการเซ่นไหว้ต้องระวังหน่อยนะ ไม่แน่ว่าก่อนที่พิธีเซ่นไหว้จะเริ่มขึ้นก็อาจจะมีเรื่องประหลาดเกิดขึ้นแล้วก็ได้"
ผู้คนภายในห้องต่างคนต่างพูดออกมาเริ่มปรึกษาหารือกัน
"ในเมื่อเวลาคือหนึ่งวันหนึ่งคืน นั่นหมายความว่าจุดเวลาที่พวกเราเข้าไปก็น่าจะเป็นวันที่มีพิธีเซ่นไหว้แน่นอน หลังจากเข้าไปแล้วทางที่ดีควรรีบสืบหาขั้นตอนพิธีเซ่นไหว้ให้ชัดเจน ถ้าไม่เข้าไปแทรกแซง ปล่อยให้ชาวบ้านทำกันเองต้องเกิดอุบัติเหตุขึ้นแน่นอน"
แน่นอนว่า จุดนี้ลู่จินเจาเองก็เห็นด้วย
แต่ ถ้าผู้โดยสารเป็นคนดำเนินการเอง จะไม่เกิดอุบัติเหตุขึ้นอย่างนั้นเหรอ?
เธอนึกถึงพิธีกรรมใน [เรียกผี] การทำพิธีกรรมนั่นแหละคือขั้นตอนที่อันตรายถึงชีวิต...
แต่ใน [เสียการควบคุม] นี้ยังจะเป็นแบบนั้นอยู่อีกไหม เธอเองก็ไม่สามารถยืนยันได้ ทำได้เพียงก้าวไปทีละก้าวแล้วดูสถานการณ์เอา
ผู้คนภายในห้องพักผู้โดยสารต่างทยอยเสนอคำแนะนำที่ฟังดูมีประโยชน์ออกมามากมาย ลู่จินเจาจดจำไว้ในใจ โดยไม่ได้แสดงความเห็นใดๆ ออกมา เพราะเธอเป็นเพียงมือใหม่ที่เพิ่งผ่านชานชาลามาเพียงครั้งเดียวเท่านั้น อย่าได้ไปโชว์ภูมิจะดีกว่า
"จากการวิเคราะห์ในตอนนี้ จุดที่อันตรายที่สุด ก็คือกระบวนการเซ่นไหว้ คาดว่ากระบวนการนี้ต้องมีอุบัติเหตุที่ไม่ใช่ฝีมือมนุษย์เกิดขึ้นแน่นอน และยืนยันได้ว่า เมื่อพิธีเซ่นไหว้ล้มเหลว ผลลัพธ์ต้องรุนแรงมากแน่นอน"
"ดังนั้นหลังจากเข้าไปแล้ว ทุกคนโปรดระมัดระวังให้ดี อย่าไปทำผิดข้อห้ามที่ห้ามทำในระหว่างการเซ่นไหว้เข้าล่ะ"
ทุกคนต่างพยักหน้า ลู่จินเจาสังเกตเห็นว่า เด็กสาวผมสีชมพูที่ก่อนหน้านี้ดูจะร่าเริงมาก ในขั้นตอนการประชุมนี้เธอกลับค่อนข้างเงียบ ทำเพียงกระซิบกระซาบกับหญิงสาวข้างๆ เป็นระยะ
"จงใจจริงๆ ด้วยสินะ..."
เรียกแขกขนาดนี้ ตกเป็นเป้าสายตาขนาดนี้ คาดว่าน่าจะมีไพ่ตายของตัวเองแน่นอน
นั่นหมายความว่า ในมือของเธอ น่าจะมีไอเทมลี้ลับสำหรับป้องกันตัวที่ค่อนข้างดีอยู่ชิ้นหนึ่งใช่ไหม?
