- หน้าแรก
- เกิดใหม่เป็นมือปราบ ข้าจะกินปีศาจให้หมดโลก
- ตอนที่ 51 จอมยุทธ์มักมาจากหมู่คนขายเนื้อ บัณฑิตมักเป็นพวกไร้หัวใจ
ตอนที่ 51 จอมยุทธ์มักมาจากหมู่คนขายเนื้อ บัณฑิตมักเป็นพวกไร้หัวใจ
ตอนที่ 51 จอมยุทธ์มักมาจากหมู่คนขายเนื้อ บัณฑิตมักเป็นพวกไร้หัวใจ
ตอนที่ 51 จอมยุทธ์มักมาจากหมู่คนขายเนื้อ บัณฑิตมักเป็นพวกไร้หัวใจ
หลวงพี่หม่าอ้าปากทำท่าจะตอบคำถามของฉินเส้าโหยว แต่พอคำพูดมาถึงริมฝีปาก เขากลับพูดไม่ออก
จูซิ่วไฉถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ด้วยความเศร้าสร้อย และเป็นฝ่ายตอบแทน: "ใต้เท้า เฒ่าเว่ยกับเฒ่าเหยาพลีชีพในหน้าที่แล้วขอรับ"
"พลีชีพงั้นรึ?"
หัวใจของฉินเส้าโหยวสั่นสะท้าน
สำหรับการจากไปของนักรบเว่ยและนักรบเหยา ทุกคนต่างก็รู้สึกโศกเศร้า ฉินเส้าโหยวเองก็เช่นกัน
แม้เขาจะเพิ่งรู้จักกับนักรบทั้งสองได้ไม่กี่วัน แต่ก็ได้ผ่านความเป็นความตายและร่วมสู้รบกันมาหลายครั้ง ก็นับว่าเป็นพี่น้องร่วมเป็นร่วมตายที่ผ่านการอาบเลือดมาด้วยกัน
โดยเฉพาะพอนึกถึงว่า เมื่อไม่กี่ชั่วยามก่อน ทั้งสองคนยังดูร่าเริงมีชีวิตชีวาอยู่เลย
คนหนึ่งบอกว่าจะเอาเงินที่ได้จากคฤหาสน์ตระกูลอู ไปซื้อบ้านในเมืองลั่วเพื่อพาลูกเมียไปอยู่ด้วย
ส่วนอีกคนก็บอกว่าจะส่งเงินก้อนนี้กลับไปเลี้ยงดูแม่ที่แก่ชรา
ทว่าตอนนี้ ทั้งสองกลับต้องมาพลัดพรากจากลูกเมียและแม่เฒ่าไปชั่วนิรันดร์...
ในใจของฉินเส้าโหยวรู้สึกปวดร้าวและขมขื่นอย่างบอกไม่ถูก
"พวกเขาตายยังไง?" เสียงของฉินเส้าโหยวเริ่มแหบพร่าและสั่นเครือ
"เฒ่าเว่ยตายเพราะปกป้องเด็กๆ ขอรับ ในขณะที่เขากำลังขับไล่พวกซากศพเชิด เขาถูกมารศาสนานิกายบัวดำลอบโจมตี พวกเราพยายามจะเข้าไปช่วย แต่ก็ถูกมารศาสนาคนอื่นๆ และซากศพเชิดขวางทางไว้จนเข้าไม่ถึง ตอนที่เฒ่าเว่ยสิ้นใจ เขายังคงกางแขนออกกว้าง ปกป้องเด็กๆ ในกรงเหล็กไว้อย่างสุดชีวิต...
ส่วนเฒ่าเหยาพลีชีพยังไงนั้น ข้ามองไม่เห็นขอรับ
แต่ได้ยินเพื่อนร่วมงานที่ไปเก็บศพบอกว่า ตอนที่เจอศพของเฒ่าเหยา รอบๆ ตัวเขามีซากศพเชิดนอนตายเกลื่อนไปหมด เพราะงั้นเฒ่าเหยาน่าจะสู้จนตัวตายขอรับ!
ได้ยินว่าหลังจากสิ้นลมแล้ว ในมือของเฒ่าเหยาก็ยังกำดาบไว้แน่นไม่ยอมปล่อย..."
หลังจากฟังสาเหตุการตายของนักรบเว่ยและนักรบเหยาจบ ฉินเส้าโหยวก็นิ่งเงียบไปครู่ใหญ่ ก่อนจะถอนหายใจออกมา: "พวกเขาเป็นชายชาตรีที่น่านับถือจริงๆ!"
