- หน้าแรก
- จากเศษสวะของตระกูล สู่ตัวตนที่ทั้งสิบพิภพต้องหวาดกลัว
- บทที่ 20 - ศึกสะท้านสายตา (ตอนต้น)
บทที่ 20 - ศึกสะท้านสายตา (ตอนต้น)
บทที่ 20 - ศึกสะท้านสายตา (ตอนต้น)
บทที่ 20 - ศึกสะท้านสายตา (ตอนต้น)
หวังอวิ๋นหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง มันสัมผัสได้ว่าหลัวเทียนในตอนนี้เมื่ออยู่ต่อหน้ามันก็เป็นเพียงแค่มดปลวกตัวหนึ่งเท่านั้น ไม่อาจต่อกรกับมันได้เลยแม้แต่น้อย
"สังหารเจ้า ไม่ต้องถึงสามกระบวนท่าหรอก!"
หวังอวิ๋นหรี่ตาเย้ยหยัน มันจ้องมองหลัวเทียน พลางค่อยๆ ชูนิ้วขึ้นมาสามนิ้ว
"วานรปีศาจสับสังหาร!"
หวังอวิ๋นตวาดกร้าว ดาบใหญ่เล่มหนึ่งปรากฏขึ้นในมือจากความว่างเปล่า หมอกควันสีดำพันเกี่ยวหมุนวนอยู่รอบดาบ ดาบใหญ่ขยายขนาดขึ้นหลายเท่าตัวในพริบตา ท่วงท่าการเคลื่อนไหวรวดเร็วดุจสายฟ้าฟาด ห้วงอากาศเบื้องหลังเกิดเสียงระเบิดดังกึกก้องเป็นระลอก ราวกับมิติถูกบิดเบี้ยว
'เรือนร่างใหญ่โตเทอะทะปานนี้ ถึงกับยังมีความเร็วถึงเพียงนี้เชียวหรือ'
หลัวเทียนลอบตื่นตระหนกอยู่ในใจ มันยังคงสะกดข่มพลังบ่มเพาะของตนเอาไว้ เผยให้เห็นเพียงระดับผสานกำเนิดเช่นเดิม เพราะมันรู้สึกว่าการรับมือกับหวังอวิ๋น ยังไม่จำเป็นต้องทุ่มเทกำลังทั้งหมดที่มี
จิตประสาททั้งหมดของมันจดจ่ออยู่กับบุรุษชุดคลุมยาวจากนิกายบรรพตสัญจรที่อยู่บนแท่นประลองเบื้องบน นับตั้งแต่หลัวเทียนก้าวเท้าเข้ามาในลานประลองยุทธ์ มันก็พบว่าบุรุษชุดคลุมยาวผู้นั้นเอาแต่จับจ้องมาที่มันอยู่ตลอดเวลา
คราแรกหลัวเทียนนึกว่า เป็นเพราะอีกฝ่ายเห็นว่ามันมีพลังบ่มเพาะกล้าแข็ง จึงคิดอยากจะสนับสนุนส่งเสริม ทว่านานเข้า หลัวเทียนกลับสัมผัสได้ถึงความเยือกเย็นและรังสีอำมหิตที่แฝงอยู่ในแววตานั้น ความรู้สึกนี้ช่างคล้ายคลึงกับอันตรายที่เคยพานพบในป่าลึกเทียนหยางไม่มีผิด
มันคือความรู้สึกของเหยื่อที่ถูกนักล่าจ้องตะครุบ!
ความเร็วของหวังอวิ๋นรวดเร็วปานสายฟ้า พละกำลังแข็งแกร่งดุดัน หลัวเทียนที่สะกดข่มพลังบ่มเพาะเอาไว้ ย่อมไม่ปรารถนาจะปะทะด้วยกำลังตรงๆ เพลิงสวรรค์เก้ามังกรห่อหุ้มกาย ร่างกายบิดพลิ้วหลบหลีกการโจมตีนั้นไปได้ในมุมองศาอันลี้ลับพิสดาร
"กระบวนท่าที่หนึ่ง!"
