- หน้าแรก
- เกิดใหม่เป็นตัวร้าย ขอแย่งบทพระเอกมันซะเลย
- บทที่ 22 เรื่องราวซ่อนเร้น
บทที่ 22 เรื่องราวซ่อนเร้น
บทที่ 22 เรื่องราวซ่อนเร้น
บทที่ 22 เรื่องราวซ่อนเร้น
"ยอดอัจฉริยะรุ่นเยาว์งั้นหรือ?"
บรรดาประมุขขุมกำลังต่างมองหน้ากันไปมา แถมยังต้องเป็นพวกที่เพิ่งจะโด่งดังขึ้นมาอย่างกะทันหันด้วย?
คุณชายหลิงเซียวต้องการจะทำอะไรกันแน่?
หรือว่า การที่เขาลงมายังโลกเบื้องล่างนี้ ก็เพื่อมาตามหาคน?
"ข้าชักจะเหนื่อยแล้ว พวกเจ้าถอยไปเถอะ"
หลิงเซียวย่อมขี้เกียจจะอธิบายให้พวกมันฟัง เขาคว้ามือของเย่ชิงฉาน แล้วเดินมุ่งหน้าไปยังตำหนักด้านหลังทันที
เฟิ่งเจียวเอ๋อร์ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แต่สุดท้ายก็เดินตามไป
ส่วนบรรดาประมุขขุมกำลังที่เหลือ ต่างก็รีบรุดเดินทางกลับไปยังสำนักของตนอย่างไม่หยุดหย่อน จากนั้นก็สั่งการให้ศิษย์ในสำนัก เริ่มต้นออกตามหายอดอัจฉริยะรุ่นเยาว์ที่คุณชายหลิงเซียวกล่าวถึงทันที
ในช่วงสามวันหลังจากนั้น เรื่องราวที่เกิดขึ้นบนสำนักเสวียนเจี้ยนก็ถูกแพร่สะพัดออกไปอย่างไม่ผิดคาด
สำนักใหญ่ๆ ล้วนนำเสินชี่ประจำสำนักมาด้วย หมายจะทำลายล้างสำนักเสวียนเจี้ยนให้สิ้นซาก
แต่สุดท้ายแล้ว ทุกคนกลับยอมมอบเสินชี่ให้ด้วยความเต็มใจ และได้เข้าเฝ้าคุณชายหลิงเซียวผู้มาเยือนสำนักกระบี่
จากเหตุการณ์นี้ ขุมกำลังชั้นนำของแดนร้างเหนือต่างก็เดาฐานะของคุณชายท่านนั้นออกแล้ว
มาจากเซิ่งโจว ระดับการฝึกฝนน่าสะพรึงกลัว และโปรดปรานสาวงาม
ขุมกำลังนับไม่ถ้วนต่างก็หวาดหวั่นอยู่ในใจ พยายามสืบหาจุดประสงค์ในการลงมายังโลกเบื้องล่างของคุณชายผู้นี้
ส่วนผู้ฝึกตนรุ่นเยาว์ต่างก็รู้สึกเลื่อมใสศรัทธา ปรารถนาที่จะได้ยลโฉมของหลิงเซียวสักครั้ง
โดยเฉพาะบรรดาศิษย์หญิงที่ยกย่องตัวเองว่าเป็นเทพธิดาผู้หยิ่งยโส ยิ่งเฝ้ารอคอยอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน หวังว่าจะได้บังเอิญพบกับคุณชายผู้นี้ตามท้องถนน เพื่อที่จะได้ไขว่คว้าโชคลาภวาสนาที่เป็นของตนเองมาให้จงได้
ทั่วทั้งแดนร้างเหนือ จู่ๆ ก็เกิดความวุ่นวายขึ้นมา
"พวกเจ้าได้ยินกันหรือยัง? ประมุขสำนักเชียนเม่ยถึงกับยกสตรีศักดิ์สิทธิ์เฟิ่งเจียวเอ๋อร์ ให้เป็นสาวใช้ของคุณชายหลิงเซียวเลยนะ!"
"เฟิ่งเจียวเอ๋อร์เชียวนะ! เทพธิดาในฝันของบุรุษชาวแดนร้างเหนือตั้งเท่าไหร่กัน!"
"ไม่ปิดบังทุกท่านเลยนะ เมื่อหลายปีก่อนข้าเคยบังเอิญเจอเฟิ่งเจียวเอ๋อร์ที่ตีนเขาสำนักเชียนเม่ยครั้งหนึ่ง พอกลับมา ข้าก็ช่วยตัวเองไปตั้งหนึ่งปีเต็มๆ!"
