- หน้าแรก
- เกิดใหม่เป็นตัวร้าย ขอแย่งบทพระเอกมันซะเลย
- บทที่ 38 กายามารสวรรค์ที่แท้จริง
บทที่ 38 กายามารสวรรค์ที่แท้จริง
บทที่ 38 กายามารสวรรค์ที่แท้จริง
บทที่ 38 กายามารสวรรค์ที่แท้จริง
"ไม่ถูกสิ มันคงไม่เรียบง่ายขนาดนี้หรอก"
เจตนาเดิมของหลิงเซียวที่ทำเช่นนี้ ก็เพื่อต้องการให้คนตระกูลเย่ได้รับรู้ว่า เย่ฝานผู้นี้ซ่อนไพ่ตายเอาไว้มาตลอด
ด้วยวิธีนี้ จะทำให้เขาต้องตกอยู่ในสภาพที่ถูกคนทั้งตระกูลหันหลังให้ และไม่มีที่ยืนในตระกูลเย่อีกต่อไป
เมื่อเป็นเช่นนั้น การที่หลิงเซียวจะลงมือจัดการเขา ก็จะกลายเป็นเรื่องง่ายขึ้นมาก
'พวกเจ้าเห็นแล้วใช่ไหม ว่าเขาเป็นฝ่ายอยากจะฆ่าข้า ไม่ใช่ข้าที่รนหาที่ตายเองนะ!'
แต่สิ่งที่คิดไม่ถึงก็คือ เย่ฝานผู้นี้ ถึงกับเรียกจิตวิญญาณมารตนหนึ่งมาใช้งาน
ต้องรู้ก่อนว่า ไม่ว่าจะในเซิ่งโจวหรือสี่ดินแดนร้าง คำว่า 'มาร' ล้วนเป็นสิ่งต้องห้ามทั้งสิ้น
แม้แต่สำนักหมื่นวิถีมารที่เขาสังกัดอยู่ ถึงแม้จะมีคำว่า 'มาร' นำหน้า แต่ก็เป็นเพียงเพราะเคล็ดวิชาที่ฝึกฝนเท่านั้น
มรรคาสามพันวิถีในใต้หล้า ล้วนเป็นเส้นทางสู่วิถีแห่งเต๋าทั้งสิ้น
แต่มารร้ายตรงหน้านี้ กลิ่นอายที่แผ่ซ่านออกมาจากทั่วทั้งร่าง กลับไม่ใช่แค่วิถีมารธรรมดาๆ อย่างแน่นอน
ในปัจจุบัน นิกายศักดิ์สิทธิ์เป็นผู้ปกครองฟ้าดิน คอยปราบปรามปีศาจและกำจัดมาร จนได้รับการยกย่องสรรเสริญจากผู้คนทั่วหล้า
มารร้ายเช่นนี้ สมควรจะสูญพันธุ์ไปตั้งนานแล้วไม่ใช่หรือ
แต่ทำไม เย่ฝานถึงสามารถเรียกใช้มันได้?
"ชักจะน่าสนใจขึ้นเรื่อยๆ แล้วสิ"
"เจ้าคือหลิงเซียวงั้นหรือ?"
หมีหยงกวาดสายตามองไปรอบๆ ก่อนจะมาหยุดอยู่ที่หลิงเซียว
"หึหึหึ กลิ่นอายเลือดเนื้อที่ช่างสดใหม่เสียจริง รอให้เปิ่นหวังกลืนกินเจ้าเสร็จก่อนเถอะ แล้วค่อยมาบดขยี้มดปลวกพวกนี้ให้แหลกคามือทีหลัง"
กล่าวจบ มันก็ไม่รอให้หลิงเซียวได้ตั้งตัว เงาร่างพลันวูบไหว แล้วพุ่งเข้าไปในทะเลวิญญาณของหลิงเซียวโดยตรง
เมื่อเห็นเช่นนั้น สีหน้าของคนตระกูลเย่ก็เปลี่ยนไปทันที
โดยเฉพาะเมื่อสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายมารอันมหาศาลที่พวยพุ่งออกมาจากร่างของมารร้ายตนนั้น แต่ละคนก็ยิ่งหน้าซีดเผือดด้วยความหวาดกลัว จนถึงกับทรุดลงไปกองกับพื้นเลยทีเดียว
"คุณชายหลิงเซียว!!"
"โฮฮฮ คุณชายหลิงเซียว ท่านตายอย่างน่าอนาถเหลือเกิน!!"
