- หน้าแรก
- จากเศษสวะของตระกูล สู่ตัวตนที่ทั้งสิบพิภพต้องหวาดกลัว
- บทที่ 25 - ใครแตะเขา... ตาย!
บทที่ 25 - ใครแตะเขา... ตาย!
บทที่ 25 - ใครแตะเขา... ตาย!
บทที่ 25 - ใครแตะเขา... ตาย!
"ตาย!" ยิ่งสู้ หลัวเทียนก็ยิ่งทำให้เจิ้งก่วงตกตะลึง มันทะนงตนว่าเป็นอัจฉริยะของนิกาย ปกติระดับตำหนักวิญญาณขั้นต้นสำหรับมันก็เปรียบเสมือนมดปลวกที่บดขยี้เมื่อไหร่ก็ได้
ทว่าหลัวเทียนกลับทำลายกระดองเต่าของมัน บีบให้มันต้องใช้เคล็ดวิชาช่วยชีวิตหนึ่งเดียวในตัว มิหนำซ้ำยังต้องใช้กระบี่อาคมและเผายันต์วิญญาณ ยิ่งต่อสู้มันก็ยิ่งรู้สึกหวั่นใจ
"หากวันนี้มันไม่ตาย วันหน้าจะเป็นภัยพิบัติมหาศาล!" เจิ้งก่วงสีหน้าย่ำแย่ ความแข็งแกร่งของหลัวเทียนนั้นเกินกว่าที่มันคาดการณ์ไว้มากนัก
เจิ้งก่วงคำรามลั่น ร่างกายของมันเริ่มแปรเปลี่ยนไปราวกับมวลพลังปราณ กระบี่เล่มเล็กนั่นหลอมรวมเข้ากับระหว่างคิ้วของมัน ทำให้ทั้งร่างของมันดูประหนึ่งกระบี่แหลมคมเล่มหนึ่ง ในวินาทีนั้นกลิ่นอายและพละกำลังของมันพุ่งทะยานขึ้นถึงขีดสุด ดูองอาจและทรงพลังยิ่งนัก
หลอมรวมกายากระบี่ มนุษย์คือกระบี่ กระบี่คือมนุษย์!
"แย่แล้ว!" หลัวเทียนกัดฟันกรอด เลือดไหลซึมออกมาจากมุมปาก เมื่อสัมผัสถึงพลังอันบ้าคลั่งนั่น เขารู้ดีว่าด้วยร่างกายที่บาดเจ็บอยู่ในตอนนี้ เขาไม่อาจต้านทานได้เลย
"ตาแก่ ยังไม่ลงมืออีกรึ?" หลัวเทียนหน้าเสีย ได้แต่ก่นด่าเฒ่าเสวียนอยู่ในใจ
"ได้ตายภายใต้กระบวนท่านี้ของข้า เจ้าก็นอนตายตาหลับได้แล้ว!" เจิ้งก่วงแววตาบ้าคลั่ง จิตสังหารพุ่งปรี๊ด "แต่ก่อนจะตาย ข้าจะพิการตบะของเจ้าเสียก่อน"
ในวินาทีวิกฤตที่ความเป็นความตายแขวนอยู่บนเส้นด้ายนั้นเอง ทันใดนั้นเหนือท้องฟ้าก็ปรากฏลำแสงสีดำสายหนึ่งพุ่งวาบลงมา พลังของแสงนั่นรุนแรงจนดูราวกับจะทะลวงดวงวิญญาณและฉีกกระชากชั้นบรรยากาศได้
หัวใจของเจิ้งก่วงหล่นวูบ ลำแสงสายนี้มุ่งตรงมาที่มันอย่างชัดเจน มันรีบหดมือกลับ ใช้กายที่หลอมรวมกับกระบี่เข้าปะทะกับลำแสงสีดำนั่นอย่างรุนแรง
