- หน้าแรก
- ยอดเซียนวิถีซุ่มบำเพ็ญ
- บทที่ 57 สี่วารี
บทที่ 57 สี่วารี
บทที่ 57 สี่วารี
บทที่ 57 สี่วารี
ฟิ้ว ฟิ้ว!
ทันใดนั้น มีลำแสงหลายสายพาดผ่านเหนือท้องฟ้าของแอ่งสามลำธาร
“นั่นท่านเซียน!”
เด็กหญิงตาโตเอ่ยขึ้น ช่วงนี้มักจะเห็นลำแสงพาดผ่านเส้นขอบฟ้าอยู่บ่อยครั้ง บางครั้งยังมาพร้อมกับลมพายุ ฝนกระหน่ำ อัสนีบาต และเปลวเพลิง
เด็กน้อยเหล่านี้ต่างพากันชินชาเสียแล้ว
“นั่นคือท่านเซียนประลองยุทธ์... น่าเสียดาย ทำไมไม่ตายสักสองสามคนนะ? จะได้ร่วงลงมาแถวนี้ ให้ข้าได้ไปเก็บศพเสียหน่อย...”
เด็กหนุ่มเอ่ยออกมาด้วยความเสียดาย ทว่าในพริบตาต่อมาหน้าผากของเขาก็ถูกเขกเข้าอย่างจัง
โป๊ก!
“ยังจะคิดเก็บศพอีก? พวกท่านเซียนที่ใกล้ตายเหล่านั้น เพียงแค่พ่นลมหายใจออกมาเจ้าก็มอดไหม้แล้ว!”
เสียงดุด่าดังขึ้น เด็กสาวและเด็กหญิงต่างพากันดีใจ: “พี่จิ่งฉุน?”
“อืม โชคดีจับหนูนาได้ตัวหนึ่ง...”
หน้าประตูโถงบรรพชน ปรากฏร่างบุรุษหนุ่มในชุดป่านผู้หนึ่ง ในมือหิ้วหนูนาที่ไม่ได้อ้วนนักตัวหนึ่งมาด้วย
ในชั่วขณะที่เห็นมัน ทั้งเด็กหญิงและเด็กหนุ่มต่างก็ลอบกลืนน้ำลาย
ฟางจิ่งฉุนดูอายุประมาณสิบเจ็ดสิบแปดปี ร่างกายผอมบาง ภาระที่ต้องแบกรับเร็วเกินวัยทำให้แผ่นหลังของเขาค่อมลงเล็กน้อย
เด็กน้อยไม่กี่คนนี้พากันถลกหนังผ่าท้องหนูนาอย่างมีความสุข เตรียมจะต้มน้ำซุปเนื้อสักหม้อ
แม้หนูนาปิ้งจะรสชาติดี แต่เนื้อมีไม่มาก จะปล่อยให้สิ้นเปลืองเช่นนั้นได้อย่างไรถูกต้องไหม?
“เอ๊ะ? ท่านเป็นใคร?”
เด็กหนุ่มกำลังเตรียมจะไปเก็บฟืน แต่พลันพบว่าภายในโถงบรรพชนที่ทรุดโทรม กลับมีบุรุษหนุ่มในชุดคลุมสีน้ำเงินยืนอยู่คนหนึ่ง
เพียงแค่มองดูผิวพรรณที่สะอาดสะอ้านและจิตใจที่เปี่ยมล้น เขาก็รู้ได้ทันทีว่าเป็นคุณชายจากตระกูลที่มั่งคั่ง จึงเอ่ยถามอย่างระแวดระวัง
“ข้าหรือ?”
ฟางชิงยิ้มบางๆ ไม่ได้ตอบคำ ทว่ากลับมองดูซากปรักหักพังเบื้องหน้าอย่างครุ่นคิด: “โต๊ะบูชา กับป้ายวิญญาณเล่า?”
