เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 5 - พรสวรรค์หวนคืน

บทที่ 5 - พรสวรรค์หวนคืน

บทที่ 5 - พรสวรรค์หวนคืน


บทที่ 5 - พรสวรรค์หวนคืน

แสงอาทิตย์อัสดงสาดส่องโถงใหญ่ตระกูลหลัวจนอาบไล้ไปด้วยสีแดงฉาน ก่อนจะค่อยๆ เลือนหายไป ม่านราตรีโรยตัวลงมา สายลมโชยพัดพาเอาความหนาวเหน็บเข้ามาเกาะกิน หลัวเจิ้นไอค่อกแค่กสองสามครั้ง ร่างกายดูซูบผอมทรุดโทรมลงไปถนัดตา

ภายในโถงใหญ่พวกบ่าวไพร่เก็บกวาดทุกอย่างจนสะอาดสะอ้าน ทว่าในอากาศยังคงหลงเหลือกลิ่นคาวเลือดจางๆ ปะปนมากับสายลมยามค่ำคืน ท่ามกลางความเงียบสงัดและอ้างว้างของโถงใหญ่ เสียงไอของหลัวเจิ้นคล้ายดังสะท้อนก้องกังวานเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่าตัว

"ท่านปู่ ท่านเป็นอย่างไรบ้าง" หลัวเทียนรีบรุดเข้าไปหา บีบนวดไหล่และทุบหลังให้ชายชราดังเช่นที่เคยทำเป็นประจำ

"ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร อาการบาดเจ็บเก่าน่ะ"

หลัวเจิ้นเต็มไปด้วยความรักใคร่เอ็นดู ทว่าจู่ๆ ก็ทอดถอนใจออกมา มันหันหน้าไปอีกทาง ดวงตาฝ้าฟางเหม่อมองไปแสนไกล กลิ่นอายแห่งความชราภาพแผ่ซ่าน รอยย่นแห่งความยากลำบากที่กรำศึกมาอย่างโชกโชนเด่นชัดขึ้น นั่นคือภาพสะท้อนของความทรงจำอันไร้ที่สิ้นสุด

"ศึกครั้งนั้นข้าบาดเจ็บสาหัส ระดับพลังถดถอย นับแต่นั้นก็เกิดโรคแทรกซ้อนฝังรากลึก มิเช่นนั้นข้าจะยอมให้ไอ้เด็กรุ่นหลังอย่างอวี้หยางเทียนมากำเริบเสิบสานต่อหน้าข้าได้อย่างไร!"

หลัวเจิ้นพูดด้วยความอัดอั้นตันใจ เสียงไอทวีความรุนแรงขึ้น ใบหน้าแดงก่ำ

"ท่านปู่..." หลัวเทียนร้อนใจจนทนไม่ไหวต้องเอ่ยถาม "ศึกครั้งนั้นมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ขอรับ"

"เฮ้อ... บัดนี้เจ้าก็โตแล้ว ถึงเวลาที่ต้องเล่าให้เจ้าฟังเสียที" หลัวเจิ้นถอนหายใจอีกระลอก "ปีนั้นหลัวเหวินอวี้บิดาของเจ้าคือผู้ที่มีพรสวรรค์ล้ำเลิศที่สุดในเมืองหยวนหยาง ไร้คู่ต่อกรในหมู่สามตระกูลใหญ่ ความเร็วในการฝึกฝนเรียกได้ว่าทวนกระแสสวรรค์ ในยามนั้นแม้แต่ข้าก็ยังเทียบเขาไม่ติด"

"ท่านพ่อแข็งแกร่งถึงเพียงนี้เชียว!" หลัวเทียนกำหมัดแน่น จิตใจสั่นสะท้าน ดวงตาทอประกายเจิดจ้า มันไม่เคยเห็นหน้าบิดามารดามาตั้งแต่เด็ก ย่อมปรารถนาที่จะได้รับฟังเรื่องราวทั้งหมดเกี่ยวกับพวกเขายิ่งนัก

