- หน้าแรก
- ร้านของฉันเชื่อมหมื่นมิติพันพิภพ
- ตอนที่ 15 ชายลึกลับ
ตอนที่ 15 ชายลึกลับ
ตอนที่ 15 ชายลึกลับ
ตอนที่ 15 ชายลึกลับ
แม้บริเวณที่เดินไปอีกสิบกว่านาทีซึ่งมีทั้งร้านเบอร์เกอร์เชน และร้านสะดวกซื้อจะยังคึกคัก แต่แถวบ้านเก่าด้านหลังถนนขายของโบราณ เวลานี้กลับเงียบลงมากแล้ว
ระแวงไว้ก่อน ยังดีกว่าโชคร้ายไปเจอคนร้ายจริงๆ
เสิ่นโย่วกลั้นหายใจ ตั้งสมาธิจับความเคลื่อนไหวด้านหลัง แล้วเร่งฝีเท้ากลับบ้าน อีกฝ่ายก็เร่งตามมาด้วย
ตอนนี้เธอจึงมั่นใจเต็มที่แล้วว่ามีคนตามหลังเธออยู่จริงๆ ที่แย่ยิ่งกว่านั้นคือ ตรงจุดใกล้หน้าร้านของเธอ ตรงที่ไฟถนนเสียเหมือนจะมีเงาคนอีกคนยืนอยู่รางๆ
แสงมืดเกินไป มองไม่ชัด
นี่เธอโดนจับตาไว้ แล้วถูกดักสองทางแล้วเหรอ?!
เสียงฝีเท้าด้านหลังยิ่งใกล้เข้ามา หนักขึ้นเรื่อยๆ เสิ่นโย่วหมุนตัวกลับไปอย่างลนลานเล็กน้อย
ใบหน้าสี่เหลี่ยมธรรมดาๆ หยาบกระด้างของชายวัยราวสี่สิบกว่าปีปรากฏตรงหน้า
ในมือเขาถือมีด!
แววเหี้ยมวาบผ่านใบหน้าชายคนนั้น เขาเพิ่งยกมีดขึ้น ยังไม่ทันพูดคำว่า “อยู่นิ่งๆ” ออกมา ก็ถูกแสงสว่างจ้าที่แทบทำให้ตาบอดแทงใส่จนร้องลั่น
“อ๊าก”
เขารีบยกมือขึ้นปิดตา ส่วนเบื้องหน้า ก็คือเสิ่นโย่วที่ถือไฟฉายแรงสูงพิเศษอยู่
ของสิ่งนี้พอเปิดขึ้นมา สว่างเหมือนกลางวัน อย่าว่าแต่มนุษย์เลย ต่อให้เป็นผี ก็ลืมตาไม่ขึ้นหรอก
เสิ่นโย่วซื้อมาโดยเฉพาะ และยังเลือกแบรนด์นำเข้าด้วย
อยู่คนเดียวก็ต้องระวังหน่อย ของสำหรับป้องกันตัวห้ามประหยัด
พอรู้ตัวว่ามีคนเข้าใกล้ เธอก็ทิ้งของกินทันที แล้วล้วงอุปกรณ์ออกมาจากกระเป๋า
อีกฝ่ายมีมีด เธอไม่มีทางพุ่งเข้าไปหาแน่
เสิ่นโย่วตะโกนสุดเสียง “ฆ่าคนแล้ว! ฆ่าคนแล้ว!”
