- หน้าแรก
- แค่แต่งภรรยาวาสนาจักรพรรดิก็พุ่งพรวด ข้าจึงกวาดสาวงามสามพันนางเสียเลย
- บทที่ 486 กองทัพหนึ่งแสนนายมลายสิ้น
บทที่ 486 กองทัพหนึ่งแสนนายมลายสิ้น
บทที่ 486 กองทัพหนึ่งแสนนายมลายสิ้น
บรรดารองแม่ทัพหนุ่มกำลังมีขวัญกำลังใจฮึกเหิมดุจสายรุ้ง ดังนั้นจึงร้อนรนจนทนไม่ไหว
ซ่งฟ่านสะกดข่มจิตใจอันว้าวุ่นของบรรดารองแม่ทัพลง
"ไม่จำเป็นต้องรีบร้อนในยามนี้!"
"ตั้งสติให้มั่น!"
"อีกอย่าง ไปเรียกหวังเหวยมาพบข้าเดี๋ยวนี้!"
"ขอรับ!"
มีนายทหารปลีกตัวออกไป
กลุ่มคนสนทนากันถึงการต่อสู้เมื่อครู่ต่อไป
ผ่านไปไม่นาน หวังเหวยก็ก้าวยาวๆ เข้ามา เมื่อพบว่าบนร่างของซ่งฟ่านและคนอื่นๆ ล้วนเต็มไปด้วยเลือด ก็เอ่ยถามด้วยความห่วงใยว่า:
"ท่านแม่ทัพใหญ่ พวกท่านไม่ได้รับบาดเจ็บใช่หรือไม่ขอรับ!"
ซ่งฟ่านตบหน้าอกตนเอง เอ่ยเสียงกังวานว่า: "สบายดี เลือดบนร่างของพวกเราล้วนเป็นของศัตรูทั้งสิ้น!"
"ฮ่าฮ่าฮ่า ท่านแม่ทัพใหญ่กล่าวถูกต้องที่สุดขอรับ!"
"หวังเหวย ที่ข้าแม่ทัพเรียกเจ้ามาก็เพื่อสอบถามว่าหน่วยปืนใหญ่ยังมีกระสุนปืนใหญ่อยู่อีกเท่าใด!"
"เหลือไม่มากแล้วขอรับ!" หวังเหวยทอดถอนใจหนึ่งครา: "ใช้งานหน่วยปืนใหญ่ไปสองครั้ง โดยพื้นฐานแล้วก็ถูกผลาญจนหมดสิ้น!"
ซ่งฟ่านหรี่ดวงตาทั้งสองลง: "หากต้องการยกทัพลงใต้ ไม่มีหน่วยปืนใหญ่เบิกทางให้คงไม่ได้การ!"
"เช่นนั้นข้าน้อยจะกลับไปขอกำลังหนุนจากฝ่าบาทเองขอรับ!" หวังเหวยเอ่ย
ซ่งฟ่านครุ่นคิด ก่อนจะเอ่ยรับว่า:
"ให้ข้าผู้แม่ทัพเป็นคนจัดการเองดีกว่า!"
หวังเหวยพยักหน้ารับทราบ ไม่ได้กล่าวสิ่งใดให้มากความ
…
ตลอดทั้งคืน ซ่งฟ่านเขียนรายงานสถานการณ์การรบในมณฑลสือโจว ตลอดจนอาวุธปืนที่จำเป็นต้องใช้ในการยกทัพลงใต้จนเสร็จสิ้น
จากนั้นจึงจัดส่งม้าเร็วแปดร้อยลี้ส่งกลับไปยังเมืองหลวง
กองทัพต้าหมิงจึงพักผ่อนอยู่ที่ค่ายใหญ่ของกองทัพต้าโจวเป็นการชั่วคราว
ศึกในครั้งนี้ สามารถเอาชนะศัตรูที่มีมากกว่าด้วยกำลังพลที่น้อยกว่า เรียกได้ว่าแสดงให้เห็นถึงความสง่างามของทหารแคว้นต้าหมิงอย่างแท้จริง
และยังทำให้ทหารแคว้นต้าหมิงมีตำนานเล่าขานที่แตกต่างออกไปในดินแดนทางใต้
…
สิบกว่าวันผ่านไป
หลี่เซียวที่อยู่ห่างไกลออกไปในมณฑลจิงโจว ก็ได้รับรายงานการรบที่ซ่งฟ่านส่งมา
หลังจากอ่านเนื้อหาด้านในจบ บนสีหน้าก็ปรากฏรอยยิ้มอันเจิดจ้าขึ้นมา
ซ่งฟ่านผู้นี้ไม่ทำให้ผิดหวังเลยจริงๆ
"ไม่เลว!"
