- หน้าแรก
- จากคนไร้ค่า สู่โคตรเซียนพนันหยก
- บทที่ 53 คำรับรองต่อหลิน ชวน
บทที่ 53 คำรับรองต่อหลิน ชวน
บทที่ 53 คำรับรองต่อหลิน ชวน
ไม่นานนักหลิน ชวนก็เรียกตัวผมไปที่เคทีวีอีกครั้ง
ทันทีที่ผมก้าวเท้าเข้าห้องไป เขาก็จัดการล็อคประตูเสียงดังปัง
ดูจากสายตาของเขาก็พอจะเดาได้ว่า เมื่อวานเขาคงถูกลูกค้าด่าเปิงจนเสียหมาแน่นอน ซึ่งนี่คือผลลัพธ์ที่ผมต้องการเห็นที่สุด
ผมแสร้งทำเป็นไม่รู้เรื่อง ยืนทำหน้ามึนงงอยู่กลางห้อง
“อาหลิน เรียกผมมาทำไมครับ?”
หลิน ชวนจ้องเขม็งมาที่ผมด้วยสายตาอาฆาต ก่อนจะถลันเข้ามาถีบผมจนล้มลงกองกับพื้น
แววตาของเขาเต็มไปด้วยความรังเกียจ แรงถีบนั้นไม่ใช่เล่นๆ ทำเอาผมมึนไปชั่วขณะ
ยังไม่ทันที่ผมจะได้ตั้งตัว เขาก็ชี้หน้าด่าผมทันที
“ไอ้บัดซบ อุตส่าห์ให้แกมาทำงานข้างกายก็เพราะเห็นหัวแกนะ ไม่อย่างนั้นแกนึกว่าขยะอย่างแกจะมีใครเขาอยากรับเลี้ยงเหรอ มองไปทั่ววงการใครเขาก็รู้เรื่องเน่าๆ ของบ้านแกกันทั้งนั้น พ่อแกมันก็แค่ไอ้ผีพนันคนหนึ่ง ตายไปน่ะสมควรแล้ว! แล้วแกล่ะ! หรือแกอยากจะตายตามมันไปอีกคน?”
ผมพยายามพยุงตัวลุกขึ้นอย่างทุลักทุเล คำด่าทอพวกนี้ทำอะไรผมไม่ได้หรอก
ผมปัดฝุ่นตามกางเกงพลางเงยหน้ามองหลิน ชวน
“อาหลิน วงการพนันหินน้ำมันลึกแค่ไหนคุณย่อมรู้ดีกว่าผม ต่อให้เป็นเซียนที่ไหนก็รับประกันไม่ได้ว่าจะชนะตลอด กำไลหยกเนื้อแก้วบริสุทธิ์คู่หนึ่งมูลค่ามันเท่าไหร่ แล้วคุณคิดจะฟันกำไรจากมันตั้งเท่าไหร่ คุณเห็นผมเป็นไอ้โง่จริงๆ เหรอครับ?”
ผมสวนกลับไปอย่างไร้ความปรานี
หลิน ชวนคาดไม่ถึงว่าผมจะกล้าเถียง เขาโมโหจนควันออกหู เงื้อมือขึ้นหมายจะตบหน้าผมสักฉาก
ผมคว้ามือเขาไว้ได้ทัน และบีบข้อมือเขาไว้แน่น
“ไอ้เวร ปีกกล้าขาแข็งนักนะ!”
หลิน ชวนระดมด่าผมไม่หยุด
ในวินาทีนี้ ความโกรธแค้นในใจของผมพุ่งขึ้นถึงขีดสุด ผมต้องใช้ความพยายามอย่างมากในการรักษาพยาบาลความเยือกเย็นครั้งสุดท้ายเพื่อไม่ให้โพล่งความจริงทุกอย่างออกมา
แต่ผมต้องระบายมันออกมาบ้าง!
ผมจ้องหน้าหลิน ชวนแล้วพูดด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า
“อาหลิน ผมรู้ว่าคุณมีบุญคุณกับผม ถ้าตอนนั้นคุณไม่รับผมไว้ ผมกับแม่คงระเห็จไปนอนข้างถนนนานแล้ว เรื่องที่คุณสั่งให้ผมทำแล้วผมทำไม่สำเร็จมันเป็นความผิดของผมเอง แต่ก่อนหน้านี้เงินทุนที่คุณให้ผมมาใช้พนันหิน ผมก็นำหยกเนื้อดีกลับมาให้คุณตั้งหลายชิ้น ผมว่าผมไม่ติดค้างอะไรคุณแล้วนะ?”
พอผมพูดแบบนี้ หลิน ชวนก็นึกว่าผมคิดจะขอแยกทางกับเขา เขาจึงยิ่งเดือดดาลขึ้นไปอีก
“ได้ผลประโยชน์แล้วคิดจะชิ่งงั้นเหรอ? ธุรกิจเขาไม่ได้ทำกันแบบนี้โว้ย!”
