- หน้าแรก
- มหาศึกเทพสงครามข้ามกาแล็กซี
- บทที่ 23: รางวัลแห่งเกียรติยศและปฐมบทแห่งความเหลื่อมล้ำ
บทที่ 23: รางวัลแห่งเกียรติยศและปฐมบทแห่งความเหลื่อมล้ำ
บทที่ 23: รางวัลแห่งเกียรติยศและปฐมบทแห่งความเหลื่อมล้ำ
ด้วยความแข็งแกร่งอันเป็นที่ประจักษ์อย่างไร้ข้อกังขา ซูจิ่นได้ทะยานขึ้นสู่จุดสูงสุดของการประลองในครั้งนี้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ!
ณ พื้นที่สังเกตการณ์ของเหล่าคณาจารย์ อาจารย์หลิวตบโต๊ะด้วยความตื่นเต้นพลางอุทาน "ดี! เป็น 《 เจตจำนงแห่งกระบี่ 》 ที่ร้ายกาจยิ่งนัก! อนาคตของเด็กสาวคนนี้ไร้ขีดจำกัดจริงๆ!"
พิธีมอบรางวัลของสถาบันจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่และเปี่ยมไปด้วยบรรยากาศอันเร่าร้อน
ยามที่ซูจิ่นรับถ้วยรางวัลคริสตัลระยิบระยับสำหรับตำแหน่งชนะเลิศประเภทบุคคลจากมือของคณบดี ทั่วทั้งลานประลองก็กึกก้องไปด้วยเสียงปรบมือที่ยาวนานไม่ขาดสาย
นี่มิใช่เพียงสัญลักษณ์แห่งเกียรติยศเท่านั้น แต่มันยังมาพร้อมกับผลประโยชน์ที่จับต้องได้อย่างมหาศาล
ประการแรกคือ 【 แต้มคะแนน 】
แต้มจำนวนมหาศาลจากการคว้าชัยชนะทั้งประเภททีมและประเภทบุคคลถูกโอนเข้าสู่บัญชีนักเรียนของเธอในทันที ส่งผลให้เธอกลายสภาพจาก "คนยาก" ในหมู่น้องใหม่กลายเป็น "เศรษฐีนีตัวน้อย" ขึ้นมาทันตา
ด้วยแต้มเหล่านี้ เธอสามารถนำไปแลกเปลี่ยนเป็นเคล็ดวิชาบ่มเพาะระดับสูง วัสดุหายาก หรือแม้แต่การจ้างอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญมาให้คำชี้แนะแบบตัวต่อตัว
ประการที่สองคือการจัดสรรทรัพยากร
บัตรสิทธิ์การเข้าถึงระดับสูงที่มีประกายเงาวาวแบบโลหะถูกส่งมอบให้แก่เธอ
"นักเรียนซูจิ่น นี่คือบัตรผ่านเข้าใช้งานห้องฝึกฝนเสมือนจริงเครื่องใหม่ของเธอ" อาจารย์ผู้ทำหน้าที่มอบรางวัลกล่าวด้วยรอยยิ้มเมตตา "ระดับสิทธิ์ของเธอถูกยกระดับขึ้นเป็น 【 ระดับหัวกะทิ 】 ซึ่งจะมีโควตาเวลาใช้งานมากกว่าระดับมาตรฐานถึงห้าเท่า พร้อมทั้งฐานข้อมูลคู่ต่อสู้และสภาพแวดล้อมจำลองที่ล้ำสมัยยิ่งขึ้น"
"ขอบพระคุณค่ะอาจารย์!" ซูจิ่นรับบัตรมาพลางสะกดกั้นความตื่นเต้น หัวใจของเธอพองโตด้วยความยินดี
ด้วยสิ่งนี้ ประสบการณ์การต่อสู้จริงและความเร็วในการขัดเกลาวรยุทธ์ของเธอจะรุดหน้าไปอย่างก้าวกระโดด