"สมแล้วที่เป็นแม่ทัพใหญ่ของเจิ้น!"
หลี่เซียวทอดถอนใจอย่างครุ่นคิด พร้อมกับขยับยืดเส้นยืดสาย
บัดนี้หลังจากเข้ามาครอบครองเมืองหลวง ก็ไม่ได้ยืดเส้นยืดสายมาเนิ่นนานแล้ว
จากนั้น จึงให้อวิ๋นอ้าวไปเรียกเหยียนหมิงเจ้ากรมโยธาธิการมาพบ
เหยียนหมิงเมื่อพบหลี่เซียวก็ค้อมกายลงเล็กน้อย เอ่ยเรียกเสียงเบา
"ฝ่าบาท ที่พระองค์ทรงเรียกกระหม่อมมาคือ..."
หลี่เซียวเอ่ยอย่างตรงไปตรงมาว่า: "บัดนี้อาวุธปืนยังมีอยู่ในคลังอีกเท่าใด!"
เหยียนหมิงตอบว่า: "ช่วงหลายวันมานี้ยังคงเร่งผลิตอยู่ ในคลังยังมีอยู่อีกไม่น้อย ฝ่าบาทหากทรงต้องการ สามารถเบิกใช้ได้ทุกเมื่อพ่ะย่ะค่ะ!"
หลี่เซียวพยักหน้า: "เช่นนั้นก็ส่งไปยังมณฑลสือโจวให้หมด!"
"เจิ้นจะให้ซ่งฟ่านบุกรวดเดียวให้จบ ยึดครองเมืองหลูโจว มณฑลหนานโจว และสถานที่อื่นๆ มาให้ได้!"
"เมื่อเป็นเช่นนี้ แคว้นต้าหมิงก็จะสามารถกุมอำนาจควบคุมดินแดนเจ็ดมณฑลได้ ถึงเวลานั้นวัสดุที่ต้องการ ก็จะสามารถหามาได้อย่างง่ายดาย!"
เหยียนหมิงเมื่อได้ยินก็ตระหนกตกใจจนหาที่สุดไม่ได้: "ฝ่าบาท สุนัขป่าทางเหนือกำลังจ้องตะครุบเหยื่ออยู่ หากพวกเราใช้กำลังทหารทางตอนใต้ หากพวกมันล่วงรู้ เกรงว่าจะสร้างความลำบาก..."
หลี่เซียวเอ่ยขัด เอ่ยเสียงทุ้มว่า: "วางใจเถอะ สนธิสัญญาสันติภาพไม่ได้ลงนามไว้เปล่าๆ หากพวกมันกล้ายกทัพลงใต้ อย่างมากเจิ้นก็แค่ยกทัพขึ้นเหนือด้วยตนเอง!"
การรับมือกับคนเถื่อนทางเหนือนั้น จำเป็นต้องลงมือด้วยตนเอง
ประการแรกคือเพราะมีฮูเหยียนเยว่อยู่
ประการที่สอง กองกำลังของคนเถื่อนทางเหนือนั้นแข็งแกร่ง จำเป็นต้องมีผู้ที่ดุดันคอยควบคุมสถานการณ์ ซึ่งเมื่อกวาดตามองไปทั่วทั้งใต้หล้า ก็ไม่มีผู้ใดเหมาะสมไปกว่าตัวฮ่องเต้เองอีกแล้ว
เหยียนหมิงกล่าวต่อ: "เช่นนั้นฝ่าบาทจะทรงเบิกใช้อาวุธปืนเมื่อใดพ่ะย่ะค่ะ?"
"เดี๋ยวนี้!"
"พ่ะย่ะค่ะ!"
เป็นเช่นนี้ หลี่เซียวจึงออกคำสั่งให้หม่าฮั่นนำกำลังทหารห้าหมื่นนายไปสนับสนุนซ่งฟ่านอีกครั้ง
การทำเช่นนี้ก็เพื่อให้กองทัพแคว้นต้าหมิงสามารถยึดเมืองหลูโจวได้โดยเร็วที่สุด
ใช้เวลาเตรียมการสามวัน หม่าฮั่นก็นำกำลังทหารยกทัพลงใต้
…
ในเวลาเดียวกัน เมืองหลูโจว
อดีตเมืองหลวงของแคว้นตงโจว บัดนี้ก็คือเมืองหลวงของแคว้นต้าโจแล้ว เนื่องจากสูญเสียมณฑลสือโจวไปแล้ว เมืองหลวงหลูโจวก็ตกอยู่ในสถานการณ์อันตราย
ภายในเขตพระราชวัง
โจวฉิงกลับมาที่นี่นับรวมแล้วก็เพิ่งจะยี่สิบกว่าวันเท่านั้น ผลลัพธ์เล่า บัลลังก์มังกรยังไม่ทันจะอุ่น ข่าวความพ่ายแพ้ก็ถูกส่งมาเสียแล้ว
เป็นรองแม่ทัพนายหนึ่งที่ฉวยโอกาสตอนชุลมุนหลบหนีกลับมาได้
รองแม่ทัพคุกเข่าอยู่เบื้องหน้าโจวฉิง บนร่างราวกับถูกปกคลุมไปด้วยชั้นน้ำแข็งก็ไม่ปาน สั่นเทาอย่างไม่หยุดหย่อน
สายตาของโจวฉิงจับจ้องไปยังอีกฝ่าย ดุจดั่งพยัคฆ์หิวโหยตะครุบเหยื่อ: "เจ้ากำลังจะบอกว่า กองทัพหนึ่งแสนนายที่ชายแดนเมืองหลูโจวพ่ายแพ้หมดแล้วงั้นหรือ?"