“ถากไปทำฟืนหมดแล้ว... พี่จิ่งฉุนบอกว่าคนจะอดตายอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องไปสนใจเรื่องพวกนี้ บรรพบุรุษข้างล่างก็คงไม่ถือสาน่ะ”
ภายใต้ผลของ ‘วาทศิลป์เป็นเลิศ’ เด็กหนุ่มผู้นี้จึงไม่ได้ลังเลเลย เขาโพล่งความจริงออกมาทันที
“ฮ่าๆ ช่างพลิกแพลงเก่งนัก”
ฟางชิงหัวเราะร่า ทันใดนั้นเสียงอุทานจากด้านนอกก็ดังขึ้น ฟางจิ่งฉุนถือมีดพร้าที่เป็นสนิมเขรอะพุ่งเข้ามา บังเด็กหนุ่มไว้ข้างหลัง สายตาเต็มไปด้วยความระแวดระวัง: “ท่านเป็นใคร?”
“เจ้าชื่อฟางจิ่งฉุนงั้นหรือ?”
ฟางชิงครุ่นคิดครู่หนึ่ง ในความทรงจำดูเหมือนจะมีคนผู้นี้อยู่ลางๆ แต่ไม่ได้สนิทสนมกันนัก นับเป็นญาติที่ห่างกันเกินห้าชั่วโคตร
อีกทั้งในตอนนั้น ยังเป็นเพียงเด็กน้อยที่น้ำมูกไหล วิ่งเล่นแก้ผ้าไปวันๆ เท่านั้นเอง
พริบตาเดียว เติบโตถึงเพียงนี้แล้วหรือ?
“ใช่ ข้าชื่อฟางจิ่งฉุน!”
ฟางจิ่งฉุนรับคำโดยสัญชาตญาณ ทว่าสีหน้าพลันเปลี่ยนไปทันที: “วิชาเซียน? ท่านคือท่านเซียนหรือ?”
ด้วยจิตใจที่เต็มไปด้วยความระแวดระวังของเขา เป็นไปไม่ได้ที่จะตอบคำถามของคนผู้นี้โดยตรง เว้นเสียแต่ว่า... เขาจะถูกอิทธิพลของวิชาอาคมเข้าแทรกแซง!
เมื่อคิดได้ดังนี้ ฟางจิ่งฉุนก็รีบทิ้งมีดพร้าทันที แล้วฉุดเด็กหนุ่มข้างหลังให้คุกเข่าลงบนพื้นพร้อมกัน: “พวกข้าน้อยขอกราบไหว้ท่านเซียน ไม่ทราบว่าท่านเซียนมีนามว่าอะไร? มาจากตระกูลหลัวใช่หรือไม่ขอรับ?”
“รับมือได้ไม่เลว ตระกูลฟางของข้าต้องเผชิญกับภัยพิบัติถึงเพียงนี้ ยังสามารถมีคนเช่นเจ้าปรากฏขึ้นมาได้ ก็นับว่าไม่เลวแล้วล่ะ”
ฟางชิงเอ่ยด้วยรอยยิ้ม
“ตระกูลฟางของข้า? ท่านเซียนเป็นบรรพบุรุษตระกูลฟางของข้าจริงๆ หรือขอรับ?”
ฟางจิ่งฉุนจ้องมองใบหน้าของฟางชิง รู้สึกคุ้นเคยอย่างประหลาด ทว่ากลับนึกไม่ออก
“จะว่าอย่างนั้นก็ได้...”
ฟางชิงทอดถอนใจคำหนึ่ง ก่อนจะหยิบตำราคัดลายมือเล่มหนึ่งออกมาจากอกเสื้อ: “นี่คือ《คัมภีร์ยุทธ์เสินอู่》 นับเป็นวิชายุทธ์ที่ยอดเยี่ยมในโลกปุถุชน และยังมีโอสถเพิ่มพูนพลังยุทธ์กับโอสถรักษาอาการบาดเจ็บอีกไม่กี่ขวด... มอบให้เจ้าหมดเลยแล้วกัน”
ฟางจิ่งฉุนรับของเหล่านี้มาด้วยท่าทางเหม่อลอย ความระแวดระวังในใจสลายไปมากโดยไม่รู้ตัว
“เทียนสุ่ยแห่งนี้ได้กลายเป็นแดนอลม่านไปแล้ว ไม่ควรอยู่นาน... ข้าจะพาพวกเจ้าไปยังสถานที่แห่งหนึ่ง พวกเจ้าจงใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นให้ดีเถิด”
ฟางชิงเอ่ยต่อ
“ท่านเซียนบรรพบุรุษ ข้า... ข้าสามารถบำเพ็ญเซียนได้หรือไม่ขอรับ?”
