- หน้าแรก
- ผู้อัญเชิญลำดับหนึ่ง
- ตอนที่ 432 เจ้าแบกข้าสิ
ตอนที่ 432 เจ้าแบกข้าสิ
ตอนที่ 432 เจ้าแบกข้าสิ
ผู้คนคล้ายกับได้รับอิทธิพลจากความตื่นเต้นของจูเก๋อโย่วหลิน ความวิตกกังวลจึงเจือจางลงไปบ้าง พวกเขาแหงนหน้ามองบันไดเชื่อมมิติที่ดูราวกับไร้จุดสิ้นสุดนี้ แววตาก็ทอประกายแน่วแน่ขึ้นมาหลายส่วน
อิ๋งจุนกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
"ไปกันเถอะ"
เมื่อได้ยินคำกล่าวนั้น ทุกคนก็เริ่มปีนป่ายบันไดเชื่อมมิติในทันที
และในจังหวะที่จูเก๋อโย่วหลินกำลังคิดจะพุ่งทะยานขึ้นไปดุจสายลมนั้นเอง กลับถูกเสิ่นเยียนคว้าคอเสื้อด้านหลังเอาไว้หมับ
"ผู้ใดกัน?!"
จูเก๋อโย่วหลินหันขวับกลับมา
เสิ่นเยียนเอ่ยเตือนด้วยน้ำเสียงเย็นชา
"ฟังนะ อย่าได้หลุดจากกลุ่มเชียว"
คำพูดนี้ทำเอาจูเก๋อโย่วหลินเกิดความรู้สึกผิดผุดขึ้นในใจ เขายิ้มแหยพลางกล่าว
"ข้าไม่มีทางหลุดจากกลุ่มเด็ดขาด เมื่อครู่ข้าก็แค่... อบอุ่นร่างกาย อบอุ่นร่างกายเท่านั้น ไม่วิ่งหนีไปไหนแน่"
เสิ่นเยียนจึงยอมปล่อยมือจากคอเสื้อด้านหลังของเขา
คนทั้งหมดเหยียบย่ำลงบนบันไดเชื่อมมิติและมุ่งหน้าขึ้นไปเช่นนี้ ความเร็วไม่นับว่าช้า ทว่าก็ไม่ได้เร็วนัก เพราะพวกเขารู้สึกได้ว่าอากาศภายในห้วงระหว่างมิติแห่งนี้ถูกบีบอัด ทำให้พวกเขาหายใจติดขัดเล็กน้อย
หากกล่าวตามคำพูดของเสิ่นเยียน นั่นก็คือสภาวะขาดออกซิเจน
สองชั่วยามต่อมา
เดินไปได้สักพัก จู่ๆ เหยียนเหยาก็เอ่ยปากถามขึ้น
"พวกเราเดินมาได้กี่ขั้นแล้ว?"
ผู้อาวุโสไป๋คังเอ่ยหยอกเย้า
"ยังไม่ถึงครึ่งทางเลยนะ"
เขาเดินตามอยู่เบื้องหลังทุกคน ทว่ากลับดูไม่เร่งร้อน ดูผ่อนคลายสบายใจ บนใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้ม
เขาเอ่ยเสริมขึ้นอีกว่า
"พวกเจ้าเพิ่งจะเดินมาได้สามหมื่นกว่าขั้นเท่านั้น หากยังใช้ความเร็วเช่นนี้ คงยากที่พวกเจ้าจะไปถึงจุดหมายได้ภายในห้าชั่วยาม"
เมื่อได้ยินเช่นนั้น สีหน้าของพวกเหยียนเหยาก็พลันย่ำแย่ลงทันตา
พวกเขาเดินมาเนิ่นนานถึงเพียงนี้ พละกำลังก็แทบจะสูญสิ้นไปจนหมด ทว่ากลับเพิ่งเดินมาได้แค่สามหมื่นกว่าขั้นเท่านั้น
อิ๋งจุนที่เงียบงันมาตลอด หันกลับมามองพวกเขาก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ
"เร่งความเร็วขึ้น"
ทุกคนล้วนไม่กล้าปริปากบ่น ทำได้เพียงเร่งความเร็วในการก้าวเดิน
หากมิใช่เพราะภายในกายของพวกเขามีพลังวิญญาณคอยหล่อเลี้ยง เกรงว่าพวกเขาคงไม่อาจทนฝืนต่อไปได้แล้ว
เวลาผ่านไปอีกหนึ่งชั่วยามครึ่ง
มีคนเหนื่อยล้าเสียจนก้าวขาไม่ออกแล้ว
เจียงเกาหย่วนหอบหายใจฮัก เหงื่อเย็นผุดพราย ใบหน้าซีดเผือดอย่างหนัก
"ขาของข้าปวดเมื่อยไร้เรี่ยวแรง ข้าเดินไม่ไหวแล้ว"
ริมฝีปากของเหยียนเหยาก็ซีดขาวไร้สีเลือด นางกัดฟันกรอดพลางกล่าว
"ทนอีกนิดเถิด พวกเราเดินมาได้เจ็ดหมื่นกว่าขั้นแล้วนะ!"