"ใช่แล้ว ปีนั้นข้าตั้งใจจะยกตำแหน่งผู้นำตระกูลให้ ทว่าเขามีสติปัญญาเฉียบแหลม หยิ่งทะนงในศักดิ์ศรี เมืองหยวนหยางแห่งนี้เล็กเกินไปสำหรับเขาแล้ว เขาจึงเดินทางไปฝึกฝนหาประสบการณ์ที่ป่าลึกเทียนหยางทางด้านหลัง และที่นั่นเองที่เขาได้พบกับมารดาของเจ้า"

"ท่านแม่!" หลัวเทียนยิ่งตื่นเต้น ก่อนหน้านี้หลัวเจิ้นไม่เคยปริปากเล่าเรื่องบิดามารดาให้ฟังเลย มันถึงกับคิดไปว่าตัวเองไม่มีบิดามารดาด้วยซ้ำ หรือบางทีอาจจะถูกท่านปู่เก็บมาเลี้ยงจากข้างนอก

"ตอนนั้นในป่าลึกเทียนหยาง โอวหยางหลีมารดาของเจ้ากำลังถูกรังแก บิดาของเจ้าจึงสวมบทวีรบุรุษช่วยสาวงาม หารู้ไม่ว่าแท้จริงแล้วมารดาของเจ้านั้นแข็งแกร่งกว่ามาก ดูเหมือนว่านางจะเป็นแก้วตาดวงใจของยอดตระกูลมหาอำนาจแห่งหนึ่ง ที่หลงเข้ามาในป่าลึกเทียนหยางโดยไม่รู้ตัวก็เพราะหนีการแต่งงาน"

"พวกเขาทั้งสองตกหลุมรักกันตั้งแต่แรกพบ ท้ายที่สุดก็ตกลงปลงใจแต่งงานและให้กำเนิดเจ้าออกมา"

"ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้" หลัวเทียนฟังจนเคลิบเคลิ้ม ลอบคิดในใจว่าพรหมลิขิตที่นำพาให้มาพบรักกันเช่นนี้ ช่างดีงามกว่าการถูกจับหมั้นหมายแต่เยาว์วัยเป็นไหนๆ

"น่าเสียดายที่ช่วงเวลาแห่งความสุขมักผ่านไปไว" หลัวเจิ้นถอนหายใจ "ต่อมาคนในตระกูลของมารดาเจ้าก็ตามมาเจอ พวกมันไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหม บังคับพามารดาของเจ้ากลับไปอย่างโหดร้าย"

"ความแข็งแกร่งของอีกฝ่ายนั้น เหนือล้ำเกินขอบเขตความรู้ความเข้าใจของข้าไปไกลลิบ แม้ข้ากับบิดาเจ้าจะสู้จนตัวตายก็ไม่อาจขัดขวางได้เลย หากเทียบกับพวกมันแล้ว พวกเราห่างชั้นกันเกินไปจริงๆ"

ดึกดื่นค่อนคืน ความเงียบสงัดในโถงใหญ่เริ่มมีเสียงสวบสาบเบาๆ แสงจันทร์สาดส่องลงมา ทาบทับเงาของต้นไม้ใหญ่ด้านนอกให้ทอดตกลงบนพื้น

หลัวเทียนเงียบงัน มันไม่กล้าจินตนาการเลยว่าหลังจากนั้นเกิดสิ่งใดขึ้น

หลัวเจิ้นลุกขึ้นจากเก้าอี้ เดินไปที่ตะเกียงน้ำมัน ค่อยๆ เขี่ยไส้ตะเกียงอย่างชำนาญ ท่าทางราวกับชายชราผู้ไร้กังวล ปราศจากความวุ่นวายทางโลกมารบกวน

