- หน้าแรก
- ร้านของฉันเชื่อมหมื่นมิติพันพิภพ
- ตอนที่ 16 ปิ่นปักผม
ตอนที่ 16 ปิ่นปักผม
ตอนที่ 16 ปิ่นปักผม
ตอนที่ 16 ปิ่นปักผม
หลังจัดการไปอีกเรื่องหนึ่งแล้ว เสิ่นโย่วเอนหลังเหยียดตัวอยู่หลังเคาน์เตอร์
เผลอแป๊บเดียวก็ใกล้ค่ำแล้ว เธอสั่งข้าวหมูแดงให้ตัวเองหนึ่งที่ แล้วหยิบตีนไก่ที่เหลือจากตู้เย็นออกมากินเป็นมื้อเย็นด้วยกัน
พร้อมกันนั้นก็เปิดร้านขายของโบราณแคว้นต้าฉี
ช่วงนี้อากาศเปลี่ยนเร็ว เดี๋ยวหนาวเดี๋ยวร้อน แค่ออกไปให้อาหารปลาแป๊บเดียวก็เริ่มรู้สึกเย็นขึ้นมารางๆ แล้ว
ไม่นานนัก ก็มีคนเข้ามาในร้าน
เป็นหญิงสาวอายุน้อยคนหนึ่ง ดูแล้วน่าจะราวสิบห้าสิบหกปี แต่งกายเรียบง่ายแต่สะอาดสะอ้าน
เธอกอดของบางอย่างไว้ในอกอย่างระแวดระวัง มองร้านประหลาดแห่งนี้ด้วยสายตาทั้งสงสัยทั้งหวาดๆ
สุดท้ายสายตาก็มาหยุดที่เสิ่นโย่ว
ชุดของแม่นางผู้นี้ช่างแปลกนัก แขนเสื้อโผล่ออกมาครึ่งท่อน กระโปรงยาวแค่หน้าแข้ง ผมก็ปล่อยสยาย
ถ้าแต่งตัวแบบนี้ออกไปข้างนอก จะไม่ถูกคนนินทาหรือ?
[ ยินดีต้อนรับสู่ร้านของฉัน เชิญเลือกชมได้ตามสบาย ]
เธอไม่เคยได้ยินน้ำเสียงพูดแปลกประหลาดแบบนี้มาก่อน หลัวจื่อหย่าตัวสั่นเล็กน้อย สีหน้ายิ่งไม่สบายใจมากขึ้นเรื่อยๆ
“ที่นี่...รับซื้อของไหมเจ้าคะ?”
ได้ยินเสียงอ่อนเบา เสิ่นโย่วก็พยักหน้า
“ร้านขายของโบราณก็ต้องรับซื้ออยู่แล้ว แต่ขอดูก่อนว่าเป็นของอะไร”
คนเข้ามาซื้อของเธอเห็นมามากแล้ว แต่คนที่มาถามขายของถึงที่แบบนี้ นี่เป็นครั้งแรก
เสิ่นโย่วหยิบถาดไม้ที่ปูผ้านุ่มไว้แล้วออกมา ส่งสัญญาณให้เธอวางของลงไปได้
หลัวจื่อหย่าลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนหยิบปิ่นอันหนึ่งออกมาจากอกเสื้อ ดวงตามองเสิ่นโย่วอย่างตึงเครียด ระหว่างที่อีกฝ่ายกำลังเพ่งดูอย่างตั้งใจ
นี่คือปิ่นเงินรูปแมลงปอ โดยรวมถือว่าทำได้ค่อนข้างประณีต แต่ถ้าดูจริงๆ งานช่างยังหยาบอยู่เล็กน้อย
พลอยที่ฝังอยู่ด้านบนคุณภาพก็ธรรมดา มีมลทิน ไม่ใสสะอาด แถมตัวปิ่นยังมีอยู่สองจุดที่เริ่มหลวมเล็กน้อย
พูดง่ายๆ ก็คือ มันไม่ได้มีมูลค่ามากเท่าไร ถ้าอยู่ในตลาดของเก่าในยุคปัจจุบัน ขายได้ถึงห้าพันก็ถือว่าไม่เลวแล้ว
