- หน้าแรก
- เกิดใหม่เป็นตัวร้าย ขอแย่งบทพระเอกมันซะเลย
- บทที่ 15 บรรพชนสำนักกระบี่
บทที่ 15 บรรพชนสำนักกระบี่
บทที่ 15 บรรพชนสำนักกระบี่
บทที่ 15 บรรพชนสำนักกระบี่
"คุณชาย เป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ จอมมารตนนั้น..."
ที่บริเวณทางเข้าตำหนักใต้ดิน เย่ชิงฉานมีสีหน้าเคร่งเครียด คล้ายกับมีความกังวลอยู่บ้าง
ด้วยความที่นางเข้าใจบิดาของตนเองเป็นอย่างดี ย่อมรู้ถึงจุดประสงค์ของการกระทำเช่นนี้ของเขา
จอมมารตนนี้ ถูกสะกดข่มอยู่ในสำนักเสวียนเจี้ยนมาเป็นเวลานานแล้ว
แต่ประมุขสำนักเสวียนเจี้ยนรุ่นแล้วรุ่นเล่า ก็ไม่มีผู้ใดสามารถกำจัดมันลงได้ ซึ่งนับว่าเป็นภัยเงียบที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของสำนักเลยทีเดียว
ในเมื่อคุณชายหลิงเซียวมาจากเซิ่งโจว และมีวิธีการอันน่าตื่นตะลึง บางทีเขาอาจจะสามารถช่วยสำนักเสวียนเจี้ยนกำจัดภัยร้ายนี้ลงได้
"วางใจเถอะ ข้าจัดการสะกดข่มและสังหารมันไปแล้ว"
หลิงเซียวแย้มยิ้มบางๆ ก้าวเท้าเดินมุ่งหน้าออกจากตำหนักใต้ดิน
ส่วนบนใบหน้าของเย่ชิงฉาน ก็ปรากฏรอยยิ้มอันหอมหวานขึ้นมาทันที นางรีบเดินตามหลังเขาออกไปจากตำหนักใต้ดิน
ในขณะเดียวกัน ณ โถงใหญ่ของสำนักกระบี่
เย่หลิวอวิ๋นและบรรดายอดฝีมือแห่งสำนักกระบี่ต่างก็ยืนโค้งคำนับอย่างสงบนิ่ง มองดูชายหนุ่มที่อยู่เบื้องบนด้วยสายตาหวาดหวั่นและเคารพเทิดทูน
"ครั้งนี้ต้องขอบคุณคุณชายเป็นอย่างยิ่ง หากไม่ได้ท่าน สำนักเสวียนเจี้ยนของพวกเรา คงจะตกไปอยู่ในเงื้อมมือของพรรคมารเป็นแน่"
เย่หลิวอวิ๋นถอนหายใจออกมาเบาๆ สายตาที่มองไปยังหลิงเซียว เต็มไปด้วยความรู้สึกซาบซึ้งใจอย่างสุดซึ้ง
ตอนที่ฉู่หยางฝากตัวเข้าเป็นศิษย์ของสำนักกระบี่ และก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งนายน้อยทีละก้าวนั้น เรียกได้ว่าเป็นเรื่องราวที่สร้างแรงบันดาลใจเป็นอย่างยิ่ง
และคนทั้งสำนักเสวียนเจี้ยน ต่างก็ให้ความไว้วางใจในตัวนายน้อยผู้นี้เป็นอย่างมาก ซึ่งนี่ก็แสดงให้เห็นว่าเขาซ่อนตัวตนได้ลึกซึ้งเพียงใด
หากคุณชายไม่ได้มาเยือน และเปิดโปงตัวตนที่แท้จริงของเขา เกรงว่าอีกไม่กี่ปี สำนักเสวียนเจี้ยนก็คงจะตกไปอยู่ในมือของฉู่หยางอย่างแน่นอน
และเมื่อถึงเวลานั้น การสืบทอดของสำนักกระบี่ ก็จะถูกทำลายจนพินาศย่อยยับไปอย่างสิ้นเชิง!