เจียงเกาหย่วนเองก็อยากจะอดทนต่อไป เพียงแต่สองมือสองเท้าของเขากำลังสั่นเทา ปวดเมื่อยไร้เรี่ยวแรง ราวกับว่าการยกขาขึ้นมาอีกครั้งเป็นเรื่องที่ทรมานแสนสาหัส
ตลอดเส้นทางที่ผ่านมา เขาไม่รู้ว่าตนเองกลืนกินโอสถฟื้นฟูพละกำลังไปมากเท่าใดแล้ว เพียงแต่ในฐานะที่เขาเป็นนักปรุงโอสถ สมรรถภาพทางกายย่อมย่ำแย่กว่าผู้อื่น
ในเวลาเดียวกัน ซือคงรุ่ยหลิงจากกลุ่มก้ายซื่อ, จานจือหลานและเจี่ยงจงจากกลุ่มเฟิงเสิน, เฉียนหงอวิ๋นจากกลุ่มเทียนมิ่ง ตลอดจนมู่เหวินจากกลุ่มอู๋เซี่ยง ล้วนมีอาการพละกำลังไม่เพียงพอเช่นเดียวกัน
พวกเขาเหนื่อยล้าจนแทบขาดใจ
อยากจะเดินต่อไป ทว่ากลับพบว่าฝีเท้าของตนเชื่องช้าราวกับหอยทากอย่างยิ่ง
เดิมทีผู้คนทั้งหมดแทบจะก้าวเดินไปพร้อมกัน ทว่าในยามนี้ เห็นได้ชัดว่าพวกเขาถูกทิ้งรั้งท้ายเสียแล้ว
พวกของกงซุนยวิ้นทำได้เพียงช่วยพยุงพวกเขา แล้วมุ่งหน้าต่อไป
ส่วนเหยียนเหยาที่เดิมทีเพียงอยากจะเอ่ยปากให้กำลังใจ ทว่าเมื่อเห็นผู้อื่นอย่างอิ๋งฉีและพรรคพวกต่างก็ช่วยพยุงสหายร่วมกลุ่ม ในใจนางก็ลอบคิด หากยามนี้นางไม่ยื่นมือเข้าช่วย มิใช่ว่าทุกคนจะมองว่านางเป็นคนแล้งน้ำใจหรอกหรือ
นางจึงจำใจต้องพยุงตัวภาระอย่างเจียงเกาหย่วน แล้วเดินขึ้นไปเบื้องบนต่อไป
หากไม่พยุงก็แล้วไปเถิด แต่พอพยุงปุ๊บ น้ำหนักตัวทั้งหมดของเจียงเกาหย่วนก็โถมทับลงมาบนร่างนาง ทำเอาความเร็วในการก้าวเดินของนางช้าลงไปด้วย
นัยน์ตาของเหยียนเหยาวาบผ่านด้วยความหงุดหงิด เกิดความรู้สึกอยากจะผลักเจียงเกาหย่วนให้กลิ้งตกลงไปจากบันไดเชื่อมมิติ
ทางด้านสมาชิกกลุ่มอสูรทั้งหมด แม้ว่าจะสูญเสียพละกำลังไปไม่น้อยเช่นกัน ทว่าสภาพร่างกายของพวกเขายังนับว่าดูดีทีเดียว
เสิ่นเยียนเข้าไปช่วยศิษย์พี่อินพยุงมู่เหวิน ทว่าผ่านไปไม่ถึงสองลมหายใจ เซียวเจ๋อชวนก็เป็นฝ่ายเดินเข้ามาแทนที่เสิ่นเยียน และช่วยพยุงมู่เหวินเอาไว้
ใบหน้าของมู่เหวินเผยแววซาบซึ้งใจ เขาหอบหายใจหนักหน่วงพลางเอ่ย "ขอบคุณพวกเจ้ามาก"
เสิ่นเยียนส่ายหน้าไปมา
เซียวเจ๋อชวนกล่าวเสียงเรียบ
"ไม่จำเป็นต้องเกรงใจ"
ภาพฉากนี้ ทำเอาบรรดาสหายกลุ่มอสูรล้วนประหลาดใจไปตามๆ กัน
ไม่จริงกระมัง หรือว่าเซียวเจ๋อชวนจะเป็นคนมีน้ำใจถึงเพียงนี้?
