- หน้าแรก
- ยอดเซียนวิถีซุ่มบำเพ็ญ
- บทที่ 58 ดินแดนสมบัติ
บทที่ 58 ดินแดนสมบัติ
บทที่ 58 ดินแดนสมบัติ
บทที่ 58 ดินแดนสมบัติ
หลายวันต่อมา
ณ ผืนป่าที่มืดครึ้มแห่งหนึ่ง
แสงสว่างสลัวนัก มีเพียงไข่มุกราตรีไม่กี่เม็ดที่แขวนอยู่สูง สาดส่องประกายแสงนวลตาออกมา
ท่ามกลางเงาร่างที่ทับซ้อนกัน มีเงาร่างที่ปกปิดตัวตนหลายร่างทยอยเดินทางมาถึงอย่างเงียบเชียบ
ฟางชิงสวมงอบ คลุมด้วยชุดคลุมสีดำ ปะปนอยู่ในกลุ่มคนเหล่านี้เช่นกัน
เห็นได้ชัดว่า เขามาเข้าร่วมงานแลกเปลี่ยนอีกครั้ง และครานี้เป็นงานที่มีลักษณะเป็นตลาดมืด
‘ครานี้ ข้าต้องแสดงความมั่งคั่งออกมาเล็กน้อย ให้พอที่จะดึงดูดผู้ฝึกตนโจรไม่กี่คนได้ ทว่าต้องไม่มากเกินไปจนทำให้ระดับฐานเต๋าเกิดความโลภ’
สายตาของฟางชิงไหววูบ เขาเตรียมจะสำแดงพลังเวท เพื่อฝืนโปรดสัตว์ผู้ที่มีวาสนาสักคนมาเป็นศิษย์ เพื่อใช้เป็นหูเป็นตาให้ตนเองทางฝั่งนี้
ด้วยพลังเวทผสานปราณระดับแปดในยามนี้ เมื่อรวมกับศาสตราวิเศษระดับสูงและยันต์ระดับสองทั่วร่าง ต่อให้ต้องเผชิญหน้ากับยอดฝีมือผสานปราณระดับเก้าเขาก็สามารถเอาชนะได้ ขอเพียงไม่ไปล่วงเกินระดับฐานเต๋า เขาก็แทบจะไร้ซึ่งความเกรงกลัวใดๆ
แน่นอนว่า ก่อนจะลงมือทำสิ่งใด เขาย่อมต้องใช้การเสี่ยงทายเพื่อคำนวณความเป็นมงคลหรือเคราะห์ร้ายก่อนเสมอ เพื่อมิให้ตนเองต้องตกที่นั่งลำบาก
และในยามนี้ เขาได้ใช้ไข่มุกกำเนิดเต๋าซ่อนพลังบำเพ็ญไว้สี่ระดับ กลายเป็นผู้ฝึกตนผสานปราณระดับสี่คนหนึ่ง
มิใช่ว่าไม่อยากให้ต่ำกว่านี้ แต่หากผู้ฝึกตนผสานปราณระดับหนึ่งหรือสองมาแสดงความร่ำรวยในงานแลกเปลี่ยน มันจะดูเหมือนจงใจขุดบ่อล่อปลาเกินไปสักหน่อย
เขาพิงกายอยู่กับต้นสนต้นหนึ่ง รออยู่ครู่หนึ่ง เริ่มเห็นผู้คนมารวมตัวกันประมาณสามสิบกว่าคน
“ทุกท่าน... กฎเกณฑ์ย่อมรู้กันดีใช่หรือไม่? เงินมาของไป เมื่อออกจากป่านี้แล้วจะไม่รับผิดชอบใดๆ ทั้งสิ้น”
บุรุษผู้หนึ่งที่มีร่างกายกำยำ น้ำเสียงแหบพร่าเป็นฝ่ายเปิดปากก่อน เขาผู้นี้มีพลังบำเพ็ญผสานปราณระดับเก้า เรียกได้ว่าข่มขวัญคนทั้งงานได้เลยทีเดียว
“ย่อมเป็นเช่นนั้น... ข้าผู้เฒ่ามี ‘วารีใสกำแพงร้าง’ อยู่หนึ่งส่วน ปรารถนาจะแลกกับโอสถที่ช่วยเพิ่มพูนพลังบำเพ็ญสักหน่อย...”
