- หน้าแรก
- คนอื่นบำเพ็ญเซียน ส่วนข้าปลูกผัก
- บทที่ 02 - ภัยแมลง
บทที่ 02 - ภัยแมลง
บทที่ 02 - ภัยแมลง
บทที่ 02 - ภัยแมลง
༺༻
เมื่อความคิดนั้นผ่านไป ลู่เสวียนก็รู้สึกถึงความผิดปกติที่เกิดขึ้นภายในร่างกาย
พลังปราณที่เคยสงบเงียบพลันพุ่งสูงขึ้น วิ่งพล่านไปตามเส้นลมปราณของลู่เสวียน
ผ่านไปครึ่งเค่อ พลังปราณที่ควบคุมไม่ได้จึงค่อยๆ สงบลง
ลู่เสวียนสัมผัสถึงความเปลี่ยนแปลงในร่างกายอย่างละเอียด ใบหน้าอดไม่ได้ที่จะแสดงความยินดีออกมา
ตบะของเขาเพิ่มขึ้นอย่างมากในทันที เทียบเท่ากับการฝึกฝนอย่างหนักในยามปกติถึงสามเดือน ระยะห่างจากการทะลวงเข้าสู่ขั้นกลั่นลมปราณระดับสามเหลือเพียงแค่เอื้อมมือเท่านั้น
"ทะลุมิติมาตั้งนาน ในที่สุดสูตรโกงก็มาถึงเสียที"
ลู่เสวียนดีใจจนเนื้อเต้น ทั้งสติปัญญาและร่างกายในชาติก่อนของเขาก็แค่ระดับธรรมดา ร่างกายที่เขามาสิงอยู่นี้ทั้งพรสวรรค์และภูมิหลังก็ล้วนธรรมดาสามัญ หากไม่มีตัวช่วยภายนอก ก็ไม่รู้ว่าจะเอาตัวรอดในโลกแห่งการบำเพ็ญต่อไปได้อย่างไร
ข้อมูลสายหนึ่งหลั่งไหลเข้ามาในหัวของเขา ทำให้เขารู้แจ้งถึงทุกอย่างเกี่ยวกับลูกบอลแสงสีขาวนี้
พืชวิญญาณหรือหญ้าวิญญาณใดๆ ก็ตามที่เขาเป็นคนลงมือปลูกและบำรุงเลี้ยงด้วยตัวเอง เมื่อสุกงอมและเก็บเกี่ยวแล้วจะได้รับรางวัลเป็นลูกบอลแสงสีขาว ซึ่งภายในลูกบอลแสงสีขาวจะสามารถสุ่มได้ทั้งตบะ อาวุธวิเศษ วิชาความรู้ หรือโอสถต่างๆ
ระดับความล้ำค่าของรางวัลจะเกี่ยวข้องกับหลายปัจจัย ทั้งระดับการมีส่วนร่วมของตนเองในระหว่างการเติบโตของพืชวิญญาณ ชนิดของพืชวิญญาณ ระดับขั้น รวมถึงความสมบูรณ์ในตอนที่สุกงอม ทั้งหมดล้วนส่งผลต่อระดับรางวัลในลูกบอลแสงสีขาว
ลูกบอลแสงมีเพียงเขาคนเดียวที่มองเห็นและสัมผัสได้ คนนอกไม่สามารถมองเห็นได้ และเมื่อเก็บเกี่ยวพืชวิญญาณที่ไม่ได้ปลูกด้วยมือตัวเอง จะไม่สามารถได้รับรางวัลจากลูกบอลแสงได้
"หมายความว่า ขอเพียงแค่ข้าปลูกพืชวิญญาณได้สำเร็จ นอกจากตัวพืชวิญญาณเองแล้ว ข้ายังจะได้รับรางวัลจากลูกบอลแสงเพิ่มเติมด้วยงั้นหรือ?"
"นั่นก็เท่ากับว่าเป็นการเก็บเกี่ยวสองเท่า และมีความสุขสองเท่าเลยสินะ?"