พลังปราณระเบิดกัมปนาท กลิ่นอายปั่นป่วน แรงปะทะอันมหาศาลม้วนเอาหน้าดินรอบข้างขึ้นมาจนหมด ต้นไม้ล้มระเนระนาด คลื่นพลังม้วนตัวเป็นระลอก
แรงกระแทกนั้นคมกริบประดุจใบมีด ตัดต้นไม้รอบด้านจนขาดสะบั้น เหล่าผู้ฝึกยุทธ์ด้านล่างต่างรีบโคจรพลังปราณขึ้นมาคุ้มกายเพื่อต้านทานแรงปะทะ ทุกคนต่างตกใจจนหน้าถอดสี แม้แต่ผู้ที่มีตบะต่ำชั้นยังถึงกับกระอักเลือดออกมาอย่างยากลำบาก
เหล่าผู้นำตระกูลและอาวุโสต้องสะบัดมือสร้างม่านพลังปราณขึ้นมาปกคลุมฝูงชน แรงปะทะจึงค่อยๆ สงบลง
ทุกคนต่างตกตะลึงจนยืนบื้อใบ้ เจิ้งก่วงสีหน้าย่ำแย่ถึงขีดสุด ลำแสงนั่นแข็งแกร่งจนมันแทบจะต้านทานไว้ไม่ไหว ร่างกายถอยร่นไปหลายก้าว มันจ้องเขม็งไปข้างหน้าอย่างเด็ดเดี่ยว
ลำแสงนั่นแปรเปลี่ยนเป็นกระบี่สีดำยาวเล่มหนึ่ง ปักลงตรงหน้าหลัวเทียนพอดิบพอดี เหนือความว่างเปล่าปรากฏเรือเหาะขนาดมหึมา ดอกบัวนับไม่ถ้วนร่วงหล่นลงมาปกคลุมไปทั่วลานประลอง กลิ่นหอมฟุ้งกระจายไปตามลมพร้อมกับความอบอุ่นที่แผ่ซ่าน
บนเรือเหาะมีสตรีที่งดงามหยาดฟ้ามาดินผู้หนึ่งค่อยๆ เยื้องกรายลงมาพร้อมกับเหล่าบุปผา นางสวมชุดสีแดงพริ้วไหวอยู่กลางอากาศดูราวกับเทพธิดาจุติลงมายังโลกมนุษย์
ในโลกนี้กลับมีโฉมงามที่ตราตรึงใจถึงเพียงนี้เชียวรึ!
ฝูงชนต่างอุทานออกมาพลางจ้องมองจนตาค้าง อวี้สุ่ยเหยามีสีหน้าซับซ้อนนางเบือนหน้าหนีไปทางอื่น เมื่อเทียบกับสตรีผู้นี้แล้ว นางย่อมรู้สึกอดสูใจอยู่บ้าง
หลัวเทียนดีใจเป็นล้นพ้น เพราะผู้ที่ยื่นมือเข้าช่วยเขาก็คือ เจียงลั่วเสวี่ย สตรีที่เขาเฝ้าคิดถึงทุกลมหายใจนั่นเอง
"เมียจ๋า เจ้า..." หลัวเทียนมองดูสตรีเบื้องหน้า สูดกลิ่นหอมที่คุ้นเคย ทว่ายังไม่ทันได้กล่าวจบ เขาก็ถูกเจียงลั่วเสวี่ยถลึงตาใส่จนคำพูดติดอยู่ในลำคอ
"เจียงลั่วเสวี่ย เจ้าหมายความว่าอย่างไร!" เจิ้งก่วงหน้าเสีย ตวาดถามด้วยเสียงอันดัง
"ไอ้หนูคนนี้ ตำหนักบงกชของข้าจองตัวแล้ว!" เจียงลั่วเสวี่ยเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย ดวงตางามปรากฏประกายวารีและดอกบัวผุดขึ้นมา จากนั้นนางก็มองดูเจิ้งก่วงด้วยใบหน้าเรียบเฉยแล้วกล่าวสั้นๆ ว่า "ใครกล้าแตะเขา... ตาย!"
