- หน้าแรก
- จากเศษสวะของตระกูล สู่ตัวตนที่ทั้งสิบพิภพต้องหวาดกลัว
- บทที่ 15 - คลุ้มคลั่ง
บทที่ 15 - คลุ้มคลั่ง
บทที่ 15 - คลุ้มคลั่ง
บทที่ 15 - คลุ้มคลั่ง
"อร่อยยิ่งนัก ท่านอา นึกไม่ถึงเลยว่าไม่ได้พบกันตั้งหลายปี ฝีมือของท่านก็ยังยอดเยี่ยมเช่นเดิม!"
หลัวเทียนฉีกยิ้มกว้างให้หลัวซิง รอยยิ้มนี้ปลุกเร้าความทรงจำในวันวานนับไม่ถ้วนให้หวนคืนมา
ขี่คอหยอกล้อ แอบขโมยของกินในโรงครัว ถูกเฆี่ยนตีด้วยแส้ หัดทำอาหาร ย่างเนื้อ ร่ำเรียนวิชาแพทย์
อาจกล่าวได้ว่าในตระกูลทั้งหมดนี้ นอกจากหลัวเจิ้นแล้ว ก็มีหลัวซิงนี่แหละที่มีอิทธิพลต่อมันมากที่สุด คนหนึ่งสอนให้มันรู้จักความเด็ดขาดดุดัน อีกคนสอนให้มันรู้จักความเมตตาปรานี
"เจ้า... เจ้า..."
หลัวซิงน้ำตาคลอเบ้า ตื้นตันใจจนยากจะเก็บซ่อน ชั่วขณะนั้นถึงกับพูดไม่ออก
"ข้าเอง ข้าเอง ข้ากลับมาแล้ว!"
"บัดซบ จะมาร้องห่มร้องไห้หาบิดาเจ้าหรือ!" ชายหน้าบากตะโกนด่าทอเสียงดังลั่น
สีหน้าของหลัวเทียนแปรเปลี่ยนในพริบตา มันเค้นเสียงลอดไรฟันทีละคำ "ไอ้พวกเดรัจฉาน สมควรตาย!"
"น่าขันนัก!" ชายหน้าบากแผดเสียงคำรามลั่น ฟาดดาบใหญ่ตรงดิ่งไปที่ศีรษะของหลัวเทียน
หลัวเทียนคว้าข้อมือของมันไว้แน่น ออกแรงหักอย่างรุนแรง กดฝ่ามือพับสวนทิศทางกลับไปประทับบนหัวไหล่โดยตรง เศษกระดูกสีขาวโพลนแทงทะลุออกมาผสมปนเปกับเลือดสีแดงฉาน ดูสยดสยองพองขนยิ่งนัก
อ๊ากกก!
ชายหน้าบากกรีดร้องโหยหวนดุจสุกรถูกเชือด ความเจ็บปวดแสนสาหัสทำให้เพียงชั่วครู่เหงื่อกาฬก็แตกพลั่ก ใบหน้าแดงก่ำ
ทว่านี่ยังไม่จบเพียงเท่านี้ หลัวเทียนหักแขนอีกข้าง และขาทั้งสองข้างของมันจนอยู่ในสภาพเดียวกันทั้งหมด
เพื่อป้องกันไม่ให้มันสลบเหมือดไปเสียก่อน หลัวเทียนใช้มือกดศีรษะของมันเอาไว้ ส่งเพลิงสวรรค์เก้ามังกรแทรกซึมเข้าสู่จุดชีพจร แผดเผาเรือนร่างของมันอย่างโหดเหี้ยม
อ๊าก!