นอกจากนี้ ยังมีขวดบรรจุ 《 เซรุ่มเสริมพันธุกรรมระดับกลาง 》 รวมถึงชุดต่อสู้ที่ทำจากโลหะผสมจดจำรูปแบบพิเศษ ซึ่งสามารถปรับตัวให้สอดคล้องกับท่วงท่ากระบี่ของเธอได้ในระดับหนึ่ง
ความใจป้ำของรางวัลเหล่านี้ทำให้นักเรียนจำนวนนับไม่ถ้วนที่อยู่ด้านล่างเวทีต่างอิจฉาจนตาพอง
เฉินหยวนยืนนิ่งไร้ความรู้สึกในตำแหน่งอันดับที่สาม ขณะที่หลินเมิ่งเหยามองมาที่ซูจิ่นด้วยสายตาที่ซับซ้อน แววตาของเธอเผยให้เห็นถึงการยอมรับและความจริงจังที่มากขึ้นกว่าเดิม
โจวมิ่ง ผู้ซึ่งเคยซ่อนเร้นความแข็งแกร่งเอาไว้ก่อนหน้า คว้าอันดับที่สี่ไปครองและเป็นจุดสนใจไม่แพ้กัน
"ยินดีด้วยนะ" หลินเมิ่งเหยากล่าวเสียงแผ่วเบา
"ขอบคุณค่ะ" ซูจิ่นตอบกลับพร้อมรอยยิ้ม
ข้อความจากคุณพ่อและคุณแม่ส่งมาถึงในทันที เต็มไปด้วยเครื่องหมายอัศเจรีย์และสติกเกอร์แสดงความดีใจ แม้จะมองผ่านหน้าจอโฮโลแกรม เธอก็ยังสัมผัสได้ถึงความสุขของพวกท่าน
เมื่อการประลองประเภทบุคคลปิดฉากลง ความสำเร็จของซูจิ่นที่คว้าอันดับหนึ่งจากทั้งสองประเภทการแข่งขันก็แพร่สะพัดไปทั่วทั้งสถาบันดุจพายุหมุน และล่วงรู้ไปถึงหูของเหล่าผู้บริหารระดับสูง
ทันทีที่พิธีมอบรางวัลสิ้นสุดลง ซูจิ่นก็ถูกอาจารย์หลิว อาจารย์ประจำชั้นเรียกตัวไปที่ห้องทำงาน
ภายในห้องนั้นไม่ได้มีเพียงอาจารย์หลิวเท่านั้น แต่ยังมีชายวัยกลางคนที่มีท่าทีสุขุมลุ่มลึกอยู่อีกคนหนึ่ง
ซูจิ่นจำเขาได้ เขาคือหัวหน้าภาควิชาเทคนิคการต่อสู้ของสถาบัน อาจารย์หวังเจิ้ง ยอดฝีมือระดับ 【 ขุนพลเทพยุทธ์ 】 ผู้มีความแข็งแกร่งยากจะหยั่งถึง
"ซูจิ่น นี่คือผู้อำนวยการหวัง" อาจารย์หลิวแนะนำด้วยใบหน้าที่เปื้อนยิ้ม
"สวัสดีค่ะ ผู้อำวยการหวัง" ซูจิ่นโค้งคำนับอย่างนอบน้อม
หวังเจิ้งพิจารณาซูจิ่นด้วยสายตาที่ดูเหมือนจะมองทะลุไปถึงแก่นแท้ ใบหน้าของเขาประดับด้วยรอยยิ้มพึงพอใจ "ไม่ต้องมากพิธี ซูจิ่น การแสดงออกของเจ้าในครั้งนี้โดดเด่นมาก โดยเฉพาะกระบวนท่าสุดท้าย... เจ้าสัมผัสถึงขอบเขตของ 'เจตจำนง' ได้แล้ว นับว่าหาได้ยากยิ่ง"
เขาเว้นจังหวะก่อนจะยื่นไมตรีให้โดยตรง " 《 เพลงกระบี่เมฆาไหล 》 ของเจ้ามีรากฐานที่มั่นคง แต่ยังขาดการชี้แนะเชิงระบบที่ลึกซึ้งและมรดกวิชากระบี่ในระดับที่สูงขึ้นไป ตัวข้าเองนั้นเชี่ยวชาญในวิถีแห่งกระบี่ หากเจ้าสนใจ เจ้าสามารถมาเข้าฟังชั้นเรียนทฤษฎีกระบี่ขั้นสูงของข้าที่ภาควิชาได้ทุกสัปดาห์ และหากมีข้อสงสัยใดๆ ก็มาสอบถามข้าได้ทุกเมื่อ"
นี่คือการปฏิบัติเป็นกรณีพิเศษอย่างไม่ต้องสงสัย!