หลัวเทียนแย้มยิ้มบางๆ มันชูนิ้วขึ้นมาเช่นเดียวกับหวังอวิ๋น
"ในเมื่อเจ้าลั่นวาจาว่าจะคว่ำข้าให้ได้ภายในสามกระบวนท่า เช่นนั้นข้าก็จะต่อให้เจ้าสามกระบวนท่า เชิญโจมตีเข้ามาได้ตามสบาย"
"ข้าก็อยากจะเห็นเหมือนกันว่า ผู้สืบทอดตระกูลหวัง อัจฉริยะแห่งนิกายบรรพตสัญจร จะมีน้ำยาแค่ไหน!"
สีหน้าของหลัวเทียนเย็นเยียบลง นิ้วมือคลี่ออกเป็นฝ่ามือ กวักมือเรียกเบาๆ เป็นเชิงท้าทายให้หวังอวิ๋นโจมตีเข้ามา
ภาพเหตุการณ์นี้ราวกับระเบิดลูกใหญ่ที่ถูกทิ้งลงกลางฝูงชน ระเบิดตู้มดังกึกก้อง ผู้ฝึกยุทธ์นับหมื่นเบิกตาอ้าปากค้าง พวกมันแทบไม่อยากจะเชื่อสายตาตนเอง แน่นอนว่าพวกมันย่อมมองตามความเร็วของคนทั้งสองบนลานประลองไม่ทัน
ทว่าพวกมันมองเห็นการโจมตีของหวังอวิ๋น เดิมทีนึกว่าหลัวเทียนจะถูกสยบในกระบวนท่าเดียวเหมือนกับคนอื่นๆ ก่อนหน้านี้ ทว่าหลัวเทียนกลับยืนหยัดอยู่บนลานประลองได้อย่างไร้รอยขีดข่วน ซ้ำยังพ่นวาจาโอหังว่าจะต่อให้สามกระบวนท่าอีกต่างหาก
การที่หวังอวิ๋นลั่นวาจาว่าจะคว่ำหลัวเทียนในสามกระบวนท่า ผู้คนย่อมรู้สึกว่าเป็นเรื่องปกติธรรมดา แต่การที่หลัวเทียนเปิดปากบอกว่าจะต่อให้สามกระบวนท่า นี่มันเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้โดยสิ้นเชิง
โอหัง! หลัวเทียนช่างโอหังบังอาจเกินไปแล้ว!
ภายในใจของผู้ฝึกยุทธ์นับหมื่นล้วนบังเกิดความคิดเช่นนี้
"เป็นไปไม่ได้ นี่มันเป็นไปไม่ได้ กลิ่นอายของหลัวเทียนเป็นเพียงระดับผสานกำเนิดเท่านั้น ถึงกับสามารถหลบหลีกการโจมตีระดับครึ่งก้าวตำหนักวิญญาณของหวังอวิ๋นได้อย่างง่ายดายปานนี้ วิชาตัวเบาอันพิสดารนั่น สรุปแล้วมัน... ฝึกฝนทักษะยุทธ์อันใดกันแน่!"
อวี้หยางเทียนรู้สึกปวดหนึบไปถึงแกนสมอง แม้หวังอวิ๋นจะมีพลังบ่มเพาะเพียงระดับครึ่งก้าวตำหนักวิญญาณ ทว่ากลิ่นอายอันดุดันไร้เทียมทานที่แผ่ซ่านออกมา ผนวกเข้ากับทักษะยุทธ์ระดับเสวียน ทำให้มันมีอานุภาพเทียบเท่าระดับตำหนักวิญญาณไปแล้ว อย่าว่าแต่หลัวเทียนเลย ต่อให้เป็นตัวมันเองที่ต้องเผชิญหน้ากับเพลงหมัดเช่นนี้ ก็ยังไม่อาจประมาทได้เลยแม้แต่น้อย
"รีบสังหารมันซะ!"
หวังเทียนป้าหน้าแดงก่ำ จ้องเขม็งไปที่หลัวเทียน พลางลอบส่งเสียงผ่านลมปราณไปหาหวังอวิ๋น
"แปลงกายาวานรปีศาจ วานรปีศาจซัดฝ่ามือ!"