ลู่เสวียนมองไปยังหญ้าหิ่งห้อยวิญญาณและต้นจันทร์เสวยที่กำลังเติบโตอย่างแข็งแรงในดิน ราวกับเห็นลูกบอลแสงสีขาวลูกแล้วลูกเล่ากำลังกะพริบเรียกเขาอยู่
"การที่ข้าลู่เสวียนสามารถมีผลสำเร็จได้อย่างในวันนี้ เป็นเพราะข้าพากเพียรบำเพ็ญเพียรและดูแลพืชวิญญาณอย่างหนักมาโดยตลอด"
ลู่เสวียนอดไม่ได้ที่จะคิดเช่นนั้น
เขารู้สึกว่านับตั้งแต่ลูกบอลแสงสีขาวปรากฏขึ้น พืชวิญญาณจำนวนมากในทุ่งนาวิญญาณก็ดูเหมือนจะเกิดความเปลี่ยนแปลงที่อธิบายไม่ได้ตามไปด้วย
ลู่เสวียนเกิดปัญญาแจ่มใส เขาเพ่งสมาธิไปที่หญ้าหิ่งห้อยวิญญาณต้นหนึ่งใต้เท้า
เหนือหญ้าหิ่งห้อยวิญญาณปรากฏแถบความคืบหน้าที่มองเห็นได้รางๆ แถบความคืบหน้าที่เกือบจะเต็มแล้วแสดงให้เห็นว่าหญ้าหิ่งห้อยวิญญาณตรงหน้านี้กำลังจะเข้าสู่ช่วงที่สุกงอมเต็มที่
ข้อมูลสายหนึ่งแล่นผ่านหัวของลู่เสวียน
"เพิ่งได้รับการบำรุงจากพิรุณวิญญาณ รู้สึกพึงพอใจมาก เพียงแต่รากของเพื่อนบ้านข้างๆ มันใหญ่และยาวเกินไปหน่อย ทำให้รู้สึกถูกเบียดเสียดเล็กน้อย"
นี่คืออะไร สถานะปัจจุบันของพืชวิญญาณงั้นหรือ?
ลู่เสวียนมีความสงสัย เขาเพ่งสมาธิไปที่หญ้าหิ่งห้อยวิญญาณที่อยู่ข้างๆ
แถบความคืบหน้าก็เกือบจะเต็มเช่นกัน และข้อมูลชุดเดียวกันก็แล่นผ่านหัวของเขา
หญ้าหิ่งห้อยวิญญาณที่อยู่ข้างๆ มีสภาพการเติบโตค่อนข้างดี เพียงแต่มันก็รู้สึกว่ารากของเพื่อนบ้านยาวและใหญ่เกินไป แย่งพื้นที่การเติบโตของมัน
"เรื่องนั้นข้าช่วยไม่ได้จริงๆ ทุ่งนาวิญญาณมันมีขนาดเท่านี้ ก็ได้แต่ต้องฝืนพวกเจ้าหน่อย ให้รากมันทับรากกันไปเถอะ"
ลู่เสวียนถอนหายใจออกมา
ไม่ว่าจะเป็นแถบความคืบหน้าการเติบโตหรือสถานะปัจจุบัน ทั้งหมดล้วนมีประโยชน์ต่อเขาไม่น้อย ช่วยให้เขารับรู้ถึงความต้องการในการเติบโตของพืชวิญญาณ สามารถปรับเปลี่ยนรายละเอียดเพื่อให้พวกมันสุกงอมได้เร็วขึ้นและดีขึ้น
เมื่อมองดูแถบความคืบหน้าที่กำลังจะถึงจุดสูงสุด เขาแทบจะอดใจไม่ไหวที่จะใช้อาคมพิรุณวิญญาณเพื่อเร่งให้หญ้าหิ่งห้อยวิญญาณสุกงอม
แต่เขาก็เข้าใจดีถึงหลักการที่ว่าหากทำเกินไปผลเสียจะตามมา การบำรุงที่พอดีมีประโยชน์มหาศาลต่อพืชวิญญาณ แต่หากบำรุงบ่อยเกินไป มันก็เท่ากับการเร่งการเติบโตจนเกินควร
แม้ว่าจะสุกงอม แต่หากสภาพไม่ดี ก็จะส่งผลกระทบต่อรางวัลจากลูกบอลแสงสีขาวด้วย