มันเทียบเท่ากับการที่ยอดฝีมือระดับขุนพลเทพยุทธ์ยินดีจะมาเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาให้เธอเป็นการส่วนตัว!
ซูจิ่นยินดีเป็นอย่างยิ่งและรีบโค้งคำนับ "ขอบพระคุณผู้อำนวยการหวังค่ะ! หนูจะตั้งใจศึกษาอย่างเต็มที่ค่ะ!"
อาจารย์หลิวกล่าวเสริมจากด้านข้าง "เบื้องบนของโรงเรียนเริ่มจับตามองเธอแล้ว จงพยายามต่อไปและอย่าได้ลำพองตน 【 พรศักยภาพระดับ S+ 】 ของเธอนั้นหมายความว่าเธอจะได้รับการสนับสนุนทรัพยากรขั้นสูงสุดจากสถาบัน ทว่าในขณะเดียวกัน แรงกดดันก็จะมากขึ้นตามไปด้วย เพราะจะมีสายตามากมายคอยเฝ้ามองเธออยู่"
ซูจิ่นพยักหน้าอย่างเคร่งขรึม "หนูเข้าใจค่ะอาจารย์"
ท่ามกลางบรรยากาศแห่งการเฉลิมฉลองทางฝั่งของซูจิ่น ทางด้านของหลินเมิ่งเหยากลับดูเงียบเหงาเล็กน้อย
เธอไม่ได้ท้อแท้ที่ได้เพียงตำแหน่งรองชนะเลิศ ในทางตรงกันข้าม หลังจบการแข่งขัน เธอเป็นฝ่ายเข้าไปหาอาจารย์ที่ปรึกษา—อาจารย์หญิงท่าทางเย็นชาสวมแว่นกรอบทอง ศาสตราจารย์ซูหว่าน ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังจิตไซออนิกและการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีล้ำสมัยของสถาบัน
"อาจารย์คะ หนูแพ้แล้วค่ะ" หลินเมิ่งเหยากล่าวอย่างสงบ แม้ดวงตาจะแฝงไปด้วยความไม่ยินยอมและการครุ่นคิด
ศาสตราจารย์ซูหว่านขยับแว่น แววตาภายใต้เลนส์นั้นดูสงบนิ่งและเปี่ยมด้วยปัญญา "ไม่ใช่การพ่ายแพ้ที่ไม่สมศักดิ์ศรี ซูจิ่นคนนั้น... พลังต้านทานทางจิตของเธอเหนือกว่าคนในรุ่นเดียวกันมากนัก และเจตจำนงของเธอก็แข็งแกร่งยิ่ง การช็อกทางจิตของเธอจึงไม่สามารถทำลายการป้องกันได้ในระยะเวลาอันสั้น การถูกเข้าประชิดตัวจึงเป็นผลลัพธ์ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้"
เธอเดินไปยังจอโฮโลแกรมและเรียกพิมพ์เขียวการออกแบบที่ซับซ้อนและสายข้อมูลออกมา "เมิ่งเหยา พรสวรรค์ด้านพลังจิตของเจ้านั้นยอดเยี่ยม แต่สายไซออนิกบริสุทธิ์มีจุดอ่อนในช่วงเริ่มต้น เมื่อใดที่นักยุทธ์ในระดับเดียวกันหรือแข็งแกร่งกว่าเข้าถึงตัวได้ เจ้าจะตกเป็นรองทันที ถึงเวลาแล้วที่เจ้าต้องพิจารณาสร้างเส้นทางที่เหมาะสมกับตัวเองยิ่งขึ้น"