"แค่นั้นมันจะไปนับเป็นอะไรได้! ข้ามองภาพวาดของนาง แล้วก็จัดไปวันละสิบน้ำเป็นอย่างต่ำ!"
"เฮ้อ น่าเสียดายนัก เทพธิดาของข้าต้องกลายไปเป็นเครื่องระบายอารมณ์ของคนอื่นเสียแล้ว!"
ณ ใจกลางแดนร้างเหนือ ในเมืองโบราณอันโอ่อ่าและมั่งคั่งแห่งหนึ่ง
มีผู้ฝึกตนรุ่นเยาว์หลายคนกำลังจับกลุ่มดื่มสุราและพูดคุยสัพเพเหระกันอยู่
ในเวลานี้ พวกเขาไม่ได้สังเกตเลยว่า ห่างออกไปไม่ไกลนัก มีเด็กหนุ่มในชุดขาวผู้หนึ่งกำลังจ้องมองพวกเขาด้วยใบหน้าดำทะมึน สองมือกำหมัดแน่น
"เฟิ่งเจียวเอ๋อร์ นังแพศยา ยอมไปเป็นสาวใช้ให้คนอื่น ดีกว่ามาเป็นคู่หมั้นของข้างั้นหรือ! ฝากไว้ก่อนเถอะ!"
เด็กหนุ่มผู้นี้ดูอายุราวๆ สิบแปดสิบเก้าปี ใบหน้าซีดเซียวอย่างน่าประหลาด
เขาชื่อเย่ฝาน เป็นบุตรสายตรงของตระกูลเย่แห่งเมืองชิงเฟิง
ส่วนเฟิ่งเจียวเอ๋อร์นั้น ก่อนที่จะกลายมาเป็นสตรีศักดิ์สิทธิ์ของสำนักเชียนเม่ย นางก็เป็นเพียงคุณหนูของตระกูลเล็กๆ ในเมืองแห่งนี้เท่านั้น
ทั้งสองคนมีสัญญาหมั้นหมายกันมาตั้งแต่เด็ก
แต่เย่ฝานกลับเกิดมาพร้อมกับเส้นชีพจรพิการ ไม่สามารถฝึกฝนได้ ในขณะที่เฟิ่งเจียวเอ๋อร์กลับมีพรสวรรค์ล้ำเลิศ เพียงไม่กี่ปีก็ถูกประมุขสำนักเชียนเม่ยรับเป็นศิษย์สายตรง ทำให้ตระกูลเฟิ่งผงาดขึ้นกลายเป็นตระกูลผู้ฝึกตนที่มีชื่อเสียงโด่งดังในเมืองชิงเฟิงไปด้วย
เมื่อปีที่แล้วตอนที่เย่ฝานอายุครบกำหนด เฟิ่งเจียวเอ๋อร์ก็ได้อาศัยบารมีของสตรีศักดิ์สิทธิ์แห่งสำนักเชียนเม่ย มาเยือนตระกูลเย่ และประกาศถอนหมั้นต่อหน้าผู้อาวุโสและลูกหลานตระกูลเย่นับไม่ถ้วน!
และในคืนนั้นเอง ท่ามกลางความสิ้นหวังและบ้าคลั่ง เย่ฝานก็ได้ตื่นรู้และปลดผนึกความทรงจำที่ถูกซ่อนไว้โดยบังเอิญ
"ฝากไว้ก่อนเถอะ อีกไม่นาน ข้าจะทำให้เจ้าต้องมาคุกเข่าสำนึกผิดอยู่ตรงหน้าข้า..."
ตำหนักด้านหลัง สำนักเสวียนเจี้ยน
หลิงเซียวนอนเอนกายอยู่บนตั่งนุ่ม เย่ชิงฉานปอกเปลือกองุ่นแล้วป้อนเข้าปากเขา
ช่วงสามวันมานี้ เขาใช้ชีวิตอย่างสบายอารมณ์ยิ่งนัก
เวลาว่างก็หยอกล้อเย่ชิงฉานเล่น พร้อมกับรอคอยข่าวสารจากประมุขสำนักต่างๆ
แต่สิ่งที่ทำให้หลิงเซียวรู้สึกผิดหวังเล็กน้อยก็คือ ยอดอัจฉริยะรุ่นเยาว์ที่ประมุขขุมกำลังเหล่านั้นหามาได้ หากไม่ใช่ผู้สืบทอดสำนักโบราณ ก็เป็นนายน้อยของตระกูลใหญ่ เส้นทางชีวิตราบรื่นโรยด้วยกลีบกุหลาบ ไม่เข้าข่ายวิถีการเติบโตของบุตรแห่งสวรรค์เลยสักนิด
'หรือว่า โชคลาภวาสนานั้น จะไม่มีวาสนาร่วมกับข้าจริงๆ?'