เห็นดังนั้นผมจึงตอบกลับไปว่า
“ผมไม่ได้หมายความแบบนั้น ผมแค่จะบอกว่าความสามารถผมมีจำกัด แต่ผมจะพยายามช่วยคุณถอนทุนคืนให้ได้มากที่สุด เพื่อให้คุณได้ผลประโยชน์สูงสุด ในอีกครึ่งปีข้างหน้าจะมีการงานประเมินสมบัติและการประมูลหินพนันประจำปี ถึงตอนนั้นจะมีหยกเขียวจักรพรรดิที่หาได้ยากปรากฏออกมา ผมจะช่วยคุณคว้ามันมาให้ได้!”
สิ้นคำพูดนั้น สีหน้าของหลิน ชวนก็เปลี่ยนไปทันที เขาเปลี่ยนมาส่งยิ้มประจบประแจงให้ผมแทน
ราวกับว่าคนที่เพิ่งระเบิดอารมณ์เมื่อครู่ไม่ใช่เขาอย่างนั้นแหละ
“จริงเหรอ? หยกเขียวจักรพรรดินี่ร้อยปีจะเจอสักครั้งเลยนะ! หยกมูลค่าระดับนั้นต่อให้ขายร้อยล้านหยวนก็ยังมีคนแย่งกันซื้อ ลำพังฝีมืออย่างแกจะเปิดมันออกมาได้จริงๆ เหรอ?”
สิ่งที่เขาอยากได้ยินคือคำยืนยันจากปากผม
มีเพียงวิธีนี้เท่านั้นที่จะทำให้หลิน ชวนค่อยๆ เดินเข้าสู่หลุมพรางที่ผมวางไว้
สาเหตุที่ผมยอมทุ่มเททำงานให้หลิน ชวนขนาดนี้ ก็เพื่อให้เขาเชื่อมั่นว่าผมมีความสามารถ และผมก็อาศัยความโลภของเขาเป็นเครื่องมือ เพื่อหยกเขียวจักรพรรดิก้อนนั้น เขาพร้อมจะทุ่มเททุกอย่างที่มีแน่นอน
ผมพยักหน้าให้เขาอย่างหนักแน่น
“หน้าหยกที่ผมเคยนำมาให้คุณก่อนหน้านี้ก็เป็นหยกเฟยชุ่ยเหมือนกัน ผมมีประสบการณ์ในการเปิดหยกพวกนี้ ช่วงเวลาที่เหลือผมจะตั้งใจศึกษาให้ดี เพื่อช่วยคุณคว้ามันมาให้ได้ วางใจเถอะครับ หยกก้อนนั้นจะต้องเป็นของคุณ!”
หลิน ชวนได้ยินดังนั้นดวงตาก็เป็นประกายวาววับ เขาเดินเข้ามาช่วยปัดฝุ่นที่กางเกงให้ผม
“ดูนิสัยฉันสิ เมื่อกี้ไม่ควรลงไม้ลงมือกับแกเลย ฉันผิดเองแหละ แกอย่าเก็บไปใส่ใจเลยนะ มีอะไรลำบากก็บอกฉันได้เสมอ ฉันกับพ่อแกน่ะเป็นเพื่อนรักกันมาตั้งนาน พวกเราคนกันเองทั้งนั้นไม่ต้องเกรงใจหรอก”
พูดจบเขาก็ควักเงินสดทั้งหมดในกระเป๋าสตางค์ยัดใส่มือผม แล้วเดินมาส่งผมที่หน้าประตูด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม
ผมหวนนึกถึงคำพูดของเขาเมื่อครู่แล้วก็ได้แต่รู้สึกสมเพช
มันก็แค่พ่อของผมที่คิดไปเองฝ่ายเดียวว่าหลิน ชวนคือเพื่อนรัก
แต่หลิน ชวนกลับมองพ่อของผมเป็นแค่ต้นไม้ทำเงินเท่านั้น!
เขาร่วมมือกับสวี ไป่ว่านและเป่าจื่อเพื่อรุมเล่นงานพ่อของผม
ความจริงในตอนนั้นปรากฏออกมาหมดแล้ว!
และสิ่งที่ผมต้องทำคือการล้างแค้น!
จังหวะนั้นโทรศัพท์ของผมก็ดังขึ้นอีกครั้ง ผมนึกว่าเป็นหลิน ชวนที่จะโทรมาพล่ามอะไรอีก จึงกดรับสายด้วยความรำคาญ
“ใครน่ะ? พูดกันตั้งนานแล้วยังจะโทรมาอีก ไม่รำคาญหรือไง?”
สิ้นคำพูดของผม ปลายสายกลับเป็นน้ำเสียงที่คุ้นหูแต่ก็ดูแปลกหน้า
ผมใช้เวลาทบทวนในหัวอยู่พักใหญ่ถึงนึกออก
นี่มันคือคนที่ส่งคนมาลักพาตัวผมเมื่อไม่กี่วันก่อน แล้วก็ยอมแก้เชือกปล่อยผมไปนี่นา?