คำตอบย่อมเป็นปฏิเสธ
ที่เขาทำเช่นนี้ก็เพียงเพื่อช่วยแบ่งเบาภาระของเสิ่นเยียน
บรรดาสหายกลุ่มอสูรต่างแย้มยิ้มแล้วปล่อยผ่านไป ภายในใจล้วนกระจ่างแจ้งดี
ส่วนฉือเยว่ในยามนี้ แม้จะไม่ได้อ่อนล้าจนหมดแรง ทว่าเขากลับรู้สึกหงุดหงิดรำคาญใจที่ต้องเดินขึ้นบันไดเชื่อมมิติที่ยาวไกลถึงเพียงนี้ เขาอยากจะนอนเต็มแก่แล้ว
ยิ่งไปกว่านั้นคืออยากจะล้มตัวลงนอน
สีหน้าของฉือเยว่ดูหงุดหงิดงุ่นง่าน รู้สึกราวกับว่าร่างกายกำลังจะห่อเหี่ยวลงไป
จู่ๆ เขาก็ยื่นมือออกไปคว้าแขนของเสิ่นเยียนเอาไว้หมับ รอจนกระทั่งนางหันกลับมามอง เขาก็ขมวดคิ้ว ไฝแดงกลางหว่างคิ้วยิ่งขับให้ดูสดใส เขาเม้มริมฝีปากเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงน้อยเนื้อต่ำใจ "เหนื่อย"
ในตอนนั้นเอง จูเก๋อโย่วหลินสัมผัสได้ถึงสถานการณ์อย่างฉับไว ก้าวเพียงสองสามก้าวก็มาหยุดอยู่ข้างกายฉือเยว่ จากนั้นจึงเอ่ยถามอย่างเคลือบแคลงใจ
"เหนื่อยอันใดกัน? แค่ระดับเพียงเท่านี้ เจ้าก็พังครืนลงมาแล้วหรือ?"
แววตาของฉือเยว่เย็นเยียบลง
จูเก๋อโย่วหลินเท้าสะเอวหัวเราะร่า
"เจ้าดูนายน้อยอย่างข้าสิ กระปรี้กระเปร่ายิ่งนัก"
ฉับพลันนั้น เขาก็กล่าวสืบต่อ
"เจ้าคงไม่ได้คิดจะให้เยียนเยียนคอยลากเจ้าเดินไปหรอกกระมัง? หากเจ้าเป็นเช่นนี้ ก็อ่อนหัดเกินไปแล้วนะ?"
สีหน้าของฉือเยว่ยิ่งเย็นชาขึ้นเรื่อยๆ หากสายตาสามารถใช้เป็นมีดสังหารคนได้ คนแรกที่เขาจะสับทิ้งก็คือจูเก๋อโย่วหลินนี่แหละ
"ยังทนไหวหรือไม่?"
เสิ่นเยียนรู้ดีว่าจูเก๋อโย่วหลินกำลังใช้วิธียั่วยุ มุมปากของนางจึงยกขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะหันไปเอ่ยถามฉือเยว่
ฉือเยว่ปล่อยมือออกแล้วพยักหน้า
"อืม"
เมื่อจูเก๋อโย่วหลินเห็นดังนั้น ก็ทอดถอนใจพลางหัวเราะ
"ในที่สุดเจ้าก็เลิกเกียจคร้านเสียที"
ทว่าจู่ๆ ฉือเยว่ก็เอ่ยประโยคหนึ่งออกมา ทำเอาจูเก๋อโย่วหลินเบิกตากว้างอย่างโง่งมในชั่วพริบตา
"เจ้าแบกข้าสิ"
"เจ้าว่ากระไรนะ?!"