จัดการเสร็จหลัวเจิ้นก็เดินทอดน่องไปที่ประตูโถงใหญ่ แหงนหน้ามองดวงจันทร์สว่างไสวกลางเวหา พลางกล่าว "อีกฝ่ายพบว่ามารดาเจ้ามีบุตรแล้วก็โกรธเป็นฟืนเป็นไฟ หมายจะกวาดล้างตระกูลหลัวให้สิ้นซาก แต่มารดาเจ้าเอาความตายเข้าแลก พวกมันหมดหนทางจึงยอมถอยกลับไป"

"นับแต่นั้นเป็นต้นมา บิดาเจ้าก็ออกจากเมืองหยวนหยางไป เพื่อตามหามารดาของเจ้า สิบกว่าปีมานี้ไร้ซึ่งข่าวคราว ไม่รู้ว่าเป็นตายร้ายดีอย่างไรบ้าง"

"ท่านพ่อต้องยังมีชีวิตอยู่แน่!" หลัวเทียนน้ำตานองหน้าไปนานแล้ว ดังคำกล่าวที่ว่าลูกผู้ชายไม่หลั่งน้ำตาง่ายๆ ตลอดสิบกว่าปีมานี้มันไม่เคยร้องไห้เลยสักครั้ง ทว่าวันนี้มันได้สาบานในใจอย่างแน่วแน่ ว่าจะต้องตามหาบิดามารดาให้พบจงได้

"สิบกว่าปีมานี้ อำนาจของตระกูลหลัวนับวันยิ่งถดถอยเสื่อมโทรมลง ในหมู่เด็กรุ่นหลังก็ไร้ซึ่งผู้มีพรสวรรค์โดดเด่น ช่องว่างระหว่างตระกูลอวี้และตระกูลหวังยิ่งถูกทิ้งห่างออกไปทุกที"

หลัวเจิ้นทอดทอนใจอีกครั้ง แม้แต่หลัวเทียนก็ยังอดตื่นตระหนกไม่ได้ ตลอดหลายปีที่ผ่านมามันไม่เคยเห็นท่านปู่ตกอยู่ในสภาพเช่นนี้มาก่อนเลย

"เป็นเพราะความแข็งแกร่งของบิดาเจ้าในอดีต แม้ตระกูลหวังจะยิ่งใหญ่ แต่ก็ไม่กล้ากลืนกินพวกเราโดยตรง ทว่าการประลองตัดสินนั้นต่างออกไป ทุกครั้งที่มีการประลอง เดิมพันล้วนเป็นอาณาเขตจำนวนมหาศาล"

"พวกเราพ่ายแพ้สูญเสียไปมากแล้ว หากปีนี้ยังแพ้อีก ตระกูลหลัวก็คงไม่อาจหยัดยืนอยู่ในเมืองหยวนหยางได้อีกต่อไป รากฐานร้อยปีของตระกูลหลัวต้องพังทลายลงในพริบตาเป็นแน่!"

หัวใจของหลัวเจิ้นหลั่งเลือด มันจะยินยอมทนดูตระกูลหลัวพินาศย่อยยับไปกับมือตนเองได้อย่างไร มันจะทนเห็นบรรพบุรุษรุ่นก่อนตายตาไม่หลับ ต้องอพยพหนีตายระหกระเหินเร่ร่อนไปเรื่อยๆ ได้อย่างไร

นับตั้งแต่ล้มเหลวในการควบแน่นวิญญาณยุทธ์ หลัวเทียนก็ตั้งหน้าตั้งตาศึกษาวิชาแพทย์ ไม่เคยเข้าไปก้าวก่ายกิจการใดๆ ของตระกูล ทว่าในวินาทีนี้มันเข้าใจกระจ่างแจ้งแล้ว

ตลอดหลายปีมานี้ ชายชราคนหนึ่งต้องแบกรับความทุกข์ระทมสิ่งใดไว้บ้าง มันเข้าใจแล้วว่าเหตุใดท่านปู่จึงดูแก่ชราอมทุกข์ถึงเพียงนี้ มันเข้าใจแล้วว่าภาระบนบ่าของท่านปู่นั้นหนักอึ้งเกินกว่าจะแบกรับไหว แต่ชายชราก็ยังคงกัดฟันฝืนทนแบกรับมันไว้ด้วยชีวิต

"ตุ้บ!"