สิ้นคำประกาศ ทุกคนต่างตกตะลึง พวกเขามองดูเจียงลั่วเสวี่ยที่มีกลิ่นอายแข็งแกร่งยิ่งกว่าเจิ้งก่วงเสียอีก ทว่ากลับออกมาปกป้องหลัวเทียนเช่นนี้ ช่างน่าเหลือเชื่อยิ่งนัก
"นี่... สองคนนี้มีความสัมพันธ์กันอย่างไร?" ผู้ฝึกยุทธ์คนหนึ่งตะโกนขึ้นมา
"ข้าว่าแล้วทำไมหลัวเทียนถึงได้โอหังนัก ที่แท้เบื้องหลังตระกูลหวังมีนิกบพรรตสัญจร แต่เบื้องหลังเขากลับมีตำหนักบงกชหนุนหลังอยู่!"
"ดูท่าตระกูลหลัวจะรุ่งโรจน์จริงๆ แล้วล่ะ ต่อไปเมืองหยวนหยางคงต้องเปลี่ยนมือแน่ๆ"
ผู้คนต่างวิพากษ์วิจารณ์ อวี้หยางเทียนสีหน้าย่ำแย่ถึงขีดสุด แววตาเต็มไปด้วยความเสียใจอย่างหาที่สุดไม่ได้ หลัวเทียนจากขยะในวันนั้นสู่การประลองในวันนี้ ช่างเป็นการแจ้งเกิดที่สะเทือนเลื่อนลั่นจริงๆ
ไม่เพียงแต่จะกลายเป็นคนรุ่นหลังที่แข็งแกร่งที่สุดในเมืองหยวนหยาง ทำลายหวังอวิ๋นจนพิการ และมีพลังทัดเทียมหรืออาจจะเหนือกว่าผู้นำตระกูลเสียด้วยซ้ำ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือเขามีตำหนักบงกชคอยหนุนหลังอยู่นี่เอง
อวี้สุ่ยเหยายิ่งมีความรู้สึกซับซ้อนกว่าใคร นางมองดูเจียงลั่วเสวี่ยตาปริบๆ สัญชาตญาณลูกผู้หญิงทำให้คางเข้าใจแล้วว่าเหตุใดหลัวเทียนถึงได้เมินเฉยนางนัก เพราะข้างกายเขามีผู้แข็งแกร่งที่งดงามราวกับนางฟ้าอยู่แล้วนั่นเอง
หลัวเจิ้นเองก็ตกตะลึง หลัวเทียนนำความประหลาดใจมาให้เขามากขึ้นเรื่อยๆ จนแทบจะเหนือกว่าบิดาของเขาในอดีตเสียแล้ว
หลัวเทียนลูบจมูกตนเองพลางยิ้มเขินๆ แม้แต่ตัวเขาเองก็คิดไม่ถึงว่าเจียงลั่วเสวี่ยจะปรากฏตัวขึ้น แถมยังออกตัวปกป้องเขาถึงขนาดนี้
หลัวเทียนคิดในใจว่า คงเป็นเพราะเสน่ห์อันเหลือล้นของเขาที่พิชิตใจเจียงลั่วเสวี่ยได้สำเร็จ จึงทำให้นางยอมออกมาปกป้องเพียงนี้ คิดได้ดังนั้นเขาก็อดที่จะหัวเราะออกมาไม่ได้
"เป็นอย่างที่คิดจริงๆ พวกเจ้าสองคนเคยเจอกันที่ป่าลึกเทียนหยาง!" เจิ้งก่วงหน้าแดงก่ำ "วันนี้ข้าต้องพิการหลัวเทียนให้ได้ ข้าไม่เชื่อหรอกว่าในฐานะศิษย์ร่วมสำนัก เจ้าจะกล้าสังหารข้าจริงๆ?"