เสียงกรีดร้องโหยหวนดังกึกก้องกังวานไปทั่วฟ้าดิน ถึงขั้นที่ได้ยินไปทั่วทั้งเมืองหยวนหยาง
ชายฉกรรจ์อีกสี่คนที่เหลือถึงกับยืนตะลึงงัน พวกมันมองหน้ากันเลิ่กลั่ก ต่างฝ่ายต่างมองเห็นความหวาดผวาในแววตาของกันและกัน ความเร็วในการลงมือของหลัวเทียนนั้น รวดเร็วจนพวกมันมองตามแทบไม่ทัน
'หนี!' นี่คือความคิดเดียวที่แล่นเข้ามาในหัวของพวกมัน
หลัวเทียนแค่นเสียงเย็นชา สะบัดมือเบาๆ ชายทั้งสี่คนก็ตกตายลงในทันที บนใบหน้าของพวกมันยังคงประทับไว้ด้วยความหวาดกลัวสุดขีด
ในเวลานั้นเอง บริเวณหน้าประตูพลันปรากฏร่างของเด็กหนุ่มสองคน สวมใส่อาภรณ์หรูหรา ในมือถือพัดจีบ สีหน้าท่าทางยโสโอหัง ทว่าเมื่อได้เห็นภาพเหตุการณ์ตรงหน้า พวกมันก็ถึงกับตกตะลึงจนวิญญาณแทบหลุดออกจากร่าง
"คุณ... คุณชาย ช่วย... ช่วยข้าด้วย" ชายหน้าบากกระอักฟองเลือดออกมา กลิ่นอายชีวิตรวยรินลงทุกที
"เจ้า เจ้า..."
หนึ่งในเด็กหนุ่มเมื่อได้เห็นภาพเหตุการณ์นี้ ก็ตกใจจนหน้าซีดเผือดไปนานแล้ว ถึงขั้นพูดจาติดขัด
"บังอาจนัก เจ้าเป็นใครกัน ถึงกล้ามาลูบคมตระกูลหวังของข้า รนหาที่ตายนักหรือ!" เด็กหนุ่มอีกคนหนึ่งจ้องมองหลัวเทียน พลางตะโกนด่าทอ
"ที่แท้ก็คนของตระกูลหวังนี่เอง" หลัวเทียนเตะเข้าที่กลางหลังของชายหน้าบาก ส่งร่างของมันปลิวไปตกอยู่แทบเท้าของคนทั้งสองราวกับสุนัขตายซาก "ข้าไม่สนหรอกว่าเจ้าจะเป็นคนตระกูลหวัง หรือตระกูลวิหคที่ไหน ในอาณาเขตของตระกูลหลัวของข้า บังอาจมาก่อกวนหาเรื่อง ข้าหลัวเทียนพร้อมจะสนองให้ถึงที่สุด!"
"โอ้?" เด็กหนุ่มอุทานเบาๆ ด้วยความประหลาดใจ "ที่แท้ก็เป็นคุณชายใหญ่ตระกูลหลัวนี่เอง เสียมารยาทแล้ว เสียมารยาทแล้ว"
"ข้าน้อยมีนามว่า หวังอวี่เฟิง คุณชายสามตระกูลหวัง วันนี้เดิมทีตั้งใจจะมาดูพื้นที่ล้ำค่าที่กำลังจะตกเป็นของพวกเราในเร็ววัน นึกไม่ถึงว่าจะถูกพวกตาบอดไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงพวกนี้มาทำลายบรรยากาศเสียได้ คนพวกนี้ก็เป็นแค่สุนัขรับใช้ที่ตระกูลหวังเลี้ยงไว้เท่านั้น คุณชายหลัวอยากจะจัดการอย่างไรก็เชิญตามสบาย ลาก่อน!"
"คุณชาย... ช่วยข้าด้วย!" บนใบหน้าของชายหน้าบากฉายแววสิ้นหวัง
หลัวเทียนแค่นเสียงเย็นชา บิดคอของมันจนหักสะบั้นในทันที
"ตระกูลหวังมีอัจฉริยะถือกำเนิดขึ้นไม่ขาดสาย มีประวัติศาสตร์อันยาวนาน ทว่าตระกูลหลัวของเรา กลับยากจะควานหาอัจฉริยะได้สักคน!" หลัวซิงทอดถอนใจพลางกล่าวขึ้น
หลัวเทียนพยักหน้ารับเบาๆ หวังอวี่เฟิงผู้นี้อายุรุ่นราวคราวเดียวกับตน วาจาที่เอ่ยออกมาไม่อ่อนน้อมและไม่แข็งกร้าวจนเกินไป มีความล้ำลึกทางความคิดที่แตกต่างจากคนทั่วไปจริงๆ
"ท่านอา เหตุใดที่นี่ถึงตกต่ำลงถึงเพียงนี้เล่า ไฉนจึงไม่ขอให้ทางตระกูลช่วยเหลือ ยอดฝีมือของตระกูลมองไม่เห็นเรื่องพวกนี้เลยหรือ"
หลัวเทียนมีคำถามมากมายก่ายกองอยากจะเอ่ยถาม
"คุณชายหลัวเทียน ท่านไม่รู้อะไรเสียแล้ว!" หลัวซิงถอนหายใจเฮือกใหญ่ "หลายปีมานี้ อนุชนรุ่นหลังนับวันยิ่งอ่อนแอลง อาณาเขตของตระกูลก็หดแคบลงเรื่อยๆ เมื่ออาณาเขตแคบลง ทรัพยากรก็น้อยลง ผู้ฝึกยุทธ์ก็ยิ่งอ่อนแอ"
"เมื่อผู้ฝึกยุทธ์อ่อนแอลง ขวัญกำลังใจก็ตกต่ำ ข้อพิพาทบาดหมางก็เพิ่มมากขึ้น ยอดผู้เสียชีวิตก็ยิ่งสูงลิ่ว ผู้ฝึกยุทธ์ก็น้อยลงไปอีก นี่มันกลายเป็นวงจรอุบาทว์ไปโดยสมบูรณ์แล้ว ไม่อาจดิ้นหลุดออกมาได้เลย!"
