- หน้าแรก
- ย้อนอดีตขายเป็ด สูตรสำเร็จความร่ำรวย
- บทที่ 56 สายตาอันเฉียบแหลม
บทที่ 56 สายตาอันเฉียบแหลม
บทที่ 56 สายตาอันเฉียบแหลม
หลังจากเหลียงหมิงได้รับกระดาษและปากกา เขาก็เริ่มลงมือเขียนทันที
เพียงไม่นาน เขาก็เขียนสูตรอาหารใหม่ออกมาสามเมนูแล้วยื่นให้เจียงเหมยจวง
“พี่เหมยจวง ลองเริ่มจากสามเมนูนี้ก่อนครับ ดูว่ากระแสตอบรับจากลูกค้าเป็นยังไง ถ้าขายดี เราค่อยทยอยเปิดตัวเมนูใหม่เพิ่ม”
เจียงเหมยจวงรับกระดาษแผ่นนั้นมาและเริ่มอ่านอย่างละเอียด “หอยตลับสอดไส้เนื้อกุ้ง, ปีกไก่ย่างเห็ด, ซี่โครงหมูต้มผักกาดดอง...”
ทันทีที่อ่านวิธีทำของทั้งสามเมนูจบ สีหน้าของเจียงเหมยจวงก็ฉายแววทึ่งออกมา
เพียงแค่เห็นขั้นตอนการทำ เธอก็รู้ได้ทันทีว่ารสชาติของทั้งสามเมนูนี้ต้องไม่ธรรมดาแน่นอน
“น้องเหลียงหมิง สูตรอาหารทั้งสามเมนูนี้ของเธอมันยอดเยี่ยมมาก!”
“พี่เชื่อว่าทันทีที่ร้านเซียงหม่านโหลวเปิดตัวสามเมนูนี้ จะต้องดึงดูดลูกค้าให้แห่กันมาที่ร้านไม่ขาดสายแน่นอน” เจียงเหมยจวงกล่าวกับเหลียงหมิงอย่างตื่นเต้น
“สมองของเธอนี่มันอัจฉริยะจริงๆ คิดเมนูที่แปลกใหม่และน่าสนใจขนาดนี้ออกมาได้ยังไงกัน”
“ผมก็แค่คิดอะไรไปเรื่อยเปื่อยเวลาว่างน่ะครับ” เหลียงหมิงตอบอย่างถ่อมตัว “พี่เหมยจวงชอบก็ดีแล้วครับ”
“น้องเหลียงหมิง เธอคิดสูตรอาหารดีๆ แบบนี้ออกมา ถือว่าช่วยร้านเซียงหม่านโหลวไว้มากเลยนะ พี่ควรจะให้รางวัลเธอเป็นอะไรดีล่ะ?”
เจียงเหมยจวงแย้มยิ้มอย่างมีเสน่ห์ ดวงตาคู่สวยขยิบส่งซิกให้เหลียงหมิงอย่างขี้เล่น
เหลียงหมิงได้ยินดังนั้นก็ทำหน้าไม่ถูก “พี่เหมยจวง พี่กำลังยั่วให้ผมทำความผิดอยู่นะครับ รู้ตัวหรือเปล่า?”