บุรุษกำยำยังกล่าวไม่ทันจบ ชายชราที่มีร่างกายค่อมดูราวกับคนแคระคนหนึ่งก็ชิงเริ่มการค้าขายก่อน โดยการแสดงทรัพยากรวิญญาณของตนออกมา
“อืม... วารีนั้นใสกระจ่าง มีปราณที่หนักอึ้งแฝงอยู่... นับเป็นวารีวิญญาณระดับผสานปราณจริงๆ ‘วารีใสกำแพงร้าง’ นี้ จำเป็นต้องเสาะหาสถานที่ที่เคยมีผู้คนพลุกพล่าน แต่ยามนี้กลับกลายเป็นซากปรักหักพัง จากนั้นจึงคำนวณเวลาที่แน่นอน แล้วร่ายอาคมเพื่อเก็บรวบรวม กว่าจะได้มาขนาดนี้คงต้องใช้เวลาหลายปีทีเดียว... ช่างเป็นงานที่ตรากตรำนัก”
ฟางชิงกวาดสายตามองรอบหนึ่ง พลันตรวจสอบได้ทันที ทว่ากลับไม่ได้มีความสนใจมากนัก
วารีนี้ไม่มีประโยชน์ต่อเขามาก อีกทั้งปริมาณยังน้อยเกินไป
ทว่าผู้ฝึกตนคนอื่นๆ กลับให้ความสนใจไม่น้อย ต่างพากันเสนอราคา: “ตาเฒ่า... เอาโอสถโลหิตหรือไม่? ข้ามี ‘โอสถโลหิตจม’ อยู่สามเม็ด!”
“สามเม็ดน้อยเกินไป อย่างน้อยต้องห้าเม็ด”
ชายชราคนแคระปฏิเสธทันที
น่าเสียดายที่ของวิเศษชิ้นนี้ไม่มีแรงดึงดูดพอ หลังจากถามวนไปรอบหนึ่ง เขาจึงต้องถอยกลับไปด้วยความหม่นหมอง
“สตรีตัวน้อยมี ‘บุปผาหยินจม’ อยู่หนึ่งต้น ปรารถนาจะแลกกับ ‘อินทผลัมแก่นโลหิต’ สามลูก หากไม่มี จะใช้ปราณโลหิตของปุถุชนแลกก็ได้ เพียงแต่ปริมาณต้องมากหน่อย...”
ผู้ฝึกตนสตรีที่มีร่างกายเล็กกะทัดรัด น้ำเสียงไพเราะดุจวิหคในหุบเขาขยับมาข้างหน้าทันที พร้อมกับแสดงพืชวิญญาณประหลาดในมือที่มีก้านดอกสีดำสนิท กลีบดอกส่องประกายแสงสีขาวนวล
ของชิ้นนี้กลับเป็นที่ต้องการอย่างมาก บางทีอาจเป็นเพราะผู้ฝึกตนสตรีผู้นี้สามารถรับปราณโลหิตได้ จึงมีคนเสนอราคามากมาย สุดท้ายนางจึงเลือกแลกกับผู้ที่ให้ปราณโลหิตมากที่สุด
ในไม่ช้า ก็ถึงตาการค้าขายของฟางชิง
ฟางชิงครุ่นคิดครู่หนึ่ง ก่อนจะหยิบกล่องหลายใบออกมาเปิดออก ประกายแสงหลากสีพลันเจิดจ้าขึ้นมาทันที
“นั่นมัน... ‘แก่นหยางอัคคีสว่าง’?”
“แก่นทองคำขาวโชติช่วง? ชิ้นใหญ่ขนาดนี้เชียวหรือ?”
