- หน้าแรก
- เกิดใหม่เป็นตัวร้าย ขอแย่งบทพระเอกมันซะเลย
- บทที่ 23 เสียงคร่ำครวญระงมทั่วสารทิศ
บทที่ 23 เสียงคร่ำครวญระงมทั่วสารทิศ
บทที่ 23 เสียงคร่ำครวญระงมทั่วสารทิศ
บทที่ 23 เสียงคร่ำครวญระงมทั่วสารทิศ
"คุณ... คุณชาย..."
ภายในดวงตาของเฟิ่งเจียวเอ๋อร์ มีความตื่นตระหนกวาบผ่านอย่างเห็นได้ชัด
คุณชายรู้ได้อย่างไร?
ตอนที่นางไปขอถอนหมั้น อันที่จริงมันก็ไม่ได้เป็นเพราะเคล็ดวิชาที่ฝึกฝนเพียงอย่างเดียวหรอก
ความจริงแล้ว วิชาเสน่ห์อะไรนั่นมันมีกฎห้ามเสียพรหมจรรย์เสียที่ไหนกันล่ะ หนำซ้ำการดูดซับพลังหยางจากบุรุษ ยังช่วยเพิ่มพลังฝึกฝนได้อีกด้วย
สาเหตุหลักที่นางไปขอถอนหมั้น ก็เป็นเพราะว่าเย่ฝานเกิดมาพร้อมกับเส้นชีพจรพิการ อายุสิบหกปีแล้วก็ยังไม่สามารถสัมผัสพลังวิญญาณได้เลยแม้แต่น้อย
คนไร้ค่าเช่นนั้น จะมาคู่ควรกับอัจฉริยะแห่งแดนร้างเหนืออย่างนางได้อย่างไร!
เพียงแต่...
หากนางพูดความจริงออกไป ก็เกรงว่าจะทำให้คุณชายหลิงเซียวมองว่านางเป็นคนเห็นแก่ผลประโยชน์ นางจึงต้องแต่งเรื่องอื่นมาอ้างแทน
"เย่ฝานคนนั้น น่าจะเป็นพวกไร้ค่าสินะ?"
หลิงเซียวแย้มยิ้มอย่างมีเลศนัย สายตาที่มองไปยังเฟิ่งเจียวเอ๋อร์ยิ่งแฝงแววขบขัน
ชักจะน่าสนุกขึ้นมาแล้วสิ
"คุณ... คุณชายรู้จักเย่ฝานด้วยหรือเจ้าคะ?!"
เฟิ่งเจียวเอ๋อร์ลนลานขึ้นมาทันที
นางคิดไม่ถึงจริงๆ ว่าพวกไร้ค่าจากตระกูลเล็กๆ ในเมืองชิงเฟิง จะสามารถดึงดูดความสนใจของคุณชายหลิงเซียวได้
กว่านางจะหาทางอยู่ข้างกายคุณชายได้ก็แทบแย่ หากเป็นเพราะเรื่องนี้...
"ช่วงนี้เจ้าเคยได้ยินข่าวคราวของเย่ฝานบ้างหรือไม่?"
หากหลิงเซียวเดาไม่ผิด เย่ฝานผู้นี้น่าจะได้รับความกระทบกระเทือนจิตใจจากการถูกถอนหมั้น จนสามารถปลุกพรสวรรค์ให้ตื่นขึ้นมาได้อย่างแน่นอน
หรือบางที เขาอาจจะมีมารดาที่มาจากเซิ่งโจว ทิ้งสุดยอดของวิเศษระดับทงเทียนเอาไว้ให้ และต้องรอให้อายุครบสิบหกปีก่อน ของวิเศษชิ้นนั้นถึงจะคลายผนึก
แต่ไม่ว่าจะเป็นพล็อตเรื่องแบบไหน สิ่งที่ชัดเจนก็คือ เย่ฝานผู้นี้แหละ คือบุตรแห่งสวรรค์ที่หลิงเซียวตามหามาตลอด
"ช่วงนี้หรือเจ้าคะ? ช่วงนี้ข้าเอาแต่เก็บตัวฝึกฝนอยู่ที่สำนักเชียนเม่ย จึงไม่ได้ยินข่าวคราวของเขาเลยเจ้าค่ะ คุณชาย... ตั้งแต่ที่ข้ายกเลิกสัญญาหมั้นหมายกับเขา ข้าก็ไม่เคยเจอเขาอีกเลยนะเจ้าคะ หากคุณชายไม่เชื่อ..."