พร้อมกันนั้น มือหนึ่งสะบัดกระบอง อีกมือเอาปืนช็อตไฟฟ้าจ่อเข้าใส่ ช็อตจนอีกฝ่ายทั้งตัวกระตุกเป็นพักๆ
อุปกรณ์ป้องกันตัวแบบถูกกฎหมายพวกนี้ กระแสไฟไม่ได้แรงมาก เน้นข่มขวัญมากกว่าทำร้ายจริงจัง แต่ตอนโดนช็อตมันเจ็บอยู่นะ
อีกฝั่งหนึ่ง คนที่ยืนอยู่ในเงามืดเดาะลิ้นเบาๆ เดิมทีตั้งใจจะเดินออกมาช่วย
แต่ไม่คิดเลยว่าสิ่งที่เห็นจะเป็นชายถือมีดโดนกระหน่ำเล่นงานไปหลายทีติดกัน
เขาชะงักอยู่กับที่
ส่วนเสิ่นโย่ว พอได้ยินเสียงฝีเท้าอีกคนหนึ่งที่เดินมาอย่างไม่รีบร้อน เธอก็รีบหันเปลี่ยนทิศ แล้วยกกระบองหวดใส่
แต่ไม่โดน ใบหน้าหล่อเหลางดงามจนเกินจริงกลับสะท้อนเข้ามาในสายตาแทน
เขาสวมเสื้อเชิ้ตเรียบง่าย เดินมาอย่างไม่ช้าไม่เร็ว ท่าทางผ่อนคลายอย่างยิ่ง
ผิวขาวราวเครื่องลายคราม เส้นผมสีดำปรกลงมาบนหน้าผาก ดวงตาคู่นั้นงดงาม แต่ก็แฝงเสน่ห์ลึกลับชวนเคลิบเคลิ้มอยู่หลายส่วน
“พวกนายสองคนเป็นพวกเดียวกันเหรอ?” เสิ่นโย่วถามอย่างระแวดระวัง
ดวงตาของชายคนนั้นเต็มไปด้วยความไม่เข้าใจ ก่อนจะหัวเราะอย่างเหลือเชื่อ “ผมจะเป็นพวกเดียวกับคนแบบนั้นได้ยังไง”
เสียงก็ดีอยู่หรอก แต่ใครจะไปรู้ว่า เขาพูดโกหกหรือพูดความจริงกันแน่
เขายกขายาวก้าวไปทางชายหน้าสี่เหลี่ยมที่ถือมีดแล้วกำลังจะพุ่งเข้ามา สีหน้าเต็มไปด้วยความรังเกียจ
ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับชายหน้าสี่เหลี่ยมคนนั้น เหมือนถูกมือที่มองไม่เห็นบีบคอไว้ ดวงตาเบิกกว้าง ก่อนจะทรุดนั่งลงไปกับพื้น มีดในมือก็ร่วงลงด้วย
“เธอคือเสิ่นโย่ว เจ้าของร้านข้างหน้านั่น?”
“คุณเป็นใคร?”
เสิ่นโย่วยังไม่คลายการระวังตัว คนร้ายหน้าสี่เหลี่ยมดูผิดปกติราวกับใกล้จะตายเต็มที
ชายคนนั้นยิ้มอย่างเกียจคร้าน “เซี่ยกวนหรง อีกสามปีจะสอบได้ อีกสิบห้าปีจะขึ้นถึงจุดสูงสุดของแวดวงขุนนาง”
“แต่ชะตาของเขายังมีอีกแบบหนึ่ง คืออดตายระหว่างลี้ภัย”
“มิน่าล่ะ ลายมือของเขาถึงได้แพงขนาดนั้น” เสิ่นโย่วนึกได้ทันที “แล้วคุณเป็นใครกันแน่?”
เธอยังไม่ทันได้คำตอบ ตำรวจก็บุกเข้ามาแล้ว พร้อมกับเพื่อนบ้านใจดีที่ถือจอบบ้าง ไม้นวดแป้งบ้างมาด้วย ไม่รู้ว่าใครฉวยโอกาสตอนชุลมุนฟาดชายคนนั้นไปอีกสองที
ทันทีที่ได้ยินเสียง มีคนโทรแจ้งตำรวจแล้ว และสถานีตำรวจก็อยู่ห่างจากตรงนี้แค่เดินเจ็ดแปดนาที
“หนูเสิ่นโย่วไม่เป็นไรใช่ไหม?” ลุงจางถามด้วยความเป็นห่วง
