- หน้าแรก
- จากเศษสวะของตระกูล สู่ตัวตนที่ทั้งสิบพิภพต้องหวาดกลัว
- บทที่ 3 - มังกรและงูไม่อาจอยู่ร่วมถ้ำ
บทที่ 3 - มังกรและงูไม่อาจอยู่ร่วมถ้ำ
บทที่ 3 - มังกรและงูไม่อาจอยู่ร่วมถ้ำ
บทที่ 3 - มังกรและงูไม่อาจอยู่ร่วมถ้ำ
"คุณชาย แย่แล้วเจ้าค่ะ! แย่แล้ว!"
จู่ๆ นอกประตูก็มีเสียงตะโกนร้อนรนดังขึ้นติดๆ กัน
"ชุ่ยอวิ๋น มีเรื่องอันใดกัน ลุกลี้ลุกลนเช่นนี้ใช้ได้ที่ไหน"
เมื่อได้ยินเสียงหลัวเทียนก็เปิดประตูออกพลางยิ้มให้สาวใช้
สาวใช้ตัวน้อยยืนเท้าสะเอว หอบหายใจแฮกๆ ก่อนจะเอ่ยขึ้น
"คุณชาย แย่แล้วเจ้าค่ะ! ผู้นำตระกูลอวี้กับท่านผู้นำตระกูลกำลังทะเลาะกันใหญ่โตอยู่ที่โถงใหญ่แล้วเจ้าค่ะ!"
"อะไรนะ"
ได้ยินเช่นนั้นหัวคิ้วของหลัวเทียนก็ขมวดมุ่น เอ่ยถามทันที
"เกิดอะไรขึ้น ท่านปู่กับท่านลุงอวี้มีเรื่องอันใดกัน"
สาวใช้ตอบรัวเร็ว
"ตระกูลอวี้มาขอถอนหมั้นเจ้าค่ะ แต่ท่านผู้นำตระกูลไม่ยอม จากนั้นก็เลยมีปากเสียงกันใหญ่โต"
"ถอนหมั้นรึ!"
ทันทีที่ได้ยินคำว่าถอนหมั้น ร่างกายของหลัวเทียนก็สั่นสะท้านขึ้นมาทันที!
"ไป!"
หลัวเทียนไม่รอช้า มุ่งหน้าตรงไปยังโถงใหญ่เพียงลำพัง
ณ โถงใหญ่ตระกูลหลัว หลัวเจิ้นผู้เป็นปู่ของหลัวเทียนตบโต๊ะดังสนั่นลั่นห้อง ใบหน้าแดงก่ำด้วยความโกรธเกรี้ยว เส้นผมแทบจะลุกตั้งชัน
"อวี้หยางเทียน เจ้าหมายความว่าอย่างไร"
"ท่านผู้นำตระกูลหลัว อย่าเพิ่งใจร้อนไปสิ!"
อวี้หยางเทียนเบือนหน้าหนี มองข้ามศีรษะไปในความว่างเปล่าด้วยท่าทีเกียจคร้าน
"เฮ้อ... หลัวเทียนเด็กคนนั้นก็ถือว่าไม่เลว แต่น่าเสียดายที่ไม่มีโอกาสก้าวหน้าอีกแล้ว ในฐานะคนเป็นพ่อ จะทนเห็นลูกของตัวเองต้องตกระกำลำบากได้อย่างไร ท่านว่าจริงไหม ท่านผู้นำตระกูลหลัว"
"เจ้า!"
หลัวเจิ้นโกรธจัด มันลุกพรวดขึ้นจากเก้าอี้ ชี้หน้าอวี้หยางเทียน ทว่ายังไม่ทันจะได้เอ่ยสิ่งใด เสียงแหลมบาดแก้วหูก็ดังขัดขึ้นเสียก่อน
"ท่านผู้นำตระกูลหลัว หลานชายไร้ค่าของท่านหมดสิ้นซึ่งคุณค่าใดๆ แล้ว ยังจะบังอาจใฝ่สูงคิดจะแต่งกับคุณหนูใหญ่อวี้อีก ช่างคางคกอยากกินเนื้อหงส์เสียจริง ไม่รู้จักตักน้ำใส่กะโหลกชะโงกดูเงาตัวเองเลยว่ามีดีอะไร!"
