- หน้าแรก
- เกิดใหม่เป็นตัวร้าย ขอแย่งบทพระเอกมันซะเลย
- บทที่ 24 ความรุ่งโรจน์ของตระกูลเย่
บทที่ 24 ความรุ่งโรจน์ของตระกูลเย่
บทที่ 24 ความรุ่งโรจน์ของตระกูลเย่
บทที่ 24 ความรุ่งโรจน์ของตระกูลเย่
"ว้าว คุณชาย เรือนบินของท่านช่างโอ่อ่ายิ่งนักเจ้าค่ะ"
เย่ชิงฉานยืนอยู่บนเรือนบิน ทอดสายตามองดูเงาร่างของผู้คนที่ค่อยๆ เล็กลงจนกลายเป็นเพียงมดปลวกอยู่เบื้องล่าง ภายในดวงตางดงามเต็มไปด้วยความตื่นตาตื่นใจ
"ถ้าชอบ ก็ยกให้เจ้าเลย"
หลิงเซียวนั่งขัดสมาธิอยู่บนเก้าอี้ทองคำภายในเรือน โดยมีเฟิ่งเจียวเอ๋อร์คอยต้มชาอยู่ด้านข้าง
อันที่จริง เรือนบินหลังนี้ ถือเป็นของวิเศษสำหรับใช้เดินทางที่ระดับต่ำที่สุดในมือของเขาแล้ว
เพียงแต่มิติของสี่ดินแดนร้างแห่งนี้ ไม่อาจรองรับพลังกดดันของของวิเศษชิ้นอื่นๆ ได้ เขาจึงต้องเลือกทำตัวให้กลมกลืนสักหน่อย
"คุณชายดีต่อแม่นางเย่จังเลยนะเจ้าคะ ก็แน่ล่ะ แม่นางเย่ทั้งงดงามและนิสัยดี ไม่เหมือนข้า ที่ทั้งซุ่มซ่ามแถมยังทำอะไรไม่เป็นชิ้นเป็นอัน..."
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เฟิ่งเจียวเอ๋อร์ก็อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจออกมาเบาๆ ภายในดวงตาแฝงแววตัดพ้อ ความเศร้าสร้อยบนใบหน้ายิ่งทำให้ผู้คนรู้สึกสงสารจับใจ
หลิงเซียวแย้มยิ้มบางๆ
มุกแบบนี้ มันช่างคุ้นเคยเสียเหลือเกิน
'พี่ชาย ท่านดีต่อข้าจังเลย'
'พี่ชาย ข้ามันโง่เขลา'
'พี่ชาย พี่สะใภ้ช่างโชคดีเหลือเกิน'
'พี่ชาย ข้าไม่ควรมารบกวนท่านเลย'
นี่มันคำพูดติดปากของพวกนางจิ้งจอกจอมมารยาชัดๆ มิน่าเล่าเฟิ่งเจียวเอ๋อร์ผู้นี้ถึงต้มชาเป็น
แต่ทว่า หากเป็นอัจฉริยะทั่วไปในแดนร้างเหนือมาเห็นท่าทางแบบนี้ของเฟิ่งเจียวเอ๋อร์ เกรงว่าคงจะต้องรู้สึกผิดขึ้นมาทันที และอาจจะดึงนางเข้ามากอด พร้อมกับปลอบโยนด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนไปแล้ว
'พี่สะใภ้มีดีอะไรกัน น้องสาวต่างหากที่ดีที่สุด!'
"ชิงฉาน เจ้าไม่คิดจะกลับไปที่สำนักเสวียนเจี้ยนแล้วจริงๆ งั้นหรือ?"
หลิงเซียวหยิบถ้วยชาขึ้นมา จู่ๆ ก็ยิ้มแล้วเอ่ยถามขึ้น
"แล้วคุณชายทำใจให้ข้ากลับไปได้หรือเจ้าคะ?"
เย่ชิงฉานหันกลับมา บนใบหน้าไม่มีความตื่นตระหนกเลยแม้แต่น้อย
หลังจากได้ใช้เวลาร่วมกันในช่วงหลายวันที่ผ่านมา นางก็แทบจะเดานิสัยของหลิงเซียวได้ทะลุปรุโปร่งแล้ว
คุณชายจากเซิ่งโจวผู้นี้ ภายนอกดูเหมือนจะเย็นชาและพูดน้อย แต่กลับชอบมาหาความสำราญจากนางอยู่เสมอ
เย่ชิงฉานเองก็เริ่มจะชินเสียแล้ว
"น่าเบื่อชะมัด"
หลิงเซียวส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ จิบชาเบาๆ ไปอึกหนึ่ง "แล้วเจ้าล่ะ เจ้าก็คิดจะตามข้ากลับไปที่เซิ่งโจวด้วยงั้นหรือ?"