ในตอนนี้เอง เด็กหนุ่มที่คุกเข่าอยู่ก็ทนความร้อนรุ่มในใจไม่ไหว จึงโพล่งถามออกมา
ฟางจิ่งฉุนห้ามไม่ทัน ได้แต่ใช้สายตาส่งสัญญาณเตือน
แต่เด็กหนุ่มกลับแน่วแน่ยิ่ง จ้องมองฟางชิงตาไม่กะพริบ
“บำเพ็ญเซียนหรือ? ก็น่าจะได้กระมัง... ตระกูลฟางของพวกเรามีชะตา【วารีทะยาน】 การเข้าสู่เต๋าด้วยวิถีวารีนั้นไม่ยาก... เพียงแต่ยังขาดปราณแท้”
ฟางชิงนึกขึ้นได้ว่าคนตระกูลฟางดวงดีนัก เกรงว่าคงมีผู้ที่มีพรสวรรค์ในการบำเพ็ญเพียรไม่น้อย
ถึงแม้เขาสามารถทิ้งเคล็ดวิชาสูดปราณไว้ให้ได้ แล้วปราณแท้แต่ละสายเล่า? หรือเขาต้องไปเสาะหามาให้คนเหล่านี้ทีละคน?
หากเป็นญาติสนิททางสายเลือดจริงๆ ก็ว่าไปอย่าง แต่ในเมื่อเป็นเพียงญาติที่ห่างกันมาก เขาจึงคร้านจะทำเรื่องมากมายถึงเพียงนั้น
สามารถรักษาเลือดเนื้อเชื้อไขของตระกูลฟางไว้ได้สายหนึ่ง มันย่อมนับว่าเพียงพอแล้ว
“เช่นนั้นท่านเซียนบรรพบุรุษ ท่านช่วยพาข้าไปบำเพ็ญเพียรด้วยได้หรือไม่ขอรับ?”
เด็กหนุ่มรีบฉวยโอกาสทันที
“ไม่ได้!”
ฟางชิงส่ายหน้ายิ้มๆ ก่อนจะหันไปมองฟางจิ่งฉุน: “เจ้านับว่าเป็นคนที่รู้จักกาลเทศะ ตระกูลฟางในภายภาคหน้าคงต้องฝากไว้ที่เจ้าแล้ว... การบำเพ็ญเซียนนั้นมิใช่เรื่องง่าย ตัวข้าเองก็ทำได้เพียงดิ้นรนต่อสู้ไปวันๆ คงช่วยพวกเจ้าได้ไม่มากนัก เมื่อเทียบกับการเป็นผู้ฝึกตนอิสระในโลกบำเพ็ญเพียร การเป็นยอดฝีมือในยุทธภพโลกปุถุชนก็นับว่าไม่เลวเหมือนกันนะ”
“จิ่งฉุนเข้าใจแล้วขอรับ เพียงแต่เสียดายที่ตนเองกำลังน้อย มิอาจเป็นแรงขับเคลื่อนให้ท่านเซียนได้” ฟางจิ่งฉุนโขกศีรษะไม่หยุด: “เพียงแต่ตำราประจำตระกูลของข้าน้อยได้ขาดหายไปแล้ว ขอท่านเซียนโปรดทิ้งสิ่งยืนยันไว้ เพื่อไม่ให้ลูกหลานรุ่นหลังลืมเลือนรากเหง้าของตนเองด้วยเถิดขอรับ...”
