- หน้าแรก
- จากเศษสวะของตระกูล สู่ตัวตนที่ทั้งสิบพิภพต้องหวาดกลัว
- บทที่ 4 - ฟ้าถล่มลงมา ท่านปู่จะค้ำจุนเจ้าเอง
บทที่ 4 - ฟ้าถล่มลงมา ท่านปู่จะค้ำจุนเจ้าเอง
บทที่ 4 - ฟ้าถล่มลงมา ท่านปู่จะค้ำจุนเจ้าเอง
บทที่ 4 - ฟ้าถล่มลงมา ท่านปู่จะค้ำจุนเจ้าเอง
"ฮ่าๆๆ..." หลัวเจิ้นโกรธจัดจนแหงนหน้าหัวเราะลั่น "ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้ มิน่าเล่าเจ้าถึงได้กำเริบเสิบสานปานนี้ ที่แท้ก็มีหวังอวิ๋นคอยชักใยอยู่เบื้องหลังนี่เอง"
พูดจบม่านตาของหลัวเจิ้นก็หดเกร็ง รังสีอำนาจที่แผ่ออกมาทำให้บรรยากาศรอบด้านเย็นยะเยือกลง
"แต่เจ้าคงไม่รู้สินะว่า แม้ตระกูลหวังจะแข็งแกร่งเพียงใด แต่เหตุใดพวกมันถึงไม่กล้าแตะต้องตระกูลหลัวของข้า"
"ที่มันส่งเจ้ามา ก็เพราะเจ้ามันเป็นแค่สุนัขรับใช้ของตระกูลหวังเท่านั้น!"
"ท่านปู่!" หลัวเทียนก้าวออกไปข้างหน้า "คนผู้นี้ก็แค่ตัวตลกกระโดดโลดเต้น ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง บังอาจมากำเริบเสิบสานอยู่ที่นี่ ช่างสมควรตายยิ่งนัก"
"หืม" หวังชงเลิกคิ้วขึ้น จ้องมองหลัวเทียนพร้อมเผยรอยยิ้มเหี้ยมเกรียม "ในเมื่อเป็นเช่นนี้ หลัวเทียน เจ้ากล้าสู้กับข้าหรือไม่เล่า"
"หึ ช่างน่าขันนัก เจ้าไม่รู้หรืออย่างไรว่าหลัวเทียนไม่อาจฝึกฝนได้แล้ว ทั้งยังถูกพิษไอเย็นแทรกซึมเข้ากระดูก" หลัวเจิ้นกัดฟันกรอด "หากเจ้าอยากประลอง ตระกูลหลัวของข้าก็มียอดฝีมือรุ่นเยาว์อยู่ไม่น้อย แต่เจ้ากลับเจาะจงเลือกหลัวเทียน ช่างซ่อนเร้นเจตนาร้าย มีจิตใจอำมหิตยิ่งนัก!"
หวังชงแค่นเสียงเยาะในใจ อีกเพียงสามเดือนก็จะถึงการประลองตัดสินของอนุชนเมืองหยวนหยาง ถึงเวลานั้นคนหนุ่มสาวจากสามตระกูลใหญ่ล้วนต้องเข้าร่วม เพราะมันเกี่ยวพันถึงขนาดอาณาเขตของทั้งสามตระกูล
ส่วนยอดฝีมือรุ่นเยาว์ของตระกูลหลัวที่หลัวเจิ้นกล่าวอ้างนั้น เกรงว่าคงผ่านการประลองไปไม่ได้ถึงสามรอบเสียด้วยซ้ำ และคนเดียวที่ทำให้หวังอวิ๋นแห่งตระกูลหวังจดจำได้ก็คือหลัวเทียนที่บรรลุระดับเบิกนภาตั้งแต่อายุสิบขวบ แม้จะล้มเหลวในการควบแน่นวิญญาณยุทธ์จนไม่อาจฝึกฝนได้แล้ว แต่พรสวรรค์อันแข็งแกร่งในอดีตก็ยังทำให้ผู้คนต้องทอดถอนใจ
ยิ่งไปกว่านั้นหลัวเทียนยังเป็นคู่หมั้นของอวี้สุ่ยเหยา สตรีที่หวังอวิ๋นกำลังจะแต่งงานด้วย มันจึงส่งหวังชงมาหยามเกียรติตระกูลหลัว และถือโอกาสทดสอบฝีมือของหลัวเทียนไปในตัว