"หา? คุณชาย... ข้าสามารถตามท่านกลับไปเซิ่งโจวได้ด้วยหรือเจ้าคะ? จริงหรือเจ้าคะ? นั่นนับเป็นเกียรติของเจียวเอ๋อร์อย่างยิ่งเลยนะเจ้าคะ เจียวเอ๋อร์เคยบอกแล้วไงเจ้าคะ ว่าต่อไปไม่ว่าคุณชายจะไปที่ไหน ข้าก็จะติดตามคุณชายไปทุกที่ เว้นเสียแต่ว่าคุณชายจะไม่ต้องการเจียวเอ๋อร์แล้ว"
เฟิ่งเจียวเอ๋อร์ยกมือเรียวขึ้นปิดริมฝีปากแดงระเรื่อ ทำท่าทางราวกับได้รับความโปรดปรานอย่างไม่คาดฝัน ท่าทีนั้นทำให้มุมปากของหลิงเซียวปรากฏรอยยิ้มขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่
ต้องแบบนี้สิ! นี่แหละคือปฏิกิริยาที่เขาต้องการ!
"ฮึ่ม หน้าไม่อาย"
เย่ชิงฉานเดินไปที่หน้าเรือน แหงนหน้ามองหมู่เมฆที่ลอยผ่านไปด้านข้าง จมดิ่งอยู่ในความเงียบงันเพียงลำพัง
"ชิงฉาน..."
สองมือของหลิงเซียวเอื้อมมาจากด้านหลัง และสวมกอดนางเอาไว้
"เล่าเรื่องราวของแดนร้างเหนือให้ข้าฟังหน่อยสิ? ในเมืองชิงเฟิงมีขุมกำลังใดอยู่บ้างล่ะ?"
"ท่านก็ไปถามนางสิเจ้าคะ"
เย่ชิงฉานทำปากยื่น คล้ายกับยังคงโกรธเคืองอยู่ แต่ภายในใจกลับถูกความอ่อนโยนอย่างกะทันหันของหลิงเซียว ทำให้ปั่นป่วนจนทำอะไรไม่ถูกไปหมดแล้ว
'คุณชายบ้า ชอบรังแกคนอื่นอยู่เรื่อยเลย!'
"ข้าชอบฟังเวลาเจ้าเล่ามากกว่า"
"ฮึ่ม! เมืองชิงเฟิงเป็นเพียงเมืองเล็กๆ แห่งหนึ่งทางตอนกลางของแดนร้างเหนือ ขึ้นตรงต่อราชวงศ์ต้าเหยียน ภายในเมืองมีตระกูลมากมายอาศัยอยู่ ตระกูลเย่เป็นเพียงตระกูลเล็กๆ ตระกูลหนึ่งเท่านั้น..."
จากคำบอกเล่าของเย่ชิงฉาน หลิงเซียวก็พอจะจับใจความคร่าวๆ ได้แล้ว
แดนร้างเหนือนั้นกว้างใหญ่ไพศาล มีอาณาเขตกว้างไกลนับหมื่นลี้
ส่วนสำนักเสวียนเจี้ยนเป็นเพียงสำนักใหญ่ที่ตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยวทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของแดนร้างเหนือเท่านั้น
แต่หากมองภาพรวมของทั้งแดนร้างเหนือ ก็ไม่ถือว่าแข็งแกร่งมากนัก
โดยเฉพาะสี่ราชวงศ์ หกสำนักโบราณ และแปดตระกูลใหญ่ที่อยู่ใจกลางแดนร้างเหนือ พวกนั้นล้วนมีอำนาจสั่นสะเทือนฟ้าดินได้ทั้งสิ้น
ซึ่งสำนักเชียนเม่ยก็คือหนึ่งในหกสำนักโบราณเหล่านั้น
ส่วนตระกูลเย่ เป็นเพียงตระกูลเล็กๆ ใจกลางแดนร้างเหนือ ที่ต้องดิ้นรนเอาชีวิตรอดเพื่อแสวงหาโชคลาภวาสนาเท่านั้น
และเมืองชิงเฟิง ก็เป็นเพียงเมืองตามหุบเขาธรรมดาๆ ที่ปกติแทบจะไม่มียอดฝีมือมาเยือนเลย
แต่ทว่า เมื่อจุดประสงค์การเดินทางของหลิงเซียวถูกเปิดเผยออกไป ชั่วพริบตาเดียว ขุมกำลังที่รุ่งเรืองที่สุดในแดนร้างเหนือต่างก็ส่งคนของตนเดินทางไปยังเมืองชิงเฟิง เพื่อหวังจะผูกมิตรกับคุณชายจากเซิ่งโจวผู้นี้ให้จงได้
ก่อนหน้าที่หลิงเซียวจะลงมาเยือน หลายคนต่างคิดว่า เรื่องของเซิ่งโจวนั้นเป็นเพียงแค่ข่าวลือเท่านั้น
ท้ายที่สุดแล้ว ทั่วทั้งแดนร้างเหนือ ก็ไม่มีผู้ใดก้าวข้ามผ่านระดับพั่วหวังไปได้มานานนับร้อยปีแล้ว
แต่การปรากฏตัวของหลิงเซียว กลับเป็นเครื่องยืนยันถึงการมีอยู่ของเซิ่งโจวได้อย่างชัดเจน
ยอดอัจฉริยะผู้ไร้เทียมทาน ที่สามารถมอบโอสถช่วยให้ผู้คนทะลวงผ่านระดับการฝึกฝนได้อย่างง่ายดาย และก้าวขึ้นสู่ระดับหุนไห่ได้ตั้งแต่อายุเพียงสิบเจ็ดสิบแปดปี ย่อมไม่มีทางเป็นคนของแดนร้างเหนืออย่างแน่นอน
หาก...