หวังอวิ๋นแหงนหน้าแผดเสียงคำรามลั่น สวะที่อยู่ตรงหน้า ผู้ฝึกยุทธ์ระดับผสานกำเนิดต้อยต่ำที่มันไม่เคยเห็นอยู่ในสายตา กลับสามารถหลบหลีกกระบวนท่าแรกของมันได้ ซ้ำยังมาบอกว่าจะต่อให้มันสามกระบวนท่าอีก
สำหรับยอดอัจฉริยะผู้เป็นลูกรักของสวรรค์ ยอดฝีมือผู้ไร้พ่ายอย่างหวังอวิ๋นแล้ว นี่ถือเป็นการหยามเกียรติครั้งยิ่งใหญ่ที่สุด
ทว่ากระบวนท่าแรกเมื่อครู่ มันยังไม่ได้ใช้พลังทั้งหมดที่มี การที่หลัวเทียนหลบพ้น มันจึงทึกทักเอาเองว่าหลัวเทียนคงแค่โชคดีเกินไปก็เท่านั้น มิเช่นนั้นความอัปยศครั้งนี้มันคงรับไม่ไหว เพราะมันจะแพ้ไม่ได้เด็ดขาด แพ้ให้หลัวเทียนไม่ได้ ท่ามกลางสายตาของผู้ฝึกยุทธ์นับหมื่นที่จับจ้องอยู่เบื้องล่างนี้
โฮก!
ทว่าครานี้ มันแผดเสียงคำรามลั่น ทุ่มเทกำลังทั้งหมดที่มี พลังระดับครึ่งก้าวตำหนักวิญญาณทะลักทลายออกมาอย่างบ้าคลั่ง เมื่อครู่มันยังมีเค้าโครงของมนุษย์อยู่บ้าง ทว่ายามนี้กลับกลายสภาพเป็นวานรยักษ์โดยสมบูรณ์ เรือนร่างดูราวกับจะขยายใหญ่ขึ้นกว่าเมื่อครู่อีกด้วย
หมอกควันพลังวิญญาณสีดำรอบกายชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ถึงขั้นก่อตัวเป็นวังวน บนลานประลองยุทธ์บังเกิดกระแสลมพัดผ่านโดยไร้ที่มา หวังอวิ๋นประกบสองมือเข้าด้วยกัน ปลายเท้าละจากพื้น ร่างกายถึงกับเหินลอยขึ้นไปบนฟ้า ก่อนจะพุ่งดิ่งลงมา ทิ้งตัวกระแทกโจมตีเข้าใส่หลัวเทียนอย่างรุนแรง
หลัวเทียนขมวดคิ้วมุ่น แววตาเคร่งเครียดลงเล็กน้อย พลังวิญญาณในร่างโคจรหมุนเวียน พลังจากจุดตันเถียนหลั่งไหลไปทั่วร่าง มันกระโดดหลบฉากออกไปในทันที
และในเสี้ยววินาทีนั้นเอง ตำแหน่งที่หลัวเทียนเคยยืนอยู่เมื่อครู่ ก็บังเกิดหลุมยักษ์ลึกถึงหนึ่งจั้งปรากฏขึ้น รอยร้าวขนาดเท่าท่อนแขนลุกลามจากจุดศูนย์กลางของหลุมยักษ์แผ่ขยายออกไปทุกทิศทุกทางด้วยความเร็วที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า ศิลายักษ์บนแท่นประลองปริแตก รอยร้าวขยายกว้างขึ้นเรื่อยๆ การโจมตีครานี้ถึงกับทำลายแท่นประลองไปจนหมดสิ้น
ผู้นำตระกูลและเหล่าผู้อาวุโสที่อยู่เบื้องบนตกใจจนหน้าถอดสี ต่างพากันโคจรพลังวิญญาณอัดกระแทกลงไปบนแท่นประลอง จึงสามารถหยุดยั้งไม่ให้แท่นประลองพังทลายลงไปมากกว่านี้ได้
ครืน ครืน!
เสียงกึกก้องดังกังวานไม่ขาดสาย ฝุ่นควันตลบอบอวล ผสมปนเปเข้ากับหมอกควันสีดำ ทั่วทั้งลานประลองยุทธ์ถูกฝุ่นควันปกคลุมจนมิด บดบังวิสัยทัศน์ของทุกคนจนหมดสิ้น
"สำเร็จหรือไม่?" ผู้ฝึกยุทธ์คนหนึ่งที่มองไม่เห็นสถานการณ์บนแท่นประลอง เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
"ต้องสำเร็จอยู่แล้วสิ พละกำลังมหาศาลระดับนี้ข้าไม่เคยพบเห็นมาก่อนเลย วันนี้ช่างได้เปิดหูเปิดตาจริงๆ สวะอย่างหลัวเทียนนั่นจะไปต้านทานได้อย่างไร?"