“ยังมี ‘บุปผาวิญญาณสวรรค์’ อีกด้วย?”
เสียงอุทานด้วยความตกใจดังขึ้นรอบด้าน สายตาของผู้ฝึกตนจำนวนมากเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นความละโมบ
ฟางชิงมองดูภาพนี้ ในใจพลันลอบทอดถอนใจ: ‘โลกฝั่งนี้ทรัพยากรวิญญาณช่างขาดแคลนเสียจริง... เพียงแค่ของระดับผสานปราณ ก็สามารถดึงดูดสายตาที่ละโมบได้มากมายถึงเพียงนี้แล้ว’
เขาสัมผัสได้ว่า เจ้าของสายตาเหล่านั้นเมื่อรับรู้ว่าเขามีพลังบำเพ็ญเพียงผสานปราณขั้นกลาง สายตาจึงยิ่งดูร้อนแรงและไม่ปิดบังความต้องการเลยแม้แต่น้อย
“แค่กๆ!”
เมื่อเห็นภาพนี้ บุรุษกำยำที่เอ่ยปากในตอนแรกจึงจำต้องก้าวออกมา เพื่อข่มขวัญฝูงชนที่กำลังวุ่นวายให้สงบลง ทว่าสายตาที่เขามองฟางชิงก็ดูไม่เป็นมิตรเช่นกัน: “เจ้าต้องการแลกกับสิ่งใด?”
“เคล็ดวิชา【วารีบรรจบ】 ของวิเศษวิญญาณ【วารีทะยาน】... ทั้งหมดต้องเป็นระดับฐานเต๋า”
ฟางชิงยังกล่าวไม่ทันจบ ชายชราคนแคระกับผู้ฝึกตนสตรีร่างเล็กต่างก็พากันหัวเราะออกมา: “ช่างเพ้อฝันนัก! ลำพังเพียงทรัพยากรวิญญาณระดับผสานปราณ คิดจะมาแลกกับของวิเศษระดับฐานเต๋างั้นหรือ?”
“ย่อมมิใช่เช่นนั้น... ข้าเพียงต้องการแลกกับช่องทางหรือข่าวสารเท่านั้นเอง”
ฟางชิงสีหน้าไม่เปลี่ยน: “แต่หากมีข้อมูลที่แน่นอน และหลังจากข้าตรวจสอบแล้วว่าเป็นความจริง ข้าก็ยินดีจะมอบของสิ่งใดสิ่งหนึ่งในบรรดาสิ่งเหล่านี้ให้เป็นค่าตอบแทน”
“ข้ารู้!”
“เหอะๆ... ข้าผู้เฒ่าก็รู้เช่นกัน”
เมื่อได้ยินดังนี้ หลายคนจึงรีบรับคำทันที
แน่นอนว่ามิใช่ว่าพวกเขารู้ข่าวคราวของสมบัติจริงๆ แต่เตรียมจะใช้เรื่องนี้เป็นเหยื่อ เพื่อล่อปลาตัวใหญ่อย่างฟางชิงต่างหาก
ทว่าฟางชิงกลับมีนิสัยดีนัก เขาจดช่องทางการติดต่อและที่อยู่ของแต่ละคนไว้ทีละคน เตรียมจะรอดูในภายหลังว่าใครกันที่จะมีวาสนาได้ถูกเขาโปรดสัตว์
...
เมื่องานแลกเปลี่ยนสิ้นสุดลง บรรดาผู้ฝึกตนต่างยังไม่จากไป
บุรุษกำยำคนเดิมแหงนหน้าหัวเราะยาว: “สหายเต๋าทั้งหลาย ถึงช่วงเวลาการแลกเปลี่ยนความรู้ของพวกเราแล้ว... เรื่องที่อื้อฉาวที่สุดในแคว้นปาจวิ้นช่วงนี้ คงหนีไม่พ้นเรื่องถ้ำพำนักของมือกระบี่ที่ถูกพบบริเวณตลาดนัดเรือลอยสินะ? เรื่องนี้ถึงกับกดข่มความวุ่นวายในเทียนสุ่ยลงได้ สหายหลายคนที่เดิมทีอยู่ในเทียนสุ่ยต่างพากันรวมกลุ่มมุ่งหน้าไปที่นั่นเพื่อเสาะหาวาสนา... ทุกท่านพอจะล่วงรู้เบื้องลึกเบื้องหลังบ้างหรือไม่?”