เมื่อคิดได้เช่นนั้น ความคิดที่จะเร่งหญ้าหิ่งห้อยวิญญาณเพื่อให้ได้รางวัลลูกบอลแสงในทันทีก็สลายไปจากใจของลู่เสวียน
ขณะที่กำลังจะกลับเข้าห้อง เขานึกอะไรบางอย่างได้ จึงหันกลับไปยังทิศตะวันตกของลานบ้าน
ในเมื่อเขาสามารถรับรู้สถานะปัจจุบันของพืชวิญญาณได้ เช่นนั้นหญ้าหิ่งห้อยวิญญาณที่ถูกเส้นใยสีดำกัดกินจะเผยความจริงออกมาหรือไม่
เขากลั้นหายใจและตั้งสมาธิ เพ่งจิตไปที่หญ้าหิ่งห้อยวิญญาณที่มีเส้นใยสีดำพันกันแน่นต้นนั้น
แถบความคืบหน้าไม่ได้ต่างจากสองต้นก่อนหน้านี้มากนัก คือกำลังจะสุกงอมเต็มที่เช่นกัน
ข้อมูลสายหนึ่งหลั่งไหลเข้าสู่หัวของลู่เสวียน
"หญ้าหิ่งห้อยวิญญาณที่ถูกตัวอ่อนหนอนต้นอ่อนดำกัดกิน สถานะน่าเป็นห่วง หากไม่รีบจัดการ พลังชีวิตในร่างกายจะถูกหนอนต้นอ่อนดำดูดกินจนหมดสิ้น และกลายเป็นหญ้าแห้งเหี่ยว"
"ตัวอ่อนหนอนต้นอ่อนดำ..."
ลู่เสวียนพึมพำกับตัวเอง ความกังวลในใจลดลงไปเกือบครึ่งหนึ่ง
เมื่อรู้ที่มาของเส้นใยสีดำแล้ว เรื่องก็จัดการได้ง่ายขึ้นมาก อย่างน้อยก็ไม่ต้องเป็นเหมือนแมลงวันที่ไม่มีหัวและไม่มีทิศทางในการแก้ไขอีกต่อไป
เขาได้ยินชื่อนี้แล้วรู้สึกคุ้นหู จึงรีบวิ่งกลับเข้าห้องแล้วหยิบหนังสือหนาๆ เล่มหนึ่งออกมา
《แมลงอสูรที่เป็นอันตรายทั่วไปและวิธีแก้ไข》
ในนั้นบันทึกแมลงอสูรทั่วไปกว่าร้อยชนิดที่อาจจะเป็นอันตรายต่อพืชวิญญาณในระหว่างกระบวนการปลูกสมุนไพรวิญญาณ รวมถึงคำแนะนำในการจัดการที่ผู้เขียนหนังสือทิ้งเอาไว้
ลู่เสวียนพลิกไปทีละหน้า และในไม่ช้าเขาก็พบข้อมูลโดยละเอียดเกี่ยวกับหนอนต้นอ่อนดำ
"หนอนต้นอ่อนดำ ตัวเต็มวัยขนาดเท่านิ้วก้อย มาและไปเหมือนสายลม ชอบกัดกินกิ่งและใบของพืชวิญญาณ"
"เวลาวางไข่จะทิ้งไว้บนพืชวิญญาณ หลังจากไข่ฟักตัวแล้ว ตัวอ่อนจะอาศัยการดูดซับพลังชีวิตของพืชวิญญาณเพื่อเติบโต เมื่อพลังชีวิตของพืชวิญญาณหมดสิ้น มันจะจากไปเองเพื่อหาเป้าหมายถัดไป"
"วิธีแก้ไข ตัวเต็มวัยต้องการผู้บำเพ็ญขั้นกลั่นลมปราณระดับสามที่เชี่ยวชาญอาคมสายโจมตีจึงจะสามารถจัดการได้อย่างปลอดภัย"
"ไข่และตัวอ่อนเป็นสิ่งที่ผู้บำเพ็ญขั้นกลั่นลมปราณระดับต่ำตรวจพบได้ยากยิ่ง เว้นแต่จะมีสัมผัสวิญญาณที่เฉียบคม"
"เนื่องจากตัวอ่อนมีเป้าหมายที่เล็กเกินไป อีกทั้งยังเกาะติดอยู่กับพืชวิญญาณ เวลาจัดการจึงส่งผลกระทบและทำความเสียหายต่อพืชวิญญาณได้ง่าย ดังนั้นจึงต้องมีความเชี่ยวชาญในอาคมบางอย่างอย่างลึกซึ้ง และต้องควบคุมได้อย่างละเอียดอ่อนจึงจะสามารถแก้ไขได้"