ฉินเส้าโหยวนึกย้อนไปตอนที่เซวียชิงซานแนะนำลูกน้องกลุ่มนี้ให้เขารู้จัก
วีรกรรมของเว่ยและเหยาในครั้งนี้ คู่ควรกับคำยกย่องที่ว่า 'องอาจห้าวหาญ' อย่างแท้จริง
จากนั้น ฉินเส้าโหยวก็ถามต่อ: "ศพของเฒ่าเว่ยกับเฒ่าเหยาอยู่ที่ไหน? ในวิหารรองของศาลเจ้าพ่อหลักเมืองใช่ไหม?"
"ใช่ขอรับ" จูซิ่วไฉพยักหน้า "พี่น้องที่พลีชีพในครั้งนี้ ศพถูกวางไว้ที่นั่นทั้งหมด อีกสักพักจะมีการส่งคนนำศพกลับไปคืนให้ครอบครัว ส่วนใครที่ไม่มีญาติพี่น้อง ก็จะถูกนำกลับไปฝังที่สุสานของหน่วยปราบมารขอรับ"
ฉินเส้าโหยวคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วพูดว่า: "ในเมื่อเป็นแบบนั้น ศพของเฒ่าเว่ยกับเฒ่าเหยา ให้พวกเราเป็นคนนำไปส่งที่บ้านเองเถอะ... ถือซะว่าเป็นการไปส่งพี่น้องร่วมเป็นร่วมตายเป็นครั้งสุดท้าย"
ไม่มีใครปฏิเสธข้อเสนอนี้
เพราะลึกๆ ในใจทุกคนต่างก็หวังว่า หากวันหนึ่งตนเองต้องตายลง ก็อยากจะมีคนคุ้นเคยนำศพกลับไปส่งที่บ้าน คอยปลอบใจญาติพี่น้อง และนำเงินชดเชยรวมถึงเงินเก็บทั้งหมดไปมอบให้ครอบครัวอย่างครบถ้วน
ในยุคสมัยที่วุ่นวายเช่นนี้ และในหน่วยงานที่มีอัตราการตายสูงที่สุดอย่างหน่วยปราบมาร
ความตาย... พร้อมจะมาเยือนได้ทุกเมื่อจริงๆ
หลังจากฉินเส้าโหยวพูดจบ ก็ไม่มีใครเอ่ยปากอะไรออกมาอีก บรรยากาศในที่นั้นเต็มไปด้วยความกดดันและหดหู่
จูซิ่วไฉสัมผัสได้ถึงบรรยากาศที่ตึงเครียด เขาจึงพยายามหาเรื่องคุยเพื่อเปลี่ยนอารมณ์ของทุกคนให้ดีขึ้นบ้าง
"ใต้เท้า ท่านยังไม่รู้สินะขอรับ? ท่านนายกองร้อยเซวียกับท่านรองเสนาบดีจาง สามารถง้างปากพวกมารศาสนานิกายบัวดำพวกนั้น จนได้เบาะแสสำคัญมาเพียบเลยขอรับ ตอนนี้กำลังส่งกำลังคนออกไปปูพรมจับกุมพรรคพวกของพวกมันทั่วอำเภอเหมียนหยวนเลยล่ะขอรับ"
ฉินเส้าโหยวมองเจตนาของจูซิ่วไฉออก จึงยอมตามน้ำพูดต่อ: "มิน่าล่ะ ตอนที่ข้าเดินกลับมา ถึงเห็นพวกผู้พิทักษ์ราตรีวิ่งวุ่นจับคนกันเต็มไปหมด... เออ แล้วในหมู่พรรคพวกนิกายบัวดำที่จับมาได้ มี 'ปลาตัวใหญ่' บ้างไหมล่ะ?"
"มีปลาตัวใหญ่เบิ้มอยู่ตัวนึงขอรับ"
จูซิ่วไฉมองซ้ายมองขวา แล้วลดเสียงลงกระซิบ: "ในที่ว่าการอำเภอเหมียนหยวน มีหนอนบ่อนไส้ของนิกายบัวดำแฝงตัวอยู่ขอรับ... พวกท่านลองทายดูซิ ว่าหนอนตัวนั้นคือใคร?"