ฟางชิงทอดถอนใจ: “ตัวข้าไร้ซึ่งสิ่งของมีค่าใดๆ เช่นนั้นข้าขอมอบลำดับชื่อประจำรุ่นไว้ให้สิบชื่อแล้วกัน— ‘ไท่อีอู๋ซ่างต้าว เสวียนเวยจื้อเมี่ยวเซียน’... หลังจากผ่านไปสิบชั่วอายุคนแล้ว ตัวข้ากับพวกเจ้าก็ถือว่าไม่มีความเกี่ยวข้องกันอีกต่อไปจริงๆ”
(แปลว่า มรรควิถีสูงสุดแห่งเอกภาพหนึ่งเดียว เซียนผู้เลิศล้ำในความลี้ลับละเอียดอ่อน)
เขาสำแดงอานุภาพของศาสตราวิเศษสำหรับบิน หอบเอาเด็กน้อยไม่กี่คนนี้มุ่งหน้าไปยังเมืองที่มีสภาพความเป็นอยู่ดีพอสมควรแห่งหนึ่งเพื่อตั้งรกราก ก่อนจากไปยังได้ทิ้งถุงเงินทองไว้ให้อีกหนึ่งถุง
“ท่านบรรพชน...”
มาถึงตอนนี้ เด็กหนุ่มกับเด็กหญิงตาโตกลับมีท่าทีนอบน้อมและไม่กล้าเอ่ยคำใดออกมาอีก
อย่างไรเสีย หลังจากได้สัมผัสกับการบินแล้ว จึงได้รู้ว่าท่านเซียนกับปุถุชนนั้น เปรียบเสมือนสิ่งมีชีวิตที่มาจากคนละโลกโดยสิ้นเชิง
ในทางกลับกัน ฟางจิ่งฉุนจ้องมองใบหน้าของฟางชิง ดูเหมือนในที่สุดเขาก็จำได้แล้ว แต่กลับมีความรู้สึกไม่อยากจะเชื่อสายตาตนเอง
“ข้าต้องไปแล้ว... การลาจากในวันนี้ ในภายภาคหน้าเกรงว่าคงไม่ได้พบกันอีก”
ฟางชิงโบกมือลา พลางมองดูฟางจิ่งฉุนผู้นี้ ในใจพลันไหววูบ เขาจึงส่งกระแสจิตลับไปว่า “น้องชายกับน้องสาวของเจ้านั้นสภาพจิตใจยังไม่มั่นคง หากข้าถ่ายทอดวิชาเซียนให้ รังแต่จะนำพาภัยพิบัติมาสู่ตน... ส่วนเจ้านั้นดูพอจะมีแววขัดเกลาได้บ้าง ข้าได้ฝังเคล็ดวิชา【วารีทะยาน】ไว้ใต้ต้นไทรในลานบ้านหลังนั้น พร้อมกับเคล็ดลับการสูดปราณ และบันทึกหนี้แค้นระหว่างตระกูลฟางของพวกเรากับตระกูลหลัวแห่งเทียนสุ่ยและสำนักเฮยเถิง เจ้าจงพิจารณาเอาเองแล้วกัน...”
แม้ในสายตาของฟางชิง ด้วยความยากลำบากในการเริ่มต้นของวิถีสูดปราณในโลกฝั่งนี้ โอกาสที่ฟางจิ่งฉุนจะเข้าสู่เต๋าได้นั้นริบหรี่นัก แต่หากมีปาฏิหาริย์เกิดขึ้นเล่า?
ตระกูลฟางเพียรเสาะหาเต๋ามาหลายปี อย่างไรเสียก็ควรจะมีผลลัพธ์ปรากฏออกมาบ้าง จะได้ไม่ถูกคนอื่นหลอกลวงเอาได้อีก
“ขอบพระคุณท่านเซียนขอรับ”
ฟางจิ่งฉุนกล่าวขอบคุณซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทว่าเบื้องหน้าพลันมีแสงสีน้ำเงินวาบขึ้น สายลมพัดโชย ร่างเงาคนได้อันตรธานหายไปแล้ว ในใจของเขาจึงอดไม่ได้ที่จะรู้สึกอ้างว้างขึ้นมา...
...
ครึ่งเดือนต่อมา
“สหายเต๋า เคล็ดวิชาฐานเต๋า【วารีบรรจบ】 ร้านตำราของข้าไม่มีจริงๆ...”
ณ ร้านตำราแห่งหนึ่งในตลาดนัดซานซาน
ฟางชิงมองดูหลงจู๊ที่ปั้นหน้ายิ้มประจบเบื้องหน้า ก่อนจะส่ายหน้า: “ช่างเถอะ... เอาแค่ตำราโอสถ ตำราเต๋า และตำราพยากรณ์ไม่กี่เล่มนั่นแล้วกัน... เพียงแต่ตำราโอสถ ไม่มีระดับที่อยู่เหนือฐานเต๋าขึ้นไปจริงๆ หรือ?”