“เรื่องนี้... ข้าผู้เฒ่าก็เคยได้ยินมาบ้าง”
น้ำเสียงแก่ชราดังขึ้น: “ว่ากันว่าเป็นถ้ำพำนักที่มหาผู้บำเพ็ญฐานเต๋าสายกระบี่ทิ้งไว้... ภายในมีผลประโยชน์ไม่น้อยเลยทีเดียว”
“เหอะๆ... ท่านผู้เฒ่ารู้เพียงผิวเผินเท่านั้น ถ้ำพำนักแห่งนั้นเป็นเพียงอาหารเรียกน้ำย่อย ตามที่ผู้ฝึกตนกลุ่มแรกที่ได้รับจดหมายลาตายของเจ้าของถ้ำพำนักคาดการณ์ไว้ เจ้าของถ้ำพำนักแห่งนั้นควรจะเป็นศิษย์สืบทอดของมหาผู้บำเพ็ญตำหนักม่วงสายกระบี่ที่มีชื่อเสียงโด่งดังในอดีต—นักพรตเหยียนปัวนั่นเอง”
น้ำเสียงสตรีวัยกลางคนอีกคนหนึ่งดังขึ้น: “หากเอ่ยถึงนักพรตเหยียนปัวผู้นั้น ในอดีตเขานับเป็นมหาเจิ้นเหรินสายกระบี่ที่มีชื่อเสียงเลื่องลือในดินแดนกู่สู่ของพวกเรา กระบี่ ‘สุยจิ้นฮวน’ เล่มนั้น เคยปลิดชีพมหาผู้บำเพ็ญตำหนักม่วงมาแล้วกี่คน ไม่มีใครรู้จริงๆ”
“ถ้ำพำนักของศิษย์นักพรตเหยียนปัวหรือ?”
“นักพรตเหยียนปัวนับเป็นแบบอย่างของผู้ฝึกตนอิสระอย่างพวกเราจริงๆ สามารถก้าวจากผู้ฝึกตนอิสระไปถึงระดับตำหนักม่วงได้...”
เมื่อเอ่ยถึงมหาเจิ้นเหรินระดับตำหนักม่วงท่านหนึ่ง บรรดาผู้ฝึกตนต่างก็มีปฏิกิริยาที่ร้อนแรงยิ่งขึ้น
“เหอะ!”
ผู้ฝึกตนสตรีร่างเล็กที่นำบุปผาหยินจมออกมาแลกเปลี่ยนก่อนหน้านี้แค่นเสียงเยาะเย้ย: “ผู้ฝึกตนอิสระหรือ? พวกเจ้าเชื่อจริงๆ งั้นหรือ? ผู้ฝึกตนอิสระที่ไร้หัวนอนปลายเท้าทั่วไป ลำพังเพียงเคล็ดวิชาฐานเต๋ายังรวบรวมไม่ครบ แล้วจะไปเอ่ยถึงเคล็ดวิชาตำหนักม่วงอันล้ำลึกได้อย่างไร? ยิ่งไปกว่านั้น ต่อให้วาสนาบังเอิญได้รับมรดกจากคนรุ่นก่อนมา แล้วปราณแท้กับทรัพยากรในการบำเพ็ญเพียรจะไปหามาจากที่ใด? มิพักต้องเอ่ยถึงว่ายังเป็นมือกระบี่ที่ขึ้นชื่อเรื่องการสังหารอีกด้วย!”