ระดับการทำเหมืองในสมัยโบราณยังไม่ดี อัญมณีแบบนี้ในหมู่ชาวบ้านถือว่าเป็นของหายาก แต่ในยุคปัจจุบันกลับจัดเป็นของมีตำหนิ
“เป็นยังไงบ้างเจ้าคะ?” หลัวจื่อหย่าถามอย่างไม่ค่อยมั่นใจ “ข้าเคยไปโรงรับจำนำมาแล้ว แต่ราคาที่นั่นเสนอ ข้าไม่ตกลง”
เพราะแบบนั้น เธอจึงลองตระเวนหาร้านอื่นดู ถามไปติดกันสองร้าน ราคาที่ให้กลับยังต่ำกว่าร้านรับจำนำร้านแรกเสียอีก
ในตอนที่กำลังสิ้นหวัง เธอกลับเห็นร้านหนึ่งที่ประตูใหญ่สว่างกว่าร้านอื่นทั้งหมด จึงเดินเข้ามา
เสิ่นโย่วมองเธอแล้วพูดว่า “ฉันว่าคุณดูหวงปิ่นอันนี้มากเลยนะ”
หลัวจื่อหย่าพยักหน้า “นี่คือสินเดิมที่แม่ข้าแอบเก็บไว้ให้ ของอย่างอื่นถูกพ่อเอาไปเล่นพนันจนหมดแล้ว เขากับย่าตั้งใจจะขายข้า เพื่อจะได้แต่งภรรยาใหม่ ข้าจำเป็นต้องมีค่าเดินทางถึงจะหนีไปที่บ้านตายายได้”
ขอบตาของเธอแดงเรื่อ มองเสิ่นโย่วด้วยความคาดหวัง
“สูงสุดให้ได้แค่ 10 ตำลึง ขายไหม?”
ตัวเลขนี้สำหรับเสิ่นโย่วแน่นอนว่าเธอขาดทุน แต่พอดีเธอต้องการของไว้ฝึกมือซ่อมแซมอยู่พอดี ถ้าจะไปหาซื้อของเก่าในตลาดยุคปัจจุบันก็เสียเวลามาก แถมยังมีโอกาสเจอของปลอมอีก
ตอนนี้มีของมาถึงที่ ต่อให้แพงหน่อยก็ช่างเถอะ อย่างน้อยยังได้มูลค่าธุรกิจเพิ่มด้วย
เรื่องอื่นเธอช่วยไม่ได้ ก็คงช่วยได้แค่นี้
“จริงหรือเจ้าคะ? ท่านจะรับซื้อ 10 ตำลึงจริงๆ หรือ?!” หลัวจื่อหย่าทั้งตกใจทั้งดีใจ
เงิน 10 ตำลึงไม่ใช่จำนวนน้อยๆ เลย สำหรับครอบครัวข้าราชการระดับอำเภอ ต่อให้เก็บกันครึ่งปี ก็ใช่ว่าจะเก็บได้ถึง!
ได้ยินมารดาว่าตอนจัดเตรียมไว้แต่แรกใช้เงินไปสิบตำลึง แต่ผ่านมาตั้งหลายปีแล้ว ร้านค้าคงไม่รับซื้อคืนตามราคาเดิมแน่ หลัวจื่อหย่าจึงคิดว่าถ้าขายได้สักห้าตำลึงก็ถือว่าดีมากแล้ว
แต่หลังจากไปโรงรับจำนำมา ของชิ้นนี้กลับถูกตีราคาได้สูงสุดแค่หนึ่งตำลึง พนักงานยังบอกอีกว่า โรงรับจำนำรับของกันก็เป็นกฎแบบนี้ จะจำนำหรือไม่ก็แล้วแต่
มีเพียงที่นี่เท่านั้น เถ้าแก่พูดจาสุภาพ ไม่มีท่าทางข่มคนเลยแม้แต่น้อย แถมยังยอมรับซื้อปิ่นของเธอในราคาสูงขนาดนี้
พอคิดถึงตรงนี้ หลัวจื่อหย่าก็มองเสิ่นโย่วด้วยความซาบซึ้ง
“ขอบคุณมากเจ้าค่ะ พอข้ากลับถึงบ้านตายายแล้ว ข้าจะนำเงินส่วนที่เหลือมาคืนท่านแน่นอน!”