"เมื่อหกปีก่อนข้าก็บรรลุระดับเบิกนภาแล้ว!" หลัวเทียนกล่าวอย่างเย่อหยิ่ง "ส่วนเจ้าโตป่านนี้แล้วเพิ่งจะก้าวเข้าสู่ระดับเบิกนภา เจ้ามีสิทธิ์อันใดมาอวดดีต่อหน้าข้า!" หลัวเทียนหรี่ตาลง แค่นเสียงหัวเราะอย่างอดไม่ได้
"ไอ้สวะ!" หวังชงนั้นมีพรสวรรค์ต่ำต้อยในตระกูลหวัง ต้องทนรับสายตาดูแคลนมานับไม่ถ้วน อุตส่าห์อาบเหงื่อต่างน้ำฝึกฝนมายี่สิบกว่าปีก็ยังติดแหงกอยู่แค่ระดับก่อกายา เรื่องพรสวรรค์จึงเป็นจุดตายของมันมาตลอด
เรียกได้ว่ามันไม่มีสถานะใดๆ ในตระกูลหวังเลย ต้องทนรับความอัปยศอดสูอยู่ทุกวี่วัน ทำได้เพียงไปเบ่งบารมีเรียกร้องศักดิ์ศรีคืนจากพวกบ่าวไพร่รับใช้ในตระกูลเท่านั้น
ทว่าช่วงนี้ทุกอย่างเปลี่ยนไป ไม่รู้ว่าเป็นเพราะทองแท้ย่อมเปล่งประกายหรืออย่างไร หวังอวิ๋นถึงได้เห็นแววในตัวมัน ช่วยทะลวงจุดชีพจรให้จนบรรลุระดับเบิกนภา ซ้ำยังส่งให้มาเป็นทูตตระกูลหวังเยือนตระกูลหลัว แบกรับภารกิจสำคัญมากมาย
หวังชงรู้ดีว่าบัดนี้ตนได้พุ่งทะยานขึ้นสู่สวรรค์แล้ว ความอัปยศและการดูถูกเหยียดหยามที่เคยได้รับ มันจะทวงคืนกลับมาเป็นร้อยเท่าพันทวี
ทว่ายามนี้กลับถูกหลัวเทียนแทงใจดำ ความเคียดแค้นชิงชังในใจจึงพุ่งทะลุขีดจำกัด
"หลัวเทียน บัดนี้เจ้ามันก็แค่คนพิการ อย่างมากก็มีพลังแค่ระดับก่อกายา เจ้ามีสิทธิ์อันใด... มาเย้ยหยันพรสวรรค์ของข้า!" หวังชงกัดฟันกรอด เค้นเสียงเหี้ยมทีละคำ
"ก็แค่สนองคืนด้วยวิธีของเจ้าเองเท่านั้น แต่ข้าจะบอกอะไรให้นะ เจ้าน่ะยังห่างชั้นกับข้าอีกไกล"
"ลงมือเถอะ!" หลัวเทียนยิ้มหยัน
"ข้าจะทำลายเจ้าให้สิ้นซาก!" มุมปากของหวังชงปรากฏรอยยิ้มเหี้ยมเกรียม มันคลายหมัดเปลี่ยนเป็นกรงเล็บ พลังวิญญาณสั่นสะเทือน พุ่งทะยานกางกรงเล็บตะปบเข้าใส่จุดตันเถียนของหลัวเทียนอย่างดุดัน
"แย่แล้ว!" หลัวเจิ้นหน้าถอดสี ต้องรู้ว่าจุดตันเถียนคือเส้นชีพจรหลักของผู้ฝึกยุทธ์ การที่หวังชงลงมือโหดเหี้ยมถึงเพียงนี้ เมื่อดูจากสภาพร่างกายของหลัวเทียนในปัจจุบัน นี่มันหมายจะเอาชีวิตกันชัดๆ
หลัวเจิ้นกำลังจะพุ่งตัวออกไปขัดขวาง ทว่ากลับเห็นรังสีอำนาจของหลัวเทียนแปรเปลี่ยนไปอย่างกะทันหัน พลังอันแข็งแกร่งและบ้าคลั่งสายหนึ่งระเบิดออกมาอย่างฉับพลัน
หากวัดกันที่ความเร็ว หลัวเทียนเร็วกว่า หากวัดกันที่พละกำลัง หลัวเทียนแข็งแกร่งกว่า
หลัวเทียนซัดหมัดเข้าใส่ใบหน้าของหวังชงตรงๆ เพียงหมัดเดียวเท่านั้น หวังชงยังไม่ทันได้ตอบสนอง ร่างทั้งร่างก็ปลิวลิ่วกระเด็นถอยหลังไปราวกับว่าวสายป่านขาด พ่นฟองเลือดออกจากปาก ใบหน้าบิดเบี้ยวผิดรูปอย่างน่าสยดสยอง ฟันหักร่วงไปหลายซี่ สีหน้าเต็มไปด้วยความไม่อยากเชื่อและตื่นตะลึงสุดขีด พลังวิญญาณในร่างแตกซ่านในพริบตา