รองแม่ทัพอยากจะผงกศีรษะ ทว่าก็ไม่กล้า สัมผัสได้ถึงเพลิงโทสะของโจวฉิงแล้ว น้ำเสียงจึงแผ่วเบาราวกับเสียงยุงก็ไม่ปาน
"พ่ะย่ะค่ะ..."
โจวฉิงพุ่งทะยานลงมาจากบัลลังก์มังกรอย่างเกรี้ยวกราด เหยียบลงบนศีรษะของรองแม่ทัพ แผดเสียงคำรามลั่น: "ตอบบิดาให้เสียงดังกว่านี้ เสียงดังๆ!"
รองแม่ทัพล้มกลิ้งล้มหงาย เอ่ยอย่างสั่นเทาว่า:
"ฝ่าบาท พ่ายแพ้แล้วพ่ะย่ะค่ะ!"
"ทหารแคว้นต้าหมิงใช้อาวุธที่น่าสะพรึงกลัวนั่นข่มขวัญทัพช้างจนแตกตื่น จากนั้นทัพช้างก็พุ่งทะลวงเข้าใส่ค่ายทหารของพวกเรา ชนค่ายทหารจนวุ่นวายเละเทะไปหมด จากนั้นทหารแคว้นต้าหมิงก็บุกสังหารเข้ามาพ่ะย่ะค่ะ!"
"สุดท้ายก็พ่ายแพ้พ่ะย่ะค่ะ!"
โจวฉิงไม่กล้าฟังต่อไป คนหนึ่งแสนคน ไม่ใช่สุกรหนึ่งแสนตัวเสียหน่อย บอกว่าพินาศก็พินาศไปจริงๆ งั้นหรือ
โกรธจนเดินวนไปมา
ก่อนจะเอ่ยถามอีก
"แล้วกุนซือเล่า?"
"กุนซือพลีชีพในสนามรบแล้วพ่ะย่ะค่ะ..." เสียงของรองแม่ทัพยิ่งมายิ่งแผ่วเบา
พระปีศาจคือผู้ช่วยที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดเส้นทางที่โจวฉิงก้าวเดินมา ทว่าบัดนี้กลับตายในสนามรบงั้นหรือ?
โจวฉิงไม่ยินยอมรับความจริงข้อนี้
"พวกเจ้าล้วนเป็นสุกรหรืออย่างไร? แม้แต่คนเพียงคนเดียวก็ยังคุ้มครองไว้ไม่ได้?"
รองแม่ทัพเอ่ยอย่างสั่นเทาว่า:
"ส่วนใหญ่เป็นเพราะสถานการณ์ในตอนนั้นวุ่นวายเกินไป พะวักพะวนหน้าหลังดูแลได้ไม่ทั่วถึง สะ...ดังนั้นก็เลย..."
โจวฉิงโกรธเกรี้ยวถึงขีดสุด ชักดาบยาวออกมาจากชั้นวางที่อยู่ไม่ไกล จากนั้นก็เดินดุ่มๆ เข้ามาหยุดอยู่เบื้องหน้ารองแม่ทัพด้วยท่าทีดุดัน
"ตายกันไปหมดแล้ว แล้วเจ้ากลับมาทำไม?"
รองแม่ทัพคุกเข่าลงบนพื้นอีกครั้ง ความปรารถนาที่จะเอาชีวิตรอดนั้นรุนแรงยิ่งกว่าคนทั่วไป: "ฝ่าบาท หากข้าน้อยไม่กลับมา พระองค์ก็จะไม่ทรงทราบข่าวความพ่ายแพ้ที่ชายแดน ขอฝ่าบาทโปรดไว้ชีวิตด้วยเถอะพ่ะย่ะค่ะ ให้โอกาสข้าน้อยอีกสักครั้ง ครั้งนี้ข้าน้อยจะต้องตีทหารแคว้นต้าหมิงให้ถอยร่นไปได้อย่างแน่นอนพ่ะย่ะค่ะ!"