เสิ่นโย่วเตือนว่า “คราวหน้า คุณอาจจะเข้ามาในร้านนี้ไม่ได้อีก เพราะงั้นคิดให้ดี ของที่ร้านฉันรับซื้อไปแล้ว ไถ่คืนไม่ได้นะ”
หลัวจื่อหย่าชะงักไปทันทีเมื่อได้ยิน ยังไม่เข้าใจว่าคำว่า คราวหน้าอาจจะเข้ามาไม่ได้ หมายความว่าอย่างไร
เธอมองปิ่นในมือ สีหน้าเต็มไปด้วยความอาลัยอาวรณ์ สุดท้ายก็ยังวางมันลงบนถาด แล้วพยักหน้าอย่างจริงจัง
ที่นี่ไม่ใช่โรงรับจำนำ จะไถ่คืนไม่ได้ก็เป็นเรื่องสมควรแล้ว
คงต้องบอกว่า มารดาของเธอก็คงไม่กล่าวโทษเธอเหมือนกัน ภรรยาคนก่อนของพ่อหม้ายคนนั้นถูกทุบตีจนตายทั้งเป็น หากเธอไม่หนี สุดท้ายเธอก็คงต้องตายเช่นกัน
ท่านตาเป็นหมอ มีร้านขายยาอยู่แห่งหนึ่ง ในละแวกนั้นก็มักออกตรวจรักษาโดยไม่คิดเงินอยู่บ่อยครั้ง จึงมีชื่อเสียงอยู่ไม่น้อย เธออยากไปเรียนวิชาแพทย์กับท่าน อย่างน้อยที่นั่นเธอก็น่าจะยังมีหนทางรอด
เสิ่นโย่วแลกเงินสิบตำลึงออกมาจากเงินห้าสิบตำลึงในระบบคิดเงินของร้าน
เนื่องจากเป็นเงินตราของแคว้นต้าฉีเหมือนกัน จึงไม่มีค่าธรรมเนียม
เงินแท่งก้อนเดียวดูสะดุดตาเกินไป เธอจึงตั้งใจแลกเป็นเงินย่อยให้กับอีกฝ่าย
หลัวจื่อหย่าถือเงินออกจากร้าน พอหันกลับไปมอง ก็หาไม่เจอแล้ว ไม่ว่าประตูเมื่อครู่หรือร้านสวยงามเป็นพิเศษแห่งนั้น
เธอรีบเปิดถุงเงิน ตรวจดูให้แน่ใจว่าเงินยังอยู่
ที่แท้คุณหนูคนนั้นหมายถึงเรื่องนี้นี่เอง หลัวจื่อหย่ายืนอยู่ข้างถนนอยู่นาน กว่าจะได้สติกลับมา
เธอ...ได้พบเซียนแล้วหรือ?
