- หน้าแรก
- ทะลุมิติมาเป็นตัวร้าย แต่ไหงนางเอกถึงมาปกป้องผมล่ะเนี่ย
- บทที่ 12 ให้ทายสิว่าพ่อแกจะเชื่อไหม
บทที่ 12 ให้ทายสิว่าพ่อแกจะเชื่อไหม
บทที่ 12 ให้ทายสิว่าพ่อแกจะเชื่อไหม
บทที่ 12 ให้ทายสิว่าพ่อแกจะเชื่อไหม
"แม่! ช่วยผมด้วย!"
เมื่อเจียงชางหยวนเห็นจงชิง เขาก็เหมือนได้เห็นพระมาโปรด
"เจียงเจิ้งกั๋ว!"
จงชิงเพิ่งกลับมาจากทริปดูงาน เธอตรงดิ่งมาที่บริษัททันทีที่เครื่องลงจอด แต่พอมาเห็นภาพแบบนี้คิ้วเธอก็กระตุก และอารมณ์ก็พุ่งปรี๊ดขึ้นมาทันที
"ฉันบินไปนู่นมานี่ทุกวันเพื่อบริษัท แต่คุณกลับมาทำกับลูกฉันแบบนี้ที่บ้านเนี่ยนะ?"
จากนั้นสถานการณ์ก็พลิกผัน กลายเป็นว่าเจียงเจิ้งกั๋วบิดหูเจียงชางหยวน ส่วนจงชิงก็บิดหูเจียงเจิ้งกั๋วอีกที
สองพ่อลูกร้องโอดโอยกันระงม กลายเป็นการส่งผ่านความเจ็บปวดคูณสองไปให้เจียงชางหยวนโดยปริยาย
"โอ๊ยๆๆ! พ่อ ฟังผมแถ... เอ้ย ฟังผมอธิบายก่อนสิ"
"พวกเรากำลังตั้งใจเรียนกันอยู่ ไม่ได้ทำเรื่องไร้สาระนะ"
"ตั้งใจเรียนงั้นเหรอ? ให้ทายสิว่าพ่อแกจะเชื่อไหม?"
เจียงเจิ้งกั๋วแยกเขี้ยวและไม่ยอมปล่อยมือ ไอ้เด็กเปรตนี่ชักจะกำเริบเสิบสานขึ้นทุกวัน ถ้าไม่สั่งสอนซะบ้าง มีหวังได้พังบ้านพังเมืองแน่
เจียงชางหยวนกุมหูตัวเองไว้ ร้องไห้ไม่ออก "วีรกรรม" ของเจ้าของร่างเดิมมันเยอะซะจนก่อเรื่องข้างนอกแล้วยังลามมาถึงในบ้าน
ผลก็คือ เจียงเจิ้งกั๋วไม่เชื่อคำพูดเขาเลยสักคำ
"ถ้าไม่เชื่อ พ่อก็เข้าไปดูข้างในสิ สะอาดเอี่ยมอ่อง แถมยังมีหนังสือเรียนอยู่ในห้องโฮมเธียเตอร์ด้วยนะ"
"ไม่ได้ยินที่ลูกสัญญาหรือไง? ถ้าคุณไม่ปล่อยมือ คืนนี้ไปนอนโซฟาเลยนะ!"
ทันทีที่จงชิงเอ่ยปาก เจียงเจิ้งกั๋วก็ปล่อยมืออย่างว่าง่ายราวกับนกกระทาที่โดนลมพายุพัดกระหน่ำ แล้วรีบเปลี่ยนสีหน้าเป็นประจบประแจงทันที
"ที่รักจ๋า ภรรยาสุดที่รัก อย่าทำแบบนั้นเลยนะ ผมยอมฟังคุณทุกอย่างเลย"
และแล้ว เจียงเจิ้งกั๋วก็ล้มเหลวในการสั่งสอนลูกชายอีกตามเคย
ครอบครัวเจียงเป็นตัวอย่างฉบับคลาสสิกของบ้านที่พ่อเข้มงวดแต่แม่ใจดี แต่ทว่าเจียงเจิ้งกั๋วกลับเป็นพวกกลัวเมียขึ้นสมอง ถ้าจงชิงสั่งให้ไปซ้าย เขาจะไม่กล้าไปขวา ถ้าสั่งให้ไปไล่ไก่ เขาก็จะไม่กล้าไปตีหมา
นี่เองที่เป็นส่วนหนึ่งในการหล่อหลอมนิสัยเสียๆ ของเจ้าของร่างเดิม แต่แน่นอนว่ามันไม่ใช่ความผิดของจงชิงทั้งหมด
ในช่วงเริ่มต้นของการก่อตั้งบริษัท เจียงเจิ้งกั๋วและจงชิงทุ่มเทเวลาทั้งหมดให้กับการทำงาน ทำให้แทบไม่มีเวลาอยู่กับลูกเลย
ความรักที่พวกเขาคอยตามใจเขามาตลอด จึงปนเปไปด้วยความรู้สึกผิด
"ลูกกินข้าวหรือยัง?"