หลวงพี่หม่าและเหล่านนักรบ ทราบเพียงแค่ว่าเซวียชิงซานส่งคนออกไปจับคนเพิ่ม แต่ไม่รู้เลยว่ามีการรีดความลับเรื่องหนอนบ่อนไส้ในที่ว่าการอำเภอออกมาด้วย จึงพากันถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น:
"ใครกันล่ะ?"
"ซิ่วไฉ เจ้าอย่ามัวแต่อมพะนำสิ ข่าวกรองแบบนี้มีแต่เจ้าเท่านั้นที่สืบได้ พวกข้าจะไปรู้ได้ยังไงล่ะ?"
"จูสวินโหยว รีบบอกมาเถอะ ว่าหนอนบ่อนไส้คือใครกันแน่?"
จูซิ่วไฉแกล้งดึงจังหวะนิดหน่อย: "กะเวลาดูแล้ว ป่านนี้หนอนตัวนั้นคงโดนรวบตัวเรียบร้อยแล้วล่ะ ข้าบอกพวกท่านตอนนี้ก็คงไม่ถือว่าเป็นการรั่วไหลความลับหรอก"
จากนั้นเขาก็กระซิบเสียงเบาท่ามกลางการเร่งเร้าของทุกคน: "ความจริงแล้ว คนๆ นี้พวกเราทุกคนก็เคยเห็นหน้าค่าตากันมาแล้ว..."
เมื่อเห็นว่าเขายังลีลาไม่ยอมบอกเสียที หลวงพี่หม่าก็ง้างหมัดที่ใหญ่เท่าหม้อดินขึ้นมา
จูซิ่วไฉรีบพูดทันควัน: "นายอำเภอซุนขอรับ!"
"ใครนะ?"
"อะไรนะ?!"
"ที่แท้ก็เป็นเขางั้นรึ?"
"ให้ตายสิ พ่อเมืองแห่งอำเภอเหมียนหยวน กลับเป็นพวกเดียวกับนิกายบัวดำเนี่ยนะ?"
"ก่อนหน้านี้ยังแสร้งทำละครรักราษฎรดั่งลูกในไส้อยู่เลย... พอมานึกดูตอนนี้ มันช่างน่าสมเพชจริงๆ!"
ทุกคนต่างส่งเสียงอุทานด้วยความทึ่ง บ้างก็โกรธแค้นจนหน้าดำหน้าแดง
จูซิ่วไฉเองก็กล่าวอย่างทอดถอนใจ: "มิน่าล่ะ พอกรณีภาพวาดประหลาดจบลง นายอำเภอซุนคนนี้ถึงได้รีบร้อนประกาศปิดคดีทันที ตอนแรกข้าก็นึกว่าเขาแค่อยากรีบจบเรื่องเพื่อลดความกดดัน ที่ไหนได้ เขาตั้งใจจะช่วยปกปิดพรรคพวกนิกายบัวดำ เพื่อปูทางให้แผนการขั้นต่อไปของพวกมันต่างหาก... นายอำเภอซุนคนนี้ ช่างเสียแรงที่ร่ำเรียนตำรานักปราชญ์มาจริงๆ!"
มีเพียงฉินเส้าโหยวคนเดียวที่ไม่ได้ประหลาดใจนัก
เขาสังเกตเห็นความผิดปกติของนายอำเภอซุนมาตั้งนานแล้ว
และการที่สามารถดึงเช็งคดีเด็กหายไว้ได้นานกว่าสองเดือนถึงค่อยรายงานเบื้องบน พลังอำนาจบารมีขนาดนี้ ไม่ใช่สิ่งที่ข้าราชการระดับกระจอกๆ จะทำได้แน่นอน
เพราะในอำเภอเหมียนหยวนแห่งนี้ ยังมีรองเสนาบดีจางคอยคานอำนาจอยู่ด้วย
หากหนอนบ่อนไส้ของนิกายบัวดำเป็นแค่เจ้าหน้าที่ตัวเล็กๆ ไม่มีทางที่จะกดคดีนี้ไว้ได้แน่
ในขณะที่ฉินเส้าโหยวกำลังครุ่นคิดอยู่นั้น จู่ๆ ซูทิงอวี่ก็ขยับเข้ามาใกล้เขา แล้วทำจมูกฟุดฟิดดมกลิ่นบนตัวเขาไม่หยุด
นางไม่รู้จักนายอำเภอซุน และไม่ได้สนใจว่าใครในที่ว่าการจะเป็นหนอนบ่อนไส้ ทว่ากลิ่นอายปีศาจบางอย่างบนตัวฉินเส้าโหยว กลับดึงดูดความสนใจและความอยากรู้อยากเห็นของนางเข้าอย่างจัง
ฉินเส้าโหยวโดนดมซะจนทำตัวไม่ถูก: "ท่านจะทำอะไรน่ะ?"