ลู่เสวียนปิดหนังสือลงแล้วหลับตาใช้ความคิด
"เพื่อหลีกเลี่ยงการทำร้ายพืชวิญญาณที่ถูกตัวอ่อนกัดกิน อาคมที่ต้องใช้นั้นต้องมีเงื่อนไขสองประการ"
"หนึ่งคือต้องมีพลังทำลายที่เพียงพอ สองคือขอบเขตความเสียหายต้องสามารถควบคุมได้"
เนื่องจากเขามีต้นกำเนิดต่ำต้อยและมีตบะเพียงขั้นกลั่นลมปราณระดับสอง ในปัจจุบันเขาจึงฝึกฝนอาคมระดับต่ำได้เพียงสองอย่างเท่านั้น
หนึ่งคืออาคมพิรุณวิญญาณที่ใช้สำหรับบำรุงพืชวิญญาณเป็นหลัก ส่วนอีกอย่างคืออาคมลูกไฟที่ใช้สำหรับป้องกันตัว
แต่อาคมทั้งสองนี้เขาเป็นเพียงแค่พอทำได้แต่ไม่เชี่ยวชาญ ไม่สามารถควบคุมได้อย่างละเอียดอ่อนเลย
อีกทั้งอาคมทั้งสองก็ดูเหมือนจะไม่ใช่อาคมเฉพาะเจาะจงที่ตรงตามเงื่อนไขในการกำจัดตัวอ่อนหนอนต้นอ่อนดำ
ในระยะแรกอาคมพิรุณวิญญาณทำได้เพียงบำรุงพืชวิญญาณเท่านั้น ลู่เสวียนคาดว่าหากเขาใช้อาคมนี้ลงไป นอกจากตัวอ่อนหนอนต้นอ่อนดำจะไม่เสียหายแล้ว มันน่าจะยิ่งรู้สึกตื่นเต้นมากขึ้นเสียอีก...
ส่วนอาคมลูกไฟ แม้พลังทำลายจะเพียงพอ แต่หากใช้ลูกไฟลงไป ผลลัพธ์ก็คงเป็นการที่หญ้าหิ่งห้อยวิญญาณและตัวอ่อนหนอนต้นอ่อนดำพินาศไปพร้อมๆ กัน
"ดูท่าคงต้องไปขอความช่วยเหลือในตลาดผู้บำเพ็ญ ยอมเสียเงินเพื่อขจัดภัยพิบัติเสียแล้ว"
"โชคดีที่สามารถรักษาได้ตามอาการ ช่วยประหยัดไปได้หน่อยก็ยังดี"
ลู่เสวียนลูบถุงผ้าที่ค่อนข้างแห้งแบนตรงเอว แล้วถอนหายใจออกมาเบาๆ
...
"น้องลู่ อยู่บ้านหรือเปล่า?"
ท่ามกลางเสียงเคาะประตู เสียงดังฟังชัดเสียงหนึ่งดังมาจากด้านนอกลานบ้าน
ทันใดนั้น เชือกฟางสีเทาดำเส้นหนึ่งเลื้อยออกมาจากมุมลานบ้าน แล้วสะกิดที่หัวเข่าของลู่เสวียนเบาๆ
นั่นคือหุ่นเชิดฟางที่อยู่ในลานบ้านนั่นเอง มันสัมผัสได้ว่ามีคนกำลังจะเข้ามาในขอบเขตของทุ่งนาวิญญาณ จึงส่งสัญญาณเตือนให้ลู่เสวียน
"คนเขาหยุดรออยู่หน้าประตูตั้งนานแล้ว ส่งเสียงทักทายแล้วเจ้าถึงเพิ่งจะมาเตือน หากมีใครคิดมุ่งร้ายจริงๆ บ้านข้าคงโดนขโมยไปจนหมดแล้วเจ้าก็คงยังไม่รู้สึกตัว"
ลู่เสวียนมองไปยังเชือกฟางสีเทาดำที่หดกลับไป แล้วอดไม่ได้ที่จะเอามือกุมขมับ
เสียงนั้นฟังดูคุ้นหู เป็นหนึ่งในผู้บำเพ็ญไม่กี่คนที่ลู่เสวียนรู้จักนับตั้งแต่ทะลุมิติมา
"มาแล้วครับ พี่จาง!"