ด้วยความกลัวว่าหลิงเซียวจะเข้าใจผิด เฟิ่งเจียวเอ๋อร์จึงรีบอธิบายยกใหญ่
แต่พอนางเงยหน้าขึ้นมองหลิงเซียวอีกครั้ง เขากลับไม่ได้สนใจนางแล้ว
'คุณชายผิดหวังในตัวข้างั้นหรือ?'
'ไอ้บ้าเย่ฝานนั่น ถอนหมั้นไปแล้วก็ยังจะมาเป็นตัวถ่วงความเจริญของข้าอีก!!'
"ไม่รู้ว่าคราวนี้ เขาจะพาข้าไปพบโชคลาภวาสนานั่นได้หรือเปล่านะ"
ภายในดวงตาของหลิงเซียวมีประกายความคาดหวังวาบผ่าน เขายืดเส้นยืดสายเล็กน้อย ก่อนจะเงยหน้ามองเย่ชิงฉาน แล้วเอ่ยว่า "ไปกันเถอะ ไปที่เมืองชิงเฟิง เพื่อพบปะคุณชายเย่ผู้นี้สักหน่อย"
"ทำไมจู่ๆ คุณชายถึงสนใจท่านพี่ของข้าขึ้นมาล่ะเจ้าคะ?"
เย่ชิงฉานมองหลิงเซียวด้วยสีหน้าเคลือบแคลงสงสัย
ด้วยความที่นางพอจะเข้าใจนิสัยของคุณชายผู้นี้อยู่บ้าง เขาไม่มีทางใจดีไปเยี่ยมเยียนคนแปลกหน้าอย่างแน่นอน
ยิ่งไปกว่านั้น ตระกูลในสี่ดินแดนร้างพวกนี้ ในสายตาของเขาก็ต่ำต้อยราวกับมดปลวก
แล้วเขาจะดั้นด้นเดินทางไปเพื่อทำความรู้จักกับคนพิการที่มีเส้นชีพจรตีบตันทำไมกัน?
ตาคนนี้ ต้องแอบวางแผนการร้ายอะไรอยู่แน่ๆ!
แน่นอนว่า ด้วยฐานะของเย่ชิงฉาน นางย่อมไม่กล้าคาดเดาความคิดของหลิงเซียวส่งเดช เพียงแต่ภายในใจเริ่มรู้สึกเป็นห่วงลูกพี่ลูกน้องของตัวเองขึ้นมาแล้ว
"เอ่อ ก็แค่อยากรู้อยากเห็นน่ะ ชิงฉาน เจ้ากับท่านพี่ของเจ้า ความสัมพันธ์เป็นอย่างไรบ้างล่ะ?"
ตามพล็อตเรื่องทั่วไป การที่เย่ฝานเกิดมาชีพจรพิการ แถมยังถูกสตรีผู้หยิ่งยโสถอนหมั้น เขาจะต้องได้พบกับบุตรแห่งสวรรค์อีกคนหนึ่ง ซึ่งก็คือนางเอกในเวลาต่อมาอย่างแน่นอน
เพียงแต่ไม่รู้ว่า โชคชะตาของเขากับฉู่หยาง ใครจะแข็งแกร่งกว่ากัน ถึงได้มาพัวพันกับเทพธิดาผู้เวียนว่ายตายเกิดอย่างเย่ชิงฉานได้
"ความสัมพันธ์หรือเจ้าคะ? คุณชาย ข้าเกิดและเติบโตที่สำนักเสวียนเจี้ยน เคยกลับไปที่เมืองชิงเฟิงพร้อมท่านพ่อแค่ไม่กี่ครั้งเองเจ้าค่ะ หากจะพูดถึงท่านพี่คนนั้น ภูมิหลังของเขาก็ค่อนข้างจะน่าสงสารอยู่เหมือนกัน..."
น้ำเสียงของเย่ชิงฉานแฝงความเศร้าสร้อย เห็นได้ชัดว่าในใจนาง เย่ฝานน่าจะเป็นคนที่น่าเห็นใจไม่น้อย
ซึ่งเรื่องนี้ ก็ตรงกับความคิดของหลิงเซียวพอดี
หากชีวิตไม่บัดซบ จะผงาดขึ้นมาตบหน้าคนอื่น แล้วก้าวขึ้นเป็นบุตรแห่งสวรรค์ได้อย่างไร?
