เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 433 ไม่ใช่ตัวถ่วง

ตอนที่ 433 ไม่ใช่ตัวถ่วง

ตอนที่ 433 ไม่ใช่ตัวถ่วง


ภายในใจของทุกคนตื่นตระหนกขึ้นมาแล้ว

ผู้อาวุโสไป๋คังคอยติดตามอยู่เบื้องหลังพวกเขามาโดยตลอด ในระดับหนึ่งถือว่าคอย ‘รั้งท้าย’ ทำให้พวกเขารู้สึกปลอดภัยเป็นอย่างมาก ทว่าบัดนี้เขากลับแซงหน้าพวกเขาไปอย่างกะทันหัน อีกทั้งยังประกาศว่าจะไปรอพวกเขาอยู่ที่จุดหมายปลายทาง

ชั่วขณะนั้น พวกเขาพลันบังเกิดความรู้สึกถึงวิกฤตอย่างชัดเจน

ผู้อาวุโสไป๋คังแย้มยิ้มขึ้นมาอีกครั้ง "ทุกท่าน เดินทางมาถึงจุดนี้ย่อมไร้ซึ่งหนทางให้ถอยกลับแล้ว ยามนี้พวกเจ้าสามารถพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกันได้ ทว่าหากไม่อาจไปถึงจุดหมายปลายทางได้สำเร็จ พวกเจ้าทุกคนก็ต้องหลงทางอยู่ในห้วงระหว่างมิติแห่งนี้ เพื่อผู้อื่นแล้ว จะต้องยอมสละตนเองจริงๆ หรือ? หวังว่าพวกเจ้าจะคิดให้รอบคอบ ว่าการก้าวเดินไปเพียงลำพัง หรือการมีสหายร่วมทางเดินเคียงข้าง สิ่งใดสำคัญกว่ากัน? สหายของพวกเจ้าจะเป็นตัวถ่วง หรือจะเป็นที่พึ่งพิงของพวกเจ้ากันแน่?"

คำพูดประโยคนี้ ทำให้จิตใจของใครหลายคนเริ่มสั่นคลอน

"ข้าล่วงหน้าไปก่อนล่ะ" ผู้อาวุโสไป๋คังกวาดสายตามองใบหน้าของพวกเขา ย่อมไม่พลาดที่จะสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงทางสีหน้าเหล่านั้น

ทันใดนั้น เขาก็พยักหน้าให้อิ๋งจุนคราหนึ่ง ก่อนที่ร่างจะเลือนหายไปจากจุดเดิม เมื่อเพ่งตามองอีกครั้ง ร่างของเขาก็กลายเป็นเพียงจุดสีดำเล็กๆ อยู่บนบันไดเชื่อมมิติแล้ว ด้วยความเร็วอันสุดแสนจะรวดเร็ว กระทั่งหายลับไปจากสายตาของทุกคน

กลุ่มคนที่ถูกทิ้งไว้เบื้องหลังล้วนมีสีหน้าซับซ้อน

สีหน้าของเสิ่นเยียนแปรเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมจริงจัง ทว่าในเวลานี้ นางสัมผัสได้ว่าสายตาของอิ๋งจุนคล้ายกับตกลงบนร่างตนเองชั่วแวบหนึ่ง ก่อนจะเบือนหนีไปอย่างรวดเร็ว

ภายในใจของนางหนักอึ้งลงเล็กน้อย

นางหันขวับไปมองฉือเยว่ ก่อนจะเอ่ยกับเขาด้วยสีหน้าจริงจังว่า

"ทนเอาไว้ พวกเราจะเร่งความเร็วแล้วพุ่งทะยานไปข้างหน้า พยายามไปให้ถึงจุดหมายภายในหนึ่งชั่วยามครึ่ง ถึงเวลานั้นเจ้าก็จะได้นอนแล้ว"

เมื่อฉือเยว่เห็นสีหน้าจริงจังของเสิ่นเยียน เขาก็ชะงักไปเล็กน้อย สองลมหายใจต่อมาจึงพยักหน้ารับ

"ตกลง"