ในพริบตาเดียว คนตระกูลเย่นับร้อยชีวิตก็พากันร้องห่มร้องไห้ เสียงคร่ำครวญดังก้องไปทั่วบริเวณ
จบสิ้นแล้ว!
เข้าใจผิดไปหมดแล้ว!
มารร้ายตนนี้ตั้งใจมาฆ่าคุณชายหลิงเซียวนี่นา!
แต่หากคุณชายหลิงเซียวมาจบชีวิตลงที่ตระกูลเย่ ความรับผิดชอบนี้...
"ฮือๆๆ... คุณชาย ท่านอย่าหลอกพวกเราให้กลัวสิขอรับ!"
แม้แต่เย่ชิงฉาน ก็ยังสะดุ้งตื่นจากความฝัน ใบหน้างดงามเต็มไปด้วยความงุนงงสับสน ตั้งใจจะเปิดประตูออกไปดูให้รู้เรื่อง
"หยุดนะ"
เฟิ่งเจียวเอ๋อร์ย่อมไม่มีทางปล่อยให้นางออกไปแน่ เพราะคุณชายได้สั่งการเอาไว้แล้ว ว่าไม่ว่าข้างนอกจะมีเสียงอะไรดังขึ้น ก็ห้ามให้เย่ชิงฉานออกจากห้องเด็ดขาด
"เฟิ่งเจียวเอ๋อร์ เจ้าหมายความว่ายังไง?"
"คุณชายสั่งไว้ ว่าคืนนี้เจ้าห้ามไปไหนทั้งนั้น"
"เจ้า..."
ในขณะเดียวกัน หลิงเซียวที่ยืนอยู่กับที่ ดูเหมือนจะตกอยู่ในสภาวะเหม่อลอยไปแล้ว
แต่เขากลับไม่มีท่าทีหวาดหวั่นเลยแม้แต่น้อย มุมปากกลับโค้งขึ้นเป็นรอยยิ้มอย่างมีเลศนัยเสียด้วยซ้ำ
รนหาที่ตายชัดๆ!
ตอนนี้ ทะเลวิญญาณของเขามีหินผานกู่ยุคโบราณคอยปกป้องอยู่ อย่าว่าแต่จิตวิญญาณมารระดับเติงเซียนเลย ต่อให้เป็นยอดฝีมือระดับจื้อจุนหลุดเข้ามา ก็ใช่ว่าจะได้เปรียบอะไร
หากจิตวิญญาณมารตนนี้ลงมืออยู่ข้างนอก หลิงเซียวอาจจะยังรู้สึกลังเลอยู่บ้าง
แต่เมื่อเข้ามาอยู่ในทะเลวิญญาณของเขาแล้ว ต่อให้เป็นเง็กเซียนฮ่องเต้ ก็ต้องคุกเข่าให้เขาอยู่ดี
"ครืน!"
ภายในทะเลวิญญาณของหลิงเซียว จู่ๆ ก็มีกลิ่นอายมารอันบ้าคลั่งพัดกระหน่ำ
เงาร่างของหมีหยงฉีกกระชากมิติเข้ามา แต่ในวินาทีต่อมา สีหน้าของมันก็พลันแข็งค้างไปทันที
ในตอนนี้ มันมองเห็นว่าสถานที่ที่ตนเองยืนอยู่นั้น คล้ายกับเป็นตำหนักอันโอ่อ่ากว้างขวางหลังหนึ่ง
แต่สีของตำหนักหลังนี้ กลับไม่ใช่สีทองอร่ามเหมือนอย่างตำหนักวิญญาณของยอดฝีมือระดับเติงเซียนทั่วไป แต่กลับเป็นสีดำทมิฬที่ลึกล้ำจนน่าขนลุก
จู่ๆ หมีหยงก็เกิดความรู้สึกไม่ปลอดภัยขึ้นมาในใจ
ต่อให้เป็นตำหนักวิญญาณของยอดฝีมือระดับเติงเซียน ก็กว้างขวางเพียงแค่หลักร้อยจั้งเท่านั้น
แต่ตำหนักสีดำอันแปลกประหลาดตรงหน้านี้ กลับมีความกว้างถึงหลักหมื่นจั้งเลยทีเดียว
นี่มันบ้าอะไรกันเนี่ย?
หรือว่าหลิงเซียวผู้นี้ จะเป็นร่างจำแลงของเฒ่าปีศาจตนไหนกัน?
