- หน้าแรก
- เกิดใหม่เป็นมือปราบ ข้าจะกินปีศาจให้หมดโลก
- ตอนที่ 57 สับเปลี่ยนตัวเหยื่อสังเวย
ตอนที่ 57 สับเปลี่ยนตัวเหยื่อสังเวย
ตอนที่ 57 สับเปลี่ยนตัวเหยื่อสังเวย
ตอนที่ 57 สับเปลี่ยนตัวเหยื่อสังเวย
หลังจากได้ฟังเรื่องราวของซานจวินจากปากผู้ใหญ่บ้าน เหล่าผู้พิทักษ์ราตรีในขบวนก็แตกความเห็นออกเป็นสองฝ่าย
ฝ่ายหนึ่งมองว่า ไม่ควรหาเหาใส่หัว ภารกิจหลักตอนนี้คือการคุ้มกันเด็กๆ ให้ปลอดภัย
ในเมื่อซานจวินตัวนี้รอดพ้นจากการกวาดล้างมาได้ถึงสองครั้ง แสดงว่ามันต้องไม่ธรรมดาแน่ๆ ทางที่ดี รอให้รุ่งสางแล้วค่อยส่งคนไปรายงานให้ท่านนายกองร้อยเซวียทราบ ปล่อยให้ผู้ใหญ่เขาตัดสินใจกันเองดีกว่า
ส่วนอีกฝ่ายหนึ่งกลับแย้งว่า หน้าที่หลักของผู้พิทักษ์ราตรี และจุดประสงค์ของการก่อตั้งหน่วยปราบมาร ก็คือการปราบปรามภูตผีปีศาจและปกป้องคุ้มครองประชาชน
จากความล้มเหลวในการกวาดล้างทั้งสองครั้งที่ผ่านมา เห็นได้ชัดว่าซานจวินตัวนี้เจ้าเล่ห์เพทุบายนัก ทันทีที่มันได้กลิ่นว่ามีผู้พิทักษ์ราตรีเข้ามาในพื้นที่ มันก็จะซ่อนตัวเงียบกริบ
ดังนั้น ต่อให้ท่านนายกองร้อยเซวียส่งคนมา ก็คงจะคว้าน้ำเหลวเหมือนสองครั้งแรก ดีไม่ดีอาจจะทำให้ชาวบ้านต้องมารับเคราะห์จากการแก้แค้นของมันอีกด้วย
แต่สถานการณ์ของพวกเขากลับแตกต่างออกไป
ตั้งแต่ก้าวเท้าออกจากอำเภอเหมียนหยวน พวกเขาก็ได้รับการปกปิดกลิ่นอายด้วยยันต์ของสองพี่น้องตระกูลซูมาตลอดทาง
ที่ต้องทำแบบนั้น ก็เพื่อปกป้องเด็กๆ ที่ถูกสาปให้กลายเป็นหมา
เพราะภายในใจของเด็กๆ เหล่านั้น ล้วนเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง หวาดกลัว และความรู้สึกด้านลบอื่นๆ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ ล้วนเป็นอาหารอันโอชะที่ดึงดูดพวกภูตผีปีศาจทั้งสิ้น
และด้วยการที่ถูกปกปิดกลิ่นอายเอาไว้ ต่อให้ซานจวินจะมีวิชา 'ดูปราณ' ได้เก่งกาจแค่ไหน มันก็ไม่มีทางรู้ว่าพวกเขาคือผู้พิทักษ์ราตรี มันคงคิดว่าพวกเขาก็แค่ขบวนพ่อค้าธรรมดาๆ เท่านั้น
ดังนั้น ซานจวินก็น่าจะมองข้ามพวกเขาไป และยังคงส่งยมทูตผีมาเก็บ 'ค่าเช่า' ตามปกติ
และนี่แหละ คือโอกาสทองในการตามล่าและกำจัดมันให้สิ้นซาก!
ทว่า ฝ่ายคัดค้านก็มีเหตุผลที่ฟังขึ้นเช่นกัน
นายกองน้อยคนหนึ่งขมวดคิ้วแย้ง: "พวกท่านเคยคิดบ้างไหม ว่าถ้าซานจวินมันแข็งแกร่งมากๆ จะทำยังไง? พวกเราตายไม่เป็นไรหรอกนะ อาชีพที่ต้องเอาชีวิตไปแขวนบนเส้นด้ายแบบนี้ ใครบ้างล่ะที่ไม่ได้เตรียมใจตายไว้แล้ว?
แต่ถ้าพวกเราตาย แล้วเด็กๆ ในขบวนล่ะ จะทำยังไง? ถ้าพวกเขาเป็นอะไรไป ต่อให้พวกเราตายชดใช้เป็นร้อยครั้งพันครั้ง ก็ยังล้างความผิดไม่หมดหรอกนะ! อย่าลืมสิว่า ในหมู่เด็กพวกนี้ มีหลานชายสายตรงของท่านรองเสนาบดีจางรวมอยู่ด้วยนะ!"