คิ้วตาของเสิ่นเยียนคลายลง ทันใดนั้นก็หันไปกล่าวว่า

"ศิษย์พี่อิน, ศิษย์พี่มู่ พวกเราไปพร้อมกัน"

ยามนี้มู่เหวินที่ยังคงถูกประคองอยู่ ภายในใจสับสนว้าวุ่น เขารู้ดีแก่ใจว่าตนเองกำลังเป็นตัวถ่วงของผู้อื่น รู้สึกละอายใจเป็นอย่างยิ่ง ทว่าเขา... ไม่ได้อยากจะตกตายอยู่ที่นี่ เขายังอยากไปยังแดนฉางหมิง และยิ่งอยากจะกลับไปพบหน้าหรูอีกับสหายคนอื่นๆ ในอีกห้าปีให้หลัง

"ขอบคุณพวกเจ้า"

มู่เหวินไม่อาจเอื้อนเอ่ยคำว่า ‘พวกเจ้าไปเถิด ไม่ต้องสนใจข้า’ ออกมาได้ ทำได้เพียงเค้นเสียงกล่าวอย่างยากลำบาก ทอดมองด้วยสายตาจริงใจ

อินซือเยี่ยนเองก็มองพวกเสิ่นเยียนด้วยความซาบซึ้งใจ

เสิ่นเยียนพยักหน้าตอบรับเขาเล็กน้อย

"เรื่องนี้ชักช้าไม่ได้ พวกเรารีบไปกันเถิด"

"ในที่สุดก็พุ่งตัวได้แล้วหรือ?!"

จูเก๋อโย่วหลินเริ่มตื่นเต้นขึ้นมา

เสิ่นเยียนแย้มยิ้มบางเบา

"อืม พุ่งได้แล้ว"

และในเวลาเดียวกันนั้น อิ๋งจุนก็ถ่ายทอดเสียงไปหาอิ๋งฉี เอ่ยเตือนด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ

"นับจากนี้เป็นต้นไป เจ้าไม่มีสหายร่วมกลุ่ม หากพวกเขาช่วยเหลืออันใดเจ้าไม่ได้ ก็เป็นเพียงตัวถ่วงของเจ้าเท่านั้น"

สีหน้าของอิ๋งฉีแปรเปลี่ยนไปเล็กน้อย เขาลอบทอดสายตามองลูกกลุ่มข้างกายที่พละกำลังเริ่มถดถอยลงแล้ว

เขาสูดลมหายใจเข้าลึก ก่อนจะถ่ายทอดเสียงตอบกลับไป

"ท่านปู่ ท่านวางใจเถิด ข้าจะต้องไปถึงจุดหมายปลายทางให้สำเร็จ พวกเขา... คือสหายร่วมกลุ่มของข้า หาใช่ตัวถ่วงไม่"

เมื่ออิ๋งจุนได้ยินคำโต้แย้งของหลานชาย โทสะก็พวยพุ่งสุมทรวง ตวัดสายตาเย็นเยียบมองไปยังตำแหน่งของเขา แล้วถ่ายทอดเสียงตำหนิ

"นี่เจ้าจะไม่ฟังคำของท่านปู่อย่างนั้นหรือ? เจ้ากลายเป็นคนโง่เขลาเช่นนี้ตั้งแต่เมื่อใดกัน?"

"ไม่ใช่ความโง่เขลา..."

"เช่นนั้นคือสิ่งใด?!" อิ๋งจุนขัดจังหวะด้วยท่าทีดุดัน ก่อนจะแค่นยิ้มเย็นพลางข่มขู่

"หากเจ้ายังยืนกรานจะหอบหิ้วตัวถ่วงพวกนี้ไปด้วย เช่นนั้นก็อย่าหาว่าท่านปู่ต้องลงมือเอง"

สีหน้าของอิ๋งฉีตื่นตระหนกตกใจ

ภายในใจของเขาดิ่งวูบลงอย่างแรง ความหนาวเหน็บพวยพุ่งขึ้นมา

ยังไม่ทันที่เขาจะได้ตอบสนองอันใด โหยวฮั่วจิงก็ล่วงหน้าไปก่อนแล้ว ความเร็วของเขารวดเร็วยิ่งนัก เพียงชั่วพริบตาก็ก้าวขึ้นไปบนบันไดเชื่อมมิติได้ราวยี่สิบกว่าขั้น