เมื่อคิดได้เช่นนี้ เย่หลิวอวิ๋นก็ยิ่งรู้สึกอกสั่นขวัญแขวน หวาดกลัวว่าตนเองจะกลายเป็นคนบาปของสำนัก
"พรุ่งนี้ สำนักใหญ่ทั้งหมดในแดนร้างเหนือจะมารวมตัวกันที่สำนักเสวียนเจี้ยน ข้าจะช่วยล้างมลทินให้กับสำนักกระบี่เอง"
หลิงเซียวมีสีหน้าสงบนิ่ง เขาไม่เชื่อหรอกว่า ด้วยการระดมกำลังของคนทั้งแดนร้างเหนือ จะยังหาที่ซ่อนของบุตรแห่งสวรรค์คนต่อไปไม่พบ
ต้องรู้ก่อนว่า ในพล็อตเรื่องทุกรูปแบบ ช่วงแรกบุตรแห่งสวรรค์มักจะต้องเผชิญกับความยากลำบาก และมีศัตรูคอยขัดขวางเสมอ
ในตอนแรก ศัตรูผู้นี้จะอยู่สูงจนเกินเอื้อม แต่เมื่อใดที่บุตรแห่งสวรรค์ค้นพบดินแดนลับ และทะลวงผ่านระดับการฝึกฝนไปได้ หลังจากนั้นก็จะเป็นช่วงเวลาแห่งการตบหน้าอันแสนเบิกบานใจแล้ว
"บุญคุณอันยิ่งใหญ่ของคุณชาย สำนักเสวียนเจี้ยนไม่มีสิ่งใดจะตอบแทน! เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน ข้าเห็นว่าคุณชายอายุยังน้อย ข้าขอเรียกคุณชายว่าลูกพี่ใหญ่ก็แล้วกัน ต่อจากนี้ไป ทั่วทั้งสำนักเสวียนเจี้ยน จะคอยรับฟังคำสั่งของคุณชายแต่เพียงผู้เดียว!"
น้ำเสียงของเย่หลิวอวิ๋นจริงจัง เต็มไปด้วยความมุ่งมั่นอันแรงกล้า
แต่หลิงเซียวกลับเลิกคิ้วขึ้น มุมปากแฝงไว้ด้วยรอยยิ้มอย่างมีเลศนัย
เขาเป็นตัวร้าย ข้างกายย่อมต้องมีพวกสุนัขรับใช้คอยเลียแข้งเลียขาอยู่แล้ว
แต่ คนระดับเสวียนชิงกระจอกๆ ผู้นี้ ยังไม่มีคุณสมบัติที่จะมาเลียแข้งเลียขาเขาด้วยซ้ำ
เมื่อเห็นหลิงเซียวไม่ยอมเอ่ยปาก จู่ๆ เย่หลิวอวิ๋นก็ยกมือขึ้น ตบหน้าตัวเองฉาดใหญ่
"เป็นข้าที่ล่วงเกินคุณชายแล้ว! คุณชาย พูดตามตรงเลยนะ สุสานบรรพชนของสำนักเสวียนเจี้ยนเรา ถือเป็นดินแดนฮวงจุ้ยชั้นยอด ภายในนั้นมีสระวิญญาณแห่งหนึ่ง ที่มีพลังวิญญาณมหาศาลเป็นอย่างยิ่ง ไม่สู้ให้ชิงฉานพาคุณชายไปที่นั่น แล้วเราก็ขุดร่างของบรรพชนขึ้นมา เพื่อให้คุณชายได้ลงไปแช่ตัวในสระวิญญาณ!"
"โอ้?"
เมื่อได้ยินเช่นนั้น รอยยิ้มบนใบหน้าของหลิงเซียวก็ยิ่งกว้างขึ้น โดยเฉพาะเมื่อได้เห็นสีหน้าที่จริงจังและเคร่งขรึมของเย่หลิวอวิ๋นในเวลานี้ มันช่างทำให้ผู้คนอดไม่ได้ที่จะหลุดหัวเราะออกมาจริงๆ
ความสุดยอดของการประจบสอพลอ ก็คือการทำเหมือนว่าเรื่องนั้นเป็นเรื่องที่ถูกต้องและสมควรทำอย่างยิ่ง
เห็นได้ชัดว่า ประมุขสำนักเสวียนเจี้ยนผู้นี้ คงจะเชี่ยวชาญด้านนี้มานานแล้วสินะ
"คุณชาย! บุญคุณอันยิ่งใหญ่ไม่อาจทดแทนได้หมด ขอคุณชายได้โปรดรับน้ำใจและความกตัญญูของข้าด้วยเถิด!"