เขาขานรับคำหนึ่ง แล้วเดินไปยังประตูรั้วลานบ้านเพื่อเปิดประตู
ผู้บำเพ็ญที่มีรูปร่างสูงใหญ่ หน้าตาซื่อๆ คนหนึ่งเดินเข้ามา
ผู้มาเยือนมีนามว่าจางหง ตบะขั้นกลั่นลมปราณระดับสาม อาศัยอยู่ข้างบ้านลู่เสวียน มีคู่บำเพ็ญขั้นกลั่นลมปราณระดับสอง เลี้ยงลูกตัวเล็กๆ วัยหกเจ็ดขวบเอาไว้คนหนึ่ง ในตอนที่ลู่เสวียนเพิ่งมาที่นี่ จางหงได้ให้คำแนะนำแก่เขามากมาย ทำให้เขาเลี่ยงเส้นทางที่ผิดไปได้หลายอย่าง
"พี่จาง เชิญเข้ามาดื่มน้ำชาในห้องก่อนครับ"
ลู่เสวียนนำทางจางหงเดินเข้าไปในห้อง
จางหงหันไปมองหญ้าหิ่งห้อยวิญญาณและต้นจันทร์เสวยที่เติบโตได้ดีทั้งสองข้างทางเดินหินสีเขียว แล้วพยักหน้า
"น้องลู่ พืชวิญญาณทั้งสองชนิดนี้เจ้าดูแลได้ค่อนข้างดีทีเดียว ดูท่าว่าอีกไม่นานคงจะได้เก็บเกี่ยวครั้งใหญ่"
"ก็พอประมาณครับ เทียบกับพืชวิญญาณในทุ่งนาวิญญาณที่บ้านของพี่จางไม่ได้หรอก"
หลังจากจางหงนั่งลงแล้ว ลู่เสวียนก็ชงน้ำชาร้อนๆ ให้เขาส้วยหนึ่ง
ในถ้วยชามีใบชาสีเขียวอ่อนสองสามใบที่ลอยขึ้นๆ ลงๆ และหมุนวนไม่หยุด
จางหงไม่ได้ถือสาอะไร เขารู้ถึงระดับพลังและฐานะทางการเงินของลู่เสวียนดี การที่สามารถมีน้ำชาที่ใส่ใบชาชวิญญาณมาให้หนึ่งถ้วย นั่นก็นับว่าเกรงใจกันมากแล้ว
"สมกับที่เป็นชาพิรุณใส ดื่มแล้วราวกับมีพิรุณพรำช่วยบำรุงจิตใจ มีเพียงที่บ้านน้องลู่เท่านั้นถึงจะมีโอกาสได้ดื่มชาดีๆ แบบนี้สักถ้วย"
"อยู่ที่บ้าน พี่สะใภ้ของเจ้าไม่ยอมให้อะไรเลย น่าเบื่อจริงๆ"
จางหงดื่มด่ำกับผลลัพธ์ที่ได้รับจากชาชวิญญาณพลางหลับตาพยักหน้า เมื่อนึกถึงความอึดอัดที่บ้าน เขาก็อดไม่ได้ที่จะตบต้นขาตัวเองแรงๆ
"ช่วยไม่ได้ครับ พี่สะใภ้ต้องเตรียมพร้อมเพื่ออนาคตของเสี่ยวหย่วน ย่อมต้องประหยัดมัธยัสถ์เป็นธรรมดา"
"นั่นก็จริง"
จางหงถอนหายใจออกมา
"บางครั้ง ข้าก็แอบอิจฉาน้องลู่เหมือนกันนะที่เป็นตัวคนเดียวแบบนี้ ไม่มีภาระในการเลี้ยงดูครอบครัว"
"อยากจะอยู่ยังไงก็อยู่ได้ ไม่ต้องมาทะเลาะกันเพราะเรื่องจุกจิกเล็กน้อย เรื่องข้าวสารอาหารแห้ง ไม่ต้องห่วงว่าลูกจะเติบโตขึ้นมาแข็งแรงและราบรื่นไหม ไม่ต้องมาพิจารณาว่าจะให้เขาฝึกฝนวิชาอะไร ในอนาคตจะสามารถเข้าสำนักอะไรได้บ้าง"
"ช่างอิสระเสียจริง!"