ส่วนผู้ที่ตามหลังโหยวฮั่วจิงไป ก็คือกลุ่มอสูรพร้อมด้วยอินซือเยี่ยนและมู่เหวิน ความเร็วของพวกเขาไล่กวดโหยวฮั่วจิงทันอย่างรวดเร็ว

เดิมทีโหยวฮั่วจิงยังคิดอยากจะกลั่นแกล้ง ทว่าเมื่อลองไตร่ตรองดู ตอนนี้พวกนั้นมีคนมากกว่า หากเขากลั่นแกล้งแล้วถูกจับได้ เช่นนั้นมิใช่ว่าเขาจะกลายเป็นเป้าโจมตีของทุกคนหรอกหรือ?

เมื่อคิดได้ดังนี้ จึงทำให้เขาล้มเลิกความคิดที่จะกลั่นแกล้งไป

ส่วนกงซุนยวิ้นนั้นไม่ต้องการทอดทิ้งสหายร่วมกลุ่มคนใด ดังนั้นไม่ว่าจะยากลำบากเพียงใด นางก็จะต้องพาพวกเขาขึ้นไปให้ได้

สีหน้าของกงซุนยวิ้นเคร่งขรึมจริงจัง นางเอ่ยกับลูกกลุ่มทั้งสองของตนว่า

"อดทนไว้ พวกเราต้องทำได้แน่!"

ไม่นานนัก พวกเขาก็เร่งความเร็วก้าวขึ้นไปด้านบนเช่นกัน

ทางด้านสือจ้านและซือคงรุ่ยหลิงจากกลุ่มก้ายซื่อ ทั้งสองสบตากัน

ดวงตาของซือคงรุ่ยหลิงแดงระเรื่อ

"พี่จ้าน ท่านไปเถิด ข้าไม่อยากเป็นตัวถ่วงของท่าน ข้าเดินไม่ไหวแล้วจริงๆ"

"อย่าพูดเช่นนี้ ข้าจะแบกเจ้าเอง"

"ไม่เป็นไร..."

ยังไม่ทันที่นางจะกล่าวจบ สือจ้านก็โน้มตัวลงไป แล้วฝืนจับนางแบกขึ้นหลังทันที

ภาพฉากนี้ ถูกฝูซานมองเห็นเข้าพอดี

สีหน้าของฝูซานราบเรียบไร้ระลอกคลื่น ทว่าในจังหวะที่นางกำลังจะเบือนหน้าหนี กลับสบประสานสายตากับสือจ้านเข้าพอดี

สีหน้าของฝูซานเปิดเผยผ่าเผย นางแย้มยิ้มบางๆ เพื่อแสดงความมีมารยาท

ส่วนสีหน้าของสือจ้านกลับแปรปรวน ภายในใจยิ่งสับสนว้าวุ่น อัตราการเต้นของหัวใจเร่งเร็วขึ้นอย่างไม่รู้ตัว ทว่าเมื่อตั้งสติได้ เขาก็ทำได้เพียงสะกดกลั้นความรู้สึกนี้เอาไว้ เก็บงำสีหน้า กระทั่งความกล้าที่จะเอ่ยทักทายนางก็ยังไม่มี

ซือคงรุ่ยหลิงกล่าวว่า

"พี่จ้าน ข้าจะเป็นตัวถ่วงของท่านหรือไม่?"

สือจ้านหลุบตาลง สงบสติอารมณ์

"ไม่หรอก"

สือจ้านแบกซือคงรุ่ยหลิงออกเดินทาง ณ ที่เดิมจึงเหลือเพียงอิ๋งฉี, ฝูซาน, เฉียนหงอวิ๋นจากกลุ่มเทียนมิ่ง รวมไปถึงเหยียนเหยาและเจียงเกาหย่วนที่ยังไม่ได้ออกเดินทาง

อิ๋งฉีแน่วแน่ในจิตใจของตน ตัดสินใจเด็ดขาดว่าจะพาสหายร่วมกลุ่มอย่างเฉียนหงอวิ๋นก้าวเดินต่อไป เขาถ่ายทอดเสียงว่า