ดวงตาของหลัวเทียนแดงฉาน มันคุกเข่าลงกับพื้น แสงไฟในตะเกียงวูบไหว สาดส่องเงาของมันทาบทับลงบนกำแพง ดูสูงใหญ่ตระหง่านดั่งขุนเขา

"ท่านปู่ พรสวรรค์ของข้ากลับคืนมาแล้ว!" หลัวเทียนจ้องมองหลัวเจิ้น ดวงตาราวกับมีเปลวเพลิงลุกโชน เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

"เป็น... เป็นเช่นนั้นจริงๆ ด้วย"

ร่างกายของหลัวเจิ้นสั่นเทิ้ม วันนี้ตอนที่หลานชายใช้พลังบดขยี้หวังชงในระดับเบิกนภา หลัวเจิ้นก็ตระหนักได้ทันทีว่าหลัวเทียนคนเดิมได้กลับมาแล้ว ที่วันนี้มันยอมเอื้อนเอ่ยเรื่องราวเหล่านี้ ก็เพื่อให้หลัวเทียนรับรู้ถึงความรับผิดชอบของตนเอง

"ท่านปู่ การประลองตัดสินในอีกสามเดือนข้างหน้า ข้าจะต้องคว้าผลลัพธ์ที่ทำให้ท่านพึงพอใจมาให้จงได้ และท่านพ่อ ท่านแม่... ข้าจะต้องตามหาพวกเขาให้พบ!"

หลัวเทียนกำหมัดแน่น แววตาเด็ดเดี่ยวแน่วแน่ ถ้อยคำเหล่านี้ไม่เพียงเอ่ยกับท่านปู่ แต่ยังเป็นการสัญญากับตนเองอีกด้วย

"ดี ดีเยี่ยม!" ในที่สุดรอยยิ้มก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของหลัวเจิ้น

……

"ระดับผสานกำเนิดขั้นกลาง ยังไม่แกร่งพอ ห่างไกลอีกมาก!" หลัวเทียนขมวดคิ้วแน่น เหงื่อผุดพรายเต็มหน้าผาก ในฐานะผู้สืบทอดตระกูลหลัว มันเคยพบเห็นอัจฉริยะตระกูลหวังมาบ้างสองสามครั้ง พลังที่แข็งแกร่งของคนผู้นั้นน่าตื่นตระหนกยิ่งนัก

แม้การตอบแทนจากติงหลอมวิญญาณและการหลอมรวมกับเพลิงสวรรค์เก้ามังกร จะช่วยยกระดับพลังของมันทะลวงขึ้นสู่ระดับผสานกำเนิดขั้นกลางได้โดยตรง ทว่าสามปีมานี้มันไม่ได้ฝึกฝนเลย ไม่รู้ว่าสูญเสียเวลาอันมีค่าไปมากเท่าใด

บัดนี้มันต้องเผชิญกับคอขวด หากปราศจากพลังภายนอกช่วยเหลือ ก็ยากที่จะยกระดับพลังขึ้นไปอีกในระยะเวลาอันสั้น ขืนเป็นเช่นนี้ต่อไป การจะเอาชนะตระกูลหวังก็คงเป็นได้เพียงเรื่องเพ้อฝัน

"ตาเฒ่า ติงหลอมวิญญาณสามารถยกระดับพลังได้หรือไม่" หลัวเทียนเอ่ยถามนักพรตเฒ่าเสวียนอย่างไม่อ้อมค้อม