ราวกับสังเกตเห็นสายตาของลู่จินเจา เด็กสาวผมสีชมพู เวยหลิง ยิ้มตาหยีเงยหน้ามองมา ลู่จินเจาจึงกะพริบตา แล้วเบนสายตาออกไปตามธรรมชาติ
ในไม่ช้า เสียงขบวนรถไฟเข้าสถานีก็ดังขึ้น
ครั้งนี้ ผู้โดยสารทั้งสิบคนมากันครบ
ขั้นตอนการตรวจตั๋วลู่จินเจาเคยผ่านมันมาแล้วครั้งหนึ่ง แต่ครั้งนี้ เป็นเพราะเคยผ่านภารกิจชานชาลามาแล้ว ลู่จินเจาจึงรู้แจ้งแล้วว่าการอยู่ใกล้ชิดกับผีนั้นให้ความรู้สึกอย่างไร ดังนั้นเมื่อมือของพนักงานตรวจตั๋วยื่นออกมาเพื่อรับตั๋วรถไฟของเธอไป ลู่จินเจายืนยันได้ทันทีว่า พนักงานตรวจตั๋ว คือผี
"...กลิ่นอายนี่ ไม่ผิดแน่"
"ขบวนรถไฟขบวนนี้ มันคือตัวอะไรกันแน่? ใช้ผีตรวจตั๋ว?"
"ที่น่ากลัวยิ่งกว่าคือ ผียอมก้มหน้าก้มตาทำแค่หน้าที่ตรวจตั๋วจริงๆ?"
เมื่อได้รับตั๋วคืนมา ลู่จินเจารู้สึกประหลาดใจเล็กน้อยที่พบว่าจำนวนเงินซื้อชีวิตเปลี่ยนเป็น 500
"ดูเหมือนว่าตามระดับความยากที่ต่างกัน เงินซื้อชีวิตที่ขบวนรถไฟมอบให้ก็จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วยสินะ"
หลังจากขึ้นรถ ทุกคนยังคงสนทนากันต่อจากในห้องพักผู้โดยสาร แม้แต่ในสายตาของลู่จินเจา ทั้งสิบคนก็ได้แบ่งออกเป็นกลุ่มย่อยๆ หลายกลุ่มอย่างลับๆ แล้ว แน่นอนว่ามีคนที่อยู่ตัวคนเดียวเหมือนเธอเช่นกัน แต่นั่นก็เพียงพอจะมองออกว่า หลายคนหลังจากออกจากชานชาลาไปแล้ว ในชีวิตจริงก็น่าจะยังมีการติดต่อกันอยู่
"หลังจากภารกิจชานชาลาครั้งนี้จบลง ค่อยลองถามดูว่ามีคนอื่นอีกไหมล่ะกัน"
ชื่อสถานที่อย่างคูเซียงลู่จินเจาไม่เคยค้นหาเจอในโลกแห่งความเป็นจริงเลย แต่บนขบวนรถไฟ ตำแหน่งที่ตั้งของมันดูเหมือนจะไม่ต่างกับประเทศไทยเลย ใช้เวลาเดินทางเกือบจะเท่ากัน ขบวนรถไฟค่อยๆ จอดสนิทลง
"ถึงสถานีแล้วทุกคน ระวังตัวด้วยนะ"
ในบรรดาผู้โดยสารรอบนี้ไม่มีคนที่จะมาเป็นผู้นำทีมเหมือนอย่างหลินซูเย่ว์ปรากฏขึ้นมา ลู่จินเจาเดาว่าพวกเขาต่างก็น่าจะเคยผ่านภารกิจชานชาลามาแล้วหลายครั้ง และในรายชื่อผู้โดยสารรอบนี้ก็ไม่มีคนที่แข็งแกร่งเป็นพิเศษอยู่ด้วย
ซึ่งนี่ก็มองเห็นความแตกต่างจากครั้งที่แล้วได้อย่างชัดเจน ครั้งที่แล้ว ต่อให้หลินซูเย่ว์จะไม่ใช่สมาชิกที่แข็งแกร่งเป็นพิเศษ แต่เธอก็สามารถทำให้คนอื่นยอมรับได้ ยิ่งไปกว่านั้น ในรายชื่อตอนนั้นมีเพียงเธอคนเดียวที่มีไอเทมลี้ลับ
แต่ครั้งนี้ ลู่จินเจาเดาว่า อย่างน้อยในกลุ่มย่อยไม่กี่กลุ่มนี้ ต้องมีไอเทมลี้ลับแน่นอน
ประตูรถเปิดออก ลู่จินเจามองออกไปที่นอกประตู ทว่ากลับพบว่า มองไม่เห็นอะไรเลย
เพียงแค่ประตูขวางกั้นไว้ แต่กลับราวกับอยู่คนละโลก นอกประตู มืดสนิทไปหมด
ต่างจากตอนที่อยู่เยาวราชอย่างสิ้นเชิง
นี่อาจจะเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของแต่ละชานชาลาหรือเปล่านะ?