"กินแล้วครับ แม่ล่ะกินหรือยัง?"
ดวงตาของจงชิงหยีลงเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยวทันที เธอหันไปอวดสามีอย่างมีความสุข
"นี่ๆ คุณเห็นไหม? ลูกชายเราเป็นห่วงฉันด้วยล่ะ"
"เห็นแล้วๆ สมกับเป็นภรรยาผม เสน่ห์ไม่เคยลดลงเลยจริงๆ ใครๆ ก็คิดถึง"
เจียงเจิ้งกั๋วรู้สึกหมั่นไส้นิดๆ เขาอยู่บ้านดูแลไอ้เด็กนี่มาตั้งหลายวัน ไม่เห็นมันจะถามไถ่ความห่วงใยอะไรเขาสักคำ
เมื่อเดินเข้าไปในห้อง เจียงเจิ้งกั๋วก็ต้องตกตะลึง นอกจากถุงขยะสองสามถุงที่วางอยู่ข้างๆ ถังขยะที่ล้นทะลักแล้ว บ้านก็สะอาดเรียบร้อยดีจริงๆ
หรือว่าไอ้เด็กนี่มันจะตั้งใจเรียนจริงๆ?
แต่เพียงเสี้ยววินาทีต่อมา เจียงเจิ้งกั๋วก็ปัดความคิดนั้นทิ้งไป
อย่างที่เขาว่ากัน สันดอนขุดได้ สันดานขุดยาก ถ้าไอ้เด็กนี่มันตั้งใจเรียนได้ หมูป่าก็คงออกลูกเป็นลิงแล้วล่ะ
เจียงชางหยวนเดินไปข้างหลังจงชิงอย่างเอาใจ แล้ววางมือบนไหล่เพื่อนวดให้เธอ
"แม่ครับ ช่วงนี้ผมช็อตเงินนิดหน่อย..."
"นี่ยังไม่ถึงครึ่งเดือนเลยนะ แกถลุงเงินไปห้าหมื่นแล้วเหรอ?!"
เจียงเจิ้งกั๋วที่เพิ่งจะนั่งลงถึงกับเด้งตัวขึ้นมา แล้วรีบดึงเข็มขัดออกมาโดยสัญชาตญาณ ทำให้เจียงชางหยวนต้องรีบเอามือกุมก้นตัวเองไว้โดยอัตโนมัติ
"ผมจ้างเด็กหัวกะทิของโรงเรียนมาติวให้ต่างหากล่ะ ค่าตัวเขาก็ต้องแพงเป็นธรรมดาไม่ใช่หรือไง?"
พูดถึงเรื่องนี้ เจียงชางหยวนก็ยังแอบหงุดหงิดนิดๆ เขาคิดไว้ว่าถ้าเฉินเซียงไม่ทวงค่าติว เขาก็จะทำเป็น "เนียนลืม" ไปซะ
แต่ใครจะไปคิดว่าก่อนกลับ เฉินเซียงจะยื่นมือขาวๆ เล็กๆ ของเธอออกมา แล้วพูดด้วยน้ำเสียงที่เย็นเยียบราวกับติดลบสี่สิบองศา ทั้งๆ ที่อุณหภูมิร่างกายเธอคือสามสิบเจ็ดองศา
"คุณชายเจียงคะ ค่าติวที่ตกลงกันไว้ยี่สิบเท่าอยู่ไหนคะ?"
ด้วยค่าติวสามพันหยวน ในกระเป๋าเขาเหลือเงินอยู่แค่สามหมื่นกว่าๆ เขาเลยจ่ายไปแค่ครึ่งเดียว
ตอนนี้เขาเลยต้องหันมาขอความช่วยเหลือจากแม่ ส่วนพ่อสุดที่รักน่ะเหรอ?