"หากพี่จางกลายเป็นคนตัวคนเดียวแบบผมจริงๆ สงสัยพี่คงจะโหยหาการมีภรรยาและลูก มีเตียงอุ่นๆ ให้พิง ว่ามันเป็นเรื่องที่มีความสุขแค่ไหนแล้วล่ะครับ"
ลู่เสวียนกล่าวพร้อมรอยยิ้ม
"เจ้านี่นะ อายุยังน้อยแต่กลับเข้าใจอะไรมากมายขนาดนี้"
จางหงก็แค่บ่นออกมาลอยๆ เขาหัวเราะออกมาแล้วเปลี่ยนหัวข้อการสนทนา
"ที่ข้ามาหาเจ้าครั้งนี้ เพราะมีเรื่องหนึ่งอยากจะบอกให้เจ้ารู้เอาไว้"
"ข้าได้รับข่าวจากช่องทางอื่นมาว่า ตระกูลหวังซึ่งเป็นตระกูลใหญ่ในตลาดผู้บำเพ็ญบังเอิญได้รับข้อมูลเกี่ยวกับดินแดนลับแห่งหนึ่ง เพียงแต่ดินแดนลับนั้นตั้งอยู่ในพื้นที่รกร้างอันห่างไกล ดังนั้นในอีกไม่นานจะมีการรับสมัครผู้บำเพ็ญขั้นกลั่นลมปราณระดับสองขึ้นไปหลายร้อยหลายพันคน เพื่อไปบุกเบิกดินแดนลับ"
"ลองดูว่าเจ้าสนใจไหม หากสนใจจะได้เตรียมตัวล่วงหน้า"
"บุกเบิกดินแดนลับงั้นหรือ?" ลู่เสวียนพึมพำและตกอยู่ในห้วงความคิด
"ครั้งนี้ข้าจะไปลองดูสักหน่อย การปรากฏขึ้นของดินแดนลับแห่งใหม่ แม้ความเสี่ยงจะไม่น้อย แต่ผลตอบแทนก็จะแปรผันตามความเสี่ยง การเอาแต่ปลูกพืชวิญญาณอยู่ในตลาดผู้บำเพ็ญต่อไปเรื่อยๆ รายจ่ายปกติของครอบครัวก็แทบจะรักษาไว้ไม่ได้แล้ว"
"ส่วนน้องลู่ ข้าแนะนำเป็นการส่วนตัวว่าให้ลองไปดูสักหน่อย เพราะมีผู้บำเพ็ญขั้นสร้างรากฐานของตระกูลหวังบุกทะลวงอยู่ข้างหน้าสุด สัตว์อสูรที่แข็งแกร่งเหล่านั้นด้วยพลังของพวกเราคงยากที่จะได้เผชิญหน้า"
"ที่สำคัญที่สุดคือน้องลู่อายุยังน้อย การเป็นนักปลูกพืชวิญญาณแม้จะมั่นคง แต่ทรัพยากรที่ได้รับนั้นมีจำกัด พลังฝีมือพัฒนาไปได้ช้า เมื่อปลูกพืชวิญญาณไปนานๆ จิตใจที่มุ่งมั่นก็จะค่อยๆ ถูกกัดกร่อนไป ยากที่จะมีความเฉียบคมเพื่อก้าวไปข้างหน้าอีกขั้นได้"
จางหงมองไปที่ลู่เสวียนที่กำลังก้มหน้าใช้ความคิด จึงได้เอ่ยคำแนะนำออกมา
ลู่เสวียนพยักหน้าเบาๆ เห็นด้วยกับสิ่งที่จางหงพูดนั้นมีเหตุผลมาก การบุกเบิกดินแดนลับ แม้จะมีความเสี่ยงอยู่บ้างแต่ก็ยังอยู่ในระดับที่ควบคุมได้ และการปรากฏขึ้นของดินแดนลับแห่งใหม่ มักจะหมายถึงผลกำไรมหาศาล แม้เขาจะได้รับเพียงเศษเสี้ยวที่หลงเหลือมา แต่ก็คงต้องใช้เวลานานกว่าจะย่อยมันได้หมด
หากเป็นเมื่อก่อน เขาอาจจะยังมีความเป็นไปได้ที่จะตอบตกลงอยู่บ้าง
แต่ตอนนี้ ด้วยการปรากฏขึ้นของลูกบอลแสงสีขาว ความเป็นไปได้เพียงเล็กน้อยนั้นก็มลายหายไปสิ้น
การเสี่ยงอันตรายออกไปข้างนอก ก็เพื่อต้องการทรัพยากรในการบำเพ็ญเพียร เพื่อกลับมาแลกเปลี่ยนเป็นโอสถ วิชาความรู้ หรืออาวุธวิเศษต่างๆ แต่ทั้งหมดนี้ เขานอนอยู่บ้านปลูกพืชวิญญาณก็ได้รับมันมาแล้ว!
