- หน้าแรก
- บัญญัติสยองต้องสาป
- บทที่ 19 - คูเซียง
บทที่ 19 - คูเซียง
บทที่ 19 - คูเซียง
บทที่ 19 - คูเซียง
༺༻
ในตอนนี้ดูเหมือนว่า สิ่งที่หลินแทำนั้นเป็นเรื่องที่ "จงใจ" อย่างแน่นอน
"เธอเลือกฉัน ไม่ใช่เพราะความบังเอิญ ต้องมีเหตุผลบางอย่างแน่นอน"
ลู่จินเจาครุ่นคิด จากคำพูดและการกระทำของหลินแ เธอต้องรู้ซึ้งถึงหน้าที่ของตั๋วรถไฟแน่นอน รู้ว่าลู่จินเจาสัมผัสแล้ว ก็จะกลายเป็นผู้โดยสาร
เธอจงใจทำแบบนี้ ทำไมล่ะ เพราะแผ่นหนังแกะเหรอ?
เธอขโมยแผ่นหนังแกะไป แต่ก็ยังคืนมันมาให้เธอ นี่เป็นการบอกใบ้อะไรบางอย่างหรือเปล่า?
ลู่จินเจาหยิบแผ่นหนังแกะออกมา บนนั้นว่างเปล่าไร้สิ่งใด ราวกับตัวอักษรที่เคยปรากฏก่อนหน้านี้เป็นเพียงภาพหลอน
ก่อนที่จะสัมผัสตั๋วรถไฟ และกลายเป็นผู้โดยสารขบวนรถไฟ แผ่นหนังแกะในสายตาของลู่จินจาเป็นเพียง "เครื่องราง" ที่มีคุณค่าทางใจชิ้นหนึ่งเท่านั้น มันอาจจะไม่ค่อยได้เห็นกันบ่อยนัก แต่มันก็เป็นของธรรมดาๆ ชิ้นหนึ่ง เป็นของเก่าแก่ที่อยู่เคียงข้างเธอมาตลอดทั้งชีวิตจนถึงปัจจุบัน
เธอไม่เคยคิดเลยว่าแผ่นหนังแกะผืนนี้จะเป็นไอเทมลี้ลับ
แต่... หลินแรู้เรื่องนี้ได้อย่างไร?
ลู่จินเจาถึงขั้นเกิดความสงสัยขึ้นมาโดยไม่รู้ตัวว่า แผ่นหนังแกะของเธอนั้น มีปัญหาก่อนหน้านี้อยู่แล้ว หรือว่าเป็นเพราะถูกหลินแเอาไปแล้ว ถึงได้เกิดปัญหาขึ้นมา?
"น่าเสียดาย ที่ฉันไม่สามารถไปถามหลินแด้วยตัวเองได้แล้วว่าทั้งหมดนี้มันคือเรื่องอะไรกันแน่"
ตอนนี้พอนึกดูแล้ว ทั้งที่หลินแมักจะหายตัวไปพักหนึ่งบ่อยๆ หรือแม้แต่โดดเรียนโดยตรง แต่กลับไม่มีใครสนใจเลย แม้แต่หลังจากที่หลินแตายไปแล้ว เธอก็ไม่ได้นึกถึง "ความผิดปกติ" ที่ชัดเจนเหล่านี้เลย จนกระทั่งเธอได้ขึ้นขบวนรถไฟ หมอกที่คอยปกปิดความผิดปกติเหล่านั้นถึงได้ค่อยๆ จางหายไป
ต่อให้ตอนนี้เธออยากจะสืบสวน ก็คงจะเป็นเรื่องที่ยากลำบากอย่างยิ่ง
เพราะจะไม่มีคนธรรมดาคนไหนจำความผิดปกติของหลินแได้เลย
"ถ้าอยากจะสืบสวน ก็จะเริ่มแค่จากหลินแไม่ได้"
แม้ลู่จินเจาจะร้อนใจอยากรู้ความจริงว่าเป็นอย่างไร แต่เธอก็รู้ดีว่าการจะอาศัยเธอเพียงคนเดียวเพื่อสืบหาความจริงอย่างรวดเร็วนั้นเป็นไปไม่ได้
"ค่อยเป็นค่อยไปแล้วกัน"