"ท่านปู่ หากท่านลงมือกับสหายร่วมกลุ่มของข้า ฉีเอ๋อร์ก็จะขอล้มเลิกการเดินทางไปยังแดนฉางหมิง"

เมื่ออิ๋งจุนได้ยินประโยคนี้ ก็โกรธจนหน้าดำหน้าแดง

"ตามใจเจ้า"

เขาทิ้งคำพูดไว้เพียงประโยคเดียว ก่อนจะสะบัดชายแขนเสื้อก้าวเดินจากไป

ส่วนอิ๋งฉีก็ลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก เขากับฝูซานช่วยกันพยุงเฉียนหงอวิ๋น แล้วมุ่งหน้าต่อไปยังเบื้องหน้า

ส่งผลให้เหยียนเหยาและเจียงเกาหย่วนรั้งอยู่ท้ายสุด

ใบหน้าของเจียงเกาหย่วนซีดเผือด เอ่ยถามขึ้นว่า

"พี่เหยา ไฉนพวกเราจึงยังไม่ไปอีก?"

เหยียนเหยามองดูแผ่นหลังของคนที่จากไปไกลแล้ว แววตาของนางหม่นลงเล็กน้อย น้ำเสียงก็อดไม่ได้ที่จะเย็นเยียบขึ้นมา

"เกาหย่วน หากต้องพาเจ้าไปด้วย ข้าไม่อาจไปถึงจุดหมายได้ทันภายในหนึ่งชั่วยามครึ่งอย่างแน่นอน ดังนั้น เจ้าต้องเดินด้วยตนเองแล้ว"

เมื่อได้ยินคำพูดนี้ เจียงเกาหย่วนราวกับถูกอสนีบาตฟาดฟัน เขาเบิกตากว้าง แววตาเต็มไปด้วยความตื่นตระหนกหวาดกลัวอย่างยิ่ง

เขายื่นมือออกไปคว้าแขนของเหยียนเหยาเอาไว้แน่น

"พี่เหยา ท่านอย่าทิ้งข้าไปนะ!"

เหยียนเหยาฝืนปัดมือของเขาออก ร่างกายขยับพลิ้ว ทิ้งระยะห่างจากเขาไปแล้ว นางมีสีหน้ารู้สึกผิดพลางกล่าวว่า

"เจียงหย่วน ข้าจะจดจำเจ้าไว้ตลอดไป"

สิ้นคำกล่าว เหยียนเหยาก็มุ่งหน้าไปตามบันไดเชื่อมมิติเบื้องหน้าทันที

เจียงเกาหย่วนร้องตะโกนจนสุดเสียง

"เหยียนเหยา"

ในชั่วพริบตา เขากลับระเบิดสัญชาตญาณเอาชีวิตรอดออกมา ไล่ตามเหยียนเหยาไปด้วยความเร็วอันน่าเหลือเชื่อ ทว่ากลับสะดุดบันไดเชื่อมมิติจนล้มกลิ้งลงไป ทว่าในเสี้ยววินาทีแห่งความเป็นความตายนั้น เขายื่นมือออกไปคว้าข้อเท้าของเหยียนเหยาเอาไว้ได้หมับ ในจังหวะที่กำลังจะเอ่ยปากอ้อนวอนให้นางเห็นแก่ความสัมพันธ์ในอดีตแล้วช่วยดึงเขาขึ้นไป แขนของเขากลับเจ็บแปลบขึ้นมา

‘ปัง!’

ฉับพลันนั้น ร่างของเขาก็สูญเสียสมดุลไปในพริบตา

เพียงเห็นเขาถูกเหยียนเหยาเตะกระเด็นตกจากบันไดเชื่อมมิติ รูม่านตาของเขาหดเกร็ง เต็มไปด้วยความไม่หยั่งเชื่อและความเคียดแค้นชิงชัง

"เหยียน, เหยา!"

