- หน้าแรก
- เกิดใหม่เป็นลูกท่านประธาน พร้อมระบบสุดโกง
- บทที่ 20 จะให้กินแบบนี้ทุกวันได้ยังไงกัน...
บทที่ 20 จะให้กินแบบนี้ทุกวันได้ยังไงกัน...
บทที่ 20 จะให้กินแบบนี้ทุกวันได้ยังไงกัน...
"ครูครับ ถ้าอย่างนั้นก็หมายความว่าความแข็งแกร่งของเผ่าสมุทรนั้นเหนือกว่ามนุษยชาติของเราอีกงั้นเหรอครับ?!"
ใครบางคนเอ่ยถามด้วยสีหน้าประหลาดใจ
ชายชราพยักหน้าและกล่าวว่า
"ถึงแม้ครูจะไม่อยากยอมรับ แต่วิเคราะห์จากข้อมูลที่เรามีอยู่ในปัจจุบัน เผ่าสมุทรก็แข็งแกร่งกว่าจริงๆ นั่นแหละ!"
"เป็นไปไม่ได้หรอกครับครู ถ้าเผ่าสมุทรแข็งแกร่งขนาดนั้นจริงๆ แล้วพวกเขาจะสูญพันธุ์ไปดื้อๆ ได้ยังไง?"
"คำถามนี้ครูคงตอบไม่ได้หรอกนะ"
ชายชรากล่าวด้วยน้ำเสียงจนใจเล็กน้อย
"อย่าว่าแต่ครูสอนประวัติศาสตร์ตัวเล็กๆ อย่างครูเลย ต่อให้เป็นนักโบราณคดีมืออาชีพพวกนั้นก็ยังหาคำตอบไม่ได้ บางทีอาจจะเป็นเพราะภัยพิบัติทางธรรมชาติ โรคระบาด หรือไม่ก็อาจจะเป็นฝีมือของอารยธรรมที่มีระดับสูงกว่า..."
เมื่อได้ยินเช่นนี้ ทุกคนก็รู้สึกหนาวสันหลังวาบขึ้นมาตามสัญชาตญาณ
อารยธรรมที่ไม่ได้ด้อยไปกว่ามวลมนุษยชาติเลยแม้แต่น้อย กลับพังทลายและสูญสลายไปในกระแสธารแห่งประวัติศาสตร์ โดยไม่เหลือเบาะแสใดๆ ทิ้งไว้เลย...
แววตาของชายชราดูลึกล้ำ เขาเอ่ยเสียงแผ่ว
"ในห้วงดารานี้ ยังมีสิ่งที่เราไม่รู้อีกมากมายก่ายกอง สิ่งที่มนุษย์เราไขว่คว้ามาได้ในตอนนี้เป็นเพียงแค่ยอดภูเขาน้ำแข็งเท่านั้น..."
"สิ่งที่ครูอยากจะบอกทุกคนก็คือ จงอย่าเย่อหยิ่งและคิดไปเองว่ามนุษย์เราคือจ้าวแห่งห้วงดารา บางทีสำหรับจักรวาลอันกว้างใหญ่ไพศาล อารยธรรมมนุษย์ที่พวกเราคิดว่าทรงพลังอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน อาจจะเป็นเพียงแค่ฝุ่นผงธุลีหนึ่งเท่านั้น!"
"จำเอาไว้นะ จงมีความยำเกรงต่อห้วงดาราอยู่เสมอ!"
ทุกคนพยักหน้า จดจำประโยคนี้ไว้ในใจอย่างระมัดระวัง
ข้อมูลต่างๆ ที่พวกเขาได้เรียนรู้มาตั้งแต่เด็กล้วนพร่ำบอกถึงความแข็งแกร่งของมวลมนุษยชาติ เช่น การที่มนุษยชาติพิชิตดาวเคราะห์ดวงใหม่ หรือนักรบดาราล่าสัตว์ร้ายห้วงดาราที่ทรงพลังสุดกู่ เป็นต้น
พวกเขาเชื่อมาตลอดว่ามวลมนุษยชาตินั้นไร้เทียมทานและทรงพลังอำนาจที่สุดในห้วงดารา ทว่าคำพูดของครูสอนประวัติศาสตร์ในวันนี้ กลับทำให้พวกเขาตระหนักถึงความต่ำต้อยของมวลมนุษยชาติ...
