- หน้าแรก
- จากเศษสวะของตระกูล สู่ตัวตนที่ทั้งสิบพิภพต้องหวาดกลัว
- บทที่ 26 - มรสุมรุมเร้า
บทที่ 26 - มรสุมรุมเร้า
บทที่ 26 - มรสุมรุมเร้า
บทที่ 26 - มรสุมรุมเร้า
"คำเตือนครั้งสุดท้าย!"
เจียงลั่วเสวี่ยเอ่ยเรียบๆ กระบี่สีดำยาวหยุดนิ่งห่างจากระหว่างคิ้วของมันไม่ถึงหนึ่งนิ้ว นางโบกมือเบาๆ กระบี่ก็กลับเข้าฝักทันที ใบหน้านางฉายชัดถึงความเมินเฉย
"อ๊ากกกกก!"
เจิ้งก่วงแหงนหน้าคำรามลั่น ใบหน้าของมันแดงก่ำ ดวงตาเต็มไปด้วยความอาฆาตแค้นจนแทบจะพ่นไฟออกมาได้
ความคับแค้นใจที่เจียงลั่วเสวี่ยยอมถึงขั้นจะสังหารมันเพื่อปกป้องหลัวเทียน ประกอบกับสายตาที่เมินเฉยราวกับมันไร้ตัวตน ทำให้มันแทบเสียสติและดูอเนจอนาถถึงขีดสุด
เจิ้งก่วงคือใครกัน?
มันคือหนึ่งในอัจฉริยะของนิกบพรรตสัญจร นิกายระดับสองดาว ด้วยวัยเพียงยี่สิบต้นๆ ก็บรรลุถึงระดับตำหนักวิญญาณขั้นสมบูรณ์แล้ว ถือเป็นผู้ที่มีสถานะสูงส่งยิ่งในนิกาย
เจิ้งก่วงก็เหมือนกับบุรุษคนอื่นๆ ที่เป็นผู้ตามจีบเจียงลั่วเสวี่ย ทว่าเจียงลั่วเสวี่ยนั้นหยิ่งทะนงในศักดิ์ศรี ไม่เคยเห็นเหล่าผู้ที่มาตามตื้ออยู่ในสายตา ทว่าเจิ้งก่วงนั้นต่างออกไป
เพราะมันทำหน้าที่เป็นทูตเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างตำหนักบงกชและนิกายบรรพตสัญจร จึงทำให้มีโอกาสเข้าใกล้เจียงลั่วเสวี่ยมากกว่าใคร ด้วยฐานะที่ได้เปรียบนี้ เจิ้งก่วงจึงมักจะได้สนทนากับเจียงลั่วเสวี่ยอยู่บ่อยครั้ง ถึงขั้นเคยร่วมโต๊ะอาหารและไหว้บรรพบุรุษด้วยกันมาแล้ว
เรื่องราวเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่คนอื่นมิอาจจินตนาการถึงได้ เจิ้งก่วงจึงกลายเป็นเป้าหมายแห่งความอิจฉาริษยาของทุกคน การได้อยู่ใกล้ชิดกับเจียงลั่วเสวี่ยบ่อยครั้งถือเป็นความโชคดีมหาศาล
ตำแหน่งงานนี้มีผู้คนแย่งชิงกันนับไม่ถ้วน แต่กลับถูกมันรวบหัวรวบหางไว้เพียงผู้เดียว เจิ้งก่วงจึงแอบทึกทักเอาเองในใจมาตลอดว่าเจียงลั่วเสวี่ยคือภรรยาของมัน
ทว่านับตั้งแต่กลับมาจากป่าลึกเทียนหยาง เจิ้งก่วงกลับบังเอิญพบว่า "ตราพรหมจรรย์" (มุกราคี) บนแขนของเจียงลั่วเสวี่ยนั้นหายไปเสียแล้ว