…
เสิ่นโย่วตื่นตอนสิบเอ็ดโมงเช้า เม็ดฆ่าเชื้อที่สั่งไว้ส่งมาถึงแล้วครึ่งหนึ่ง ส่วนที่เหลือ อีกฝ่ายบอกว่าจะมาถึงประมาณหนึ่งทุ่ม
หลังรับของแล้ว เธอก็รีบจ่ายค่าสินค้าไปครึ่งหนึ่ง ตอนนี้ของทั้งหมดถูกกองไว้ในโรงจอดรถ
ตั้งแต่จัดโรงจอดรถสร้างเสร็จเรียบร้อย การรับของก็สะดวกขึ้นมากจริงๆ
ไม่ต้องยกผ่านประตูใหญ่เข้ามาในร้านให้กังวลว่าจะไปชนของข้างใน เพียงแค่เปิดประตูม้วนด้านข้างของโรงจอดรถ แล้วขนของลงก็เร็วมาก
งานรีโนเวทก็เข้าสู่ช่วงเก็บงานแล้ว เกือบจะเสร็จหมด เหลือเพียงชั้นไม้จริงบางส่วนที่ต้องติดตั้ง กับการจัดวางของตกแต่ง
เฟอร์นิเจอร์ชิ้นใหญ่ซับซ้อนอย่างเตียง เธอเลือกร้านที่มีบริการติดตั้งให้ ส่วนพวกของง่ายๆ เพื่อประหยัดเงิน เธอสั่งจากโรงงานต้นทางโดยตรง แน่นอนว่าไม่มีบริการประกอบให้
จะจ้างช่างมาทำก็ราคาไม่ใช่น้อย เงินมากพอไปกินของอร่อยได้ตั้งหนึ่งมื้อ เสิ่นโย่วเลยออกไปซื้อไขควงมาเอง แล้วเปิดคลิปสอน แล้วทำตาม
ใช้เวลาแค่ครึ่งวันก็จัดการได้หมด พอนำของโบราณปลอมกับงานหัตถกรรมจริงที่เธอซื้อมาจากอินเทอร์เน็ตมาจัดวาง ทุกอย่างก็เสร็จสมบูรณ์!
หลี่เหิงกับจ้งจิ้งมาจ่ายเงินส่วนที่เหลือด้วยสภาพเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทาง
ของดีทั้งลังนั้นมีทั้งไม้จื่อถานใบเล็ก และไม้หอมเฉินเซียง ในนั้นยังมีเครื่องเคลือบจากเตาหลวง ปิ่นหยก และงานแกะสลักหยกอีกด้วย
ยังมีอยู่อีกอย่างหนึ่ง เป็นของที่พอเธอเห็นในพิพิธภัณฑ์แล้วก็เดินผ่านไม่ลงเลยจริงๆ
ลูกบอลรมกำยานเงินฉลุลายสมัยราชวงค์ถัง สามารถแขวนไว้ที่เอวได้ ไม่ว่าจะหมุนอย่างไร ของข้างในก็ไม่ตกออกมา ลวดลายละเอียดประณีตหอมกรุ่นทุกย่างก้าว ใครเห็นจะไม่อยากได้กัน?
แท่นฝนหมึกที่หลี่เหิงนำมาก็ทำจากหยกเหอเถียน แกะสลักลายกิ่งไม้แบบสามมิติลงบนหยกทั้งก้อน พู่กันก็เป็นชุดเดียวกัน ถ้านำออกขายพร้อมกัน ราคาทะลุหลักล้านได้แน่นอน
ส่วนโคมไฟโซลาร์เซลล์สองอันที่เธอซื้อมา กลับราคาแค่สามร้อยกว่าหยวนเท่านั้น
ยังมีภาพของจ้งจิ้งอีก ต่อให้เอาไปวางในยุคปัจจุบันก็ยังนับเป็นระดับปรมาจารย์ จัดแสดงทีหนึ่งเริ่มต้นก็หลักแสนขึ้นไปแล้ว
“เม็ดฆ่าเชื้อที่พวกคุณต้องการยังมาไม่ครบ อีกครึ่งหนึ่งน่าจะใกล้ถึงแล้ว” เสิ่นโย่วมองเวลา “ไม่งั้นพวกคุณกลับมาช้าหน่อยดีไหม? จะได้เตรียมของกินอะไรให้เอากลับไปพร้อมกันทีเดียว”