เธอเพียงแค่ใช้ความคิดวูบหนึ่ง แล้วก็ก้าวเดินตามหลังคนข้างหน้าออกจากประตูรถไป
ในวินาทีที่ก้าวข้ามประตูรถ ลู่จินเจาพบว่าตัวเองมาโผล่ในอาคาร
เธอมีความประหลาดใจเล็กน้อยหันกลับไปมอง ข้างหลังเป็นบานประตูไม้แบบเปิดคู่ที่ค่อนข้างเก่า ข้างนอกคือถนนดินในชนบท ไม่เห็นวี่แววของขบวนรถไฟเลยแม้แต่น้อย
ในใจมีความประหลาดใจ แต่บนใบหน้ากลับไม่แสดงออก เพราะนอกจากเธอแล้ว ก็ไม่มีใครแสดงท่าทางแปลกใจกับเรื่องนี้เลยเช่นกัน
"...ดูเหมือนว่าฉันจะยังเห็นโลกมาน้อยไปสินะ"
ลู่จินเจาถอนสายตากลับมา เริ่มสังเกตห้องนี้
มองออกได้ไม่ยากว่า ที่นี่คือศาลบรรพชน
พื้นที่กว้างขวางไม่น้อย สไตล์โบราณ สถานที่ที่พวกเธอมาถึงหลังจากก้าวข้ามประตูรถมาคือโถงใหญ่ของศาลบรรพชน เดินไปข้างหน้าไม่กี่ก้าวก็จะเห็นป้ายวิญญาณบรรพชนที่กำลังได้รับการเซ่นไหว้ ที่นี่น่าจะเป็นหมู่บ้านเล็กๆ ของตระกูลเฝิง เพราะป้ายวิญญาณบรรพชนเหล่านั้นล้วนเป็นแซ่เฝิงทั้งสิ้น
ทว่า ดูเหมือนที่นี่จะไม่มีการทำความสะอาดมาพักหนึ่งแล้ว โต๊ะที่ใช้วางของเซ่นไหว้ว่างเปล่าไร้สิ่งใด ธูปเทียนมอดไหม้ไปนานแล้ว ขี้เถ้าธูปก็เพราะไม่มีการจัดการให้ดีจึงถูกลมพัดจนฟุ้งกระจายไปทั่ว มีเพียงตะเกียงต่ออายุที่อยู่ข้างป้ายวิญญาณเท่านั้นที่ยังคงส่องสว่างอยู่อย่างยากลำบาก
ในระหว่างที่ลู่จินจากำลังสังเกตสิ่งรอบข้างอยู่นั้น ประตูศาลบรรพชนก็สั่นไหวเล็กน้อย จากนั้น ชายชราคนหนึ่งก็เดินเข้ามา
เมื่อเข้ามาแล้ว เขาเห็นคนอยู่ในศาลบรรพชน ก็พลันโกรธขึ้นมา
"ไม่ใช่บอกว่าถ้าไม่มีธุระห้ามเข้าศาลบรรพชนรึไง? พวกเจ้าเข้ามาได้ยังไงกัน นี่มันยังไม่ถึงเวลาเซ่นไหว้เลยนะ!"
"รีบออกไปเดี๋ยวนี้! ไม่รู้จักกฎระเบียบเอาเสียเลย!"
༺༻