เสียงของจูเก๋อโย่วหลินดังขึ้นหลายส่วน คล้ายกับไม่อยากจะเชื่อหูตัวเอง
คำพูดนี้ทำเอาพวกเสิ่นเยียนถึงกับชะงักงันไปเช่นกัน
หากเป็นรูปแบบการอยู่ร่วมกันดังเช่นก่อนหน้านี้ ความเป็นไปได้มากที่สุดคือฉือเยว่จะต้องปะทะฝีปากกับจูเก๋อโย่วหลิน ไม่แน่อาจจะถึงขั้นลงไม้ลงมือกัน ทว่าในยามนี้ ฉือเยว่กลับไม่นึกโมโห เพียงแต่... แฝงกลิ่นอายของการแก้แค้นเอาไว้จางๆ
ฉือเยว่กล่าวย้ำอีกครั้ง
"เจ้าแบกข้าเดินสิ"
จูเก๋อโย่วหลินเบิกตากว้าง เอ่ยถามสวนกลับ
"ด้วยเหตุใดเล่า?"
"เจ้าบอกเอง ว่าเจ้ากระปรี้กระเปร่ายิ่งนัก"
จูเก๋อโย่วหลินถึงกับสะอึกไร้คำพูด
"..."
พวกเสิ่นเยียนอดไม่ได้ที่จะหลุดหัวเราะออกมา
นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มของฉือเยว่เจือไว้ด้วยความเย็นชาบางเบา เขากล่าวอย่างดื้อดึง
"แบกข้า"
"ข้ามิใช่ลูกสมุนของเจ้าเสียหน่อย เผยซู่ต่างหากที่เป็น อวี้ชูต่างหากที่เป็น เจ้าไปหาพวกเขาสิ!"
จูเก๋อโย่วหลินรู้ตัวว่าตกเป็นรอง หลังจากกล่าวจบ ก็รีบก้าวเท้าถอยห่างจากฉือเยว่ในทันที
สีหน้าของเผยซู่และเวินอวี้ชูแข็งค้างไปเล็กน้อย
ไฉนเปลวไฟกองนี้จึงลามมาถึงตัวพวกเขาได้เล่า?
และในยามที่พวกเขาหันไปมองฉือเยว่ ฉือเยว่เองก็กำลังจ้องมองพวกเขาอยู่เช่นกัน
ฉับพลันนั้น ก็ชวนให้รู้สึกหวาดหวั่นพรั่นพรึงอยู่บ้าง
การเป็นลูกสมุนช่างยากลำบากเสียจริง! งานจิปาถะอันใดล้วนต้องลงมือทำ ยามนี้ยังต้องมาแบกคนขึ้นบันไดเชื่อมมิติอีกหรือ?
โชคดีที่ในเวลานี้ ผู้อาวุโสไป๋คังเอ่ยปากขึ้นมา
"ทุกท่าน โปรดระวังด้วย อีกเพียงหนึ่งชั่วยามครึ่ง บันไดเชื่อมมิติก็จะเลือนหายไปจนหมดสิ้น ทว่าพวกเจ้ายังเหลือระยะทางอีกเกือบสามหมื่นขั้น สถานการณ์ย่ำแย่แล้วนะ หากพวกเจ้าไม่อาจไปถึงจุดหมายได้ละก็ เช่นนั้นต้องขออภัยด้วย ต่อจากนี้ไปพวกเจ้าคงต้องติดอยู่ในห้วงระหว่างมิติเสียแล้ว"
สิ้นคำกล่าว จู่ๆ ผู้อาวุโสไป๋คังที่อยู่รั้งท้ายสุดก็มาปรากฏตัวอยู่บนบันไดเชื่อมมิติขั้นบนสุด เขายกสองมือขึ้นประสานกัน ใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้มพลางกล่าว
"หลังจากนี้ ข้าจะไปรอพวกเจ้าอยู่ที่จุดหมายปลายทาง"
เมื่อได้ยินประโยคนี้ สีหน้าของทุกคนก็พลันแปรเปลี่ยนไปเล็กน้อย