คำพูดของเขา ทำเอาหลายคนในขบวนถึงกับนิ่งอึ้งไป
คนที่เคยสนับสนุนให้บุกไปปราบซานจวิน เริ่มลังเลและหวั่นไหว
จริงอยู่ที่การปราบซานจวินได้ จะเป็นผลงานชิ้นโบแดง แต่ถ้าเกิดพลาดท่า ทำให้เด็กๆ ในขบวนต้องเป็นอันตรายล่ะก็ ไม่ใช่แค่จะชวดผลงาน แต่จะต้องรับโทษสถานหนักด้วย
ดีไม่ดี อาจจะลากเอาครอบครัวไปซวยด้วยซ้ำ
แต่จูซิ่วไฉกลับวิเคราะห์สถานการณ์ได้อย่างเยือกเย็น: "ข้าว่าฝีมือของซานจวินคงไม่ได้เก่งกาจอะไรมากมายหรอกนะ ไม่อย่างนั้น ตอนที่นายกองน้อยคนก่อนพาพวกผู้พิทักษ์ราตรีมาตามล่ามัน มันคงไม่กลัวจนหัวหด ไม่กล้าโผล่หัวออกมาแบบนั้นหรอก"
นายกองน้อยคนเดิมตั้งข้อสงสัย: "แล้วถ้าซานจวินไม่ได้กลัวล่ะ? แต่แค่ไม่อยากให้เรื่องมันบานปลายไปถึงหูหน่วยปราบมารระดับสูง เพราะกลัวว่าจะโดนยกทัพมากวาดล้างล่ะ?"
จูซิ่วไฉไม่เห็นด้วยกับข้อสันนิษฐานนี้
"ด้วยความสามารถในการซ่อนตัวของมัน มีหรือที่มันจะกลัวการกวาดล้างของหน่วยปราบมาร?
แค่มันมุดหัวหนีเข้าไปในป่าลึก ต่อให้ยกกองทัพมาทั้งกองก็ยังหาตัวมันไม่เจอหรอก หน่วยปราบมารของเราก็ไม่ได้มีกำลังคนมากมายเหมือนกองทัพซะด้วย ต่อให้มีวัตถุอาถรรพ์ช่วยตามรอย ก็ใช่ว่าจะหาตัวมันเจอได้ง่ายๆ
ยิ่งไปกว่านั้น การที่มันบังคับเก็บส่วยแบบรายเดือนและรายครึ่งปีแบบนี้ ดูยังไงก็ไม่เห็นเหมือนพวกที่กลัวหน่วยปราบมารจะมาตามล่าเลยสักนิด"
ผู้พิทักษ์ราตรีคนอื่นๆ ต่างก็ผลัดกันแสดงความคิดเห็น ซึ่งส่วนใหญ่ก็เห็นตรงกันว่า ซานจวินน่าจะไม่ได้เก่งกาจอะไรมากมาย เพียงแต่เก่งเรื่องการซ่อนตัวและหลบหนีเท่านั้น จึงทำให้ตามจับตัวได้ยาก
นายกองน้อยคนนั้นเริ่มโอนอ่อนตาม แต่ก็ยังมีความกังวลอยู่: "แต่เราก็ต้องรับประกันความปลอดภัยของเด็กๆ ในขบวนด้วยนะ..."
"เรื่องนั้นไม่ต้องห่วงค่ะ"
ซูทิงอวี่พูดแทรกขึ้นมา
"พวกเราแปะยันต์พรางกลิ่นอายให้เด็กๆ ไว้แล้ว ไม่ว่าจะในสายตาของคนทั่วไปหรือภูตผีปีศาจ เด็กๆ พวกนี้ก็คือหมาฝูงหนึ่งเท่านั้น แล้วซานจวินกับลูกน้องของมัน ก็ไม่ได้สนใจหมาอยู่แล้ว
ไม่อย่างนั้น หมาในหมู่บ้านนี้ คงโดนพวกมันสูบพลังชีวิตจนแห้งตายไปหมดแล้วล่ะ คงไม่เหลือวิ่งเพ่นพ่านอย่างที่เห็นนี่หรอก"
จูซิ่วไฉเสริม: "ต่อให้เราตัดสินใจไปปราบซานจวิน เราก็ไม่ได้ยกขบวนกันไปหมดหรอกขอรับ ยังไงก็ต้องทิ้งกำลังคนไว้คุ้มกันเด็กๆ ให้เพียงพออยู่แล้ว แบบนี้ต่อให้มีเหตุฉุกเฉินอะไรเกิดขึ้น เราก็ยังรับมือได้ทันท่วงที"
นายกองน้อยที่เคยคัดค้าน ในที่สุดก็ยอมจำนนต่อเหตุผล
ทว่า เรื่องนี้เขาไม่ใช่คนที่มีสิทธิ์ตัดสินใจชี้ขาด
เขาหันไปมองฉินเส้าโหยว เพื่อรอให้ผู้เป็นหัวหน้าทีมตัดสินใจ
ฉินเส้าโหยวรับฟังข้อถกเถียงของทุกคน พลางประเมินผลดีผลเสียอยู่ในใจ
เขามองว่า ข้อเสนอของจูซิ่วไฉนั้นเข้าท่าทีเดียว ในขณะที่ยังสามารถปกป้องเด็กๆ ได้ พวกเขาก็ยังมีโอกาสกำจัดซานจวินเพื่อช่วยเหลือชาวบ้าน และที่สำคัญ... เขาจะได้มีโอกาสรวบรวมวัตถุดิบเพื่อเปิดตำราอาหารสูตรใหม่ด้วย!