“แล้วมันขึ้นอยู่กับว่าเธอมีความกล้าพอหรือเปล่าล่ะ?” เจียงเหมยจวงท้าทายพลางส่งสายตาหยาดเยิ้มให้อีกครั้ง
เหลียงหมิงยอมรับเลยว่าเขาไม่มีความกล้าขนาดนั้น จึงได้แต่หัวเราะแห้งๆ “พี่เหมยจวง อย่าแกล้งผมเล่นเลยครับ ผมไม่กล้าขอรางวัลอะไรจากพี่หรอก”
“น้องเหลียงหมิง เธอพูดเองนะ” เจียงเหมยจวงหัวเราะเบาๆ “ตอนแรกพี่กะว่าจะขอซื้อสูตรอาหารสามเมนูนี้จากเธอด้วยเงินเสียหน่อย แต่ดูท่าตอนนี้คงไม่ต้องแล้วล่ะมั้ง”
เหลียงหมิงได้ยินก็ถึงกับทำตัวไม่ถูก เขาไม่ได้ตั้งใจจะเอาเงินจากเจียงเหมยจวงอยู่แล้ว เพราะเขามีหุ้นอยู่ในร้านเซียงหม่านโหลวถึงสามส่วน การคิดผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ให้กับธุรกิจของตัวเองย่อมเป็นเรื่องที่ควรทำ
แม้ปากจะพูดแบบนั้น แต่ก่อนที่เหลียงหมิงจะกลับ เจียงเหมยจวงก็ยื่นซองจดหมายซองหนึ่งให้เขา
“พี่เหมยจวง นี่มัน...” เหลียงหมิงสัมผัสได้ทันทีว่าในซองนี้บรรจุเงินไว้หนาปึก
“พี่เป็นคนให้เกียรติความรู้และสติปัญญา สูตรอาหารที่เธออุตส่าห์ลำบากคิดขึ้นมา พี่ก็ต้องขอซื้อไว้ให้ถูกต้อง” เจียงเหมยจวงอธิบาย
เหลียงหมิงไม่ได้ดึงดันปฏิเสธในเรื่องนี้ แต่จู่ๆ เขาก็ฉุกคิดบางอย่างขึ้นมาได้จึงบอกกับเจียงเหมยจวงว่า
“พี่เหมยจวง ตอนนี้กิจการร้านเซียงหม่านโหลวดีขึ้นเรื่อยๆ ต้องระวังคนนอกแอบเข้ามาในครัวเพื่อขโมยสูตรอาหารใหม่ๆ ของเราด้วยนะครับ”
“น้องเหลียงหมิง พี่เข้าใจที่เธอสื่อจ้ะ ไม่ต้องห่วงนะ พนักงานในครัวตอนนี้ล้วนเป็นคนเก่าคนแก่ที่อยู่กับพี่มาหลายปี ไว้ใจได้แน่นอน” เจียงเหมยจวงพยักหน้ารับ
“ส่วนพวกที่เพิ่งรับเข้ามาใหม่ พี่จะจัดให้ไปทำหน้าที่เสิร์ฟ เตรียมวัตถุดิบ หรือคุมเครื่องเก็บเงินแทน”
เมื่อเห็นว่าเจียงเหมยจวงรอบคอบอยู่แล้ว เหลียงหมิงก็ไม่พูดอะไรต่อ หลังจากออกจากร้านเซียงหม่านโหลว เขาก็เดินทางไปตั้งแผงขายของที่หน้าโรงเรียนมัธยมประจำอำเภอตามปกติ
บรรดาผู้ปกครองที่นี่ต่างยอมรับในรสชาติเป็ดพะโล้ของเหลียงหมิงมานานแล้ว เป็ดพะโล้ 50 ตัวจึงขายหมดเกลี้ยงภายในเวลาไม่ถึงครึ่งชั่วโมง เหลียงหมิงได้กำไรมาเน้นๆ 270 หยวน
ในขณะที่เหลียงหมิงกำลังจะเก็บแผง หญิงสาววัยทำงานรูปร่างดีคนหนึ่งก็ปรากฏตัวขึ้นที่หน้าโรงเรียน
“เถ้าแก่เหลียง!” ฉินฟางทักทายเหลียงหมิงอย่างสุภาพ
“ฉินฟาง มาหาผมเร็วขนาดนี้ แสดงว่าหาตึกที่เหมาะจะเปิดร้านเป็ดพะโล้ได้แล้วเหรอ?” เหลียงหมิงถามด้วยความประหลาดใจ
“ค่ะ หามาได้แล้ว ทั้งหมดสามแห่ง” ฉินฟางพยักหน้าพลางหยิบสมุดบันทึกเล่มเล็กออกมาจากกระเป๋ากางเกง
“นี่คือรายละเอียดของตึกทั้งสามแห่ง พร้อมกับความคิดเห็นส่วนตัวของฉัน ลองดูนะคะ” เธอพูดพร้อมเปิดหน้าที่บันทึกไว้แล้วยื่นให้เหลียงหมิงดู
“คุณทำบันทึกไว้ด้วยเหรอ?” เหลียงหมิงรู้สึกทึ่งในตัวลูกจ้างที่เขาเพิ่งรับมาแบบสุ่มๆ คนนี้จริงๆ ไม่นึกเลยว่าเธอจะมีความสามารถขนาดทำรายงานการสำรวจและประเมินความเสี่ยงได้ด้วย
เขารับสมุดมาเปิดอ่านคร่าวๆ จนพอจะเข้าใจข้อมูลของตึกทั้งสามแห่ง แต่เขายังไม่รีบบอกว่าจะเลือกที่ไหน กลับถามฉินฟางแทนว่า “แล้วคุณคิดว่าตึกไหนดีที่สุดล่ะ?”