ด้านหลังของอวี้หยางเทียนมีชายหน้าบากผู้หนึ่งยืนอยู่ คิ้วของมันชี้ชัน น้ำเสียงเยาะเย้ยถากถางแฝงไปด้วยความดูแคลนอย่างโจ่งแจ้ง
ทันทีที่ได้ยินเช่นนั้น อวี้หยางเทียนก็ชะงักไปชั่วครู่ ลอบก่นด่าชายหน้าบากในใจอย่างสาดเสียเทเสีย
ชายหน้าบากผู้นี้คือคนของตระกูลหวัง หนึ่งในสามตระกูลใหญ่แห่งเมืองหยวนหยาง ตระกูลหวังนั้นแข็งแกร่งมาก หวังอวิ๋นผู้สืบทอดตระกูลก็เป็นถึงอัจฉริยะแห่งนิกายบรรพตสัญจรซึ่งเป็นสำนักระดับสองดาว แม้จะอยู่ในระดับสามตระกูลใหญ่เช่นเดียวกัน แต่อำนาจของตระกูลหวังนั้นเหนือกว่าตระกูลอวี้และตระกูลหลัวมากนัก
และการมาขอถอนหมั้นในครั้งนี้ก็เพื่อที่ตระกูลอวี้จะได้เกี่ยวดองกับตระกูลหวัง!
เส้นเลือดบนใบหน้าของหลัวเจิ้นปูดโปน จิตสังหารอันรุนแรงปะทุขึ้นอย่างบ้าคลั่ง คลื่นอากาศรอบห้องม้วนตัวบีบคั้นจนชายหน้าบากแทบหายใจไม่ออก
"รนหาที่ตาย!"
หลัวเจิ้นคำรามลั่น เตรียมจะลงมือสังหารชายหน้าบากกลางโถง
"ไม่มีทางเลือกแล้ว!"
กล้ามเนื้อบนใบหน้าของอวี้หยางเทียนกระตุก เดิมทีมันกะจะปั้นหน้ายิ้มแย้มเจรจา เพื่อให้สามารถถอนหมั้นและไปเกี่ยวดองกับตระกูลหวังได้โดยไม่แตกหักกับตระกูลหลัวจนเกินไป ทว่าเรื่องราวกลับไม่เป็นดั่งใจคิด ชายหน้าบากผู้นี้อยู่นอกเหนือแผนการของมัน
อวี้หยางเทียนขยับร่างวูบเดียวก็เข้ามาขวางหน้าชายหน้าบากไว้
"หลัวเจิ้น ท่านในฐานะผู้นำตระกูลหลัว ผู้อาวุโสผู้มีชื่อเสียงแห่งเมืองหยวนหยาง หากท่านลงมือกับคนรุ่นหลัง มิเท่ากับเป็นการทำลายชื่อเสียงของตระกูลหลัวหรอกหรือ มิเท่ากับทำลายกฎเกณฑ์ร้อยปีของเมืองหยวนหยางหรอกหรือ มิเท่ากับตกเป็นขี้ปากของชาวเมืองหรอกหรือ"
"อย่าหาว่าข้าอวี้หยางเทียนไม่อนุญาตให้ท่านทำเช่นนี้เลย แม้แต่ชาวเมืองทั้งมวล สามตระกูลใหญ่ หรือแม้แต่ตระกูลหวังก็ย่อมไม่มีวันยอมรับ!"
อวี้หยางเทียนแทบจะตะโกนออกมา ใบหน้าเต็มไปด้วยความชอบธรรม ทว่าภายในใจกลับร้อนรนกระวนกระวาย เหงื่อเย็นเยียบซึมชื้นเต็มแผ่นหลัง มันรู้ดีว่าหากชายชราตรงหน้าลงมือจริงๆ มันอาจจะต้านทานไว้ไม่อยู่ มันรู้ดีว่าแม้แต่บิดาของมันเองก็ยังต้องเกรงใจชายชราผู้นี้ ส่วนตัวมันต่อหน้าหลัวเจิ้นก็เป็นเพียงแค่เด็กรุ่นหลังเท่านั้น
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเสียงตะโกนของอวี้หยางเทียนทำให้หลัวเจิ้นชะงัก หรือเป็นเพราะคำพูดที่ฟังกูมีเหตุผลเหล่านั้น หมัดที่หลัวเจิ้นเงื้อขึ้นจึงค่อยๆ ลดระดับลง
อวี้หยางเทียนถอนหายใจด้วยความโล่งอก ในใจยิ่งรู้สึกไม่พอใจชายหน้าบากมากขึ้นไปอีก ทว่ามันก็ตระหนักดีว่าตระกูลหวังนั้นแข็งแกร่งเพียงใด จะแตกหักกับตระกูลหลัวแล้วจะเป็นไรไปเล่า!