แต่เขาก็ยังกังวลอยู่เรื่องหนึ่ง
"การที่เราจะสะกดรอยตามพวกยมทูตผีเพื่อไปหาแหล่งกบดานของซานจวินนั้น คงไม่ใช่เรื่องง่าย
ถ้าแค่คลาดกันก็ยังพอว่า แต่ถ้าเกิดถูกพวกมันจับได้ระหว่างทางล่ะก็ ข้าเกรงว่าจะกลายเป็นการชักนำภัยพิบัติมาสู่ชาวบ้านในหมู่บ้านนี้อีกครั้งน่ะสิ"
นี่เป็นปัญหาที่น่าหนักใจจริงๆ ทุกคนต่างพากันขมวดคิ้วครุ่นคิด
สักพักใหญ่ จูซิ่วไฉก็เสนอแผนการขึ้นมา:
"ถ้าอย่างนั้น ทำไมเราไม่ลองหาคนสองคนไปปลอมตัวเป็นเด็กที่จะถูกส่งไปเป็นเครื่องสังเวยล่ะขอรับ? แบบนี้เราก็จะสามารถทิ้งร่องรอยไว้ตามทาง ทำให้ตามสะกดรอยได้ง่ายขึ้น แถมยังลดโอกาสที่จะถูกจับได้ด้วย และพอถึงเวลาลงมือ เราก็จะมีคนอยู่ใกล้ชิดกับพวกปีศาจ คอยประสานงานจากทั้งในและนอกได้พอดีเลย"
ช่างเป็นแผนการที่ยอดเยี่ยมจริงๆ! ไม่เพียงแต่จะช่วยชีวิตเด็กผู้บริสุทธิ์ไว้ได้ล่วงหน้า ป้องกันไม่ให้พวกเขาได้รับบาดเจ็บระหว่างการต่อสู้ หรือตกเป็นตัวประกันของซานจวิน แต่ยังช่วยให้สามารถสะกดรอยตามพวกยมทูตผีไปจนถึงแหล่งกบดานของซานจวินได้อย่างปลอดภัยและแม่นยำอีกด้วย
เพียงแต่ว่า...
"อายุอานามของพวกเราแต่ละคนเนี่ย มันเลยวัยเด็กชายเด็กหญิงบริสุทธิ์มาไกลโขแล้วนะเว้ย"
"ใต้เท้าเข้าใจผิดแล้วขอรับ เด็กผู้ชายเด็กผู้หญิงบริสุทธิ์ที่พวกภูตผีปีศาจต้องการ ไม่ได้หมายถึงเด็กเล็กๆ เสมอไปหรอกนะขอรับ
ตราบใดที่ยังไม่ได้สูญเสียพรหมจรรย์ ผู้ชายที่อายุไม่เกินสิบแปด ผู้หญิงที่อายุไม่เกินสิบหก ก็ถือว่าเป็นเด็กผู้ชายเด็กผู้หญิงบริสุทธิ์ในสายตาของพวกมันทั้งนั้น
สิ่งที่พวกภูตผีปีศาจกระหายอยากได้ ก็คือไอพรหมจรรย์ที่บริสุทธิ์ผุดผ่องของพวกเขาต่างหากล่ะขอรับ"
ฉินเส้าโหยวถึงบางอ้อ ก่อนจะเบนสายตาไปทางซูทิงอวี่
จูซิ่วไฉและคนอื่นๆ ก็พร้อมใจกันหันไปมองนางเช่นกัน
การหาผู้ชายที่ยังบริสุทธิ์นั้นไม่ใช่เรื่องยาก ในขบวนมีผู้ชายเยอะแยะไปหมด และอายุต่ำกว่าสิบแปดก็มีอยู่ไม่น้อย
แต่ถ้าเป็นผู้หญิงล่ะก็... นอกจากซูทิงอวี่ที่ดูจะเข้าข่ายที่สุดแล้ว ก็ไม่มีใครอื่นอีกแล้ว
ซูทิงอวี่เองก็มีความตั้งใจที่จะกำจัดซานจวินเพื่อช่วยเหลือชาวบ้านอยู่แล้ว นางจึงตอบตกลงโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย:
"ข้าไม่มีปัญหา ข้าสามารถปลอมตัวไปแทนเด็กผู้หญิงคนนั้นได้ และเนื่องจากวิญญาณของข้ากับพี่สาวผูกพันกัน ต่อให้ข้าไม่ทิ้งร่องรอยอะไรไว้ตามทาง พี่สาวข้าก็สามารถตามหาข้าจนพบได้อย่างแน่นอน"
"เยี่ยมไปเลย!"