ชีวิตที่เงียบสงบดำเนินต่อไปได้ประมาณครึ่งเดือน การตายของหลินแภายใต้อิทธิพลของกฎเกณฑ์บางอย่างได้รับการเยียวยาอย่างรวดเร็ว รูมเมทต่างแสดงออกราวกับไม่เคยผ่านเรื่องนี้มาก่อน มีเพียงลู่จินเจาเท่านั้นที่ยังคงคาใจกับเรื่องนี้อยู่
เมื่อเวลาผ่านไป จากที่เคยสะดุ้งตื่นจากความฝันทุกวันก็เริ่มเปลี่ยนเป็นค่อยๆ นอนจนตื่นเองได้ตามธรรมชาติ แต่ในคาบเรียนคาบหนึ่ง ข้างหูของเธอพลันแว่วได้ยินเสียงหวูดรถไฟที่คุ้นเคยตอนขบวนรถไฟเข้าจอด
ราวกับเป็นการแจ้งเตือน หัวใจของลู่จินเจาพลันกระตุกวูบ เธอเอื้อมมือไปหยิบตั๋วรถไฟที่พกติดตัวออกมาดู แน่นอนว่า บนนั้นปรากฏข้อมูลใหม่ขึ้นมา
"ขบวนรถไฟระดับปิ่ง จากสถานีเมืองอวิ๋นเฉิงไปคูเซียง เวลาออกเดินทาง... ในอีกสองชั่วโมงต่อมา"
ภารกิจชานชาลาครั้งใหม่มาแล้ว
และเป็นระดับ ปิ่ง
"ฉันที่เป็นเด็กใหม่ ภารกิจครั้งที่สอง ก็เพิ่มระดับแล้วเหรอ?"
เธอไม่แน่ใจว่านี่เป็นเรื่องปกติหรือไม่ เธอรู้เพียงว่า ในภารกิจระดับติงอย่าง [เรียกผี] ก็มีผู้โดยสารที่เคยผ่านชานชาลามาแล้วสามครั้ง ดังนั้นระดับขบวนรถไฟที่เพิ่มขึ้นจึงไม่มีทางเป็นแบบเพิ่มทีละระดับแน่นอน
การดูตั๋วรถไฟเพื่อหาเบาะแสนั้นมีจำกัด ในใจจะกังวลไปก็ไร้ประโยชน์
"...ทำได้เพียงไปดูหน้างานก่อนแล้วกัน หวังว่าความยากของดันเจี้ยนระดับปิ่งนี้จะไม่หลุดโลกเกินไปนักนะ"
ลู่จินเจาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วลุกขึ้นจากที่นั่งโดยตรง
แน่นอนว่า เป็นไปตามที่เธอคาดไว้ อาจารย์และเพื่อนนักศึกษาที่กำลังเรียนอยู่ราวกับไม่สังเกตเห็นการกระทำที่ผิดปกติของเธอเลย ต่อให้เธอจะเดินออกจากห้องเรียนไปโดยตรง อาจารย์ก็ไม่ได้เอ่ยปากห้าม และไม่มีเพื่อนนักศึกษาคนไหนทอดสายตาที่สงสัยมามองเลย
ราวกับว่าในวินาทีนี้ ลู่จินเจาได้กลายเป็นคนล่องหนไปแล้ว
เวลาสองชั่วโมงไม่นับว่าเหลือเฟือ หลังจากนั่งรถไปถึงสถานีรถไฟก็เหลือเวลาไม่ถึงครึ่งชั่วโมงแล้ว แต่ยังดีที่ทันเวลา
ในตอนที่เธอก้าวขึ้นบันไดมุ่งหน้าไปยังชานชาลาใต้ดิน สถานีรถไฟที่เคยอึกทึกก็กลับกลายเป็นเงียบสงัดอีกครั้ง
และลู่จินเจาที่เคยชินกับความเงียบสงัดนี้แล้ว จึงไม่ได้รู้สึกใจสั่นเพราะเรื่องนี้อีก
ในระหว่างทางที่ไปห้องพักผู้โดยสารเธอยังคงใช้ความคิดอยู่ว่า ไม่รู้ว่าภารกิจชานชาลาในครั้งนี้จะได้เจออะไรบ้าง
เมื่อเธอเปิดประตูห้องพักผู้โดยสารเข้าไป เธอก็เห็นเพื่อนร่วมทีมในชานชาลาครั้งนี้
คนไม่น้อยเลย พอมองดูคร่าวๆ คาดว่าจำนวนคนในภารกิจครั้งนี้จะมากกว่า [เรียกผี] เล็กน้อย