"ผู้ฝึกยุทธ์ของตระกูลมีน้อยจนน่าสงสาร ซ้ำยังถูกส่งตัวไปจัดการกับข้อพิพาทต่างๆ คนธรรมดาสามัญอย่างพวกเรา ย่อมไม่มีสิทธิ์ไปเรียกร้องให้ทรัพยากรผู้ฝึกยุทธ์อันล้ำค่ามาคอยคุ้มครองหรอก ขอเพียงไม่เกิดการล้มหายตายจาก ทุกคนก็ทำได้เพียงทนฝืนมีชีวิตอยู่กันไปวันๆ เท่านั้น"
หลัวซิงขมวดคิ้วมุ่น เผยให้เห็นความขมขื่นในใจ หลัวเทียนมองดูแล้วก็รู้สึกปวดร้าวใจยิ่งนัก
"ถึงขั้นตกต่ำถึงเพียงนี้แล้วเชียวหรือ!" หลัวเทียนกำหมัดแน่น มันจะต้องเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ในตอนนี้ให้จงได้!
"ท่านอา เรื่องนี้ไม่อาจชักช้าได้อีก ในเมื่อตระกูลหลัวตกอยู่ในสถานการณ์ที่จวนเจียนจะล่มสลาย ข้าก็คงต้องแบกรับภาระนี้เอาไว้จริงๆ เสียแล้ว" หลัวเทียนไม่อาจรั้งอยู่ได้นาน สิ่งที่หลัวซิงบอกเล่ามา ย่อมหมายความว่ามีคนในตระกูลอีกมากมายที่กำลังทนทุกข์ทรมาน มันจะทนนิ่งเฉยอยู่ได้อย่างไร
...
"ได้ยินมาหรือไม่"
"หลัวเทียนแห่งตระกูลหลัว ฆ่าคนจนตาแดงก่ำไปหมดแล้ว!"
"ใช่แล้ว สองเดือนมานี้มันสังหารผู้คนไปกว่าร้อยคน มีทั้งคนของตระกูลอวี้ คนของตระกูลหวัง คนจากตระกูลอื่นๆ ไหนจะพวกโจรป่า พวกอันธพาลพเนจรอีก"
"ถูกเผงเลย ตอนนี้ตระกูลหลัวไม่ใช่ลูกพลับนิ่มที่จะยอมให้ใครมาบีบเล่นได้ง่ายๆ อีกแล้ว ไม่ควรไปตอแยด้วยเด็ดขาด"
"รีบไปกันเถอะ อย่าพูดเรื่องนี้อีกเลย!"