“ไม่มีจริงๆ!”
หลงจู๊เหงื่อกาฬไหลพรากเต็มหน้า ในใจนึกว่าเจ้าคนบ้าจากที่ไหนก็ไม่รู้ ไม่ถามหาเคล็ดวิชาฐานเต๋าก็ถามหาตำราโอสถระดับสูง
หากตระกูลของเขามีการสืบทอดระดับนั้น ป่านนี้คงได้เป็นตระกูลฐานเต๋าที่ยิ่งใหญ่และสูงศักดิ์ไปนานแล้ว จะต้องมาตกระกำลำบากถึงเพียงนี้หรือ?
ฟางชิงชำระค่าตำรา พลางรู้สึกผิดหวังเล็กน้อย
หลังจากจัดการเรื่องทายาทตระกูลฟางเรียบร้อยแล้ว เขาก็ออกตระเวนไปตามตลาดนัดต่างๆ เพื่อแลกเปลี่ยนทรัพยากรวิญญาณ ทำการค้าข้ามโลก และเสาะหาตำราเต๋ากับเคล็ดวิชาเป็นพักๆ...
ด้วยการมี ‘วิชาพยากรณ์ดอกเหมย’ คอยนำทางเพื่อมุ่งสู่มงคลหลีกหนีเคราะห์ร้าย เขาจึงไม่พบเจอผู้ฝึกตนโจรหรือการหลอกลวงใดๆ เลย
แต่เมื่อได้ลองรวบรวมอย่างจริงจัง จึงได้รู้ว่าความรู้ระดับฐานเต๋าขึ้นไปนั้น มันช่างหาได้ยากเย็นเพียงใด!
“หล่อหลอมฐานเต๋าสำเร็จ มีอายุขัยยืนยาวถึงสองร้อยปี ไม่ว่าอยู่ที่ใดล้วนเป็นบุคคลผู้สูงศักดิ์... อย่างที่คิด มันไม่ง่ายเลยจริงๆ”
เมื่อเดินออกจากร้านตำรา ฟางชิงก็ตบถุงเก็บของที่ข้างเอว ในใจพลันลอบทอดถอนใจ
“ยังดีที่วิชาพยากรณ์นี้เป็นเพียงของไร้ประโยชน์... ทว่ากลับมีการสืบทอดที่แท้จริงแฝงอยู่ในนั้นบ้าง เพียงแต่มันดูจะกระจัดกระจายนัก ยังคงต้องนำมาจัดระเบียบทีละอย่าง”
หากเทียบกันแล้ว การค้าข้ามโลกของเขานับว่าทำกำไรมหาศาลทุกวัน
น่าเสียดายที่เขายังไม่สามารถเสาะหาของวิเศษวิญญาณ【วารีทะยาน】ระดับฐานเต๋าได้เลย ของล้ำค่าระดับนี้ แปดเก้าส่วนย่อมถูกตระกูลฐานเต๋าและสำนักตำหนักม่วงเก็บรักษาไว้ในคลังลับของตนเอง ไม่มีทางนำออกมาวางขายได้ง่ายๆ แน่นอน
‘ข้อมูลการสืบทอด เคล็ดวิชา และของวิเศษที่หมุนเวียนอยู่ในตลาด ส่วนใหญ่ล้วนมีระดับเพียงผสานปราณเท่านั้น... หรือข้าควรจะเข้าร่วมกับสำนักใดสำนักหนึ่งดีนะ?’
ฟางชิงเพียงแค่คิดแวบเดียว ความคิดนี้ก็ถูกปัดตกไปอย่างรวดเร็ว
ดินแดนกู่สู่นี้มีความลับซับซ้อนเกินไป ใครจะรู้ว่าเหนือสำนักแห่งนั้นขึ้นไป มันจะเป็นวิถีของตระกูลใดอีก?