"นี่... เป็นไปได้อย่างไร"
อวี้หยางเทียนยืนตะลึงลาน มันไม่อยากเชื่อสายตาตัวเองกับสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้า ความเร็วที่หลัวเทียนแสดงออกมาเมื่อครู่นี้ทำให้แม้แต่มันยังต้องตื่นตระหนก มันจ้องหลัวเทียนเขม็ง หวังจะมองทะลุปรุโปร่งถึงความเปลี่ยนแปลงบางอย่าง ทว่าสิ่งที่หลัวเทียนแผ่ออกมามีเพียงความลึกลับยากจะหยั่งถึง
หลัวเจิ้นเองก็ใจสั่นสะท้าน ทว่าเพียงอึดใจรอยยิ้มพึงพอใจก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้า
"ตายซะ!" จิตสังหารของหลัวเทียนปะทุเดือด ซัดหมัดกระหน่ำซ้ำเข้าใส่หวังชงอีกครา
"ผู้นำตระกูลอวี้ช่วยข้าด้วย!" หวังชงร้องโหยหวน สิ้นไร้ซึ่งท่าทีจองหองอวดดี เย้ยหยันดูแคลน และจองหองพองขนเช่นก่อนหน้า เมื่อสัมผัสได้ถึงวิกฤตแห่งความเป็นความตาย มันก็หวาดกลัวขึ้นมาจนจับขั้วหัวใจ
"ช้าก่อน!" อวี้หยางเทียนตวาดลั่น "หลัวเทียน เจ้าจะฆ่ามันไม่ได้!"
"แม้หวังชงจะสมควรตายเป็นหมื่นครั้ง แต่มันก็เป็นคนของตระกูลหวัง เจ้าต้องเข้าใจนะว่าตระกูลหวังแข็งแกร่งเพียงใด เบื้องหลังยังมีนิกายบรรพตสัญจรซึ่งเป็นสำนักระดับสองดาวคอยหนุนหลังอยู่อีก"
"หากเจ้าสังหารคนของตระกูลหวัง ความบาดหมางระหว่างสองตระกูลจะยิ่งลุกลามใหญ่โต นอกเหนือจากตระกูลหลัวจะไม่อาจทนรับโทสะของตระกูลหวังได้แล้ว แม้แต่ในการประลองตัดสินในอีกสามเดือนข้างหน้า พวกเจ้าก็คงไม่แคล้วต้องพบกับความยากลำบาก!"
อวี้หยางเทียนพ่นคำพูดเหล่านี้ออกมาด้วยความเร็วสูงสุด หลัวเทียนชะงักงัน แม้ใจจริงอยากจะสังหารหวังชงให้สิ้นซาก ทว่าเบื้องหลังของมันยังมีรากฐานตระกูล มีท่านปู่ที่ต้องปกป้อง มันจะวู่วามไม่ได้ มันไม่ได้อยู่ตัวคนเดียวบนโลกใบนี้
"ผู้นำตระกูลอวี้ ตามความหมายของท่าน หากมีตัวบัดซบหน้าไหนก็ไม่รู้มากระโดดขี่คอขี้รดหัวข้าหลัวเจิ้น ข้าก็ไม่มีสิทธิ์ปริปากพูดอันใดเลยงั้นรึ"
หลัวเจิ้นปรายตามองหวังชง ก่อนจะหันไปมองหลัวเทียนที่ยืนตระหง่านองอาจ ความฮึกเหิมพลุ่งพล่านขึ้นในอก
"เช่นนั้นตระกูลหลัวของข้าจะนับเป็นตัวอันใดในเมืองหยวนหยางแห่งนี้ ตระกูลหลัวของข้ายังจะคู่ควรกับตำแหน่งสามตระกูลใหญ่อยู่อีกรึ"
"ฆ่ามัน!" หลัวเจิ้นคำรามเสียงต่ำ
หลัวเทียนยิ้มกว้าง ในรอบสามปีมันได้เห็นความน่าเกรงขามของท่านปู่อีกครั้ง ความห้าวหาญนี้ทำให้สภาวะจิตใจของมันเปิดกว้างขึ้นมาก เรียกได้ว่าท่านปู่คือผู้ที่มีอิทธิพลต่อมันมากที่สุด