"เอาล่ะ กลับมาที่เรื่องอารยธรรมเผ่าสมุทรของเรากันต่อเถอะ"
ชายชราลูบผมสีขาวบนหน้าผากและกล่าวพร้อมรอยยิ้ม
"ปัจจุบัน มนุษยชาติครอบครองซากอารยธรรมเผ่าสมุทรทั้งหมดสามแห่ง โดยวัดจากระดับความยากของบททดสอบและรางวัลที่อยู่ภายใน เราได้จัดระดับพวกมันเป็นระดับ B สองแห่ง และระดับ A อีกหนึ่งแห่ง"
"ซากโบราณสถานแห่งที่อยู่ใกล้เราที่สุดตั้งอยู่บนดาวเคราะห์อควอติกา ซึ่งอยู่ห่างออกไปสามพันปีแสง หากในอนาคตพวกเธอเติบโตเป็นนักรบดาราที่แข็งแกร่ง บางทีพวกเธออาจจะได้รับสิทธิ์ให้เข้าไปที่นั่น ถึงตอนนั้น พวกเธอจะได้สำรวจซากโบราณสถาน และอาจจะได้ครอบครองสมบัติล้ำค่าที่ถูกทิ้งไว้ด้วยซ้ำ"
"หนึ่งในผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดของมนุษยชาติ จ้าวสมุทร ครูมั่นใจว่าทุกคนต้องเคยได้ยินชื่อของเขาใช่ไหม? เส้นทางการก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดของเขาเริ่มต้นจากซากอารยธรรมเผ่าสมุทรนี่แหละ ว่ากันว่าเขาไม่ได้เพียงแค่ได้รับมรดกสืบทอดของเผ่าสมุทรจากที่นั่นเท่านั้น แต่แม้กระทั่งตรีศูลในมือของเขา ก็ยังเคยเป็นอาวุธของผู้นำเผ่าสมุทรมาก่อนด้วย!"
เมื่อได้ยินเช่นนี้ ทุกคนก็รู้สึกปรารถนาอย่างแรงกล้าตามสัญชาตญาณ หวังเพียงว่าจะได้ไปยังซากอารยธรรมนั้นเดี๋ยวนี้ และคว้าโอกาสวาสนาของตัวเองมาให้ได้
ทว่าความแข็งแกร่งในปัจจุบันของพวกเขายังอ่อนด้อยเกินไป ขืนเข้าไปในซากโบราณสถาน พวกเขาคงได้ตายคาที่ทันที...
"คุณลุงจ้าวสมุทรงั้นเหรอ..."
สีหน้าของลู่เสี่ยวไป๋เปลี่ยนไปเล็กน้อย ภาพของชายร่างกำยำไว้หนวดเคราครึ้มผุดขึ้นมาในหัวของเขา
พ่อของเขาและจ้าวสมุทรเคยออกสำรวจห้วงดาราด้วยกัน และความสัมพันธ์ของพวกเขาก็ดีเยี่ยมมาก จ้าวสมุทรเคยมาเยือนดาวเคราะห์หลักของตระกูลลู่ในฐานะแขกอยู่หลายครั้ง และในฐานะทายาทสายตรงคนเล็กสุดของตระกูลลู่ ลู่เสี่ยวไป๋ย่อมเคยเห็นใบหน้าที่แท้จริงของเขา
"ลุงจ้าวสมุทรเป็นถึงยอดฝีมือระดับสูงสุดเลยเหรอเนี่ย..."
ลู่เสี่ยวไป๋ส่ายหน้ายิ้มๆ พลางนึกขึ้นได้ว่าตอนเด็กๆ เขาเหมือนจะเคยฉี่ใส่หัวชายคนนั้นด้วยซ้ำ...
เวลาเรียนผ่านไปอย่างรวดเร็ว
ชายชรายังคงมีท่าทีเหมือนยังสอนไม่จุใจ แต่เขาก็ทำได้เพียงหยุดไว้แค่นั้นและเอ่ยว่า
"หลังเลิกเรียนทุกคนสามารถไปทบทวนกันได้นะ คราวหน้าเราจะมาคุยเรื่องอารยธรรมเผ่าสมุทรกันต่อ"
"อ้อ แล้วครูก็คุยกับครูสอนภาษาของพวกเธอไว้แล้ว คาบหน้าเขาจะมาสอนภาษาเผ่าสมุทรให้ ถ้าพวกเธอสนใจซากอารยธรรมนี้ล่ะก็ อย่าลืมตั้งใจเรียนภาษานี้ให้เชี่ยวชาญล่ะ มันคือสิ่งสำคัญที่จะทำให้พวกเธอสำรวจซากโบราณสถานได้นะ!"