นอกจากพ่อจะไม่ให้แล้ว เผลอๆ ยังจะแถมเข็มขัดให้ชิมอีกต่างหาก
จงชิงเลิกคิ้ว สัญชาตญาณความเป็นแม่บอกเธอว่าลูกชายคนนี้มีอะไรเปลี่ยนไปจากเดิม
เธอส่งสายตาให้เจียงเจิ้งกั๋วเงียบๆ เพื่อให้ฟังที่ลูกพูดก่อน
"ค่าติวข้างนอกอย่างมากก็แค่ไม่กี่พันเองนะ ลูกโดนหลอกหรือเปล่าเนี่ย?"
"ไม่ได้โดนหลอกหรอกครับ แต่เป็นเพราะพวกเรามีกันหลายคนต่างหาก..."
จากนั้น เจียงชางหยวนก็เล่าเรื่องที่พวกแก๊งลูกน้องอยากจะมาเรียนด้วยให้ฟังทั้งหมด ขาดก็แค่เรื่องที่เขาไปประกาศสงครามกับกู้ชิงเท่านั้น
ตกคนละสามพันหยวน จ่ายยี่สิบเท่าก็ถือว่าถูกแล้ว
พอได้ฟังแบบนี้ จงชิงกับเจียงเจิ้งกั๋วก็มองหน้ากัน ทั้งคู่ต่างก็เห็นความตกตะลึงในดวงตาของอีกฝ่าย
ลูกชายพวกเขา... อยากจะเรียนจริงๆ งั้นเหรอ?
จงชิงยื่นมือไปแตะหน้าผากเจียงชางหยวน แทนที่เธอจะรู้สึกโล่งใจหรือตื้นตันใจ เธอกลับดูเป็นกังวลแทน
"ลูกไปโดนอะไรมาหรือเปล่าเนี่ย?"
"ที่รัก พรุ่งนี้เราพาลูกไปโรงพยาบาลกันดีไหม?"
ถึงแม้พวกเขาจะตามใจลูกมากแค่ไหน แต่จงชิงกับเจียงเจิ้งกั๋วก็มีความคิดเห็นตรงกันเกี่ยวกับการที่เจียงชางหยวนกลับตัวกลับใจ
ต่อให้หมูจะปีนต้นไม้ได้ เจียงชางหยวนก็ไม่มีทางลุกขึ้นมาตั้งใจเรียนเองหรอก!
เจียงชางหยวนปัดมือแม่ของเขาออกด้วยความรำคาญ นี่มันเข้าทำนอง 'พ่อของความพูดไม่ออกมาเปิดประตูให้แม่ของความพูดไม่ออก—แม่ของความพูดไม่ออกอยู่บ้าน' ชัดๆ (เป็นสำนวนจีน หมายถึง พูดไม่ออกจนถึงที่สุด)
เขาแค่อยากจะเป็นหนุ่มหล่อเงียบๆ ที่ตั้งใจเรียน ทำไมมันถึงได้ยากเย็นขนาดนี้นะ?
"แม่! ผมสัญญาเลย ถ้าสอบเข้ามหาวิทยาลัยไม่ได้ ผมจะใช้นามสกุลแม่เลยเอ้า!"
"ไอ้เด็กบ้า นี่แกอยากโดนฟาดก้นนักใช่ไหม?"
เจียงเจิ้งกั๋วฟาดเข็มขัดในมือเสียงดังขวับ ทำไมครอบครัวเจียงถึงได้มีลูกแหง่แบบนี้นะ?
ต่อให้เปลี่ยนไปใช้นามสกุลเมียก็ยอมไม่ได้หรอก เขามีลูกชายแค่คนเดียวนะ เป็นทายาทสืบสกุลเพียงคนเดียวด้วย
ท่าทางที่จริงจังสุดๆ ของเจียงชางหยวนทำให้จงชิงใจอ่อน ถึงแม้ลูกชายเธอจะทำเรื่องบุ่มบ่ามมาเยอะ แต่เขาไม่เคยเอาเรื่องแบบนี้มาพูดเล่นหรอก
"คุณน่ะ หลบไปก่อนเลย"
จงชิงเตะเจียงเจิ้งกั๋วให้หลบไปทางอื่น แล้วหันมามองเจียงชางหยวนด้วยความจริงจังไม่แพ้กัน
"ลูกรัก บอกแม่มาสิ ทำไมจู่ๆ ถึงอยากจะตั้งใจเรียนล่ะ?"
"โธ่ แม่ถามอะไรแปลกๆ ครอบครัวเราธุรกิจใหญ่โตขนาดนี้ ต่อไปผมก็ต้องเป็นคนสืบทอดทั้งหมดไม่ใช่เหรอ?"