ตัวเขามีความลับมากเกินไป ทั้งฐานะศิษย์สืบทอดทางฝั่งสำนักปี้ไห่ก็มิอาจละทิ้งได้ หากทั้งสองฝั่งเกิดยุ่งวุ่นวายขึ้นมาพร้อมกัน ย่อมถูกจับจุดอ่อนได้ง่าย ทางที่ดีอย่าเสี่ยงจะดีกว่า
ยิ่งไปกว่านั้น หากเขาจะเลือกเข้าสำนักฐานเต๋าหรือตำหนักม่วงส่งเดช... เช่นนั้นเขามิสู้สวามิภักดิ์ต่ออาณาเขตมหาขุมทรัพย์ไปเลยไม่ดีกว่าหรือ?
ด้วยฐานะ ‘จ้าวแห่งภูเขาหิมะน้อย’ ของเขา คาดว่าคงจะสามารถเสวยสุขได้ไม่จบสิ้น และได้รับวิชาที่ไร้ขอบเขตเป็นแน่
แน่นอนว่าหากถูกพบเข้า เขาก็คงต้องรับทัณฑ์ทรมานที่ไร้ขีดจำกัดเช่นกัน!
ฟางชิงเดินออกจากตลาดนัด เดินทางไปตามใจปรารถนา จนมาถึงสถานที่แห่งหนึ่ง เห็นน้ำพุใสไหลริน มีโขดหินสีน้ำตาลเป็นสหาย และในที่ไม่ไกลนักมีผืนป่าที่เปลี่ยนสีสันไปตามฤดูกาล
หลังจากสะสางเหตุปัจจัยทางกายเนื้อเรียบร้อยแล้ว เขารู้สึกว่าพลังเวท【วารีทะยาน】ในร่างกายโคจรได้อย่างราบรื่นยิ่งขึ้น ราวกับเป็นการสะสมพลังเพื่อรอเวลาที่จะประสบความสำเร็จอย่างงดงาม
ในยามนี้เขารู้ดีว่า โอกาสในการทะลวงขอบเขตของตนมาถึงแล้ว เขาจึงนั่งขัดสมาธิลงบนโขดหิน แล้วกลืนกิน ‘โอสถผงหลอมปราณ’ ลงไปหนึ่งห่อ
ฟู่ ฟู่!
สายลมพัดโชย ลมสายนี้คือลมซวิ่น(ลมไม้)
“【วารีทะยาน】ชมชอบวายุ วารีไหลคืนสู่ทิศตะวันออกเฉียงใต้ กลายเป็น【วารีบรรจบ】 และหมุนเวียนขึ้นสู่สรวงสวรรค์ อาศัยวายุส่งไปทั่วเก้าแคว้น ร่วงหล่นกลายเป็นหยาดพิรุณ ประดุจวารีแรกกำเนิด กลายเป็น【วารีต้นน้ำ(ชานสุ่ย)】 พิรุณซึมซาบสู่ผืนปฐพี เป็นวารีที่หล่อเลี้ยงพฤกษา กลายเป็น【วารีกำแพง(ปี้สุ่ย)】 ซึ่ง【วารีกำแพง】นั้นเชี่ยวชาญการหล่อเลี้ยง จึงได้ชื่อว่ามีคุณธรรมแห่งวารีวิเศษเทียนอี...”
ฟางชิงลืมตาขึ้น พลันเผยรอยยิ้มบางๆ: “ผสานปราณระดับแปดแล้วสินะ... แน่นอนว่าการทะลวงขอบเขตย่อยระดับหนึ่งนั้นมิได้สลักสำคัญอันใด ทว่าคำกล่าวที่ว่า【คังจิน】คือตำแหน่งที่เที่ยงแท้ของทองก่อนหน้านี้ กลับทำให้ข้าหยั่งรู้บางอย่างได้... ในคุณธรรมแห่งวารี เกรงว่าคงจะมีคำกล่าวเรื่องตำแหน่งที่เที่ยงแท้ของวารีเช่นกัน ซึ่งอาจจะอยู่ระหว่างวารีบรรจบและวารีกำแพงกระมัง?”
(สี่สภาวะของวารี คือ วารีทะยาน วารีบรรจบ วารีต้นน้ำ วารีกำแพง)
**
วันนี้แค่นี้ก่อนนะครับ เมาล่ะ ไม่ไหว 555