“เหมือนเนื้อย่างที่กินครั้งก่อนหรือ?” ดวงตาของหลี่เหิงเป็นประกายขึ้นเล็กน้อย
“ไม่เหมือนครั้งก่อนค่ะ อันนี้ย่างเสร็จมาแล้ว” เสิ่นโย่วยิ้มตอบ
อาหารปิ้งย่างเหมาะกับนั่งกินช้าๆ มากกว่า ฝั่งแคว้นต้าฉีไม่มีไฟฟ้า ถ้าต้องเอาไปย่างเองข้างนอกก็ยุ่งยากพอสมควร
เธอจึงตั้งใจจะไปซื้อที่ร้านบาร์บีคิวใกล้บ้าน
“ค่าอาหารเท่าไร?” หลี่เหิงถาม
ถึงอย่างไรเขาก็เป็นองค์รัชทายาทแห่งแคว้นต้าฉี จะมากินของคนอื่นๆ ฟรีๆ โดยไม่จ่ายเงินได้อย่างไร
เสิ่นโย่วโบกมืออย่างใจกว้าง “ไม่ต้องค่ะ ของที่พวกคุณเอามาให้ ก็มากพอจะแลกกับของกินได้ตั้งหลายมื้อแล้ว”
เธอทำกำไรต่างราคาได้มากขนาดนี้ จะให้ลูกค้ารายใหญ่จ่ายค่าอาหารเองได้อย่างไร
“แล้วทองแท่งที่เอามาครั้งก่อน พอซื้อเม็ดฆ่าเชื้อมากขนาดนี้หรือไม่?” หลี่เหิงถามอีก
เสิ่นโย่วพยักหน้า “พอค่ะ”
หลังจากหลี่เหิงกับจ้งจิ้งถือโคมไฟโซลาร์เซลล์ออกไปได้ไม่นาน เม็ดฆ่าเชื้ออีกครึ่งหนึ่งก็มาถึง
ตอนนี้เสิ่นโย่วคล่องมากกับงานรับของ และตรวจนับ พอจัดการงานเรียบร้อย จ่ายเงินเสร็จ เธอก็คว้ามือถือแล้วตรงไปยังร้านบาร์บีคิวทันที
ที่จริงก็คือเธอเองอยากกินเนื้อแกะเสียบไม้ร้านนี้มาก เลยถือโอกาสจัดส่งให้ลูกค้าไปด้วยเลย
“เถ้าแก่ ขอเนื้อแกะเสียบไม้กับเนื้อวัวเสียบไม้อย่างละสี่สิบไม้ค่ะ”
เสิ่นโย่วยืนอยู่หน้า ตู้แช่ หยิบไม้เสียบอย่างอื่นใส่ตะกร้าอีกเล็กน้อย แล้วสั่งหอยนางรมย่างอีกหนึ่งโหล กับผัดเส้นใหญ่อีกสองที่
เธอมาถึงเร็ว ร้านเพิ่งเปิดพอดี ตอนนี้เลยยังไม่ต้องต่อคิว
แถวนี้ไม่มีร้านชานมมากนัก สั่งเดลิเวอรี่จะถูกกว่า เธอคำนวณเวลากลับบ้านไว้ล่วงหน้า แล้วกดสั่งไว้ก่อน พอกลับถึงบ้านก็น่าจะรับของได้พอดี
ตอนแพ็กอาหาร เสิ่นโย่วตั้งใจให้เถ้าแก่แยกเป็นหลายส่วน ของที่เธอกินจะเผ็ดระดับปกติ ที่เหลือเอาเผ็ดน้อย
จากนั้นเธอก็ไปหาถุงกระดาษย่อยสลายได้สองสามใบที่เคยได้มาตอนสั่งของออนไลน์กลับมาจากบ้าน จัดแยกอาหารสำหรับเลี้ยงลูกค้ารายใหญ่ให้เรียบร้อย
ผ่านไปสิบกว่านาที หลี่เหิงกับพวกก็มาถึง
เม็ดฆ่าเชื้ออีกครึ่งหนึ่งถูกขนไป จากนั้นเธอก็ยื่นถุงกระดาษสองใบให้พวกเขา
“อันนี้สำหรับคุณกับหลิวเจิ้งนะ” เสิ่นโย่วพูดกับจ้งจิ้ง
“ขอบคุณเถ้าแก่เสิ่น!”