นับตั้งแต่มาถึงแดนร้างเหนือ เสียงเพรียกหาในหัวของหลิงเซียวก็หายไปแล้ว
เรื่องนี้ทำให้เขารู้สึกผิดหวังอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว
"คุณชายกังวลเรื่องอันใดอยู่หรือเจ้าคะ?"
เย่ชิงฉานประคองจอกสุราใสเข้ามา เมื่อเห็นรอยขมวดคิ้วบนใบหน้าของหลิงเซียว นางก็รู้สึกสงสัยขึ้นมาเล็กน้อย
คนที่มีฐานะอย่างคุณชาย ยังจะมีเรื่องให้ต้องกังวลอีกงั้นหรือ?
"ไม่มีอะไรหรอก"
หลิงเซียวย่อมไม่มีทางบอกเย่ชิงฉาน ว่าเขากำลังตามหาสัตว์วิเศษนักล่าสมบัติ เพื่อมาช่วยเขาตามหาโชคลาภวาสนาหรอก
แม้เขาจะเป็นตัวร้าย แต่เย่ชิงฉานกลับเป็นบุตรแห่งสวรรค์ที่แท้จริง นางอาจจะรับไม่ได้กับวิธีการทำเรื่องต่างๆ ของเขา
"คุณชาย เล่าลือกันว่าใจกลางแดนร้างเหนือมีตระกูลมากมายและสำนักโบราณตั้งอยู่ หากท่านต้องการตามหาคน ไม่สู้ลองไปเสี่ยงดวงที่นั่นดูเล่าเจ้าคะ?"
เย่ชิงฉานรู้ตัวดีว่าหลิงเซียวยังไม่ได้ไว้ใจนางอย่างเต็มที่ ภายในดวงตางดงามจึงมีความผิดหวังวาบผ่าน
"รออีกสักวันเถอะ หากพรุ่งนี้ยังไม่มีเบาะแสอะไร พวกเราค่อยไปเดินดูรอบๆ กัน"
"ดีเลยเจ้าค่ะ! ตระกูลเย่ของพวกเราก็อยู่ที่เมืองชิงเฟิง ใจกลางแดนร้างเหนือ พอดีเลย จะได้ถือโอกาสกลับไปเยี่ยมเยียนคนในตระกูลด้วย"
เย่ชิงฉานดูตื่นเต้นดีใจมาก แต่หลิงเซียวกลับอดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้ว
'ตระกูลเย่ ตระกูลนี้... มักจะมีบุตรแห่งสวรรค์ถือกำเนิดขึ้นมาเสมอนี่นา'
"แม่นางชิงฉานเป็นคนตระกูลเย่แห่งเมืองชิงเฟิงงั้นหรือ?"
เฟิ่งเจียวเอ๋อร์ที่เอาแต่เงียบมาตลอด พอได้ยินเช่นนั้น สีหน้าก็เย็นชาลงทันที
"อืม ท่านพ่อของข้าเป็นบุตรชายคนที่สามของตระกูลเย่ ตั้งแต่ฝากตัวเข้าเป็นศิษย์สำนักเสวียนเจี้ยน ก็ไม่ค่อยได้กลับไปที่นั่นอีกเลย"
เย่ชิงฉานมีท่าทีเป็นปฏิปักษ์ต่อเฟิ่งเจียวเอ๋อร์อย่างเห็นได้ชัด น้ำเสียงที่ใช้พูดคุยด้วยจึงเย็นชาลงตามไปด้วย
"เจ้าก็เป็นคนเมืองชิงเฟิงเหมือนกันงั้นหรือ?"
จู่ๆ หลิงเซียวก็เกิดความสนใจขึ้นมา กวาดสายตามองเฟิ่งเจียวเอ๋อร์ตั้งแต่หัวจรดเท้า
หากไม่นับรวมกลิ่นอายยั่วยวนบนตัวนาง เฟิ่งเจียวเอ๋อร์ผู้นี้ก็จัดว่างดงามมากจริงๆ
คิ้วโก่งดั่งคันศร ใบหน้าขาวผ่องอมชมพู
รูปโฉมงดงามหยาดเยิ้ม ทรวดทรงองค์เอวเย้ายวนใจยิ่งนัก
เพียงแต่...