“ไม่เป็นไรค่ะ ขอบคุณทุกคนที่ช่วยโทรแจ้งตำรวจนะคะ” เสิ่นโย่วกล่าวขอบคุณอย่างจริงใจ
คนถือมีดถูกใส่กุญแจมือขึ้นรถตำรวจ พออารมณ์ของเสิ่นโย่วสงบลง เธอก็มองอาหารที่หล่นเกลื่อนอยู่บนพื้นแล้วรู้สึกเสียดายขึ้นมาทันที เธอยังไม่ได้กินสักคำเลยเดียว
“นี่แฟนหนูเหรอ? หนุ่มน้อยหน้าตาหล่อเหลาจริงๆ” เพื่อนบ้านคนหนึ่งชม
ทั้งสองคนขมวดคิ้วพร้อมกัน
“งั้นพวกคุณสองคนไปให้ปากคำด้วยกันหน่อย” ตำรวจพูดขึ้นในตอนนั้น
“ไม่ใช่ค่ะ พวกเราไม่...” เสิ่นโย่วยังไม่ทันพูดคำว่า ‘รู้จักกัน’
ตำรวจก็พูดด้วยสีหน้าจริงจัง “พยานที่พบเห็นเหตุก็ต้องให้ปากคำเหมือนกัน”
“ไม่เป็นไร พวกเธอไปเถอะ อาหารที่หล่นอยู่บนพื้นเดี๋ยวฉันจัดการให้เอง” ลุงจางพยักหน้าให้เสิ่นโย่ว
สุดท้าย ทั้งสองคนจึงขึ้นรถตำรวจไปด้วยกัน นั่งตัวแข็งอยู่เบาะหลัง คนหนึ่งอารมณ์ไม่ดี อีกคนคอยมองสำรวจ และระแวงตลอดทาง
พอมาถึงสถานี ชายถือมีดคนนั้นก็ตะโกนอย่างหมดสภาพ
“เดิมทีผมดักซุ่มอยู่หน้าร้านของเธอ กะว่ารอคนกลับมาแล้วค่อยลงมือ จะได้บุกเข้าไปควบคุมตัวเธอ เอาของมีค่าออกมาสักหน่อย”
“ผมไม่รู้จักเธอ ก่อนหน้านี้แค่รับจ้างจิปาถะแถวนี้ ทำไมผมต้องลำบากขนาดนี้ด้วย! ค่าเช่าบ้านผมยังจ่ายไม่ไหวเลย ค่ารักษาตัวก็ไม่มี แต่พวกคนพวกนี้กลับอยู่กันดี ผมยอมรับไม่ได้หรอก!”
เสิ่นโย่วฟังแล้วพูดไม่ออก ตบโต๊ะปัง
“อยู่ดีอะไร?! พ่อแม่ฉันโดนญาติหลอกให้ค้ำประกัน เขาเอาเงินไปแล้วหนี ตอนนี้บ้านฉันยังเป็นหนี้อยู่เลย แล้วฉันจะไปหาความยุติธรรมจากใคร!”
พอคนนั้นได้ยินก็อึ้งไป น้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความมุ่งร้ายอ่อนลงทันที
แน่นอนว่าเสิ่นโย่วไม่ได้พูดเรื่องพวกนี้เพราะว่างไม่มีอะไรทำ เธอตั้งใจพูดเพื่อให้โอกาสที่จะถูกจับตามองในอนาคตลดลง
“ผมมาหาเสิ่นโย่ว หาร้านเธออยู่แถวนั้นนานมากเพราะหลงทาง กว่าจะหาเจอ ก็เห็นมีคนกำลังชิงทรัพย์อยู่พอดี เลยช่วยเข้ามาตามน้ำ”
“เธอบอกว่าไม่รู้จักผม? อืม พวกเราไม่รู้จักกันจริงๆ”
ตำรวจที่กำลังจดบันทึกคำให้การมองชายหนุ่มตรงหน้าแล้วก็พูดไม่ออกอยู่บ้าง
ถ้าไม่ตรวจสอบประวัติมาก่อน และรู้ว่าทรัพย์สินในชื่อของคนนี้มีมากจนไม่จำเป็นต้องไปเป็นพวกเดียวกับโจร เขาคงดูน่าสงสัยมากที่โผล่หน้ามาอยู่ตรงนั้น
“ลงบันทึกประจำวันเสร็จแล้ว พวกคุณกลับไปได้”
เสิ่นโย่วยังไม่ค่อยวางใจ จึงถามเสียงเบา “พอคนนั้นออกมาแล้ว จะไม่ย้อนกลับมาหาฉันอีกใช่ไหมคะ?”