เย่หลิวอวิ๋นส่งสายตาให้บรรดาผู้อาวุโสที่อยู่ด้านข้าง ทันใดนั้น ทั่วทั้งโถงใหญ่ก็มีเสียงตะโกนดังกึกก้อง
"ขอคุณชายโปรดรับความกตัญญูของพวกเราด้วยเถิด!"
ก็แค่สุสานบรรพชนแห่งเดียว หากสามารถใช้โอกาสนี้ ทำให้คุณชายโปรดปรานได้ สำนักเสวียนเจี้ยนก็จะกลายเป็นอันดับหนึ่งแห่งแดนร้างเหนืออย่างแท้จริง
ยิ่งไปกว่านั้น!!
ไม่ว่าจะผ่านไปนานแค่ไหน ก็จะไม่มีผู้ใดกล้ามาล่วงเกินสำนักกระบี่อีกเลย
"นี่มัน... ก็ได้"
หลิงเซียวถอนหายใจออกมาเบาๆ พยักหน้าตอบรับอย่างเสียไม่ได้
"ชิงฉาน! เร็วเข้า ไปอาบน้ำร่วมกับคุณชาย!"
เย่หลิวอวิ๋นมีสีหน้ายินดี ส่วนบนใบหน้าของเย่ชิงฉานกลับมีรอยแดงระเรื่อปรากฏขึ้น ดูเอียงอายและน่าหลงใหลเป็นอย่างยิ่ง
"คุณชาย เชิญเจ้าค่ะ"
จนกระทั่งทั้งสองคนเดินออกไปจากโถงใหญ่ เย่หลิวอวิ๋นถึงได้ถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก
ดูจากสถานการณ์ในตอนนี้ ความสัมพันธ์ระหว่างชิงฉานกับคุณชาย ดูเหมือนจะมีการเปลี่ยนแปลงที่ละเอียดอ่อนเกิดขึ้นแล้ว
และนี่ก็ถือเป็นโชคลาภวาสนาอันยิ่งใหญ่ของสำนักกระบี่อย่างแท้จริง
และในเวลานี้ เงาร่างของหลิงเซียวและเย่ชิงฉานก็ได้มาปรากฏตัวอยู่ที่ยอดเขาสำนักกระบี่แล้ว
เบื้องหน้าของคนทั้งสอง คือตำหนักหินโบราณอันโอ่อ่าตระการตาหลังหนึ่ง
จะบอกว่าเป็นตำหนักหิน ก็สู้บอกว่าเป็นสุสานน่าจะถูกต้องกว่า
รูปทรงสี่เหลี่ยมไร้เหลี่ยมมุม ราวกับถูกสร้างขึ้นจากหินชิ้นเดียว เผยให้เห็นถึงความรู้สึกที่เก่าแก่และยิ่งใหญ่
"คุณชาย ที่นี่คือดินแดนต้องห้ามของสำนักกระบี่เรา เป็นสุสานของบรรพชน เล่าลือกันว่าในอดีต บรรพชนได้บรรลุมรรคผลที่นี่ จึงได้ก่อตั้งสำนักเสวียนเจี้ยนขึ้นมา และกลายเป็นขุมกำลังที่แข็งแกร่งที่สุดในแดนร้างเหนือเจ้าค่ะ"
"อืม"
หลิงเซียวพยักหน้าอย่างเย็นชา เดินตรงเข้าไปในตำหนักหิน
ด้วยโชคชะตาของเย่ชิงฉาน บางทีสุสานเบื้องหน้านี้ อาจจะเป็นสถานที่แห่งโชคลาภวาสนาของนางก็เป็นได้
ตามพล็อตเรื่องทั่วไป บรรพชนสำนักเสวียนเจี้ยนผู้นี้ มีความเป็นไปได้สูงมากที่... จะยังมีชีวิตอยู่
"คุณชาย... มีขุมกำลังในแดนร้างเหนือแห่งหนึ่ง ไม่ยอมเดินทางมาเข้าเฝ้าที่สำนักเสวียนเจี้ยนขอรับ"
ในขณะที่หลิงเซียวกำลังครุ่นคิดอยู่ในใจ จู่ๆ เสียงของผู้อาวุโสอินก็ดังขึ้นมาจากยันต์สื่อสาร
"ทำลายพวกมันทิ้งซะ"
แต่หลิงเซียวกลับเพียงแค่ปรายตามองเย่ชิงฉานอย่างสงบนิ่ง แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
"คุณชาย... เกิดเรื่องอะไรขึ้นหรือเจ้าคะ?"