และสายตาของพวกเขาทีทอดมองมาที่ลู่จินเจามีความอยากรู้อยากเห็นอยู่บ้างเล็กน้อย แต่ก็ไม่มีใครเอ่ยปากถามอะไร
จากการกระทำนี้ ลู่จินเจายืนยันได้เรื่องหนึ่ง
ในนี้ไม่มีเด็กใหม่ และคนอื่นๆ ก็ยอมรับไปโดยปริยายแล้วว่า ภารกิจชานชาลาครั้งนี้จะไม่มีเด็กใหม่เข้าร่วม
ดังนั้น แม้จะเป็นหน้าใหม่ ก็ไม่มีใครพูดอะไร
บรรยากาศในห้องพักผู้โดยสารค่อนข้างอึมครึม ทุกคนต่างเฝ้ารออย่างเงียบสงบ จนกระทั่งประตูห้องพักผู้โดยสารจะถูกเปิดออกอีกครั้ง
คนที่เข้ามาเป็นหญิงสาวสองคน ในจำนวนนี้มีคนหนึ่งหลังจากเข้ามาแล้วก็แอบมองไปรอบๆ วงหนึ่ง จากนั้นก็ถามขึ้นด้วยน้ำเสียงที่สดใสและขี้เล่นว่า:
"นี่เป็นครั้งแรกของฉันเลยที่ทำภารกิจระดับปิ่ง รุ่นพี่คะ มีประสบการณ์อะไรจะแนะนำไหม?"
นี่ไม่ใช่คำถามที่ดีนักเลย ลู่จินเจาลอบอุทานในใจ จากนั้นก็ทอดสายตามองไปยังคนที่ส่งเสียงออกมา
นั่นเป็นเด็กสาวที่ดูเหมือนเพิ่งจะบรรลุนิติภาวะ ย้อมผมสั้นสีชมพูดูสะดุดตา สภาพผมไม่ค่อยดีนักจึงดูยุ่งเหยิงไปบ้าง รูปร่างผอมกะหร่องแต่ดูสุขภาพดี ผิวหนังค่อนข้างหยาบกร้าน ดูเหมือนจะเป็นเด็กที่ตากแดดบ่อยจนสีผิวค่อนข้างคล้ำ เป็นเด็กที่มีลักษณะภายนอกโดดเด่นมากคนหนึ่ง ทำให้ลู่จินเจาจดจำเธอได้ในทันที
"ประสบการณ์เหรอ... ก็ประมาณว่าอย่าไปตีสนิทกับคนอื่นส่งเดชล่ะกัน เพราะใครจะไปรู้ล่ะว่าที่เจอในชานชาลาน่ะ เป็นคนหรือผีกันแน่?"
มีคนเอ่ยตอบ
แต่คำพูดนี้ใครที่ตาสว่างก็ดูออกว่า เป็นการพูดแขวะ
สองคนนี้รู้จักกัน หรือว่ามีความแค้นอะไรกันหรือเปล่านะ?
ลู่จินเจามองดูทั้งสองคนอย่างเงียบๆ เห็นเพียงเด็กสาวที่ถูกแขวนก็ไม่ได้โกรธเคืองอะไร ทำเพียงยิ้มตาหยีแล้วตอบกลับไปว่า: "รับทราบค่ะ เข้าชานชาลาไปแล้วจะไม่คุยกับคุณแน่นอน เพราะพูดไม่แน่นอนว่า คุณอาจจะกลายเป็นผีไปแล้วก็ได้!"
พูดจบ เธอก็ทำหน้าผีใส่
นี่มันคือการจงใจแช่งว่าอีกฝ่ายจะตายนี่นา
ทว่าคนที่พูดคำพูดแบบนี้ออกมาในวินาทีต่อมาก็เบนสายตามมาที่ลู่จินเจา มองดูเธอด้วยท่าทางที่อยากรู้อยากเห็นแล้วถามว่า: "พี่สาวคนสวยที่ไม่คุ้นหน้าเลย พี่คะ พี่เองก็เป็นครั้งแรกที่เข้าชานชาลาระดับปิ่งเหมือนกันใช่ไหม?"
เสียมารยาทจัง เป็นความตั้งใจหรือเปล่านะ?
แต่ลู่จินเจามองออกแล้วว่า ความสามารถในการทำให้คนอื่นโกรธของเด็กคนนี้ถือเป็นระดับหนึ่งจริงๆ
༺༻