“ถือมีดชิงทรัพย์เป็นคดีหนัก คุณอยู่คนเดียวก็ทำระบบป้องกันในบ้านไว้เพิ่มหน่อย” พูดจบก็ตำหนิชมเธออีกสองประโยค ว่าเธอมีสติระวังตัวดี ครั้งนี้เอาตัวรอดได้ดีมาก
พอออกจากประตูสถานี เสิ่นโย่วกับเวิ่นจื้อก็ยืนอยู่ริมถนนหน้าสถานีตำรวจพร้อมกัน
เธอมองไปทางร้านของหวานที่ขายเต้าหู้เย็น “งั้น...ไปหาอะไรกินหน่อยไหม ฉันเลี้ยงเอง”
เธอยังอยากถามให้ชัดว่าคนคนนี้มาหาเธอทำไม
ไม่ใช่มาแย่งร้านของเธอใช่ไหม?
ถ้าใช่ แบบนั้นไม่ได้เด็ดขาด!
“ที่แบบนั้นเสียงดังเกิน ไม่กิน” เขากอดอก แสดงท่าทีหยิ่งนิดๆ
สิบนาทีต่อมา บนโต๊ะที่ตั้งอยู่หน้าร้านของหวาน ชามสองใบตรงหน้าเสิ่นโย่วก็ว่างเปล่าไปแล้ว
เธอมองรอบๆ พอเห็นว่าไม่มีคน จึงถามเสียงเบา “คุณมาหาฉันทำไม?”
ไม่ใช่มาแย่งร้านของเธอจริงๆ ใช่ไหม?
แบบนั้นไม่ได้แน่นอน!
“แน่ใจนะว่าจะคุยกันที่นี่?” เขาวางช้อนลง แม้จะกินเร็ว แต่ท่าทางกลับยังสง่างาม
เสิ่นโย่วยิ้ม “ตอนคุณพูดต่อหน้าคนร้ายคนนั้น เขาเหมือนไม่ได้ยินนะ”
เวิ่นจื้อวางช้อนลง “ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร แค่อยากมาดูร้านที่เชื่อมต่อโลกต่างๆ ได้ ฉันรู้สึกแปลกใจมาก”
“ฉันเคยซ่อมแซมกฎของแคว้นต้าฉีมาก่อน แต่ร้านของเธอกลับไม่ได้รับผลกระทบอะไรเลย”
เข้าใจแล้ว
อีกฝ่ายรู้ว่ามีร้านแห่งนี้อยู่ก่อนแล้ว เพียงแต่ตามมาถึงที่นี่ได้เพราะเห็นของจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์
คนผู้นี้ไม่ใช่คนธรรมดาจริงๆ คล้ายกับผู้ดูแลมิติกาลเวลา
แต่ประเด็นสำคัญที่สุดคือ เขาไม่สามารถจำกัดร้านของเธอได้ อย่างลูกค้าจากแคว้นต้าฉี ถ้าไม่ได้รับความยินยอมจากเธอ ก็เข้ามาในร้านไม่ได้
แบบนี้เสิ่นโย่วก็วางใจแล้ว
“งั้นวันนั้น คุณก็กำลังตามหาเด็กจากแคว้นต้าฉีคนนั้นอยู่เหมือนกันเหรอ?” เสิ่นโย่วครุ่นคิด
“ฉันตามหาเขา?” เวิ่นจื้อยิ้มอย่างเกียจคร้าน “เป็นคำอธิษฐานจากเจ้าตัวเองต่างหาก บางครั้งถ้าอารมณ์ดี ฉันก็ทำธุรกิจกับคนเหมือนกัน แล้วทิ้งคนที่พอมีประโยชน์ไว้ทางนั้นสักคน”
ไม่คิดเลยว่าวันนั้น คนคนนั้นจะเข้าร้านของเธอก่อนหนึ่งก้าว
นี่หมายความว่าจะมาแย่งลูกค้าสินะ? เสิ่นโย่วคิดพลางถือกล่องตีนไก่มะนาวที่แพ็กกลับบ้านเดินต่อ
“ไปเถอะ เธอเลี้ยงฉันแล้ว ฉันจะไปส่งเธออีกหน่อย”