คิดว่าสตรีจากสำนักเชียนเม่ยผู้นี้ คงไม่น่าจะได้เป็นตัวเอกของยุคสมัยหรอก สถานะที่เป็นไปได้มากที่สุด ก็คงจะเป็นหินรองเท้าของใครสักคนมากกว่า
"เรียนคุณชาย ผู้น้อยเกิดในตระกูลเฟิ่งแห่งเมืองชิงเฟิง เมื่อก่อน... เมื่อก่อนข้าเคยมีสัญญาหมั้นหมายกับเย่ฝานแห่งตระกูลเย่ในเมืองชิงเฟิงเจ้าค่ะ"
มารดามันเถอะ!!
ชื่อเย่ฝานนี้ แค่ฟังก็รู้แล้วว่ามีเรื่องราวซ่อนอยู่เบื้องหลังแน่ๆ
เคยมีสัญญาหมั้นหมาย?
พล็อตเรื่องแบบนี้ มันช่างคุ้นเคยเสียเหลือเกิน
"โอ้? เป็นเจ้าที่เป็นฝ่ายไปขอถอนหมั้นงั้นหรือ?"
หลิงเซียวลุกพรวดขึ้นมาจากตั่งนุ่ม ทำเอาเย่ชิงฉานและเฟิ่งเจียวเอ๋อร์หน้าถอดสีไปตามๆ กัน
แม้เขาจะพอมองเห็นโชคชะตาอยู่บนตัวของเฟิ่งเจียวเอ๋อร์บ้าง แต่มันก็ช่างน้อยนิดจนน่าสมเพช
นี่คือเหตุผลที่เขาไม่คิดจะรั้งนางไว้ข้างกาย
แต่ทว่า นางเอกที่ไปขอถอนหมั้นเนี่ย จุดจบสุดท้ายจะเป็นอย่างไรล่ะ?
จู่ๆ หลิงเซียวก็หัวเราะออกมา
ช่างเหมือนสุภาษิตที่ว่า สึกรองเท้าเหล็กหาแทบตาย สุดท้ายกลับได้มาอย่างง่ายดายจริงๆ!
"เจ้าค่ะ ท่านอาจารย์บอกว่า วิชาเสน่ห์ของสำนักเรา ห้ามเสียความบริสุทธิ์เด็ดขาด มิเช่นนั้นความพยายามทั้งหมดจะสูญเปล่า ดังนั้นตอนที่ข้าอายุครบกำหนด ข้าจึงลงเขาไปที่ตระกูลเย่ด้วยตัวเอง เพื่อขอถอนหมั้นการแต่งงานในครั้งนี้เจ้าค่ะ"
เฟิ่งเจียวเอ๋อร์มีใบหน้าเอียงอาย ภายในดวงตามีความยั่วยวนไหลเวียน
สมกับที่เป็นสตรีศักดิ์สิทธิ์แห่งสำนักเชียนเม่ย ทุกกิริยาอาการ ล้วนเต็มไปด้วยเสน่ห์ดึงดูดใจจริงๆ
"ฮึ่ม แล้วทำไมท่านอาจารย์ของเจ้า ถึงยังส่งเจ้ามาเป็นสาวใช้ของคุณชายอีกล่ะ ไม่กลัวว่าเจ้าจะเสียระดับการฝึกฝนไปหรือไง?"
เย่ชิงฉานแค่นเสียงเย็น บนใบหน้าเต็มไปด้วยความดูแคลน
ช่วงหลายปีมานี้ นางก็เคยได้ยินข่าวลือเกี่ยวกับเฟิ่งเจียวเอ๋อร์มาไม่น้อย ผู้หญิงคนนี้มักจะทำเรื่องยั่วยวนผู้ชายอยู่บ่อยครั้ง
เล่าลือกันว่าในอดีต เคยมีประมุขราชวงศ์แห่งหนึ่งได้พบนางเข้า ถึงกับยอมทิ้งทุกอย่างไปเฝ้าอยู่ตีนเขาสำนักเชียนเม่ย จนทำให้ประเทศชาติต้องล่มสลาย และกลายเป็นคนบาปในประวัติศาสตร์
"หากเป็นคุณชาย ผู้น้อยก็เต็มใจเจ้าค่ะ"
เฟิ่งเจียวเอ๋อร์ก้มหน้าลง ใบหน้าแดงระเรื่อ น้ำเสียงแฝงความเขินอายอยู่บ้าง
"ถุย หน้าไม่อาย"
แต่ในเวลานี้ หลิงเซียวกลับปรายตามองเฟิ่งเจียวเอ๋อร์อย่างมีเลศนัย ก่อนจะส่ายหน้าเบาๆ
"การที่เจ้าไปขอถอนหมั้น เกรงว่าเหตุผลคงไม่ใช่แค่เพราะกลัวเสียระดับการฝึกฝนหรอกกระมัง"
[จบตอน]