สายตาของพวกจูซิ่วไฉต่างก็หันมามองเป็นตาเดียว แม้จะไม่มีใครกล้าแซวออกมาดังๆ แต่ทุกคนต่างก็ทำหน้าตา 'มีเรื่องสนุกให้ดูแล้ว' กันถ้วนหน้า
ทว่าซูทิงอวี่กลับไม่ได้สังเกตเห็นบรรยากาศรอบข้างเลย
ก็ด้วยสายตาที่สั้นกุดขนาดนั้นของนาง จะไปสังเกตเห็นอะไรได้ล่ะ
นางชี้มือไปที่จุดหนึ่ง: "ในห่อนั่น เจ้าหิ้วอะไรมาน่ะ?"
ฉินเส้าโหยก้มลงมอง จุดที่ซูทิงอวี่ชี้ก็คือห่อผ้ากระสอบที่เขาผูกไว้ที่เอว ซึ่งข้างในบรรจุแขนแมงมุมของหลัวฮั่นแปดกรเอาไว้
พอนึกถึงประสาทสัมผัสการดมกลิ่นอันยอดเยี่ยมของซูทิงอวี่ ฉินเส้าโหยวก็เหมาเอาเองว่านางคงได้กลิ่นแขนแมงมุมเข้าแล้ว และคงอยากจะลิ้มรสดูบ้าง
เขาจึงรีบลดเสียงลงกระซิบ: "ชู่ววว อย่าเสียงดังไปสิ เดี๋ยวข้าแบ่งให้ส่วนนึง"
ซูทิงอวี่ไม่ได้ชอบกินปีศาจหรอกนะ สิ่งที่นางชอบจริงๆ คือการเอาภูตผีปีศาจมาทดลองต่างหาก
พอได้ยินว่าฉินเส้าโหยวจะแบ่ง 'วัสดุการทดลอง' ให้ นางก็แอบดีใจอยู่ในลึกๆ แต่ปากกลับปฏิเสธ: "ไม่ล่ะ ข้าดมกลิ่นดูแล้ว ของชิ้นนี้ไม่ค่อยมีค่าเท่าไหร่หรอก ของที่ข้าต้องการน่ะ ข้าได้มาเรียบร้อยแล้ว... เจ้าสนใจไหมล่ะ เดี๋ยวข้าแบ่งให้?"
คราวนี้นางก็กระซิบตอบเสียงเบาเหมือนกัน
พวกจูซิ่วไฉที่อยู่ข้างๆ ต่างก็พยายามเงี่ยหูฟังอย่างเอาเป็นเอาตาย แต่ก็ได้ยินแค่เสียงแว่วๆ ขาดๆ หายๆ จนเดาไม่ออกเลยว่าทั้งคู่กำลังคุยเรื่องอะไรกันอยู่
"ไม่เป็นไร ขอบคุณมาก" ฉินเส้าโหยวไตร่ตรองดูแล้วก็ตอบปฏิเสธไป
ในเมื่อไม่มีสูตรอาหาร ต่อให้ได้วัตถุดิบดีแค่ไหนมาเขาก็ทำอะไรไม่ได้มาก สู้ปล่อยให้ซูทิงอวี่เอาไปจัดการเองจะดีกว่า
แต่ในใจเขาก็อดสงสัยไม่ได้: ท่านนักพรตซูน้อยคนนี้ไปได้วัตถุดิบชั้นยอดอะไรมากันนะ? ก็ผีวาดหนังตัวนั้นโดนจับเป็นไปแล้วนี่นา?
ซูทิงอวี่เองก็กำลังงุนงงเช่นกัน: ทำไมผู้พิทักษ์ราตรีฉินถึงได้สนใจศึกษาวัสดุที่กลิ่นอายปีศาจดูงั้นๆ แบบนี้ล่ะ? หรือว่าวัสดุชิ้นนี้จะมีความลับอะไรซ่อนอยู่ ที่ข้าดมไม่ออกกันแน่?
ในขณะนั้นเอง เสียงเอะอะโวยวายจากด้านข้างก็ดังขึ้น ขัดจังหวะความสงสัยของทั้งคู่ลงพอดี