"ท่านปู่!"
หลัวเทียนที่เพิ่งทะลวงสู่ระดับผสานกำเนิดขั้นกลาง สลัดคราบความอ่อนแอที่เกาะกินมาตลอดสามปีทิ้งไปจนหมดสิ้น ดวงตาเบิกโพลงดั่งคบเพลิง รังสีอำนาจแผ่ซ่าน ทุกย่างก้าวหนักแน่นมั่นคง มันเดินมาหยุดอยู่หน้าโถงใหญ่พร้อมส่งเสียงเรียก
ความจริงแล้วที่หลัวเจิ้นหยุดมือก็เป็นเพราะมองเห็นหลัวเทียน เห็นความเด็ดเดี่ยวบนใบหน้าของหลานชาย เห็นความเย่อหยิ่งในดวงตาคู่นั้น มันเข้าใจความหมายของหลัวเทียนในทันทีจึงเอ่ยถาม
"ได้ยินหมดแล้วหรือ"
"ได้ยินหมดแล้วขอรับ!"
แววตาของหลัวเจิ้นเต็มไปด้วยความรักใคร่เอ็นดู สำหรับหลานชายผู้นี้มันประคบประหงมดูแลอย่างทะนุถนอมมาโดยตลอด พรสวรรค์อันหาตัวจับยากที่บรรลุระดับก่อกายาตั้งแต่อายุห้าขวบ และบรรลุระดับเบิกนภาในวัยสิบขวบ ยิ่งทำให้มันมองเห็นเงาของบุตรชายในตัวหลานคนนี้
เมื่อนึกถึงบุตรชายหลัวเจิ้นก็ทอดถอนใจ ค่อยๆ นั่งลงบนเก้าอี้ เมื่อนึกถึงตอนที่หลัวเทียนล้มเหลวในการควบแน่นวิญญาณยุทธ์ในวัยสิบสามปี แม้ภายนอกมันจะไม่ได้แสดงความอ่อนแอออกมา แต่ร่างกายกลับดูซูบผอมลงไปถนัดตา
หลัวเทียนรับรู้ถึงความห่วงใยนั้น มันสูดลมหายใจเข้าลึก หันไปทางอวี้หยางเทียนและเอ่ยถาม
"ผู้นำตระกูลอวี้ ข้ามีคำถามสามข้ออยากจะถามท่าน!"
เมื่อสบตากับหลัวเทียน ม่านตาของอวี้หยางเทียนก็หดแคบลง หลัวเทียนที่อยู่ตรงหน้าในชั่วพริบตานี้ให้ความรู้สึกแตกต่างจากเมื่อก่อนอย่างสิ้นเชิง ราวกับเปลี่ยนไปเป็นคนละคน อวี้หยางเทียนได้แต่คิดในใจว่านั่นคงเป็นเพียงความรู้สึกไปเอง
หลัวเทียนกลายเป็นคนไร้ค่าไปตั้งนานแล้ว นอกจากวิชาแพทย์ที่พอจะเอาไปอวดอ้างได้แล้วก็ไม่มีอะไรดีอีก อวี้หยางเทียนแค่นเสียงเย็นชาในใจ
"ข้อแรก ที่ท่านต้องการให้ข้าถอนหมั้นกับเหยาเหยา เป็นเพราะข้าไม่สามารถฝึกฝนได้ ส่วนตระกูลหวังนั้นแข็งแกร่งและหมายตาเหยาเหยาไว้ เพื่อที่ตระกูลอวี้ของท่านจะได้ยกระดับขึ้นไปอีกขั้นใช่หรือไม่"
"ข้อสอง ข้ากับเหยาเหยาเติบโตมาด้วยกัน รักใคร่ผูกพัน และหมั้นหมายกันมานาน ข้ายอมแลกด้วยชีวิตเพื่อรักษาเหยาเหยา สิ่งเหล่านี้ท่านเคยเห็นอยู่ในสายตาบ้างหรือไม่"
"ข้อสาม เรื่องการถอนหมั้นนี้ เหยาเหยาว่าอย่างไร นางต้องการ... ถอนหมั้นหรือไม่!"