ฉินฟางไม่คิดว่าเหลียงหมิงจะถามความเห็นเธอ แต่เธอก็ตอบไปตามความจริงว่า “ในบรรดาสามแห่งที่ฉันไปดูมา แห่งแรกอยู่หน้าโรงเรียนมัธยมแห่งนี้เลย ส่วนอีกสองแห่ง แห่งหนึ่งอยู่ในย่านร้านอาหาร และอีกแห่งอยู่ใกล้กับเขตที่พักอาศัยใจกลางอำเภอค่ะ”
“ถ้าพูดถึงข้อดี ข้อดีของหน้าโรงเรียนมัธยมคือมีนักเรียนเยอะ ผู้ปกครองที่ขี้เกียจทำกับข้าวก็สามารถซื้อเป็ดพะโล้กลับไปกินกับข้าวและผักลวกได้ง่ายๆ”
“ส่วนร้านในย่านร้านอาหาร จะเข้าถึงกลุ่มลูกค้าที่ตั้งใจมาหาของอร่อยกินโดยเฉพาะ ซึ่งจะมีกำลังซื้อสูงที่สุด”
“ย่านที่พักอาศัยก็มีเหตุผลคล้ายๆ กับหน้าโรงเรียนค่ะ เพียงแต่กลุ่มลูกค้าจะแตกต่างออกไป”
“ถ้าให้ฉันเลือก ฉันจะเลือกตึกหน้าโรงเรียนมัธยมแห่งนี้ค่ะ”
เมื่อได้ยินดังนั้น เหลียงหมิงจึงถามกลับว่า “หือ? เพราะอะไรล่ะ?”
“ย่านร้านอาหารไม่ใช่ว่าจะมีคนพลุกพล่านกว่าเหรอ? หรือถ้าจะเปิดในย่านที่พักอาศัย ก็น่าจะมีชาวบ้านเต็มใจมาซื้อมากกว่าไม่ใช่หรือไง?”
ฉินฟางส่ายหน้าแล้วอธิบาย “ตึกในย่านร้านอาหารถึงจะใหญ่ที่สุดในบรรดาทั้งสามแห่ง แต่เพราะย่านนั้นมีร้านอาหารของรัฐอย่างร้านโหย่วอี้และร้านเหวยหมินตั้งอยู่ก่อนแล้ว ลูกค้าส่วนใหญ่จึงตั้งใจไปที่นั่น แม้เป็ดพะโล้ของเราจะรสชาติดี แต่การไปแข่งกับพวกเขาถือเป็นเรื่องที่เหนื่อยโดยเปล่าประโยชน์ แถมค่าเช่าที่นั่นยังแพงที่สุดด้วยค่ะ”
เหลียงหมิงพยักหน้าเห็นด้วย แล้วถามต่อ “แล้วทำไมตึกในย่านที่พักอาศัยถึงไม่ผ่านล่ะ?”