สามารถสานสัมพันธ์อันดีกับคุณชายหลิงเซียวผู้นี้ได้ สำหรับขุมกำลังใดในแดนร้างเหนือ ก็ล้วนถือเป็นโชคลาภวาสนาอันยิ่งใหญ่ทั้งสิ้น
เรื่องนี้ ดูจากสำนักเสวียนเจี้ยนและสำนักเชียนเม่ยเป็นตัวอย่างก็รู้แล้ว
สำนักเสวียนเจี้ยนในปัจจุบัน กลายเป็นสำนักที่มีรากฐานลึกซึ้งที่สุดในแดนร้างเหนือไปเสียแล้ว
มีปรมาจารย์ระดับเสวียนชิงคอยคุ้มครอง แถมยังมีบุตรสาวของประมุขสำนักที่กำลังจะติดตามคุณชายหลิงเซียวไปยังเซิ่งโจวอีก
เชื่อว่าอีกไม่เกินร้อยปี ชื่อของสำนักเสวียนเจี้ยน จะต้องกลายเป็นสิ่งต้องห้ามของแดนร้างเหนืออย่างแน่นอน!
เรือนบินแหวกว่ายผ่านอากาศจนเกิดพายุหมุน พุ่งทะยานมุ่งหน้าไปยังเมืองชิงเฟิงด้วยความเร็วสูง
ในขณะเดียวกัน
ณ ตระกูลเย่
ประมุขตระกูลเย่ หรือก็คือเย่หลิวเฟิง ลุงใหญ่ของเย่ชิงฉาน กำลังยืนจุดธูปสักการะบรรพชนอยู่ที่หน้าศาลบรรพชน
ส่วนเบื้องหลังของเขา บรรดาสมาชิกตระกูลเย่ต่างก็ยืนมองดูป้ายวิญญาณที่ตั้งตระหง่านอยู่บนศาลด้วยท่าทีเคารพนบนอบ เพียงแต่ในดวงตากลับแฝงความสับสนอยู่บ้าง
วันนี้ไม่ใช่ช่วงเวลาสำหรับการเซ่นไหว้บรรพชนเสียหน่อย
แล้วทำไมตั้งแต่เช้าตรู่ ท่านประมุขถึงได้เรียกคนตระกูลเย่ทั้งหมดมารวมตัวกันเพื่อกราบไหว้บรรพชนล่ะ?
มีเพียงเด็กหนุ่มในชุดขาวที่ยืนหลบมุมอยู่ท่ามกลางฝูงชนด้วยความเบื่อหน่าย บนใบหน้าไม่ปรากฏความเคารพหรือความอึดอัดใดๆ เพียงแค่ใช้สายตาอันเย็นชา จ้องมองบรรดาสิ่งที่เรียกว่าคนในตระกูลเหล่านี้
แน่นอนว่าเด็กหนุ่มผู้นี้ก็คือ ลูกพี่ลูกน้องของเย่ชิงฉาน และเป็นอดีตคู่หมั้นของเฟิ่งเจียวเอ๋อร์... เย่ฝาน!
สำหรับเย่ฝานแล้ว สิ่งที่เรียกว่าตระกูลนี้ มันก็แค่ฉากหน้าเท่านั้น
ตอนที่ท่านปู่ยังมีชีวิตอยู่ เขายังพอจะได้รับทรัพยากรสำหรับการฝึกฝนอยู่บ้าง
แต่ตอนนี้...