หลัวเทียนก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว ดวงตาราวกับลุกโชนด้วยเปลวเพลิง จ้องเขม็งไปที่อวี้หยางเทียน
"หลานรักเอ๋ย!"
อวี้หยางเทียนฉีกยิ้มจอมปลอม
"เจ้าต้องเข้าใจนะว่าตอนนี้เจ้าไม่สามารถฝึกฝนได้แล้ว จะต่างอะไรกับคนพิการ แต่บุตรสาวของข้านั้นไม่เหมือนกัน นางอายุยังน้อยแต่ก็ก้าวเข้าสู่ระดับผสานกำเนิดแล้ว เจ้าจะทนเห็นอนาคตของนางต้องพังทลายลงได้อย่างไร"
"อีกอย่าง หลังจากที่เจ้าล้มเหลวในการควบแน่นวิญญาณยุทธ์ เจ้าก็หันไปศึกษาวิชาแพทย์ ไม่ใช่เพื่อสร้างกุศลช่วยเหลือผู้คนหรอกหรือ มัวแต่คิดถึงบุญคุณ หรือเจ้าคิดว่าการที่เจ้าช่วยบุตรสาวของข้า ก็เพื่อให้นางเอาตัวเข้าแลกงั้นหรือ"
ได้ยินถึงตรงนี้ หัวคิ้วของหลัวเจิ้นก็กระตุก โกรธจนแทบจะกระอักเลือดออกมา
หลัวเทียนยิ่งยืนอึ้งตะลึงงัน มันไม่คาดคิดเลยว่าอวี้หยางเทียนจะพูดจาเช่นนี้ออกมาได้ อวี้หยางเทียนในวันนี้ช่างต่างจากท่านลุงอวี้ที่มันเคยรู้จักราวกับเป็นคนละคน!
เมืองหยวนหยางมีคนหน้าด้านไร้ยางอายถึงเพียงนี้เชียวหรือ และก่อนหน้านี้มันก็ไม่เคยรับรู้มาก่อนเลย!
"ซ่อนเร้นได้ลึกล้ำนัก!"
หลัวเทียนแค่นเสียงหยันในใจ ความเคารพที่เคยมีต่อชายตรงหน้ามลายหายไปจนสิ้น เหลือเพียงความดูแคลนและโกรธเกรี้ยว
ทว่าหลัวเทียนหาได้ใส่ใจเรื่องเหล่านั้นไม่ สิ่งเดียวที่มันสนใจคือความคิดของอวี้สุ่ยเหยา!
"ในเมื่อเจ้ายังมีความหวัง งั้นข้าจะบอกเจ้าให้เอาบุญ สุ่ยเหยาอยากจะถอนหมั้นมาตั้งนานแล้ว นี่คือป้ายหยกที่นางทิ้งไว้!"
พูดจบอวี้หยางเทียนก็ทำหน้าตาระรื่น สีหน้าตื่นเต้นดีใจอย่างปิดไม่มิด ราวกับได้ปลดปล่อยสิ่งที่อัดอั้นอยู่ในใจมาแสนนาน
"ไม่มีทาง เป็นไปไม่ได้!"
สมองของหลัวเทียนอื้ออึง มันรับป้ายหยกนั้นมาด้วยมือที่สั่นเทา ลูบคลำมันซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่กลับไม่มีความกล้าพอที่จะเปิดดู
"เปิดดูเถิด!"
หลัวเจิ้นทนเห็นสภาพของหลัวเทียนไม่ไหว จึงเอ่ยเสียงดัง
หลัวเทียนเปิดป้ายหยก น้ำเสียงที่คุ้นเคยดังแว่วออกมา แต่มันกลับกรีดแทงหัวใจจนแทบแหลกสลาย
"พี่หลัวเทียน ขอบคุณสำหรับการดูแลของท่าน แต่เราไม่ใช่คนประเภทเดียวกัน"
ทุกถ้อยคำราวกับคมมีดที่ทิ่มแทงหัวใจของหลัวเทียน ความเจ็บปวดที่แสนสาหัสจนยากจะทนทาน ทว่ากลับไม่อาจทำสิ่งใดได้
"ไม่ใช่คนประเภทเดียวกัน... ไม่ใช่คนประเภทเดียวกัน..."