"ตอนเด็กๆ ผมอาจจะทำตัวเหลวไหลไปบ้าง แต่ถ้าผมยังเอาแต่ใช้ชีวิตไร้สาระแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ ผมจะไม่ผลาญสมบัติของครอบครัวจนหมดตัวเหรอ? แล้วแบบนั้นผมจะใช้ชีวิตแบบคนรวยต่อไปได้ยังไงล่ะ?"
คำพูดที่ดูมีเหตุผลของเจียงชางหยวนทำให้คู่สามีภรรยาถึงกับอ้าปากค้าง แต่... พวกเขาก็แอบรู้สึกโล่งใจอยู่ลึกๆ
เหตุผลมันอาจจะดูไร้สาระไปหน่อย แต่มันก็พอจะฟังขึ้นล่ะนะ
พวกเขาแค่ไม่รู้ว่าความกระตือรือร้นของลูกชายในครั้งนี้จะอยู่ได้นานแค่ไหน?
"ก็ได้ แม่สนับสนุนลูกนะ เอาบัตรนี้ไป ถ้าไม่พอก็บอกแม่นะ"
"ขอบคุณครับแม่ ผมรักแม่ที่สุดเลย"
เจียงชางหยวนรับบัตรมาแล้วรีบวิ่งไปทิ้งขยะ ส่วนเจียงเจิ้งกั๋วนั่งลงพร้อมกับขมวดคิ้ว
"คุณก็ตามใจลูกแบบนี้แหละ อีกเดี๋ยวก็กลับไปทำตัวไร้สาระเหมือนเดิม เผลอๆ นี่อาจจะเป็นแค่ข้ออ้างใหม่ก็ได้"
"เดี๋ยวเราเข้าไปดูก็รู้เองแหละว่าเป็นข้ออ้างหรือเปล่า? อีกอย่าง ในเมื่อลูกเราอยากจะตั้งใจเรียน คนเป็นพ่อเป็นแม่ก็ต้องสนับสนุนไม่ใช่หรือไง?"
เจียงเจิ้งกั๋วเถียงไม่ออก เขาหวังมานับครั้งไม่ถ้วนว่าไอ้ลูกชายตัวดีจะกลับตัวกลับใจ—ไม่ได้หวังให้มาสร้างชื่อเสียงอะไรหรอกนะ แต่อย่างน้อยก็ขอให้เลิกทำให้เขาต้องปวดหัวสักที
แต่เขาก็ต้องพบกับความผิดหวังซ้ำแล้วซ้ำเล่า เหตุผลเดียวที่เขาไม่เคยหมดหวังในตัวลูกชายเลย ก็คือสายใยเลือดที่ตัดไม่ขาดนี่แหละ
เมื่อเจียงชางหยวนเข้าไปอาบน้ำนอนในห้อง คู่สามีภรรยาก็แอบย่องเข้าไปในห้องโฮมเธียเตอร์ราวกับขโมย เมื่อเห็นเก้าอี้ที่วางระเกะระกะและกองหนังสือเรียนที่กองเป็นภูเขา ทั้งคู่ก็ยืนอึ้งเป็นรูปปั้น
หลังจากผ่านไปพักใหญ่ ทั้งสองคนก็เดินกลับไปที่ห้องนอนอย่างเงียบๆ
"ที่รัก พรุ่งนี้คุณไปจ้างแม่บ้านพาร์ทไทม์มาทำกับข้าวเย็นให้ลูกกับเพื่อนๆ หน่อยนะ"
"อืม อาหารเดลิเวอรี่มันไม่ค่อยมีประโยชน์หรอก จ้างมาเพิ่มอีกสักสองสามคนก็ดีนะ"
ไม่ว่าเจียงชางหยวนจะกลับตัวกลับใจจริงๆ หรือแค่แกล้งทำเพื่อหลอกเอาเงินค่าขนมเหมือนอย่างเคย คู่สามีภรรยาก็ตัดสินใจแล้วว่าจะสนับสนุนเขาให้ถึงที่สุด
"แล้วถ้าเกิดว่า?"
"ถ้าเกิดว่าลูกเราคิดได้จริงๆ ล่ะ?"
ในขณะที่บ้านตระกูลเจียงกำลังสงบสุข ข่าวลือเรื่องเจียงชางหยวนกับเฉินเซียงก็กำลังแพร่สะพัดไปอย่างควบคุมไม่ได้ในที่อื่นๆ