ทำไมถึงโทรมาตอนนี้ล่ะ
ผมรู้ตัวว่าน้ำเสียงเมื่อครู่ดูไม่ดีนัก จึงรีบแก้ไขทันที
“เอ่อ ผมจำคนผิดครับ คุณมีธุระอะไรกับผมเหรอ?”
โชคดีที่คนปลายสายไม่ได้ถือสา เขาเงียบไปอึดใจหนึ่งก่อนจะพูดขึ้นว่า
“ฉันแค่จะโทรมาบอกว่า อีกสามวันฉันจะพาแกออกงาน ตอนเที่ยงตรงฉันจะไปรอแกที่ปากซอยเดิม หวังว่าแกจะไม่มาสาย ส่วนรายละเอียดว่าต้องให้แกทำอะไร ฉันจะบอกแกตอนเจอหน้าเอง”
เขาพูดจาลึกลับและใช้น้ำเสียงวางก้ามวางโต
ยังไม่ทันที่ผมจะได้ตอบเขาก็ชิงตัดสายไปเสียก่อน
ผมอดไม่ได้ที่จะพึมพำบ่นอุบอิบออกมา
“เหอะ นึกว่ากำลังถ่ายหนังอยู่หรือไง ทำมาเป็นวางมาดน่าเกรงขามตลอดเวลา คนระดับใหญ่โตขนาดนี้ทำไมต้องมาตามให้ผมไปช่วยพนันหินด้วยนะ ผมว่าพวกนี้ก็แค่สร้างภาพไปงั้นแหละ!”
หลังจากบ่นระบายอารมณ์เสร็จในใจก็รู้สึกปลอดโปร่งขึ้นเยอะ แถมยังได้เชือดหลิน ชวนไปก้อนโตด้วย ยิ่งคิดก็ยิ่งสะใจ
ผมเหลือบมองเวลาและตรวจสอบยอดเงินในบัญชี
ช่วงเวลานี้เป็นช่วงที่เงินเดือนออกพอดี ทางฝั่งเถ้าแก่หูก็คงเหมือนกัน
ถือเป็นโอกาสดีที่จะพาแม่ไปเที่ยวใช้เงินสักครั้ง
แต่ตอนนี้แม่ยังไม่เลิกงาน ผมเลยกะว่าจะเดินเล่นแถวนี้รอไปก่อน พอใกล้เวลาแม่เลิกงานค่อยพาแม่ไปเที่ยว วันนี้จะยอมฟุ่มเฟือยสักวัน! ไปกินของอร่อยที่ปกติไม่กล้ากิน แล้วซื้อเสื้อผ้าใหม่ให้แม่สักสองสามชุด
คิดได้ดังนั้นอารมณ์ผมก็ดีขึ้นมาทันที ผมฮัมเพลงเดินตรงไปยังแผงลอยร้านประจำ
จะเรียกแผงลอยก็ไม่ถูกนัก เรียกว่าเป็นร้านอาหารเล็กๆ มากกว่า
เถ้าแก่กางเต็นท์หลังเล็กๆ อยู่ในตลาดนัดโต้รุ่ง มีทั้งอาหารตามสั่งและบาร์บีคิวปิ้งย่าง ราคาย่อมเยาและรสชาติถูกปาก ปกติถ้าจะกินมื้อดึกผมมักจะมาที่นี่ และสนิทสนมกับเถ้าแก่เหมือนเป็นเพื่อนกัน
ผมทักทายเขาเหมือนเช่นปกติ “เหล่าหวาง”
เถ้าแก่พยักหน้าทักทายกลับมา ยังไม่ทันที่ผมจะสั่งเขาก็รู้ใจแล้ว
“เนื้อแกะสิบไม้ ข้าวผัดไข่ใส่ไส้กรอกสองแท่ง โค้กขวดหนึ่ง กินที่นี่ใช่ไหม?”
ผมเดินยิ้มเข้าไปในร้าน
“สมเป็นเหล่าหวางที่รู้ใจผมจริงๆ ผมขอนั่งที่เดิมนะ”
ผมเดินไปนั่งที่โต๊ะประจำ พลางหันพัดลมเข้าหาตัว ตอนนี้ยังไม่ค่อยมีลูกค้าเท่าไหร่เพราะฟ้าเพิ่งจะเริ่มมืด
ไม่นานนักเหล่าหวางก็ยกของที่ผมสั่งมาเสิร์ฟ เห็นว่าคนน้อยเขาเลยเดินมานั่งคุยเป็นเพื่อนตามประสาคนคุ้นเคย
จังหวะที่ผมเงยหน้าขึ้นมองเขา ก็สังเกตเห็นรอยแผลตามแขนของเขาอยู่หลายจุด
“เหล่าหวาง นี่ไปโดนอะไรมาน่ะ?”
จบบท