“ในกู่สู่ของพวกเรา อย่าว่าแต่ระดับตำหนักม่วงเลย ต่อให้มีระดับฐานเต๋าที่ไร้ที่มาที่ไปปรากฏตัวขึ้นมาสักคน ก็ย่อมต้องถูกท่านผู้สูงส่งเบื้องบนตรวจสอบอย่างหนักหน่วงอยู่แล้ว...”
เมื่อเอ่ยถึงตรงนี้ บรรดาผู้ฝึกตนต่างพากันนิ่งเงียบ
ฟางชิงเองก็รู้สึกราวกับมีก้อนหินหนักอึ้งกดทับอยู่ในใจ: ‘สถานที่บ้าๆ นี่... การควบคุมช่างเข้มงวดนัก’
‘หากในอนาคตข้าบรรลุฐานเต๋า เกรงว่าคงต้องหาภูมิหลังหรือที่พึ่งพิงให้ตนเองเสียแล้ว มิฉะนั้นคงลำบากเป็นแน่...’
ในด้านนี้ ความจริงเขาก็เริ่มวางแผนการไว้รางๆ แล้วเช่นกัน
“เหอะๆ... ข้าไม่สนใจหรอกว่าศิษย์ของนักพรตเหยียนปัวผู้นั้นจะเป็นอย่างไร ข้ารู้เพียงว่า ในอดีตนักพรตเหยียนปัวเป็นระดับตำหนักม่วง ย่อมมีความสามารถในการสร้างดินแดนสมบัติ... ในเมื่อเจ้าเอ่ยถึงนักพรตเหยียนปัว หรือว่าจะมีเบาะแสของดินแดนสมบัติเหยียนปัวปรากฏขึ้นแล้ว?”
หญิงชราผู้หนึ่งหันไปมองบุรุษกำยำในตอนแรก พลางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงใคร่รู้
“ดินแดนสมบัติเหยียนปัวหรือ?”
กลุ่มผู้ฝึกตนอิสระได้ยินดังนั้น บางคนก็มืดแปดด้าน ทว่าคนที่พอจะรู้เรื่องราวกลับพากันตื่นเต้นขึ้นมาทันที: “วาสนา! วาสนาครั้งใหญ่เชียวนะ! ดินแดนสมบัติเป็นที่รวมของจิตวิญญาณ มักจะมีของวิเศษวิญญาณเกิดขึ้นมากมาย... ย่อมดีกว่าโลกภายนอกมากนัก ยังไม่ต้องเอ่ยถึงว่ายังเป็นสถานที่ดับสูญของระดับตำหนักม่วงท่านหนึ่ง หากหาพบ เคล็ดวิชาตำหนักม่วงรวมถึงกระบี่บิน ‘สุยจิ้นฮวน’ เล่มนั้น มิใช่ว่าจะตกเป็นของพวกเราหรอกหรือ?”
บรรยากาศในที่นี้เริ่มร้อนแรงขึ้นเรื่อยๆ แต่ฟางชิงกลับนึกไปถึงฮูหยินผู้สูงศักดิ์ที่เคยเอ่ยถามหาเบาะแสของ ‘สุยจิ้นฮวน’ ในงานแลกเปลี่ยน ณ ศาลเจ้าเจาจวินคราวก่อนขึ้นมาอย่างประหลาด
‘หรือว่าการปรากฏขึ้นของถ้ำพำนักมือกระบี่ในครานี้ จะมีความเกี่ยวพันกับสตรีนางนั้น?’
ฟางชิงแอบครุ่นคิด แน่นอนว่าต่อให้ไม่ต้องเสี่ยงทาย เขาก็รู้ดีว่าหากดินแดนสมบัติเหยียนปัวปรากฏขึ้นจริง สถานการณ์ย่อมต้องยิ่งใหญ่และอันตรายกว่านี้แน่นอน!
‘อย่างไรเสียข้าก็ไม่ไป เช่นนั้นมันก็ไม่เกี่ยวอะไรกับข้าแล้วล่ะ’
...