จ้งจิ้งมองถุงพลาสติกในถุงกระดาษ ถึงจะแพ็กมาอย่างมิดชิดก็ยังปิดกลิ่นเครื่องเทศหอมเข้มข้นไม่อยู่
ตอนนี้เขาเข้าใจแล้ว ว่าทำไมองค์รัชทายาทที่ปกติไม่ค่อยแสดงความชอบต่ออาหารชนิดใดเป็นพิเศษ วันนั้นหลังกลับไปถึงได้เอาแต่พูดถึงชานมไม่หยุด
อาหารที่พ่อครัวทำออกมา เขากับหลิวเจิ้งต่างก็รู้สึกว่ารสชาติไม่เลว แต่องค์รัชทายาทกลับบอกว่าไม่เหมือนกัน
แค่กลิ่นนี้ ได้กลิ่นเพียงนิดเดียวก็หิวแล้ว ของกินจากร้านของเถ้าแก่เสิ่นช่างไม่เหมือนใครจริงๆ!
“อ้อ ใช่แล้ว ตอนนี้ร้านของฉันก็เข้ามาจากทางเมืองหลวงของพวกคุณได้แล้ว อยู่ที่ตรอกหินเขียวใต้หงกวงซื่อ นอกประตูเหนือ ทุกสามวันจะเปิดประตูครั้งหนึ่ง”
มูลค่าธุรกิจตอนนี้มากพอจะเปิดทางเข้าอีกแห่งของแคว้นต้าฉีได้แล้ว
เสิ่นโย่วเลือกเมืองหลวงโดยไม่ลังเล เธอสนใจชีวิตความเป็นอยู่ที่แท้จริงของคนโบราณมาก ถึงแม้จะไม่ใช่ราชวงศ์ที่มีอยู่จริงในหน้าประวัติศาสตร์โลกปัจจุบันก็ตาม
อีกอย่าง ลูกค้ารายใหญ่คงไม่ได้อยู่ที่อวิ๋นโจวนานแน่ เลือกเปิดที่เมืองหลวง โอกาสทำเงินก็มีมากกว่า
“ดีจริงๆ หากเป็นเช่นนั้นจริง อะไรๆ ก็คงจะสะดวกมากขึ้น” หลี่เหิงยิ้มพลางพยักหน้า
เดิมทีเขายังคิดอยู่เลยว่า ต่อไปตัวเองคงมีโอกาสมาที่ร้านนี้ไม่มากนัก ใครจะคิดว่าที่เมืองหลวงก็เข้ามาได้เช่นกัน
แบบนี้ ต่อไปถ้าอยากพบเถ้าแก่เสิ่นก็ง่ายขึ้นมากแล้ว
หลังส่งลูกค้าสองคนออกไป เสิ่นโย่วก็ปิดร้าน ขึ้นไปชั้นบนแล้วเริ่มกินของย่างตรงโต๊ะหนังสือ
พร้อมกันนั้นก็สั่งเครื่องมือสำหรับซ่อมปิ่นอันนั้นผ่านอินเทอร์เน็ตด้วย
ส่วนหลี่เหิงกับจ้งจิ้งที่ออกจากตรอกไปแล้ว ก็นั่งรถม้ามุ่งหน้าไปยังที่ว่าการ ระหว่างทางได้กลิ่นหอมจางๆ ที่ลอยออกมาจากในถุง ก็ยิ่งรู้สึกว่าวันนี้รถม้าวิ่งช้าเป็นพิเศษ
ทั้งสองต่างคิดอยากรีบกลับไป จะได้ลองชิมอาหารพวกนี้เสียที
เห็นแล้วล้วนเป็นของที่เสียบด้วยไม้ไผ่ ถ้าจะหยิบกินบนรถม้าก็ดูไม่งามนัก
จะว่าไปนี่ก็เพราะเป็นยุคโบราณ ถ้าเป็นยุคปัจจุบันแล้วล่ะก็ อย่าว่าแต่กินในรถเลย ต่อให้ใส่รองเท้าแตะกับกางเกงขาสั้นไปนั่งกินข้างถนนก็ยังไม่มีปัญหา
ในที่สุดรถม้าก็มาถึง องครักษ์ที่ทำหน้าที่ขับรถม้ามีสีหน้าฉงน องค์รัชทายาทกับท่านจ้งรีบร้อนกันขนาดนี้ หรือว่าเกิดเรื่องใหญ่ขึ้นแล้ว ต้องกลับไปหารือกันอย่างเร่งด่วน?