เสิ่นโย่วมองเขาด้วยสายตาบรรยายไม่ถูก “คำพูดของคุณนี่ ฟังดูเหมือนจะฉันไปโลกหน้ายังไงก็ไม่รู้
เธอไม่ได้ปฏิเสธ แต่ก็ไม่ได้ลดความระวังลง ทั้งสองเดินเงียบๆ มาตลอดทาง ก่อนแยกกันตรงหน้าร้าน
พอเห็นแผ่นหลังของอีกฝ่ายเดินจากไป เสิ่นโย่วก็รีบกดรหัสเปิดประตู จากนั้นลงกลอนด้านในทันที
นี่คือกลอนที่เธอให้ช่างมาติดเพิ่มโดยเฉพาะ พอล็อกจากด้านในแล้ว คนข้างนอกอย่าหวังว่าจะเปิดได้
เสิ่นโย่วตรวจดูทั้งกล้องวงจรปิดและของของตัวเองอีกรอบ คืนนี้เธอเปิดไฟห้องรับแขกทิ้งเอาไว้
เธอฝืนนอนจนถึงตีสี่กว่าเป็นครั้งแรกที่เจอเรื่องมีคนถือมีดตามหลังมาแบบนี้ จะให้ไม่หวาดผวาก็นอนหลับไม่ลงจริงๆ
เช้าวันต่อมา เก้าโมงกว่าๆ เธอก็ถูกเสียงข้างนอกปลุกให้ตื่นอีกครั้ง
ทางชุมชนจัดคนมาซ่อมไฟถนน รวมถึงกล้องวงจรปิดด้วย
ก่อนหน้านี้กล้องในตรอกแถวนี้ใช้ไม่ได้มานานแล้ว ติดไว้ให้ดูเหมือนมีเท่านั้น
พอเกิดเรื่องเมื่อคืน ตำรวจจะขอดูกล้องถึงได้รู้ว่าใช้งานไม่ได้เลย ถึงกลายเป็นภาพที่เห็นอยู่ตอนนี้
เพื่อนบ้านซ้ายขวาต่างมายืนล้อมกันคุยถึงเรื่องเมื่อคืน เถ้าแก่ฮั่วยังอุตส่าห์แวะมาถามไถ่อาการของเสิ่นโย่วโดยเฉพาะ
“ยังดีที่ไม่เกิดเรื่องใหญ่ ของในร้านไม่ได้มีอะไรหายไปใช่ไหม?”
เสิ่นโย่วชงชาแล้วรินให้เขา “ไม่หายค่ะ”
“งั้นก็ดี” เถ้าแก่ฮั่วกำลังจะพูดต่อ สายตาก็เหลือบไปเห็นกาน้ำชาที่เสิ่นโย่ววางไว้ข้างๆ อย่างลวกๆ
นี่...นี่มัน… เครื่องเคลือบขาวเถียนไป๋!
นี่เอาจริงเหรอ? เอากาเครื่องเคลือบขาวเถียนไป๋มาชงชาจริงๆ เนี่ยนะ??
“กาน้ำชาของเธอนี่...” เถ้าแก่ฮั่วตาแทบถลน
ในสวนของเขามีกาน้ำชาหนึ่งใบ เป็นงานเดี่ยวจากแหล่งผลิตเครื่องเคลือบชื่อดัง ตอนซื้อมาได้ราคามิตรภาพตั้งแปดหมื่นแปด ปกติต่อให้เป็นลูกค้าคนสำคัญเขาก็ยังเสียดายไม่ค่อยอยากใช้
แต่กาของเถ้าแก่เสิ่นใบนี้ ดูยังดีกว่าของเขาอีก
“เผาตามกรรมวิธีโบราณแบบคืนสภาพน่ะค่ะ เพื่อนคนหนึ่งให้มา” เสิ่นโย่วตอบอย่างเรียบเฉย
กาน้ำชานี้เป็นของที่เพิ่งเผาใหม่จากเตาหลวงของแคว้นต้าฉี เทคนิคไม่มีปัญหา เพียงแต่สภาพดูไม่เหมือนของเก่า เธอจึงเอาออกมาใช้จริงเสียเลย
เถ้าแก่ฮั่วมองกาน้ำชาด้วยความอิจฉาไม่น้อย