"ไอ้หนู ประโยชน์ของติงหลอมวิญญาณนั้นครอบจักรวาล หากเจ้าอยากยกระดับพลัง วิธีที่ง่ายที่สุดก็คือ ฆ่าสัตว์อสูร ชิงวิญญาณอสูร ติงหลอมวิญญาณสามารถกลั่นเม็ดยาวิญญาณอสูรออกมาได้ ความเร็วในการฝึกฝนของเจ้าจะล้ำหน้าผู้อื่นไปไกลลิบ" นักพรตเฒ่าเสวียนเชิดหน้าคุยโว

"ยิ่งสัตว์อสูรแข็งแกร่งมากเท่าใด พลังวิญญาณก็ยิ่งกล้าแกร่ง เม็ดยาวิญญาณอสูรที่กลั่นออกมาก็จะมีสรรพคุณเลิศล้ำยิ่งขึ้นเท่านั้น"

"ทว่าด้วยระดับพลังของเจ้า..." นักพรตเฒ่าเสวียนจงใจลากเสียงยาว "เจ้าอ่อนแอถึงเพียงนี้ เกรงว่ายังไม่ทันได้ชิงวิญญาณอสูร ก็คงถูกสัตว์อสูรบดขยี้กลายเป็นเศษเนื้อไปเสียก่อนแล้วกระมัง"

นักพรตเฒ่าเสวียนได้ทีขี่แพะไล่ หากได้เห็นหลัวเทียนหน้าแตก คงไม่มีใครดีใจไปกว่ามันอีกแล้ว

"ตาเฒ่า อย่าลืมสิว่าเจ้ากับข้าทำพันธสัญญาแห่งวิญญาณกันแล้ว ข้าตาย เจ้าก็อยู่ไม่ได้หรอกนะ"

หลัวเทียนมีสติปัญญาเป็นเลิศ มีหรือจะไม่รู้ทันความคิดของนักพรตเฒ่าเสวียน

ทันทีที่คำพูดนี้หลุดออกมา นักพรตเฒ่าเสวียนก็ชะงักงัน ก่อนจะก่นด่าทอในใจ สาปแช่งหลัวเทียนไปไม่รู้กี่ตลบ

"ตาเฒ่า เจ้าวางใจเถอะ ข้าหลัวเทียนเกลียดชังพวกเนรคุณที่สุดในชีวิต หากเจ้าช่วยเหลือข้าเป็นอย่างดี รอข้าแข็งแกร่งพอในวันข้างหน้า ข้าจะคืนอิสรภาพให้แก่เจ้าอย่างแน่นอน" หลัวเทียนเว้นจังหวะ ก่อนจะกล่าวต่อ "แน่นอนว่า หากเจ้าคิดเล่นตุกติก หรือไม่ยอมสั่งสอนวิชาให้ข้าจากใจจริง ข้าก็จะทำให้เจ้าตายอย่างไร้ที่กลบฝัง!"

ข่มขู่! นี่มันการข่มขู่กันซึ่งๆ หน้า!

"คิดไม่ถึงเลยว่าเสวียนซิวจื่อผู้ยิ่งใหญ่เกรียงไกรแห่งสิบพิภพสวรรค์ เดินกร่างไปทั่วทุกสารทิศ กลับต้องมาตกม้าตายด้วยน้ำมือไอ้เด็กเมื่อวานซืน ยิ่งไปกว่านั้นอายุแค่นี้แต่กลับมีเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราวจนน่าตกตะลึง นี่มันจิ้งจอกเฒ่าในร่างเด็กชัดๆ!"

นักพรตเฒ่าเสวียนทำได้เพียงโอดครวญในใจ

"สัตว์อสูร ดูท่าคงต้องไปเยือนป่าลึกเทียนหยางสักคราเสียแล้ว"

หลัวเทียนค่อยๆ หลับตาลง นั่งขัดสมาธิเข้าฌานบ่มเพาะพลัง...

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 5 - พรสวรรค์หวนคืน

คัดลอกลิงก์แล้ว