ทุกคนต่างดีใจกับข่าวนี้
มีเพียงซูเจี้ยนชิงที่ดูจะไม่ค่อยพอใจนัก: "เดี๋ยวก่อนสิ ที่นี่มีผู้หญิงตั้งสองคนนะ ทำไมพวกท่านถึงเอาแต่มองน้องสาวข้าคนเดียวล่ะ? หรือคิดว่าข้าไม่ใช่สาวบริสุทธิ์รึไง?"
"เอ่อ..."
ทุกคนถึงกับพูดไม่ออก
รูปร่างหน้าตาท่านน่ะใช่เด็กสาวบริสุทธิ์แน่นอน แต่ท่าน... ไม่ใช่คนนี่นา!
เมื่อเห็นทุกคนเงียบกริบ ฉินเส้าโหยวก็จำต้องเป็นฝ่ายเอ่ยปาก: "ท่านนักพรตซูใหญ่ ท่านลืมไปแล้วหรือขอรับว่าท่านบำเพ็ญเพียรสายวิญญาณ ? ข้าเกรงว่าพวกยมทูตผีของซานจวิน คงจะไม่ค่อยปลื้มเท่าไหร่หรอกนะ ถ้าต้องพาวิญญาณผีสางเหมือนกันกลับไปส่งส่วยน่ะ"
"จริงด้วย ข้าลืมไปสนิทเลย ขอโทษที"
ซูเจี้ยนชิงแลบลิ้นอย่างเขินอาย รู้สึกหน้าแตกนิดๆ จึงรีบเปลี่ยนเรื่องทันที: "สาวบริสุทธิ์เราหาได้แล้ว แล้วชายบริสุทธิ์ล่ะ? ใครจะอาสาไป?"
ฉินเส้าโหยวหันไปมองลูกน้องทุกคน
จูซิ่วไฉรีบแบมือสองข้างออก: "ใต้เท้า ท่านก็รู้ประวัติข้าดี ข้าจะไปเหลือความบริสุทธิ์อะไรอยู่อีกเล่า?"
ฉินเส้าโหยวกลอกตาบน: "ข้าไม่เคยคาดหวังว่าคนแก่อย่างเจ้าที่วันๆ เอาแต่อ่านหนังสือภาพวังวสันต์ แถมยังขลุกอยู่แต่ในตรอกจับแมว จะยังรักษาความบริสุทธิ์ไว้ได้หรอกน่า"
ผู้พิทักษ์ราตรีคนอื่นๆ ในขบวน ต่างก็พากันออกตัวปฏิเสธ:
"ข้าก็เสียความบริสุทธิ์ไปตั้งนานแล้วขอรับ"
"ข้าเพิ่งจะเสียไปเมื่อวานซืนเอง แต่ถ้าเป็น 'ชายบริสุทธิ์แค่วันเดียว' พวกมันคงไม่เอาหรอกมั้งขอรับ?"
"อย่ามามองข้า ข้าก็ไม่ใช่เหมือนกัน..."
"ถึงข้าจะชอบไปโม้กับพวกนางรำในตรอกจับแมวว่าข้าเป็นชายบริสุทธิ์ก็เถอะ แต่ความจริงแล้วมันไม่ใช่ไงขอรับ..."
ฉินเส้าโหยวหมดปัญญา ทำได้เพียงหันไปหาหลวงพี่หม่า
หลวงพี่หม่ายิ้มเจื่อนๆ แบมือออก: "ใต้เท้า ข้ายังเป็นชายบริสุทธิ์อยู่ก็จริง แต่ข้าอายุเกินเกณฑ์ไปเยอะแล้วนะขอรับ"
ทันใดนั้น จูซิ่วไฉก็หันขวับมามองฉินเส้าโหยว
นายกองน้อยอีกสามคนในขบวนก็พร้อมใจกันหันมามองเขาด้วยเช่นกัน
"ใต้เท้า... ท่าน... ยังบริสุทธิ์อยู่หรือเปล่าขอรับ?"