เรื่องนี้ทำเอาเจิ้งก่วงอึ้งตะลึงจนพูดไม่ออก การที่มุกราคีหายไป ย่อมหมายความว่าเจียงลั่วเสวี่ยมมิใช่สตรีผู้บริสุทธิ์อีกต่อไป ซึ่งสำหรับสตรีศักดิ์สิทธิ์แห่งตำหนักบงกชแล้ว นี่คือเรื่องที่ไม่อาจอภัยให้ได้ และสำหรับตัวมันเอง ยิ่งเป็นเรื่องที่ยากจะทานทน
มันจึงเริ่มสืบเสาะหาความจริง เพื่อลากคอชายผู้นั้นมาถลกหนังเลาะกระดูกให้ตายอย่างทรมาน เพราะลึกๆ ในใจเจิ้งก่วงได้ตีตราเอาไว้แล้วว่าเจียงลั่วเสวี่ยคือผู้หญิงของมัน
เวลาผ่านไปสองเดือน การสืบสวนกลับไร้วี่แวว จนกระทั่งวันนี้ในลานประลอง มันได้กลิ่นสาบของจิ้งจอกรัญจวนที่หลงเหลืออยู่บนตัวของหลัวเทียน
ทว่าหลัวเทียนมีตบะต่ำชั้นนัก อีกทั้งเจียงลั่วเสวี่ยก็มุ่งมั่นในการฝึกฝนและรู้ดีว่าพรหมจรรย์นั้นสำคัญเพียงใด มันจึงยังไม่กล้าฟันธงว่าหลัวเทียนคือชายผู้นั้นจริงๆ หรือไม่
จนกระทั่งวินาทีนี้ มันถึงได้กระจ่างแจ้งแล้ว เจียงลั่วเสวี่ยออกหน้าปกป้องหลัวเทียนถึงเพียงนี้ ถึงขั้นคิดจะสังหารมันด้วยซ้ำ
เจิ้งก่วงหัวเราะออกมา ทว่ารอยยิ้มนั้นกลับแฝงไปด้วยความอำมหิตอย่างเหลือเชื่อ
"เจียงลั่วเสวี่ย!"
เจิ้งก่วงกัดฟันกรอด หน้าแดงก่ำ เค้นคำพูดออกมาทีละคำว่า "เจ้าในฐานะสตรีศักดิ์สิทธิ์แห่งตำหนักบงกช กลับเนรคุณครูบาอาจารย์ เมินเฉยต่อกฎเกณฑ์ ออกมาฝึกฝนภายนอกแต่กลับไปสมสู่กับไอ้ชั้นต่ำในเมืองบ้านนอกนี่"
"เจ้าโยนคำสอนของบรรพบุรุษตำหนักบงกชทิ้งไปจนสิ้น เจ้าไม่มีคุณสมบัติจะเป็นสตรีศักดิ์สิทธิ์อีกต่อไป บัดนี้ข้าจะสังหารไอ้ชั้นต่ำนี่ แต่เจ้ากลับมาร่วมมือกับมันทำชั่ว ทั้งยังคิดจะสังหารข้า ช่างเป็นคู่หญิงชั่วชายโฉดที่น่ารังเกียจสิ้นดี!"
เสียงของเจิ้งก่วงดังขึ้นเรื่อยๆ สีหน้าก็ยิ่งดูบ้าคลั่งขึ้นทุกที มันชี้นิ้วไปที่เจียงลั่วเสวี่ย "สตรีศักดิ์สิทธิ์รึ? นางแพศยาเสียมากกว่า! เจ้าปกป้องไอ้ชั้นต่ำนี่ถึงเพียงนี้ ไม่รู้จักคำว่าอับอายบ้างรึอย่างไร?"
เจียงลั่วเสวี่ยสีหน้าเปลี่ยนไปอย่างรุนแรง ร่างของนางถอยร่นไปหลายก้าว ร่างกายสั่นเทาด้วยความสะเทือนใจ
สิ้นคำประกาศ ทุกคนต่างพากันอึ้งตะลึง พวกเขาคิดไม่ถึงเลยว่าสตรีที่งดงามราวกับเทพธิดาเช่นนี้ จะถูกหลัวเทียนเหยียบย่ำไปเสียแล้ว แต่ละคนต่างมีสีหน้าย่ำแย่และโกรธแค้นเป็นที่สุด
"หุบปาก!"