บนหน้าจอโฮโลแกรม ปรากฏภาพจักรกลรบรูปทรงมนุษย์ที่มีลายเส้นโฉบเฉี่ยวเปล่งประกายสีฟ้าอ่อน ตำแหน่งเซนเซอร์ส่วนศีรษะกำลังจำลองการเชื่อมต่อกับความถี่ความผันผวนของพลังจิตของหลินเมิ่งเหยา
"จักรกลรบงั้นหรือคะ?" ประกายตาของหลินเมิ่งเหยาวาบขึ้น
"ถูกต้อง" ศาสตราจารย์ซูหว่านยืนยัน "โดยเฉพาะจักรกลรบรุ่นใหม่ที่มี 《 โครงร่างประสาทสัมผัสพลังจิต 》 และ 《 ระบบขับเคลื่อนประสานคลื่นสมอง 》 สิ่งเหล่านี้จะช่วยขยายและส่งต่อพลังจิตของเจ้า ทำให้เจ้าสามารถควบคุมร่างจักรกลอันทรงพลังเพื่อต่อสู้โดยไม่ต้องเอาตัวเข้าเสี่ยง พลังจิตของเจ้าจะไม่ใช่เพียงวิธีการโจมตีโดยตรงอีกต่อไป แต่มันจะเป็น 'เครื่องยนต์' และ 'เซนเซอร์' ที่ขับเคลื่อนขุมพลังที่ยิ่งใหญ่กว่า นี่คือหนึ่งในเส้นทางการพัฒนาหลักของสายไซออนิกในอนาคต"
ซูหว่านมองดูลูกศิษย์รัก "เริ่มตั้งแต่สัปดาห์หน้า หลักสูตรของเจ้าจะรวมถึง 'โครงสร้างจักรกลรบพื้นฐาน' และ 'การฝึกประสานการเชื่อมต่อทางจิต' เมื่อรากฐานของเจ้าแน่นพอ ข้าจะยื่นเรื่องขอทรัพยากรเพื่อเริ่มการออกแบบและปรับแต่งจักรกลรบส่วนตัวให้เจ้า"
หลินเมิ่งเหยาสูดลมหายใจลึก ความสับสนในดวงตาจางหายไป แทนที่ด้วยเป้าหมายใหม่และจิตวิญญาณแห่งการต่อสู้ "ค่ะอาจารย์! หนูจะไม่ทำให้ผิดหวังเด็ดขาดค่ะ!"
เส้นทางสู่การเป็นยอดฝีมือสายจักรกลรบกำลังค่อยๆ คลี่ตัวออกต่อหน้าเธอ
เขตหัวกะทิ คฤหาสน์ตระกูลเฉิน
บรรยากาศค่อนข้างหนักอึ้ง
เฉินหยวนยืนก้มหน้าอยู่กลางห้องทำงาน ผู้ที่นั่งอยู่ในตำแหน่งประธานคือพ่อของเขา ผู้นำตระกูลเฉินคนปัจจุบัน เฉินสง ชายวัยกลางคนที่น่าเกรงขามโดยไม่ต้องเอ่ยคำขู่
"อันดับสองในประเภททีม อันดับสามในประเภทบุคคล"
น้ำเสียงของเฉินสงเรียบเฉยจนเดาอารมณ์ไม่ได้ แต่แรงกดดันที่มองไม่เห็นกลับทำให้อากาศในห้องทำงานดูเหมือนจะจับตัวเป็นน้ำแข็ง
"เจ้าควรจะรู้ว่าตระกูลลงทุนกับเจ้าไปมากเท่าไหร่ การแพ้ให้เด็กสาวสายพลังจิตจากตระกูลหลินยังพออ้างเรื่องการแพ้ทางพลังธาตุได้ แต่การแพ้ให้ซูจิ่นที่ไม่มีหัวนอนปลายเท้าแถมยังอายุน้อยกว่าเจ้า... หยวนเอ๋อร์ เจ้าทำให้ข้าผิดหวังเหลือเกิน"
เฉินหยวนกำหมัดแน่น เล็บแทบจะจิกเข้าไปในเนื้อ แต่เขามิอาจโต้แย้งคำใดได้
หญิงงามที่อยู่ใกล้ๆ ซึ่งเป็นแม่ของเฉินหยวนอดไม่ได้ที่จะเอ่ยปาก "ท่านพี่ หยวนเอ๋อร์ทำเต็มที่แล้วนะคะ ซูจิ่นคนนั้นประหลาดแท้ๆ เพลงกระบี่ของเธอ..."