ทุกคนพยักหน้าและจดจำเรื่องนี้ไว้ในใจ
โดยทั่วไปแล้วซากอารยธรรมโบราณมักจะมีพลังพิเศษที่ทำให้เทคโนโลยีของมนุษย์ไร้ผล ซึ่งนั่นหมายความว่าเครื่องแปลภาษาของพวกเขาก็จะใช้งานไม่ได้เช่นกัน หากต้องการทำความเข้าใจข้อมูลภายในซากโบราณสถาน พวกเขาก็ย่อมต้องพึ่งพาความรู้ของตัวเอง ซึ่งนี่ก็คือความสำคัญของวิชาภาษาศาสตร์
ท้ายที่สุดแล้ว ถ้าอ่านไม่ออกหรือฟังไม่เข้าใจเลยสักคำ ต่อให้ได้เข้าไปในซากโบราณสถาน พวกเขาก็คงจะทำหน้าโง่เป็นใบ้ และยากที่จะได้รับอะไรกลับมา...
"ถ้าวันหน้าฉันมีโอกาสวาสนาได้ไปที่ซากอารยธรรมเผ่าสมุทร ฉันคงต้องไปขอคำชี้แนะจากลุงจ้าวสมุทรสักหน่อยแล้ว..."
ลู่เสี่ยวไป๋หัวเราะเบาๆ แอบทอดถอนใจถึงผลประโยชน์ที่ได้จากสถานะของตัวเองอีกครั้ง
ตอนนั้นเอง
สายตาของเขาก็เหลือบไปเห็นอวี๋เวยลุกจากที่นั่งและกระซิบกระซาบกับใครบางคน เห็นได้ชัดว่าเขากำลังปฏิบัติภารกิจที่ลู่เสี่ยวไป๋มอบหมายให้อยู่...
"ไอ้ลิงนี่ทำงานมีประสิทธิภาพดีแฮะ..."
สีหน้าของลู่เสี่ยวไป๋เปลี่ยนไปเล็กน้อย โดยไม่มีความกังวลใดๆ อยู่ในใจเลย เขาเริ่มค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับซากอารยธรรมเผ่าสมุทรบนอินเทอร์เน็ต
เขาสนใจอารยธรรมที่สูญพันธุ์ไปแล้วในห้วงดาราเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เขาอยากรู้เหตุผลว่าทำไมพวกมันถึงได้ล่มสลายไป...
คาบเรียนช่วงเช้ามักจะมีวิชาสายวัฒนธรรมเพียงคาบเดียว ตามด้วยเวลาเรียนด้วยตนเองเพื่อให้นักเรียนได้ค่อยๆ ย่อยเนื้อหาในบทเรียนหรือทบทวนความรู้เก่า
เมื่อเสียงออดดังกังวานขึ้น มันเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าการเรียนในช่วงเช้าได้สิ้นสุดลงแล้ว
ลู่เสี่ยวไป๋และอวี๋เวยเดินเคียงคู่กัน มุ่งหน้าตรงไปยังโรงอาหารของโรงเรียน
เวลาพักเที่ยงมีแค่สองชั่วโมง ดังนั้นนักเรียนส่วนใหญ่จึงมักจะกินข้าวเที่ยงที่โรงเรียน แม้แต่ลู่เสี่ยวไป๋เองก็ยังขี้เกียจกลับบ้าน เพราะการเดินทางไปกลับก็กินเวลาไปเป็นชั่วโมงแล้ว...
"พี่ลู่ เรื่องที่พี่ให้ฉันไปจัดการมันเจอปัญหานิดหน่อยน่ะ"
อวี๋เวยเกาหัวและเอ่ยอย่างระมัดระวัง
"โอ้? ปัญหาอะไรล่ะ?"
ลู่เสี่ยวไป๋รีบถาม สำหรับเขาแล้ว นี่คือธุระสำคัญ จะมาทำเป็นเล่นไม่ได้เด็ดขาด
"ไอ้คนหัวรั้นอย่างลู่จ้านมันไม่ยอมตกลงท่าเดียวน่ะสิ"
แววตาของอวี๋เวยฉายความอับจนหนทางขณะกล่าวว่า
"มันเอาแต่พูดว่านักรบดาราต้องมีเกียรติและตรงไปตรงมา ถ้าชนะได้ก็คือชนะ ถ้าสู้ไม่ได้ก็คือสู้ไม่ได้ ไม่มีคำว่าออมมือให้กันหรอก"
"นายไม่ได้บอกเขาเหรอว่าจะมีค่าตอบแทนให้ทีหลังน่ะ?"