สาวใช้ข้างกายเจียงลั่วเสวี่ยตวาดลั่น "สตรีศักดิ์สิทธิ์ฝึกฝนเคล็ดวิชาบงกชสังหารเทพ จำต้องรักษาพรหมจรรย์ให้บริสุทธิ์ถึงจะสำเร็จวิชา หากสูญเสียพรหมจรรย์ไปย่อมต้องถูกวิชาสะท้อนกลับจนบาดเจ็บ แต่ความแข็งแกร่งของสตรีศักดิ์สิทธิ์กลับเพิ่มพูนขึ้นเรื่อยๆ เจ้าตาบอดรึอย่างไรถึงมองไม่เห็น?"
"ต่อหน้าธารกำนัล เจ้ากลับมาใส่ร้ายป้ายสีสตรีศักดิ์สิทธิ์เช่นนี้ ต่อให้เจ้าจะเป็นอัจฉริยะของนิกายบรรพตสัญจร แต่ย่อมต้องได้รับโทษทัณฑ์อย่างหนัก หากไม่ถูกตัดลิ้นทิ้งเสีย สตรีศักดิ์สิทธิ์ไม่มีวันยอมแน่"
ผู้ที่พูดคือ อวิ๋นหลาน สาวใช้คนสนิทของเจียงลั่วเสวี่ย เมื่อเห็นนายหญิงถูกใส่ร้าย นางจึงยืนเท้าสะเอวออกตัวปกป้องพร้อมกับกล่าวตอบโต้อย่างฉะฉาน
"เหอะๆ..." เจิ้งก่วงแค่นเสียงเย็น "สตรีศักดิ์สิทธิ์มีมุกราคีเป็นหลักฐาน แม่สาวน้อย ข้าขอถามหน่อยเถอะ เจียงลั่วเสวี่ยกล้าเปิดแขนออกมาให้ทุกคนได้ดูหรือไม่ล่ะ?"
"หากมุกราคียังอยู่จริง ก็นับว่าข้าใส่ร้ายป้ายสี ข้าเจิ้งก่วงยินดีทำลายตบะตนเองเพื่อเป็นการขอขมา!"
"สามหาว!" อวิ๋นหลานหน้าแดงก่ำ นางในฐานะสาวใช้คนสนิทย่อมรู้ดีว่ามุกราคีบนแขนของเจียงลั่วเสวี่ยนนั้นได้หายไปแล้ว ทว่าเมื่อเห็นเจียงลั่วเสวี่ยหน้าซีดเผือด นางจึงรู้สึกสงสารจับใจ
"เจ้าเป็นตัวอันใด ถึงกล้าให้สตรีศักดิ์สิทธิ์เปิดแขนต่อหน้าคนมากมายเช่นนี้ เจ้ามันรังแกกันเกินไปแล้ว เจ้าสมควรตาย ยอดฝีมือในนิกายต้องทำลายตบะเจ้าและไล่เจ้าออกจากนิกายแน่!"
อวิ๋นหลานแก้มป่องพลางเดินมาขวางหน้าเจียงลั่วเสวี่ยไว้ ร่างเล็กๆ ของนางกลับดูองอาจขึ้นมาทันที
"ฮ่าๆๆ..." เจิ้งก่วงหัวเราะร่า รอยยิ้มบนใบหน้ายิ่งดูชั่วร้ายขึ้น "ไม่กล้าก็คือไม่กล้า จะมาพูดมากอันใดอีก"
"ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ก็เชิญเจ้าตำหนักบงกชมาตรวจสอบด้วยตนเองเถิด จะได้รู้ว่าที่ข้าพูดนั้นเป็นจริงหรือเท็จ!"