เมื่องานแลกเปลี่ยนสิ้นสุดลง ฟางชิงเป็นคนแรกที่จากไป
เขาหยิบเรือวิญญาณใบไม้เขียวที่ไม่ได้ใช้งานมานานออกมา แล้วบินขึ้นสู่ท้องฟ้าอย่างช้าๆ
เป็นอย่างที่คิด ไม่นานนักก็มีลำแสงหลายสายพุ่งทะยานตามมา แฝงไว้ด้วยเจตนาที่ไม่หวังดีอย่างเต็มเปี่ยม
“พวกรนหาที่ตายมากันแล้วสินะ?”
ฟางชิงหัวเราะกึกก้อง สะบัดมือส่งยันต์เมฆาเพลิงออกไปสามใบในคราวเดียว!
พรึ่บ!
พลังวิญญาณธาตุไฟที่ร้อนระอุพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า กลายเป็นกลุ่มเมฆสีแดงฉานที่มีรัศมีกว้างขวางจนน่าเหลือเชื่อ เข้าปกคลุมลำแสงที่ตามมาข้างหลังเหล่านั้นไว้ภายใน
ตูม!
ชั่วพริบตา ผู้ฝึกตนโจรไม่กี่คนนั้นยังไม่ทันได้ส่งเสียงร้องโหยหวนก็กลายเป็นเถ้าถ่านไปเสียแล้ว
เหลือเพียงลำแสงสองสาย สายหนึ่งสีชมพู อีกสายหนึ่งสีดำสนิท ที่รีบส่งศาสตราวิเศษออกมาต้านทานไว้ได้อย่างยากลำบาก ก่อนจะร่วงหล่นลงสู่พื้นดิน
ฟางชิงร่อนลงสู่พื้น ก็พบกับชายชราคนแคระ และเด็กสาวที่มีร่างกายเล็กกะทัดรัด ทั้งสองต่างมีแววตาที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัว: “ผสานปราณระดับแปด?”
“ฮ่าๆ มีปลามาติดเบ็ด ช่างน่ายินดีนัก”
เขาหัวเราะร่า ทว่าสายตากลับตวัดมองไปยังจุดที่อยู่ไม่ไกลนัก
“อย่างที่คิด เป็นการขุดบ่อล่อปลาจริงๆ ด้วย”
บุรุษกำยำผสานปราณระดับเก้าในงานแลกเปลี่ยนผู้นั้นขนลุกซู่ ถึงกับไม่กล้าลงมือต่อสู้ เขารีบประสานมุทรา กลายเป็นลำแสงสีดำสลัวสายหนึ่ง แล้วอันตรธานหายไปในพริบตา...
“ช่างระมัดระวังนัก วิชาหลบหนีนี้ไม่เลวเลย ไม่รู้ว่าเป็นวิชาของสำนักใดกันนะ?”
ฟางชิงเอ่ยวิจารณ์ออกมาคำหนึ่ง
“เรียนใต้เท้าให้ทราบ คนผู้นั้นคือผู้อยู่เบื้องหลังงานแลกเปลี่ยนในครานี้ นามว่า ‘มู่หรงจิ่ว’ ปกติขี้ขลาดตาขาวเป็นที่สุด ชมชอบการหลบซ่อน มีชื่อเสียงโด่งดังจากวิชา ‘ย่างก้าวระลอกคลื่นลี้ลับ’ ขอรับ...”
ชายชราคนแคระก้มกายลงต่ำอย่างนอบน้อม: “ขอใต้เท้าโปรดไว้ชีวิตข้าผู้เฒ่าด้วยเถิด ข้าผู้เฒ่ายินดีจะคอยรับใช้ใต้เท้า เพื่อตามล่าร่องรอยของคนผู้นั้น... ความจริงแล้ว เรื่องการดักปล้นในครานี้ ล้วนเป็นมู่หรงจิ่วที่เป็นคนบงการอยู่เบื้องหลังทั้งสิ้นขอรับ”
“โอ้? งั้นหรือ?”