"หุบปาก!" เฉินสงขัดจังหวะ "แพ้ก็คือแพ้ จะหาข้อแก้ตัวไปทำไม!" เขาหันมามองเฉินหยวนด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ "ตระกูลเราไม่เลี้ยงสวะ ส่วนแบ่งรางวัลจากการประเมินครั้งนี้ของเจ้าจะถูกตัดออกครึ่งหนึ่ง ช่วงเวลานี้จงกบดานอยู่ที่บ้านและทบทวนข้อบกพร่องของตนเองให้ดี หากครั้งหน้าเจ้ายังชิงอันดับหนึ่งกลับมาไม่ได้ เจ้าคงรู้ซึ้งถึงผลลัพธ์ที่จะตามมา"
ร่างกายของเฉินหยวนสั่นสะท้าน เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา "รับทราบครับท่านพ่อ"
เฉินสงโบกมือไล่เขาออกไป ก่อนจะสั่งการไปที่เงามืด "ไปสืบเบื้องหลังของซูจิ่นมา เขตหมีเออร์... ตระกูลซูงั้นหรือ? ดูซิว่าเธอมีวาสนาพิเศษหรือมียอดฝีมือคนไหนหนุนหลังอยู่หรือไม่ การที่สามารถบ่มเพาะทายาทเช่นนี้ออกมาได้ ย่อมไม่ธรรมดาแน่นอน"
"รับทราบ" เสียงตอบรับดังมาจากความมืดก่อนจะเลือนหายไป
โจวมิ่ง ผู้คว้าอันดับสี่ด้วยกลยุทธ์ "ซุ่มเก็บแต้ม" ยังคงรักษาสีหน้าซื่อๆ ไร้พิษภัยยามขึ้นรับรางวัล ทว่ายามนี้ไม่มีใครกล้าดูแคลนเขาอีกต่อไป
เขารีบหายตัวไปในฝูงชนทันทีที่ได้รับรางวัล ราวกับเกรงว่าจะเป็นเป้าสายตา ยังคงรักษามาตรความลึกลับของตนเองไว้ต่อไป
หอพัก
บนหัวไหล่ของซูจิ่น เสี่ยวจินสะบัดหางไปมาอย่างวางมาด "เห็นหรือยังเสี่ยวจิ่น? ตามลูกพี่คนนี้ไว้ มีกินมีใช้แน่นอน! แต่ครั้งนี้เจ้าก็ไม่ได้ทำให้ข้าขายหน้าจริงๆ เพลงกระบี่สุดท้ายนั่นดูมีเนื้อมีหนังขึ้นมาบ้างแล้ว"
ซูจิ่นยิ้มพลางลูบขนที่นุ่มนิ่มของมัน ทว่าสายตาของเธอกลับทอดออกไปไกล
"ไปกันเถอะเสี่ยวจิ่น ได้เวลาผ่อนคลายแล้ว ไปกินบาร์บีคิวกันดีกว่า"
ในฐานะที่ซูจิ่นได้รับสิทธิ์การชี้แนะจากขุนพลเทพยุทธ์และมีทรัพยากรระดับแนวหน้าอยู่ในมือ คุณคิดว่าตัวช่วยลึกลับอย่าง "หน้าต่างสถานะ" จะเข้ามามีบทบาทอย่างไรในการพลิกแพลงการฝึกซ้อมที่โหดหินขึ้นต่อจากนี้ครับ?