เจิ้งก่วงแววตาเย็นเหยียบ มันล้วงหยิบหยกสื่อสารออกมา เขียนอักขระตัวใหญ่ไม่กี่ตัวเหนือความว่างเปล่า เพียงแค่ดีดนิ้ว หยกสื่อสารก็ถูกเผาผลาญกลายเป็นเถ้าถ่าน
อวิ๋นหลานหน้าถอดสี ข้อความถูกส่งออกไปแล้ว เกรงว่าสิ่งที่จะตามมาต่อไปคงเป็นโทสะของตำหนักบงกชเป็นแน่
เจียงลั่วเสวี่ยหน้าซีดเผือดยิ่งกว่าเดิม นางคิดไม่ถึงเลยว่าเรื่องราวจะบานปลายมาถึงจุดนี้ คาดว่าคงเป็นเพราะเจิ้งก่วงเข้าออกตำหนักบงกชบ่อยครั้ง จึงบังเอิญไปเห็นว่าบนแขนของนางไร้มุกราคีเข้า
เมื่อนึกถึงโทสะของเจ้าตำหนักบงกช และนึกถึงการที่ตนเองต้องถูกประจานต่อหน้าคนหมู่มากเช่นนี้ เจียงลั่วเสวี่ยก็ครางอือในลำคอ ใบหน้าที่เคยซีดขาวกลับปรากฏรอยแดงระเรื่อ ก่อนที่เลือดจะซึมออกมาจากมุมปาก
ร่างกายของนางโงนเงนไปมาจนแทบจะทรงตัวไม่อยู่
หลัวเทียนตาไว รีบเข้าไปโอบกอดร่างของเจียงลั่วเสวี่ยไว้ในอ้อมอก สัมผัสถึงความนุ่มนวลและกลิ่นหอมที่คุ้นเคย ทำให้หัวใจของหลัวเทียนสั่นไหว
แม้เจียงลั่วเสวี่ยจะมีตบะที่แข็งแกร่ง แต่นางก็เป็นเพียงผู้หญิงคนหนึ่ง นางไม่อาจเผชิญหน้ากับเรื่องทั้งหมดนี้เพียงลำพังได้ ร่างกายของนางดูบอบบางเหลือเกิน จนสัมผัสได้ถึงอาการสั่นเทาเล็กน้อย หลัวเทียนใจหาย เขาจึงกระชับอ้อมกอดให้แน่นยิ่งขึ้น
"เมียจ๋าไม่ต้องห่วง!" หลัวเทียนกำหมัดแน่น แววตาฉายแววสังหารพลางกล่าวว่า "สักวันหนึ่ง ข้าจะทำให้เจิ้งก่วงชดใช้อย่างสาสม!"
"ส่วนเรื่องในนิกายของเจ้า ข้าจะไม่มีวันถอยหนี ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ข้าจะเป็นคนรับไว้เองเพียงผู้เดียว!"
เจียงลั่วเสวี่ยหน้าซีดขาวกว่าเก่า นางเพิ่งจะรู้สึกเป็นครั้งแรกว่าเมื่อต้องเผชิญกับอุปสรรค ตนเองกลับไร้กำลังจะต่อต้าน แต่นางก็รู้สึกเป็นครั้งแรกเช่นกันว่า แผ่นอกของบุรุษเบื้องหน้านั้นช่างอบอุ่นและเปี่ยมไปด้วยความปลอดภัยเหลือเกิน และนางก็เพิ่งจะรู้ตัวเป็นครั้งแรกว่าตนเองก็เป็นเพียงผู้หญิงคนหนึ่งที่ต้องการการดูแล
เจียงลั่วเสวี่ยไม่ได้ปริปากพูดอันใด ทว่าวงแขนทั้งสองข้างของนางกลับสวมกอดหลัวเทียนไว้แน่นเช่นกัน
ภาพที่เห็นทำเอาทุกคนอึ้งตะลึงจนตาค้าง ต่างคนต่างมีสีหน้าประหลาดพิกล บ้างก็ชื่นชม บ้างก็อิจฉา บ้างก็ริษยา และบ้างก็โกรธแค้น
อวิ๋นหลานแก้มป่องพลางเผยรอยยิ้มหวานออกมา การกระทำของหลัวเทียนทำให้นางพอใจเป็นอย่างมาก
"บัดซบ! ไอ้สารเลว!"
เจิ้งก่วงสีหน้ามืดมนประดุจน้ำนิ่ง ดวงตาเบิกกว้างด้วยเส้นเลือดที่ปูดพอง การที่เห็นทั้งสองคนสวมกอดกันอย่างลึกซึ้งเช่นนี้ ทำให้มันโกรธจนแทบจะระเบิด ในใจมุ่งหวังเพียงให้ผู้แข็งแกร่งแห่งตำหนักบงกชรีบมาถึงที่นี่โดยเร็วที่สุด...
[จบแล้ว]