"บอกแล้วสิ ฉันเสนอเงินให้ตั้งสองพันเหรียญพันธมิตรเลยนะ แต่หมอนั่นก็ยังไม่ยอมตกลงอยู่ดี"
อวี๋เวยถอนหายใจ
คนอื่นๆ ส่วนใหญ่แทบไม่เรียกร้องค่าตอบแทนเลยด้วยซ้ำ แต่มีแค่หมอนี่คนเดียวที่สร้างปัญหาให้เขา
"ลู่จ้านงั้นเหรอ... เดี๋ยวฉันจัดการเอง"
ลู่เสี่ยวไป๋ลูบคางตัวเอง
เขาจำได้ว่าอีกฝ่ายสอบได้อันดับสามของห้อง มีระดับพลังชีวิต 3.2 ถ้าจับฉลากไปเจอหมอนี่ในการสอบปฏิบัติล่ะก็ เขาคงได้ตกรอบตั้งแต่เนิ่นๆ แน่...
ไม่นานนัก ทั้งสองก็มาถึงโรงอาหารและเพลิดเพลินกับมื้ออาหารอันโอชะด้วยกัน
"พี่ลู่ ฉันไม่เคยกินอาหารเกรดดีขนาดนี้มาก่อนเลย!"
อวี๋เวยสัมผัสได้ถึงความอบอุ่นที่แผ่ซ่านไปทั่วร่างกาย ราวกับว่าทุกเซลล์กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง
ลู่เสี่ยวไป๋ยิ้มและพูดว่า
"ขั้นเคล็ดการขัดเกลาร่างกายของนายมันต่ำเกินไป ถ้าอยากจะเพิ่มระดับพลังชีวิตให้เร็วขึ้น นายก็ต้องกินอาหารที่มีพลังงานดาราแบบนี้ให้มากๆ"
"ลูกพี่ คำพูดของพี่มันเหมือนวลีที่ว่า 'ไม่มีข้าวกิน ทำไมไม่กินโจ๊กเนื้อล่ะ' เลยนะ..."
อวี๋เวยเอ่ยด้วยสีหน้าตัดพ้อ
"แค่อาหารมื้อนี้มื้อเดียวก็ปาเข้าไปเกือบสองพันเหรียญพันธมิตรแล้ว นั่นมันตั้งครึ่งนึงของเงินเดือนพ่อฉันเลยนะ จะให้ฉันเอาเงินที่ไหนมากินแบบนี้ทุกวัน..."
ลู่เสี่ยวไป๋เลิกคิ้วและเอ่ยพร้อมรอยยิ้ม
"ก็เพราะแบบนี้ฉันถึงอยู่ที่นี่ไงล่ะ?"
ในอนาคตเขาคงจะต้องกระตุ้นภารกิจต่างๆ ได้อีกแน่นอน และการได้รับความช่วยเหลือจากอีกฝ่ายก็ช่วยลดความยุ่งยากไปได้มาก แต่เขารู้ดีว่าความสัมพันธ์ระหว่างคนเราจะรับอยู่ฝ่ายเดียวไม่ได้ โดยธรรมชาติแล้วเขาย่อมต้องให้อะไรตอบแทนกลับไปบ้าง
"หา..."
อวี๋เวยชะงักไปเล็กน้อย รู้สึกซาบซึ้งใจในทันที และรีบพูดว่า
"พี่ลู่ ไม่ต้องหรอก ของดีๆ แบบนี้ให้ฉันกินมันออกจะสิ้นเปลืองไปหน่อยนะ..."
"ต่อให้มันสิ้นเปลืองแค่ไหน ก็คงไม่สิ้นเปลืองเท่าฉันกินหรอกน่า"
ทว่าลู่เสี่ยวไป๋กลับโบกมือปัดอย่างไม่ใส่ใจเลยสักนิด
มูลค่ารวมของยาบำรุง อาหาร และสารอาหารเหลวต่างๆ นาๆ ที่เขาบริโภคมาตั้งแต่เด็ก อย่างน้อยๆ ก็นับเป็นเงินหลายร้อยล้านเหรียญพันธมิตร แต่ระดับพลังชีวิตในปัจจุบันของเขากลับมีแค่ 1.6 อย่างน่าสมเพช
ถ้าคนอื่นมารู้เรื่องนี้เข้า พวกเขาคงจะอุทานออกมาแน่ๆ ว่านี่มันเป็นการผลาญทรัพยากรธรรมชาติอย่างสูญเปล่าชัดๆ...