ต้องรู้ก่อนว่า เครื่องเคลือบดีๆ ต่อให้เป็นของเผาใหม่ในยุคปัจจุบัน บางทียังแพงกว่าทองเสียอีก เผาหนึ่งเตาก็ใช่ว่าจะได้งานชั้นยอดออกมาสักชิ้น ผิดพลาดนิดเดียวก็เสียหมด
กว่าจะได้ชิ้นดีสักชิ้นก็ต้องอาศัยดวงด้วย แถมไม่ต้องกลัวไม่มีคนซื้อ
“ครั้งหน้า ถ้าเพื่อนเธอมีของดีแบบนี้อีก บอกฉันสักคำ ฉันรับซื้อ”
เสิ่นโย่วยกมือทำท่าโอเค
หลังเถ้าแก่ฮั่วจากไป เสิ่นโย่วก็เริ่มหาผู้ขายเตรียมของ รอบนี้ความต้องการเม็ดฆ่าเชื้อมีไม่น้อย
ลูกค้าจ่ายทองมาถึงห้าร้อยตำลึง เธอจะส่งของลวกๆ ไปไม่ได้
หนึ่งขวดมีหนึ่งร้อยเม็ด ครั้งก่อนเธอซื้อแค่สองลัง สำหรับคนทั่วไปก็นับว่าเยอะมากแล้ว
ดังนั้นรอบนี้ สิ่งที่เธอติดต่อจึงไม่ใช่ร้านค้า แต่เป็นโรงงานในพื้นที่แถบนิคมอุตสาหกรรมพอดี
ไม่ใช่แบรนด์ใหญ่แบบครั้งก่อน แต่ก็เป็นโรงงานที่มีใบอนุญาต และได้มาตรฐาน
เสิ่นโย่วโทรคุยกับอีกฝ่ายก่อน จากนั้นก็แอดวีแชท คุยเรื่องสต๊อก และเวลา
ส่วนข้ออ้างก็ยังคงเป็นประโยคคลาสสิกเดิม ฉันมีเพื่อนคนหนึ่ง จะทำคลับแคมป์ปิงกลางแจ้ง
“ของที่คุณต้องการมีพร้อมส่งตอนนี้เลยครับ แต่ถ้าอยากได้ราคาถูกลง ต้องเอาเพิ่มอีกหน่อยนะครับ” น้ำเสียงปลายสายฟังดูดีใจมาก
ก็จะไม่ให้ดีใจได้ยังไง ช่วงนี้เศรษฐกิจไม่ดี ทำธุรกิจก็ยากลำบาก
ของค้างในโกดังเยอะ ระบายไม่ออก ต้นไม้มงคลหน้าประตูแทบจะยืนต้นตายอยู่แล้ว
จู่ๆ มีออร์เดอร์ใหญ่มาแบบนี้ ยังไงก็ต้องคว้าไว้ให้ได้
“เม็ดฆ่าเชื้อพวกนี้มีอายุการเก็บสองปีนะครับ ถ้าคุณซื้อเยอะหน่อยจะคุ้มกว่า บางทีกิจกรรมกลางแจ้งไปกันทีสิบวันครึ่งเดือน ใช้ของพวกนี้เร็วมาก”
เสิ่นโย่วแกล้งทำเป็นคิดอยู่พักหนึ่ง ผ่านไปสิบกว่าวินาทีจึงตอบกลับ “ได้ งั้นเอาตามที่คุณว่า เอา 2,000 ลัง”
เดิมทีเธอก็คิดจะซื้อเยอะอยู่แล้ว ถึงได้คุยต่อราคาอยู่นาน รอให้อีกฝ่ายเป็นคนเสนอเอง ว่าซื้อเยอะแล้วจะลดราคาให้
เสิ่นโย่วหยิบเครื่องคิดเลขออกมากด
หนึ่งลังมี 6 ขวด 2,000 ลังก็เท่ากับ 12,000 ขวด
ของใช้กลางแจ้งแบบมืออาชีพพวกนี้ราคาไม่ถูกอยู่แล้ว ราคาขายส่งยังตกขวดละ 28 หยวน รวมทั้งหมดสามแสนกว่านิดๆ เพราะรับปากว่าจะจ่ายทันทีหลังตรวจสินค้า อีกฝ่ายจึงยกเว้นค่าขนส่งให้ด้วย
ทอง 500 ตำลึง หักค่าธรรมเนียมแล้วเท่ากับ 6 ล้านหยวน
กำไรแบบนี้ สูงกว่าธุรกิจอาหารเสริมที่ทำกำไรมหาศาลเสียอีก