ร่างของเจียงเกาหย่วนเลือนหายไปอย่างรวดเร็ว ร่วงหล่นลงสู่ห้วงมิติอันไร้จุดสิ้นสุด

แววตาของเหยียนเหยาวูบไหวเล็กน้อย

ทางด้านของพวกอิ๋งฉีที่อยู่เบื้องหน้า เมื่อได้ยินเสียงความเคลื่อนไหว จึงหันกลับไปมอง เพียงเห็นว่าบนบันไดเชื่อมมิติเบื้องล่าง เหลือเพียงเหยียนเหยาอยู่คนเดียวเท่านั้น

สีหน้าของพวกเขาแปรเปลี่ยนไปเล็กน้อย

ดูเหมือนว่า เจียงเกาหย่วนจะถูกเหยียนเหยาทอดทิ้งเสียแล้ว

ฝูซานขมวดคิ้วเล็กน้อย

เฉียนหงอวิ๋นแค่นยิ้มขื่น

"พวกเจ้าจะทอดทิ้งข้าหรือไม่?"

"พูดจาเหลวไหลอันใดกัน"

ฝูซานเอ่ยตำหนิ ก่อนจะปรับน้ำเสียงให้อ่อนโยนลง

"พวกเราจะปกป้องเจ้าเอง"

ภายในใจของเฉียนหงอวิ๋นเต็มไปด้วยความซาบซึ้ง

อิ๋งฉีเงยหน้ามองไปเบื้องหน้า เงาร่างของกลุ่มอสูรและคนอื่นๆ ใกล้จะลับสายตาไปแล้ว เขารีบตั้งสติอย่างรวดเร็ว แล้วกล่าวว่า

"รีบไปกันเถอะ!"

ฝูซานพยักหน้าอย่างหนักแน่น

"อืม"

ณ จุดที่อยู่หน้าสุด กลุ่มอสูรและอินซือเยี่ยนที่พามู่เหวินมาด้วย สามารถแซงหน้าโหยวฮั่วจิงไปได้สำเร็จ อีกทั้งยังคงพุ่งทะยานไปเบื้องหน้าอย่างต่อเนื่อง!

เมื่อเวลาผ่านพ้นไป ลมหายใจของพวกเขาก็ยิ่งหนักหน่วงขึ้นเรื่อยๆ นี่คือสัญญาณเตือนว่าพละกำลังใกล้จะหมดลงแล้ว

หนึ่งชั่วยามต่อมา

ด้วยความที่กลุ่มอสูรและคนอื่นๆ เร่งความเร็ว พวกเขาจึงเดินผ่านบันไดเชื่อมมิติเก้าหมื่นขั้นไปได้สำเร็จ ทว่ายังคงเหลืออีกเก้าพันกว่าขั้น ในยามนี้ พวกเขาเองก็รู้สึกเหนื่อยล้าแล้วเช่นกัน

เจียงเสียนเยว่หยิบโอสถออกมาแจกจ่ายให้แก่ทุกคน

พวกเขาจึงรีบกลืนลงคอไปทันที

หน้าอกของเสิ่นเยียนกระเพื่อมไหว ลมหายใจปั่นป่วนเล็กน้อย นางเงยหน้าขึ้นมองบันไดเชื่อมมิติเบื้องหน้า แล้วจึงตัดสินใจในทันที

"พักผ่อนครึ่งเค่อ ประเดี๋ยวพวกเราจะพุ่งรวดเดียวไปให้ถึงจุดหมายเลย"

"ตกลง"

พวกเขาเองก็เหนื่อยล้ามากแล้ว

ในเวลาเดียวกัน โหยวฮั่วจิงยังคงตามติดอยู่เบื้องหลังกลุ่มอสูรอย่างกระชั้นชิด ถัดลงมาก็คืออิ๋งฉี, ฝูซาน และเฉียนหงอวิ๋นทั้งสามคน ถัดลงมาอีกก็คือเหยียนเหยา ด้านหลังของเหยียนเหยาคือกงซุนยวิ้นกับลูกกลุ่มอีกสองคนของนาง และผู้ที่รั้งอยู่ท้ายสุดก็คือสือจ้านและซือคงรุ่ยหลิง

จบบทที่ ตอนที่ 433 ไม่ใช่ตัวถ่วง

คัดลอกลิงก์แล้ว