ฟางชิงปรายตามองไปยังผู้ฝึกตนสตรีร่างเล็กนางนี้ นางได้ถอดผ้าคลุมหน้าออก เผยให้เห็นเครื่องหน้าที่หมดจดงดงาม ประกอบกับเสื้อผ้าที่ถูกเปลวเพลิงเผาทำลายจนเผยให้เห็นผิวพรรณที่ขาวผ่อง ย่อมทำให้ผู้คนเกิดความรู้สึกบางอย่างที่ยากจะบรรยายขึ้นมาได้
“เจ้าเป็นใคร ฝึกวิถีใด? พลังบำเพ็ญระดับใด?”
เขาหันหน้ากลับมามองชายชราคนแคระ
“ข้าผู้น้อยนามว่าสวี่เฮย ฝึกฝนวิถี【หนี่ถู】ขอรับ...”
“【หนี่ถู】?”
(มาจากดาวนักษัตร 女土蝠 หรือ ค้างคาวดินกลุ่มดาวหญิง)
ฟางชิงกำลังจะเอ่ยสิ่งใดต่อ ทันใดนั้นสองมือของชายชราพลันพุ่งมาข้างหน้า เล็บสีเขียวมรกตยาวเฟื้อยดีดตัวขึ้นมา ส่องประกายแสงวาววับ
การลงมือในครานี้รวดเร็วปานสายฟ้าแลบ ทั้งยังแสดงให้เห็นถึงวิชายุทธ์และท่าร่างที่สูงส่งของชายชรา ย่อมต้องบรรลุถึงขอบเขตมหาปรมาจารย์ขั้นกำเนิดฟ้าแน่นอน!
หากเปลี่ยนเป็นผู้ฝึกตนผสานปราณทั่วไป หากถูกมหาปรมาจารย์วิถียุทธ์ลอบโจมตีในระยะประชิดเช่นนี้ เกรงว่าคงต้องเสียเปรียบอย่างหนักแน่นอน!
ทว่าฟางชิงกลับยิ้มบางๆ ฝ่ามือขวาพลันปรากฏประกายแสงสีทองแดงออกมา ก่อนจะตบออกไปฉาดหนึ่ง
เพียะ!
ภายใต้แรงลมที่รุนแรง เล็บเหล่านั้นพลันหักสะบั้นและกระเด็นย้อนกลับ ชายชราส่งเสียงร้องโหยหวน ทรวงอกยุบ เขาลงไปนอนกองกับพื้นราวกับตุ๊กตาผ้าที่ขาดวิ่น
“กายเนื้อช่างแข็งแกร่งนัก”
ทว่าผู้ฝึกตนสตรีผู้นั้นกลับไม่ได้เข้าโจมตี นางกลับเลียริมฝีปากสีทับทิมเบาๆ: “ผู้น้อยนามว่าไป๋หลิง ฝึกวิถี【ห้องตะวัน】 คารวะสหายเต๋าเจ้าค่ะ!”
“【ห้องตะวัน】? เจ้ามีความเกี่ยวพันอันใดกับสำนักเหอฉิง?”
สีหน้าของฟางชิงพลันเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมสุดขีด
“สหายเต๋าถึงกับล่วงรู้ชื่อเสียงของสำนักเหอฉิงด้วยหรือเจ้าคะ? เคล็ดวิชาที่ผู้น้อยฝึกฝน เดิมทีก็เป็นวิชาที่สืบทอดมาจากสำนักเหอฉิงจริงๆ นั่นแหละเจ้าค่ะ...”
ไป๋หลิงยิ้มแย้มหยาดเยิ้ม ทว่าในพริบตาต่อมานางกลับเห็นหมัดหนึ่งหมัดขยายใหญ่ขึ้นตรงหน้าอย่างไม่มีที่สิ้นสุด
“เดิมทีข้าก็นึกอยากจะเลือกเจ้าอยู่หรอก ทว่าในยามนี้ ดูท่าเจ้าจงไปตายเสียเถอะ!”