แม้แต่สุนัขเฝ้าประตูของตระกูลเย่ ว่างๆ ก็ยังชอบมาพูดจาถากถางเขาสักประโยคสองประโยคเลย
ส่วนพวกลูกพี่ลูกน้องที่เติบโตมาด้วยกัน ยิ่งไม่ต้องพูดถึง พวกมันไม่เคยมองเขาอยู่ในสายตาด้วยซ้ำ
แต่ก็ไม่เป็นไร
อีกไม่นาน เขาจะทำให้ทุกคนในตระกูลที่เคยดูแคลนเขา ต้องมาคุกเข่าโขกศีรษะยอมรับผิดต่อหน้าเขาให้จงได้
เพียงแต่...
ท่านแม่ ตอนนี้ท่านอยู่ที่ไหนกันแน่?
เหตุใดท่านถึงได้ทิ้งโชคลาภวาสนาอันยิ่งใหญ่ขนาดนี้ไว้ให้ลูก แล้วก็หายตัวไปล่ะ?
ภายในดวงตาของเย่ฝานมีประกายแสงลึกล้ำวาบผ่าน ห้วงความคิดล่องลอยไปไกลแสนไกล นอกดินแดนร้างเหนือแห่งนี้
หากไม่มีเรื่องเหนือความคาดหมายเกิดขึ้น ท่านแม่น่าจะถูกบังคับให้จากไปแน่ๆ
และเพื่อปกป้องตนเอง นางถึงได้ใช้วิธีการอันน่าสะพรึงกลัว ปิดผนึกสายเลือดของเขาเอาไว้
แต่ทว่าในตอนนี้...
ด้วยความช่วยเหลือจากเจดีย์แก้วปราบมารแปดทิศ แค่ดินแดนร้างเหนือแห่งนี้ ย่อมไม่อาจกักขังเขาไว้ได้หรอก
ไม่ว่าท่านแม่จะอยู่ที่ไหน เขาก็จะต้องตามหานางให้พบ!
"ท่านประมุข ที่ท่านเรียกพวกเรามา ตระกูลเย่เกิดเรื่องอันใดขึ้นงั้นหรือขอรับ?"
ช่วงหลายวันมานี้ ภายในเมืองชิงเฟิงมีกลิ่นอายอันแข็งแกร่งปรากฏขึ้นมากมายอย่างเห็นได้ชัด
สิ่งนี้ทำให้ตระกูลผู้ฝึกตนในเมืองชิงเฟิงทั้งหมด รู้สึกตึงเครียดขึ้นมาอย่างหาที่สุดไม่ได้
โดยเฉพาะข่าวลือที่ว่า ทายาทของสี่ราชวงศ์และหกสำนักโบราณ ได้มารวมตัวกันที่นี่จนหมดสิ้น เพื่อรอคอยการมาเยือนของคุณชายท่านหนึ่ง
แล้วคุณชายท่านนั้น มีฐานะอะไรกันแน่?
ถึงสามารถทำให้แดนร้างเหนือเกิดความโกลาหลได้ถึงเพียงนี้?
สี่ราชวงศ์ หกสำนักโบราณ แปดตระกูลใหญ่เชียวนะ!
ในสายตาของคนตระกูลเย่ ขุมกำลังเหล่านี้คือตัวตนที่สูงส่งจนไม่อาจเอื้อมถึง!
มิเช่นนั้นในอดีต ตระกูลเฟิ่งที่เป็นเพียงตระกูลเล็กๆ มีคนไม่ถึงร้อยคน หลังจากที่เฟิ่งเจียวเอ๋อร์ฝากตัวเข้าเป็นศิษย์สำนักเชียนเม่ย จะสามารถผงาดขึ้นเป็นตระกูลอันดับหนึ่งของเมืองชิงเฟิงได้อย่างไร
นี่แหละคือความน่าเกรงขามของสำนักโบราณ!
แน่นอน ด้วยระดับความแข็งแกร่งของตระกูลเย่ พวกเขายังห่างไกลจากการที่จะได้เข้าถึงขุมกำลังระดับสูงสุดของแดนร้างเหนือ
ดังนั้น คนส่วนใหญ่ของตระกูลเย่จึงไม่รู้เรื่องเลยว่า มีคุณชายจากเซิ่งโจวลงมาเยือนแดนร้างเหนือแล้ว
"วันนี้ หลิวอวิ๋นส่งจดหมายมาหาข้า"
เย่หลิวเฟิงปักธูปลงบนกระถาง หันกลับมามองคนตระกูลเย่ที่อยู่เบื้องหน้า
"ความรุ่งโรจน์ของตระกูลเย่เรา กำลังจะมาถึงแล้ว!!"
[จบตอน]