"ไม่!" เมื่อเห็นหมัดของหลัวเทียนพุ่งกระแทกลงมา แววตาของหวังชงก็ฉายแชดถึงความสิ้นหวัง ชีวิตที่เคยอยู่เหนือผู้คนก่อนหน้านี้ราวกับเป็นเพียงความฝันตื่นหนึ่ง ช่างสมกับคำกล่าวที่ว่า มาไวไปไวเสียจริง
"บัดซบ!" ใบหน้าของอวี้หยางเทียนแดงก่ำราวกับตับหมู พลังรังสีของหลัวเจิ้นได้ล็อกเป้ามาที่มันอย่างสมบูรณ์แล้ว หากยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือ เกรงว่ามันเองก็คงไม่ได้เปรียบอันใด ทำได้เพียงเบิกตาดูทูตสวรรค์จอมปลอมถูกสังหารไปต่อหน้าต่อตา
"ดี ดีเยี่ยม!" อวี้หยางเทียนไร้ซึ่งรอยยิ้มปั้นแต่งอีกต่อไป "พวกเจ้ากล้าทำถึงเพียงนี้ นับจากนี้ตระกูลอวี้และตระกูลหลัวขาดสะบั้นไม่เกี่ยวข้องกันอีก อีกสามเดือนข้างหน้าในการประลองตัดสิน ข้าจะทำให้หลัวเจิ้นต้องชดใช้อย่างสาสม จะกวาดล้างตระกูลหลัวให้สิ้นซากไปจากเมืองหยวนหยางให้จงได้"
อวี้หยางเทียนสะบัดแขนเสื้ออย่างแรง แค่นเสียงฮึดฮัด หมุนตัวเดินจากไปอย่างเดือดดาลโดยไม่หันกลับมามองอีก
"ประเสริฐ ตระกูลหลัวของข้าพร้อมอยู่เป็นเพื่อนเล่นจนถึงที่สุด!" หลัวเจิ้นไม่ยอมถอยแม้แต่ก้าวเดียว ตวาดกร้าวสวนกลับไป
……
"หลัวเทียนฆ่าหวังชงงั้นรึ" ณ ห้องลับแห่งหนึ่งอันห่างไกล ชายชุดดำผู้หนึ่งกำลังสูดปราณเข้าออก รังสีพลังเหนือศีรษะควบแน่นจนเป็นรูปธรรม ราวกับขุนเขาลูกใหญ่ที่หนักอึ้งดุจมหาสมุทร
มันเบิกตากว้างในฉับพลัน ลำแสงสองสายพุ่งทะลวงทำลายบานประตูหินตรงหน้าจนแหลกละเอียด รังสีพลังกล้าแกร่งถึงขีดสุด ห้วงมิติรอบด้านคล้ายถูกพลังของมันกดทับจนสั่นสะเทือน
"มันกล้าทำถึงเพียงนี้ รนหาที่ตายชัดๆ!"
"อย่าโมโหไปเลยเจ้าค่ะ!" เสียงหวานหยดย้อยที่ฟังแล้วพานให้กระดูกอ่อนระทวยดังขึ้น "หวังชงผู้นั้นแต่เดิมก็เป็นเพียงหมากตัวหนึ่งของท่าน ตายไปก็คือตายไป อีกสามเดือนข้างหน้าในการประลองตัดสิน ท่านค่อยระบายโทสะก็ยังไม่สาย"
"หึหึ นั่นสิเนอะ จะมาหัวเสียทำให้เสียสุขภาพเพราะขยะไร้ค่าตัวเดียวไปไย ประเดี๋ยวเหยาเอ๋อร์ของข้าจะปวดใจเอาได้"
ชายชุดดำหัวเราะร่วนด้วยน้ำเสียงหื่นกระหาย มือไม้ลูบไล้เรือนร่างของหญิงสาวตรงหน้าไม่หยุดหย่อน ก่อนจะบีบขยำบั้นท้ายของนางอย่างแรงจนหญิงสาวส่งเสียงร้องครางกระเส่า เสียงครวญครางชวนให้ผู้คนหน้าแดงซ่านไปถึงใบหู
และหญิงสาวผู้นั้นก็มิใช่ใครอื่น นางคืออวี้สุ่ยเหยา สตรีที่หลัวเทียนหลงรักและยอมเสียสละตนเองเพื่อรักษาอาการป่วยให้นั่นเอง...
[จบแล้ว]