ในขณะที่โจวฉิงเตรียมจะฟันดาบนี้ออกไปก็หยุดชะงักลงอีกครั้ง ทนตัดใจไม่ลง จึงโยนดาบยาวทิ้งลงบนพื้นอย่างส่งๆ
"ไสหัวไป!"
"ไสหัวออกไป!"
รองแม่ทัพราวกับยกภูเขาออกจากอก ไม่กล้ารั้งอยู่ต่อ
การที่โจวฉิงไม่ฟันดาบนั้นลงไป เป็นเพราะความพ่ายแพ้ที่ชายแดน ทำให้สูญเสียอย่างหนักไปแล้ว ไม่อาจสูญเสียสิ่งใดไปได้อีก
มิเช่นนั้น จะต้องเผชิญหน้ากับสถานการณ์ที่ไม่มีผู้ใดให้ใช้งานได้อีก
ความตายของพระปีศาจ สร้างความสะเทือนใจให้แก่โจวฉิงไม่น้อย ทำให้จิตใจว้าวุ่นขึ้นมาในชั่วขณะ ไม่รู้ว่าจะทำเช่นไรดี
ปัง!
และก็ในวินาทีนี้เอง ร่างกายก็ไร้ซึ่งการค้ำยัน ร่างล้มพับลงบนพื้นอย่างกะทันหัน
ไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ ไปเนิ่นนาน
เป็นเช่นนี้ ผ่านไปครู่ใหญ่ โจวฉิงถึงได้ลืมตาขึ้นอีกครั้ง นัยน์ตากลายเป็นลึกล้ำ ราวกับมีลูกศรแหลมคมพุ่งทะยานออกมาจากดวงตา
จะยอมงอมืองอเท้า รอคอยความตายไม่ได้
จำเป็นต้องรีบลงมือปฏิบัติการโดยด่วน
มิเช่นนั้น ผลลัพธ์ย่อมเกินกว่าจะจินตนาการ
ในทันที จึงให้ขันทีไปเรียกบรรดาขุนพลทั้งหมดมาพบ
…
บรรดาขุนพลเดินทางมาถึงตำหนักรอง เมื่อพบว่าโจวฉิงทิ้งตัวอยู่บนพื้น ส่วนใหญ่ล้วนชะงักงันไป
ฝ่าบาททรงเป็นอะไรไป?
"ถวายบังคมพ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท ฝ่าบาทพระองค์..." กลุ่มคนเอ่ยปาก ทว่าทำท่าจะพูดแล้วก็หยุดไป
โจวฉิงกวาดสายตาผ่านกลุ่มคน ถึงได้ค่อยๆ ลุกขึ้นยืน เอ่ยอย่างตรงไปตรงมาว่า: "เมื่อครู่นี้มีข่าวส่งมาจากค่ายใหญ่ที่เส้นพรมแดนเมืองหลูโจวแล้ว!"
"พ่ายแพ้!"
"กองทัพหนึ่งแสนนายมลายสิ้น!"
"อะไรนะ?" ขุนพลที่อยู่ด้านนอกร้องอุทาน ไม่กล้าเชื่อหูตนเอง นั่นคือกองทัพหนึ่งแสนนายนะ ไม่ใช่สิบคน
"ฝ่าบาท จะเป็นไปได้อย่างไรพ่ะย่ะค่ะ? ข่าวสารมีความผิดพลาดหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ?" มีคนเอ่ยถามด้วยความหวังลมๆ แล้งๆ
โจวฉิงก็อยากให้ข่าวสารมีความผิดพลาดเช่นกัน ทว่าความเป็นจริงกลับโหดร้ายยิ่งกว่า จนไม่อาจลงรายละเอียดได้ โจวฉิงเอ่ยว่า:
"ข่าวสารเป็นความจริง บัดนี้เบื้องหน้าของพวกเรามีทางเลือกอยู่สองทาง!"
"ทางเลือกแรก นำกำลังทหารยกทัพขึ้นเหนือ ทางเลือกที่สอง ถอนกำลังออกจากเมืองหลูโจว มุ่งหน้าไปยังมณฑลหนานโจว หรือไม่ก็มณฑลหมานโจว!"
บรรดาขุนพลเมื่อได้ยิน ก็ตกตะลึงจนเบิกตาโพลง
"นี่มันไม่ใช่การยกเมืองหลูโจวและมณฑลหนานโจวให้ผู้อื่นไปหรอกหรือพ่ะย่ะค่ะ?"