"โอ้? น่าสงสารอย่างไรล่ะ?"
ดูเหมือนว่าหลิงเซียวจะให้ความสนใจกับเย่ฝานผู้นี้เป็นพิเศษ ซึ่งทำให้ความกังวลในใจของเย่ชิงฉานยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น
"ท่านพี่ของข้า แม้จะเป็นบุตรสายตรง แต่เล่าลือกันว่ามารดาของเขาไม่ใช่คนของแดนร้างเหนือ หลังจากให้กำเนิดเขาแล้ว นางก็จากตระกูลไป ท่านอาสามคิดถึงนางจนล้มป่วย และเสียชีวิตไปในเวลาเพียงไม่กี่ปี..."
"เมื่อต้องอยู่เพียงลำพังไร้ที่พึ่งพิง เวลาที่อยู่ในตระกูลเย่ แม้แต่พวกบ่าวไพร่ก็ยังกล้ารังแกเขา โชคดีที่ตอนที่ท่านปู่ยังมีชีวิตอยู่ ยังคอยดูแลเขาบ้าง แต่เมื่อหลายปีก่อน... ท่านปู่ก็จากไปแล้วเจ้าค่ะ"
ในขณะที่พูด ขอบตาของเย่ชิงฉานก็แดงก่ำขึ้นมา
"ท่านพี่เย่ฝานเกิดมาพร้อมกับเส้นชีพจรพิการ ไม่สามารถฝึกฝนได้ เมื่อเป็นเช่นนี้ก็ยิ่งถูกคนในตระกูลดูแคลน ครั้งล่าสุดที่ข้ากลับไปที่เมืองชิงเฟิง ข้ายังเคยทะเลาะกับลูกชายของท่านลุงใหญ่เพราะเรื่องนี้เลยเจ้าค่ะ"
"ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้..."
หลิงเซียวฟังจบก็เข้าใจเรื่องราวทั้งหมดทันที
ดูเหมือนว่า นี่คงจะเป็นวาสนาระหว่างเย่ชิงฉานกับเย่ฝานสินะ
แม้ว่าฉู่หยางจะเป็นบุตรแห่งสวรรค์เหมือนกัน แต่ภูมิหลังของเขายังน่ารันทดไม่พอ
โดยทั่วไปแล้ว ยิ่งพระเอกมีชีวิตที่น่ารันทดมากเท่าไหร่ ค่าชะตาสวรรค์ของเขาก็จะยิ่งน่าสะพรึงกลัวมากขึ้นเท่านั้น
เพียงแต่ว่าบนตัวเขามีความลับอะไรซ่อนอยู่นั้น คงต้องรอให้หลิงเซียวไปสืบหาความจริงด้วยตัวเอง
"ดูเหมือนว่าเจ้าจะมีความผูกพันกับท่านพี่ผู้ไร้ค่าคนนี้ไม่น้อยเลยนะ"
มุมปากของหลิงเซียวโค้งขึ้นเป็นรอยยิ้ม แต่เย่ชิงฉานกลับใจสั่นสะท้านกับประโยคนี้
"คุณชาย... ข้า..."
"เอาล่ะๆ ไม่ต้องอธิบายแล้ว ภูมิหลังน่ารันทดขนาดนี้ ฟังแล้วข้าก็อยากจะร้องไห้เหมือนกัน แต่ข้าเดาว่าเวลาผ่านไปนานขนาดนี้ บนตัวท่านพี่ของเจ้าน่าจะเกิดความเปลี่ยนแปลงบางอย่างขึ้นแล้วล่ะ"
บริเวณหน้าโถงใหญ่ สำนักเสวียนเจี้ยน
หลิงเซียวยืนเอามือไพล่หลัง อาภรณ์สีดำพลิ้วไหวดุจเซียน ดูสง่างามและเป็นอิสระอย่างบอกไม่ถูก
เย่ชิงฉานและเฟิ่งเจียวเอ๋อร์ยืนอยู่เบื้องหลังเขาก้าวหนึ่ง บนใบหน้างดงามของทั้งสองแฝงไว้ด้วยความเคารพยำเกรง
และในจุดที่ห่างออกไป เย่หลิวอวิ๋น ประมุขสำนักเสวียนเจี้ยน, เว่ยอู๋เฉิน ผู้อาวุโสสูงสุด และบรรดาประมุขจากขุมกำลังต่างๆ ก็มีสีหน้าเคร่งขรึมเช่นกัน หากคนที่ไม่รู้เรื่องราวมาเห็นเข้า คงนึกว่าแดนร้างเหนือกำลังจะเกิดเรื่องใหญ่ขึ้นเป็นแน่
"คุณชายหลิงเซียว ท่านจะไม่พักอยู่ที่สำนักเสวียนเจี้ยนต่ออีกสักสองสามวันหรือขอรับ?"