ความปลอดภัยสูงกว่า ผลตอบแทนมากกว่า การทำนามันช่างหอมหวานเสียจริง!
เขาทำท่าทางครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ด้วยสีหน้าลำบากใจ ในที่สุดก็เงยหน้าขึ้นมา และกล่าวกับจางหงด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความขอโทษ
"พี่จางมีเจตนาที่ดี ลู่เสวียนขอรับไว้ด้วยใจครับ เพียงแต่ข้าเป็นคนขี้ขลาดและระมัดระวังตัวมาแต่ไหนแต่ไร อีกทั้งตระกูลยังต่ำต้อย ไม่มีอาคมหรือความสามารถอะไรโดดเด่น ออกไปข้างนอกเกรงว่าจะไปแล้วไม่ได้กลับมา"
"ดังนั้น ข้าอยากจะอยู่ที่บ้าน เฝ้าทุ่งนาวิญญาณผืนเล็กๆ แห่งนี้ ปลูกพืชวิญญาณไปอย่างเงียบๆ ดีกว่าครับ"
"ส่วนเรื่องในอนาคต ค่อยว่ากันไปตามสถานการณ์เถอะครับ"
จางหงเห็นว่าลู่เสวียนตัดสินใจเด็ดขาดแล้ว ก็อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจออกมา
"ความคิดของเจ้าก็ไม่ได้ผิดหรอก การบุกเบิกดินแดนลับ แม้ความเสี่ยงจะไม่มาก แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าไม่มีเลย แค่มีอะไรหลุดรอดออกมานิดหน่อย ตกใส่พวกเราที่เป็นผู้บำเพ็ญตัวเล็กๆ ในขั้นกลั่นลมปราณ ก็อาจจะหมายถึงชีวิตหลายชีวิตได้"
"เพียงแต่ ข้าไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องไปเสี่ยงโชคสักครั้ง เสี่ยวหย่วนจะให้เขามาฝึกฝนวิชานอกตำราเหมือนข้าไม่ได้"
ทั้งสองคนตกอยู่ในความเงียบครู่หนึ่ง จางหงนั่งอยู่พักหนึ่งก็ลุกขึ้นบอกลา พร้อมกับกำชับลู่เสวียนให้ช่วยดูแลลูกตัวน้อยของเขาให้หน่อย
ลู่เสวียนพยักหน้าตกลง เขามองส่งจางหงเดินจากไป และปิดประตูรั้วลานบ้านลง
"ในเมื่อมีลูกบอลแสงสีขาวปรากฏขึ้น ต่อไปต้องพยายามหลีกเลี่ยงการทำให้ตัวเองตกอยู่ในสถานการณ์ที่อันตราย"
"หากไม่มีความมั่นใจถึงเก้าส่วน... ไม่สิ ความมั่นใจเก้าส่วนก็เท่ากับไม่มีความมั่นใจเลย หากไม่มีความมั่นใจเต็มสิบส่วน ก็อย่าออกไปเสี่ยงอันตรายข้างนอกตามใจชอบเลยจะดีกว่า"
ลู่เสวียนมองไปยังหญ้าหิ่งห้อยวิญญาณและผลจันทร์เสวยที่อยู่ข้างทางเดินหินสีเขียว รู้สึกถึงความมั่นใจที่เต็มเปี่ยม
༺༻