ข่าวลือแพร่สะพัดไปทั่ว ผู้คนต่างซุบซิบนินทากันไม่หยุดหย่อน ทว่าในขณะเดียวกัน ตอนนี้หากใครพบเห็นหลัวเทียน ก็ราวกับเห็นโรคระบาดอย่างไรอย่างนั้น
สองเดือนมานี้ หลัวเทียนไม่ได้ก้าวเท้ากลับเข้าตระกูลเลยแม้แต่ครึ่งก้าว มันเอาแต่ลาดตระเวนอยู่รอบนอกอาณาเขตของตระกูล ยับยั้งเหตุการณ์ความวุ่นวายนับพันครั้ง กวาดล้างขยะสังคมไปกว่าร้อยคน ทุกหนแห่งที่มันก้าวผ่าน ผู้คนนับไม่ถ้วนต่างศิโรราบ ก้มหัวกราบไหว้ราวกับเป็นเทพเจ้าผู้เกรียงไกร สูงส่งเหนือผู้ใด
ระดับบ่มเพาะของหลัวเทียนล้ำลึก บุกตะลุยเดี่ยวอย่างห้าวหาญ ยึดมั่นในหลักการ 'หากคนไม่ล่วงเกินข้า ข้าก็ไม่ล่วงเกินใคร' ทำให้ตระกูลอื่นๆ จนปัญญาที่จะรับมือ
"บัดซบ หลัวเทียนผู้นี้ไม่ใช่ว่ากลายเป็นสวะไปแล้วหรอกหรือ!" อวี้หยางเทียนแผดเสียงคำรามลั่น "เหตุใดแม้แต่ยอดฝีมือระดับผสานกำเนิดขั้นต้นยังไม่ใช่คู่มือของมัน พวกเจ้ามัวกินอะไรกันอยู่!"
"ท่านผู้นำตระกูล หลัวเทียนผู้นี้กำเริบเสิบสานนัก ไฉนพวกเราไม่ร่วมมือกับตระกูลหวัง กวาดล้างตระกูลหลัวให้สิ้นซากไปเลยเล่า!" เสียงแหลมเล็กสายหนึ่งดังขึ้น
"โง่เขลา! หากกวาดล้างได้ ข้ากวาดล้างไปตั้งนานแล้ว!" อวี้หยางเทียนโกรธจนเต้นผาง สองเดือนมานี้ มันสูญเสียทรัพย์สินในอาณาเขตของตระกูลหลัวไปไม่น้อยเลยทีเดียว
"ท่านผู้นำตระกูล การประลองตัดสินใกล้จะมาถึงแล้ว ถึงตอนนั้นก็หาวิธีจัดการมันบนลานประลองเสียก็สิ้นเรื่อง ตระกูลหลัวยังมีตัวหมากอันใดให้หยิบจับมาใช้งานได้อีกหรือ"
มุมปากของอวี้หยางเทียนยกกระตุกขึ้นเล็กน้อย "ความคิดนี้ไม่เลวเลย ทว่าเรื่องนี้คงต้องให้ตระกูลหวังเป็นคนลงมือ"
ณ ห้องลับตระกูลหวัง อวี้หยางเทียนหัวเราะหึหึพลางกล่าวว่า "หลานชายหวัง ได้ยินมาว่าในวันประลองตัดสิน ยอดฝีมือจากนิกายบรรพตสัญจรจะมาร่วมชมด้วย ใช่หรือไม่"
"ถูกต้อง เป็นศิษย์พี่ของข้าเอง จุดประสงค์หลักก็เพื่อมาดูว่ามีศิษย์คนใดเก่งกาจพอที่จะเข้าสู่นิกายระดับสองดาวได้หรือไม่" หวังอวิ๋นกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
"แล้ว... หลัวเทียนผู้นั้นเล่า?" อวี้หยางเทียนเลิกคิ้วขึ้น สีหน้าดูย่ำแย่เล็กน้อย หวังอวิ๋นผู้นี้ช่างวางมาดใหญ่โตเสียจริง
"ท่านผู้นำตระกูลอวี้ ข้าเข้าใจความหมายของท่าน" หวังอวิ๋นทำทีเป็นไม่ยี่หระ ทันใดนั้นมันก็จ้องเขม็งไปที่อวี้หยางเทียน พลางกล่าวว่า "ท่านวางใจเถิด หลัวเทียนต้องตายอย่างแน่นอน!"
"ทว่าอย่าได้วาดหวังพึ่งพานิกายบรรพตสัญจรเลย ได้ยินมาว่าผลงานที่ดีที่สุดของมันก็แค่เอาชนะผู้ฝึกยุทธ์ระดับผสานกำเนิดขั้นต้นได้ สวะก็ยังคงเป็นสวะอยู่วันยังค่ำ ศิษย์ตระกูลหวังของข้า จะต้องสังหารมันได้อย่างแน่นอน!"
ท้ายที่สุด อวี้หยางเทียนก็เผยรอยยิ้มออกมา
[จบแล้ว]