ในตอนนั้นเอง
ที่ปลายสุดของตำหนัก จู่ๆ ก็มีเงาร่างสายหนึ่งเดินเข้ามา
เงาร่างนั้นดูค่อนข้างผอมบาง แต่หมีหยงกลับรู้สึกใจสั่นสะท้านขึ้นมาอย่างอธิบายไม่ถูก
"เจ้า... เจ้าเป็นใครกันแน่?"
"ตอบคำถามข้ามาสักสองสามข้อ บางทีข้าอาจจะพิจารณาไว้ชีวิตเจ้าก็ได้"
สีหน้าของหลิงเซียวเย็นชาเป็นอย่างยิ่ง ราวกับเทพเจ้าที่กำลังพิพากษาสรรพสัตว์ หยิ่งยโส เย็นชา และไร้ซึ่งความรู้สึกใดๆ
"มดปลวกตัวจ้อย บังอาจมาข่มขู่เปิ่นหวังงั้นหรือ..."
หมีหยงคำรามลั่น เงาร่างขยายใหญ่ขึ้นจากความว่างเปล่า ชั่วพริบตาก็มีความสูงถึงร้อยจั้ง
หลิงเซียมองดูวานรมารขนาดร้อยจั้งตรงหน้าด้วยความสนใจ ภายในใจยิ่งรู้สึกอยากรู้อยากเห็นเกี่ยวกับความลับของเย่ฝานมากขึ้นไปอีก
คนระดับซวีหลิงขั้นสูงสุดผู้หนึ่ง กลับสามารถทำให้มารร้ายระดับเติงเซียนตนนี้ยอมสยบได้เชียวหรือ?
"ไม่รู้จักประมาณตน"
หลิงเซียวอ้าแขนออก แล้วสะบัดมือเบาๆ ไปทางเงาร่างมารขนาดร้อยจั้งนั้น
เห็นเพียงรอยฝ่ามือวิญญาณก่อตัวขึ้นเหนือศีรษะของหมีหยงในพริบตา ก่อนจะขยายขนาดใหญ่ขึ้นเป็นพันจั้ง แล้วกดทับร่างของมันลงกับพื้นอย่างแรง
"โฮก!!"
วานรมารหมีหยงส่งเสียงร้องโหยหวนอย่างน่าเวทนา แต่ในขณะที่มันกำลังดิ้นรนอย่างสุดชีวิต ภาพเหตุการณ์ที่ทำให้มันรู้สึกหวาดกลัวก็เกิดขึ้น!!
เห็นเพียงเด็กหนุ่มชุดดำค่อยๆ เดินเข้ามาหามัน ทุกย่างก้าวที่เดิน จะมีกลิ่นอายมารแผ่ซ่านออกมาจากร่างของเขา
จนในที่สุด เขาก็กลายร่างเป็นมารร้ายอันน่าสะพรึงกลัวที่มีเขาสองข้างงอกอยู่บนหัว ทั่วทั้งร่างเป็นสีดำสนิท
แม้ว่าเงาร่างมารตนนี้จะค่อนข้างเลือนราง แต่กลิ่นอายอันชั่วร้ายที่แผ่ซ่านออกมา แม้แต่มันเองก็ยังรู้สึกหวาดกลัวอย่างหาที่สุดไม่ได้
นี่คือการสะกดข่มทางสายเลือด!
เมื่อเทียบกับเขาแล้ว หมีหยงพบว่าตัวเอง... ไม่คู่ควรที่จะถูกเรียกว่ามารด้วยซ้ำ!!
"อ๊าก!!!! จอมมาร!!!"
หมีหยงใจสั่นสะท้านไปทั้งร่าง หมอบคลานอยู่บนพื้น ร่างกายสั่นเทิ้มอย่างควบคุมไม่ได้
โชคดีที่ในตอนนี้มันเป็นเพียงแค่จิตวิญญาณเท่านั้น มิเช่นนั้นหากร่างเนื้อของมันอยู่ที่นี่ด้วย ป่านนี้คงจะปัสสาวะราดไปแล้วเป็นแน่
"ตอนนี้ ตอบคำถามข้าได้หรือยัง?"