"นั่นสิ ดูท่าผลแพ้ชนะคงเป็นที่ประจักษ์แล้ว"
ผู้คนต่างพากันพยักหน้าเห็นด้วย ทว่าในวินาทีต่อมา รอยยิ้มของพวกมันก็พลันแข็งค้าง ราวกับกาลเวลาหยุดนิ่ง สลักตรึงพวกมันไว้ในห้วงเวลานั้น
"กระบวนท่าที่สอง!"
หลัวเทียนเอ่ยปากด้วยน้ำเสียงราบเรียบ เสียงไม่ดังนัก ทว่ากลับมีพลังทะลุทะลวงอย่างรุนแรง ทะลวงผ่านม่านฝุ่นควัน ทะลวงผ่านดวงวิญญาณ
"ดี ดีเยี่ยม!"
หลัวเจิ้นตื่นเต้นจนน้ำตาคลอเบ้า ร่างกายหยัดลุกขึ้นจากเก้าอี้โดยไม่รู้ตัว เมื่อเห็นว่าหลัวเทียนไร้รอยขีดข่วน มันก็อดไม่ได้ที่จะร้องตะโกนชื่นชมเสียงดัง
สีหน้าของหวังอวิ๋นเขียวคล้ำ วิชาตัวเบาของหลัวเทียนลึกล้ำสุดหยั่งคาด ราวกับเงาจันทร์ในน้ำ บุปผาในกระจก ไม่อาจแตะต้องตัวมันได้เลย ซ้ำในระหว่างที่หลบหลีก ยังมีเวลาเหลือเฟือให้ตอบโต้กลับอีกด้วย
เป็นครั้งแรกในชีวิตของหวังอวิ๋นที่รู้สึกเหมือนถูกปั่นหัวเล่น ความรู้สึกนี้ทำเอามันโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ แทบอยากจะถลกหนังเลาะกระดูกหลัวเทียน ดื่มเลือดกินเนื้อเสียให้รู้แล้วรู้รอด
"เป็นอันใดไปเล่า คุณชายหวังอวิ๋น กระบวนท่าที่สามไม่คิดจะใช้แล้วหรือ?"
หลัวเทียนแค่นเสียงเย็นชา ในแววตาฉายแววเย้ยหยัน
"ดูท่าข้าจะไม่ใช่สวะเสียแล้ว สวะที่แท้จริงคือ... เจ้าต่างหากเล่า!"
นี่ก็เป็นระเบิดลูกใหญ่อีกลูกที่ถูกทิ้งลงกลางฝูงชน ผู้ฝึกยุทธ์เบื้องล่างถึงขั้นทนไม่ไหวต้องยกมือขึ้นอุดหู วันนี้พวกมันได้รับความตื่นตะลึงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ซ้ำยังทวีความรุนแรงมากขึ้นทุกที ต่อให้เป็นชายชราที่ใช้ชีวิตมาหลายสิบปี หรือครึ่งค่อนชีวิต ก็ยังไม่เคยพานพบเรื่องชวนตื่นตะลึงมากมายถึงเพียงนี้
'หลัวเทียนด่าว่าหวังอวิ๋นเป็นสวะ?'
วาจาประโยคนี้สามารถก่อให้เกิดคลื่นลมแรงสลาตัน ซ้ำยังแพร่กระจายออกไปในหมู่ผู้ฝึกยุทธ์เบื้องล่างอย่างกว้างขวาง ถึงขั้นมีผู้คนไม่น้อย บันทึกวาจาของหลัวเทียนลงในหยกสื่อสาร ส่งผ่านกระแสเสียงออกไป เพียงชั่วอึดใจเดียวก็แพร่สะพัดไปทั่วทั้งเมืองหยวนหยาง ลุกลามไปถึงเมืองอื่นๆ ในละแวกใกล้เคียงด้วยซ้ำ
ทว่าสีหน้าของทุกคนกลับละม้ายคล้ายคลึงกัน ล้วนเบิกตาอ้าปากค้าง แววตาเปี่ยมไปด้วยความตื่นตระหนก และความเหลือเชื่ออย่างหาที่สุดมิได้
[จบแล้ว]