“เพราะย่านนั้นมีตลาดสดเอกชนตั้งอยู่ข้างๆ การซื้อกับข้าวมันสะดวกมากจนเราอาจจะเสียลูกค้าไปโดยไม่รู้ตัว และตึกนั้นยังเป็นห้องเปล่าที่ไม่มีการตกแต่งอะไรเลย เราจะต้องเสียทั้งต้นทุนค่าตกแต่งและเวลาอีกไม่น้อยค่ะ”
ฉินฟางอธิบายต่อ “ในขณะที่ตึกข้างโรงเรียนแห่งนี้ ถึงจะเป็นห้องที่เล็กที่สุด แต่ก็มีอุปกรณ์ครบถ้วน ทาสีขาวและต่อระบบน้ำไฟไว้เรียบร้อยแล้ว เราแค่ตกแต่งเพิ่มเพียงเล็กน้อยก็เปิดร้านได้ทันที”
“อีกอย่าง เวลาเลิกเรียนของนักเรียนแทบจะตรงกับเวลาเลิกงานของผู้ปกครอง เมื่อพวกเขามารับลูกกลับบ้านย่อมไม่มีเวลาทำอาหารแน่นอน ในช่วงเวลานี้ ความสะดวกของเป็ดพะโล้เราจะกลายเป็นตัวเลือกอันดับต้นๆ ของพวกเขาค่ะ”
เมื่อได้ฟังคำอธิบายของฉินฟาง เหลียงหมิงก็เผยรอยยิ้มออกมา “สมกับเป็นพนักงานที่ผมเลือกมาจริงๆ สายตาไม่เลวเลย”
“อันที่จริง ถึงคุณไม่พูด ผมก็ตั้งใจจะเลือกตึกหน้าโรงเรียนมัธยมแห่งนี้อยู่แล้ว”
นอกจากกลุ่มนักเรียนและจิตวิทยาการบริโภคของผู้ปกครองที่ฉินฟางว่ามาแล้ว การเปิดร้านที่นี่ยังมีข้อได้เปรียบอีกอย่าง คือเหลียงหมิงมาตั้งแผงขายที่นี่ได้ระยะหนึ่งจนมีลูกค้าประจำอยู่แล้ว การเปิดร้านที่นี่จึงการันตีได้ว่าไม่มีขาดทุนแน่นอน
“งั้นวันนี้คุณไปหาเจ้าของตึก แล้วคุยเรื่องค่าเช่าได้เลยนะ” เหลียงหมิงบอกฉินฟาง
ฉินฟางได้ยินดังนั้นก็ยิ้มอย่างเขินๆ แล้วพูดว่า “เถ้าแก่เหลียงคะ มีเรื่องหนึ่งที่ฉันต้องบอกคุณก่อน หวังว่าคุณจะไม่ตำหนินะคะ”
“เรื่องอะไรเหรอ?” เหลียงหมิงถามด้วยความสงสัย
“ตึกหน้าโรงเรียนนี้เป็นที่ต้องการมากค่ะ ฉันกลัวว่าจะมีคนอื่นมาตัดหน้าแย่งไปก่อน ก็เลยถือวิสาสะจ่ายเงินมัดจำค่าเช่าไปเรียบร้อยแล้วค่ะ” ฉินฟางพูดพลางหยิบกุญแจพวงหนึ่งออกมาจากกระเป๋ากางเกง
“ฉินฟาง คุณนี่ทำงานรวดเร็วปานสายฟ้าจริงๆ เลยนะ!”
เหลียงหมิงอึ้งไปครู่หนึ่งก่อนจะหัวเราะออกมาเบาๆ เขาไม่ได้โกรธฉินฟางเลยแม้แต่น้อย เพราะการกระทำของเธอนั้นถูกต้องแล้ว ตึกทำเลดีๆ แบบนี้ย่อมมีคนจ้องจะแย่งกันเยอะ การลงมือชิงตัดหน้าก่อนย่อมดีกว่ามาเสียใจภายหลัง
เมื่อเห็นว่าเหลียงหมิงไม่ได้ตำหนิ ฉินฟางถึงได้ลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก ระหว่างที่คุยกัน ทั้งคู่ก็เดินมาหยุดอยู่ที่หน้าตึกหลังนั้นซึ่งอยู่ตรงข้ามประตูโรงเรียนมัธยมประจำอำเภอพอดี
จบบท