หลัวเทียนพึมพำ ดวงตาเหม่อลอยมองไปในความว่างเปล่า เดี๋ยวเจ็บปวด เดี๋ยวบ้าคลั่ง เดี๋ยวก็ระเบิดเสียงหัวเราะออกมา
"ไอ้พวกเนรคุณ ถอนหมั้น ถอนหมั้น พวกเจ้าไสหัวออกไปให้พ้นหน้าข้าเดี๋ยวนี้!"
หลัวเจิ้นแผดเสียงคำราม เมื่อเห็นสภาพของหลัวเทียน สีหน้าของมันก็ดำมืดถึงขีดสุดราวกับจะคั้นน้ำออกมาได้ พลังในกายปะทุขึ้นดั่งดวงดาวที่เปล่งประกายเจิดจ้า ไร้ซึ่งข้อกังขาใดๆ หากอีกฝ่ายยังกล้าท้าทาย มันย่อมลงมือโดยไม่ลังเล
"หึ ขยะก็คือขยะ ช่างหลงตัวเองเสียจริง!"
ในสถานการณ์เช่นนี้ก็ยังมีคนปากพล่อย ชายหน้าบากเต็มไปด้วยความรังเกียจเหยียดหยาม แฝงไว้ด้วยรอยยิ้มเยาะเย้ยอย่างลึกล้ำ
"ไอ้โง่! นี่ตระกูลหวังอวดดีถึงขั้นนี้แล้ว หรือแค่ส่งไอ้หมูโง่นี่มากันแน่"
อวี้หยางเทียนสบถด่าในใจ แต่ก็ไม่มีทางเลือก จำเป็นต้องปกป้องชายหน้าบากผู้นี้ไว้ ไม่อย่างนั้นกลับไปจะตอบคำถามลำบาก
อวี้หยางเทียนประสานอินเตรียมพร้อมรับมือกับการต่อสู้ที่ดุเดือด
"ตาย!"
หลัวเจิ้นเหลืออด ไม่สนกฎเกณฑ์ใดๆ อีกต่อไป กำลังจะลงมือ ทว่ากลับถูกหลัวเทียนห้ามไว้เสียก่อน
"ท่านปู่ ปล่อยให้ข้าจัดการไอ้สวะนี่เอง จะได้ไม่เสื่อมเสียชื่อเสียงและแปดเปื้อนมือของท่าน!"
หลัวเทียนกัดฟันกรอด เอ่ยทีละคำอย่างหนักแน่น
หลัวเจิ้นชะงัก อวี้หยางเทียนตกตะลึง รอยยิ้มเยาะเย้ยบนใบหน้าของชายหน้าบากยิ่งชัดเจนขึ้น
"เจ้าหาว่าข้าเป็นขยะ แล้วเจ้าล่ะเป็นตัวอะไร!"
หลัวเทียนจ้องมองชายหน้าบาก ความโศกเศร้าแสนสาหัสแปรเปลี่ยนเป็นความโกรธแค้นและชิงชัง ชายหน้าบากที่เอาแต่พ่นคำว่าขยะออกมาคำแล้วคำเล่าทำให้มันสุดจะทน
เพราะคำว่าขยะบ้าบอนี่ ทำให้ท่านปู่ต้องทนก้มหน้ามาตลอดสามปี เพราะคำว่าขยะบ้าบอนี่ ทำให้สองตระกูลใหญ่ต้องแตกหักกัน เพราะคำว่าขยะบ้าบอนี่ ทำให้อวี้สุ่ยเหยาต้องตีจาก มันไม่ยอมให้ใครหน้าไหนมาสวมหมวกคำว่าขยะให้มันอีกต่อไป!
"หึ ข้าคือหวังชง ลูกน้องของหวังอวิ๋นนายน้อยแห่งนิกายบรรพตสัญจร สำนักระดับสองดาว!"
หวังชงแค่นเสียงเย็น
"วันนี้ที่ข้ามาก็เพื่อให้แน่ใจว่าการถอนหมั้นจะสำเร็จลุล่วง ข้ามีคำสั่งเรียกรวมพลอยู่ในมือ"
หวังชงสะบัดมือ ป้ายคำสั่งสีเลือดก็ปรากฏขึ้น
"หากมียอดฝีมือระดับตำหนักวิญญาณลงมือ หวังอวิ๋นนายน้อยของข้าย่อมพายอดฝีมือจากนิกายบรรพตสัญจรมาที่นี่แน่!"
"ท่านผู้นำตระกูลหลัว ท่านกล้าแตะต้องข้าหรือ"
หวังชงยิ้มหยันอย่างเย็นชา
[จบแล้ว]