เจิ้งก่วงร้องเสียงหลง พลังปราณในกายระเบิดออกอีกครั้ง กระบี่เล่มเล็กในมือรวบรวมพลังเตรียมจะลงมือ
เจียงลั่วเสวี่ยแค่นเสียงเย็น มือเรียวงามชี้ไปเบื้องหน้าเบาๆ กระบี่สีดำยาวพุ่งทะยานขึ้นทันที ทันใดนั้นที่ระหว่างคิ้วของนางก็ปรากฏเงาร่างมายาดอกบัวขนาดมหึมาผุดขึ้นมา
ดอกบัวนั้นขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จนดูสมจริง และเข้าปกคลุมไปทั่วทั้งลานประลอง กระบี่สีดำยาวหลอมรวมเข้ากับดอกบัวนั่น สาดประกายแสงเจิดจ้านับหมื่นสาย ไอเย็นเยียบแผ่ซ่านออกมาจนอุณหภูมิรอบข้างลดฮวบลงถึงจุดเยือกแข็งในพริบตา
อาณัติบงกช เคล็ดวิชาบงกชสังหารเทพ!
ริมฝีปากบางของเจียงลั่วเสวี่ยขยับเบาๆ สิ้นเสียงสั่งการ กระบี่สีดำยาวที่ผสานกับดอกบัวก็พุ่งทะยานเข้าจู่โจมไปเบื้องหน้าโดยตรง
เจิ้งก่วงตกใจสุดขีด ในขณะที่ร่างกายถอยร่นไปเบื้องหลัง มันกัดปลายลิ้นตนเองแล้วพ่นเลือดหยดหนึ่งออกมาเพื่อย้อมกระบี่เล่มเล็กให้เป็นสีเลือด
สีเลือดเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ เข้าปกคลุมทั่วทั้งร่าง กระบี่อาคมสีเลือดแปรเปลี่ยนเป็นหัวกะโหลกโลหิต ชักนำกระแสโลหิตในร่างกาย วิชาชุดนั้นเหมือนกับของหวังอวิ๋นทุกประการ เพียงแต่โคจรได้รวดเร็วและทรงพลังกว่ามาก
หัวกะโหลกสีเลือดอ้าปากกว้าง หมายจะกลืนกินกระบี่สีดำยาวนั่นเพื่อตัดความเชื่อมโยงทางจิตวิญญาณระหว่างกระบี่กับเจียงลั่วเสวี่ย
เจียงลั่วเสวี่ยอุทานเบาๆ มืองามร่ายมหาเวทย์ปรากฏอักขระนับไม่ถ้วน นางรวบรวมจิตสมาธิแล้วซัดอักขระเหล่านั้นเข้าไปในหัวกะโหลกสีเลือด
หัวกะโหลกสีเลือดส่งเสียงร้องโหยหวน ดอกบัวขนาดใหญ่ดอกหนึ่งระเบิดออกมาจากภายในร่างของมัน กลิ่นอายโลหิตย้อมดอกบัวจนแดงฉาน
กระบี่สีดำยาวพุ่งทะลวงต่อไปอย่างไม่อาจยับยั้ง เจิ้งก่วงแววตาเย็นเหยียบ มันรีบกดนิ้วที่ระหว่างคิ้ว เผาผลาญพลังปราณในกายอย่างรวดเร็วแล้วม้วนตัวหลบหนีไป
เลือดลมในกายของมันปั่นป่วนจนต้องกระอักเลือดออกมาคำหนึ่ง เจิ้งก่วงสีหน้าเปลี่ยนไปอย่างรุนแรงด้วยความไม่อยากเชื่อ มันรู้ดีว่าเจียงลั่วเสวี่ยแข็งแกร่ง ทว่าไม่นึกเลยว่าตั้งแต่กลับจากป่าลึกเทียนหยาง พลังของนางจะรุดหน้าไปไกลถึงเพียงนี้!
พลังของกระบี่สีดำยาวระเบิดออกมาอีกครั้ง เจิ้งก่วงไม่อาจต้านทานได้เลย กระบี่สีดำพุ่งเข้าใกล้ระหว่างคิ้วของมันในชั่วอึดใจ
เจิ้งก่วงสัมผัสได้ถึงวิกฤตความเป็นความตายที่รุนแรงเหลือประมาณ มันยิ้มขื่นออกมาอย่างสมเพชตนเอง ไม่คิดเลยว่ายอดฝีมือระดับตำหนักวิญญาณขั้นสมบูรณ์อย่างมัน จะต้องมาเผชิญความตายถึงสองครั้งในเมืองบ้านนอกคอกนาเช่นนี้
[จบแล้ว]