ดวงตาของเย่หลิวอวิ๋นคลอไปด้วยน้ำตา น้ำเสียงเจือความโศกเศร้า
เขารู้ดีว่า การจากไปของหลิงเซียวในครั้งนี้ คงจะไม่มีวันหวนกลับมาอีกแล้ว
และเย่ชิงฉาน ก็ย่อมต้องติดตามเขาไปยังเซิ่งโจวอย่างแน่นอน
ทำให้สภาพจิตใจของสองพ่อลูก ค่อนข้างจะหดหู่หม่นหมองอยู่บ้าง
"อืม มีธุระต้องไปจัดการน่ะ ทุกท่าน ลากันตรงนี้เถิด"
หลิงเซียวสะบัดฝ่ามือ พลันปรากฏแสงสว่างวาบขึ้นกลางอากาศ ก่อนจะกลายสภาพเป็นตำหนักลอยฟ้าหลังหนึ่ง
บนนั้นมีการแกะสลักและวาดลวดลายอย่างวิจิตรบรรจง เสียงดนตรีแห่งเซียนดังก้องกังวาน แสงสีรุ้งทอประกาย เผยให้เห็นถึงความสูงส่งและทรงเกียรติอย่างหาที่สุดไม่ได้
"เป็นเรือนบินที่โอ่อ่าอะไรเช่นนี้!"
"ช่างเป็นคลื่นพลังที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก!"
เพียงแค่อาวุธวิเศษชิ้นเดียว ก็ทำให้บรรดาประมุขขุมกำลังในแดนร้างเหนือพวกนี้ ตกตะลึงจนอ้าปากค้างกันหมดแล้ว
ส่วนหลิงเซียวก็จูงมือเย่ชิงฉาน เดินเข้าไปในตำหนักลอยฟ้านั้น
เฟิ่งเจียวเอ๋อร์หันกลับไปมองผู้เป็นอาจารย์ที่ยืนอยู่ท่ามกลางฝูงชน ขอบตาของนางแดงเรื่อเล็กน้อย ก่อนจะก้าวเท้าเดินตามเข้าไปเช่นเดียวกัน
"คุณชายหลิงเซียว!!"
เซียวเกอยืนอยู่ไกลออกไปหน้าโถงใหญ่ กัดฟันแน่น
"ทำไมล่ะ?! ทำไมตอนที่คุณชายจากไปถึงไม่พาข้าไปด้วย?! หรือว่าข้ายังทำหน้าที่ได้ไม่ดีพอ?"
เมื่อคิดได้เช่นนั้น ภายในดวงตาของเซียวเกอก็มีน้ำตารื้นขึ้นมา
"หากให้โอกาสข้าอีกครั้ง ข้าจะเอาเวลาฝึกฝนทั้งหมด ไปทุ่มเทให้กับการเลียแข้งเลียขาคุณชายหลิงเซียวให้จงได้!!!"
"คุณชาย ขอให้เดินทางโดยสวัสดิภาพนะขอรับ!"
"คุณชาย ข้าจะคิดถึงท่านนะขอรับ!"
"คุณชาย ว่างๆ ก็แวะกลับมาเยี่ยมพวกเราบ้างนะขอรับ!"
ในชั่วพริบตา ทั่วทั้งสำนักเสวียนเจี้ยนก็มีแต่เสียงคร่ำครวญระงม ผู้ที่ได้เห็นต่างรู้สึกหดหู่ ผู้ที่ได้ยินต่างน้ำตาไหลริน
ทุกคนทอดสายตามองดูตำหนักลอยฟ้าที่ค่อยๆ ห่างออกไป ภายในดวงตาเต็มไปด้วยความอาลัยอาวรณ์อย่างสุดซึ้ง
การจากไปของหลิงเซียว หมายความว่า... พวกเขาจะหมดโอกาสเชื่อมโยงกับเซิ่งโจวอย่างสิ้นเชิงแล้ว
[จบตอน]