"ไม่มีอะไรหรอก ยังมีสำนักในแดนร้างเหนือที่สมรู้ร่วมคิดกับพรรคมารหลงเหลืออยู่อีกแห่งหนึ่ง ข้าก็เลยส่งคนไปทำลายพวกมันทิ้งน่ะ"
"อ๋อ"
ดวงตาของเย่ชิงฉานสั่นไหว สายตาที่มองไปยังหลิงเซียว ยิ่งทวีความหวาดหวั่นและเคารพเทิดทูนมากขึ้นไปอีก
สำนักแห่งหนึ่งที่สืบทอดมานานหลายร้อยหรือเป็นพันปี แต่ในสายตาของคุณชาย กลับเป็นเพียงมดปลวกที่สามารถกวาดล้างให้พินาศได้ด้วยการสะบัดมือเพียงครั้งเดียว
นี่สิ ถึงจะเรียกว่าสวรรค์พิโรธ!!
ในแดนร้างเหนือแห่งนี้ คุณชายก็คือเทพเจ้าที่แท้จริง ไม่ว่าใครก็ตามที่กล้าขัดขืนความต้องการของคุณชาย ล้วนต้องมีจุดจบคือความตายอย่างไร้ที่ฝังศพ!
"ไปกันเถอะ"
หลิงเซียวก้าวเท้าเดินมุ่งหน้าเข้าไปในส่วนลึกของสุสาน
ต่อให้บรรพชนสำนักเสวียนเจี้ยนจะยังไม่ตายจริงๆ แต่สำหรับหลิงเซียวแล้ว มันก็ไม่มีอะไรน่ากลัวเลยสักนิด
ในเมื่อตอนนี้จิ่วโยวอยู่ในแหวนของเขาแล้ว นางก็สามารถยอมพลีชีพเพื่อเขาได้ทุกเมื่อ
ยิ่งไปกว่านั้น การที่มีเย่ชิงฉานอยู่ที่นี่ด้วย ก็ยิ่งทำให้หลิงเซียวไม่ต้องกังวลว่าจะเกิดเรื่องไม่คาดคิดขึ้น
"เจ้าค่ะ"
เย่ชิงฉานพยักหน้าเบาๆ เดินตามหลังหลิงเซียวเข้าไปในส่วนลึกของสุสานโบราณ
จนกระทั่งเบื้องหน้าของคนทั้งสอง จู่ๆ ก็มีแสงสว่างวาบขึ้นมา ภายในส่วนลึกของสุสานขนาดใหญ่นี้ กลับมีสระวิญญาณสายหนึ่งไหลเวียนอยู่
ภายในสระนั้นมีแสงสะท้อนระยิบระยับ พลังวิญญาณอัดแน่น มองปราดเดียวก็รู้แล้วว่าเป็นโชคลาภวาสนาที่หาได้ยากยิ่ง
และภายในสระวิญญาณนั้น มีร่างในชุดขาวผู้หนึ่งนั่งสมาธิอยู่อย่างเงียบๆ ไร้สุ้มไร้เสียง มีเพียงภายในทะเลวิญญาณเท่านั้นที่คล้ายกับจะมีคลื่นพลังวิญญาณสั่นกระเพื่อมอยู่
"ในที่สุดก็มีคนมาเสียที..."
จากนั้น น้ำเสียงอันแหบพร่าและทุ้มต่ำก็ดังขึ้นกะทันหัน ใบหน้าของเย่ชิงฉานซีดเผือด นางโผเข้ากอดหลิงเซียวในทันที บนใบหน้าเต็มไปด้วยความหวาดกลัว
"หืม?"
ดวงตาของหลิงเซียวหรี่แคบลง ทว่าบนใบหน้ากลับไม่ปรากฏคลื่นอารมณ์ใดๆ
มารดามันเถอะ... บรรยากาศแบบนี้มันชวนขนหัวลุกจริงๆ มิน่าเล่าวัยรุ่นสมัยนี้ถึงชอบไปเดตกันที่บ้านผีสิง พอมีอะไรให้ตกใจหน่อย ก็ทั้งกอดทั้งลูบคลำ เฮ้อ... แบบนี้ความสัมพันธ์มันจะไม่ก้าวหน้าได้อย่างไร?
พี่น้องทั้งหลาย เข้าใจหรือยัง?
[จบตอน]