หลิงเซียวก้มหน้ามองเงาร่างที่ขดตัวสั่นเทาอยู่แทบเท้า จู่ๆ ก็รู้สึกว่ามันออกจะยุ่งยากไปสักหน่อย
เขาเองก็คิดไม่ถึง ว่าพอกายามารสวรรค์ที่แท้จริงปรากฏออกมา มารร้ายระดับเติงเซียนตนนี้จะตกใจกลัวจนมีสภาพแบบนี้
ตอนนี้ถึงกับพูดจาไม่เป็นภาษาแล้ว
"ช่างเถอะ ลองใช้วิชาต้องห้ามดูดกลืนวิญญาณกับเจ้าดูก็แล้วกัน"
กล่าวจบ ภายในดวงตาของหลิงเซียวก็มีประกายแสงวิญญาณวาบผ่าน ไม่รอให้หมีหยงได้ตอบสนอง เขาก็ควบแน่นตราประทับโบราณขึ้นในทะเลวิญญาณของมันโดยตรง
ตราประทับโบราณส่องแสงเจิดจ้า ราวกับเสียงสวดมนต์แห่งมหาเต๋า ซึ่งสามารถกลืนกินฟ้าดินได้
ครู่ต่อมา กลิ่นอายมารรอบกายหลิงเซียวก็ค่อยๆ จางหายไป บนใบหน้าปรากฏความเข้าใจแจ่มแจ้ง
"ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้ ดูเหมือนว่าท่านแม่ของเย่ฝาน จะไม่ใช่คนไร้ชื่อเสียงในเซิ่งโจวเสียแล้วสินะ..."
ในเวลาเดียวกัน คนตระกูลเย่มองดูกลิ่นอายมารที่แผ่ซ่านออกมาจากร่างของหลิงเซียว แต่ละคนต่างก็ทรุดตัวลงกองกับพื้น ร้องห่มร้องไห้กันระงม
"คุณชายหลิงเซียว!! ทำไมท่านถึงได้ใจร้ายทิ้งพวกเราไป..."
"คุณชายหลิงเซียว ตระกูลเย่ของพวกเราผิดต่อท่านจริงๆ!!"
พวกเขาไม่ได้ไม่อยากหนีหรอกนะ แต่ถูกกลิ่นอายมารนั้นข่มขวัญจนขาสั่นก้าวไม่ออก หนีไม่พ้นต่างหาก!
แสงสีดำในดวงตาของหลิงเซียวจางหายไป พอเปิดตาขึ้นมาก็เห็นบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความปิติยินดีเช่นนี้ จึงรู้สึกพูดไม่ออกอยู่บ้าง
"อะแฮ่ม ท่านประมุขเย่ หากไม่รีบตามไป มารร้ายตนนั้นจะหนีไปแล้วนะ!"
"หืม? คุณชายหลิงเซียว... ท่าน..."
เมื่อได้ยินเสียงของหลิงเซียว เย่หลิวเฟิงและคนอื่นๆ ก็ใจสั่นสะท้าน เมื่อเงยหน้าขึ้นมอง ก็เห็นเงาร่างมารสายหนึ่งพุ่งหนีออกไปทางหน้าต่างพอดี
"มีคนคิดร้ายต่อคุณชายหลิงเซียว รีบตามไปเร็วเข้า!!"
ในเวลานี้ เย่หลิวเฟิงไม่มีท่าทีหดหู่เหมือนเมื่อครู่นี้อีกแล้ว สีหน้าของเขาดูขึงขังจริงจัง ถึงกับเป็นฝ่ายนำหน้าไล่ตามเงาร่างมารนั้นไปทันที
เขาไม่ได้คิดว่าตัวเองจะสามารถปราบมารตนนั้นได้หรอก เพียงแต่...
ในเมื่อมารร้ายตนนั้นวิ่งหนีไป ก็แสดงว่ามันไม่ใช่คู่มือของคุณชายหลิงเซียว
มีคุณชายคอยหนุนหลังอยู่ จะไปกลัวอะไรเล่า!!
ในพริบตาเดียว ตระกูลเย่ก็ตกอยู่ในความวุ่นวาย
ทุกคนไล่ตามเงาร่างมารนั้นไป จนกระทั่งมาถึงลานเล็กๆ ของเย่ฝาน
และในเวลานี้ เย่ฝานที่กำลังฮัมเพลงอย่างสบายอารมณ์ นั่งไขว่ห้างเล่นแผ่นเหล็กในมือ สีหน้าก็พลันแข็งค้างไปทันที
เขามองดูหมีหยงที่จู่ๆ ก็ปรากฏตัวขึ้นตรงหน้าด้วยสีหน้าอิดโรย หัวใจก็พลันกระตุกวูบ
[จบตอน]