- หน้าแรก
- เกิดใหม่เป็นมือปราบ ข้าจะกินปีศาจให้หมดโลก
- ตอนที่ 40 หน่วยปราบมารปฏิบัติการ ผู้ใดขัดขวาง มีโทษถึงตาย!
ตอนที่ 40 หน่วยปราบมารปฏิบัติการ ผู้ใดขัดขวาง มีโทษถึงตาย!
ตอนที่ 40 หน่วยปราบมารปฏิบัติการ ผู้ใดขัดขวาง มีโทษถึงตาย!
ตอนที่ 40 หน่วยปราบมารปฏิบัติการ ผู้ใดขัดขวาง มีโทษถึงตาย!
ฉินเส้าโหยวใจหายวาบ ภาพเหตุการณ์จลาจลของกลุ่มนิกายบัวดำที่อำเภอฟางถิง ซึ่งเกิดขึ้นในวันแรกที่เขาเข้าทำงานในหน่วยปราบมารเมืองลั่ว ผุดขึ้นมาในความทรงจำ
เป็นไปได้ไหมว่า ศพที่แช่อยู่ในโอ่งเลือดเหล่านี้ จะถูกขนมาจากอำเภอฟางถิง?
แล้วที่คฤหาสน์ตระกูลอูอีกล่ะ พวกมันได้จัดเตรียมวัตถุดิบสำหรับการสร้างซากศพเชิดส่งมาให้พวกนิกายบัวดำด้วยหรือเปล่า?
หากคิดให้ลึกซึ้งลงไปอีก จุดประสงค์ที่แท้จริงของนิกายบัวดำในการบุกโจมตีอำเภอฟางถิง อาจจะไม่ใช่การยึดเมืองอย่างที่ทุกคนเข้าใจ
แต่เป้าหมายหลักของพวกมัน คือการปล้นสะดม จับคนเป็น และกวาดต้อนศพ เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจของหน่วยปราบมารต่างหาก!
ตอนนี้กำลังหลักของหน่วยปราบมารเมืองลั่ว แทบจะทุ่มไปที่อำเภอฟางถิงและพื้นที่โดยรอบทั้งหมด เพื่อปูพรมค้นหาเศษซากของนิกายบัวดำที่หลงเหลืออยู่ ทำให้การตรวจตราและเฝ้าระวังในอำเภออื่นๆ หละหลวมลงอย่างเห็นได้ชัด
ดีไม่ดี... การที่เซวียชิงซานสามารถตีแตกพวกนิกายบัวดำได้อย่างง่ายดายตั้งแต่ยกทัพไปถึงอำเภอฟางถิง อาจจะเป็นเพราะพวกนิกายบัวดำบรรลุเป้าหมายของตัวเอง และจงใจถอยทัพไปเองก็เป็นได้!
ในขณะที่ฉินเส้าโหยวหลุดเข้าไปในห้วงความคิดอันสับสนวุ่นวาย จูซิ่วไฉที่อยู่ข้างๆ ก็ตาเบิกโพลงด้วยความตกตะลึง ก่อนจะกระซิบเสียงแผ่ว: "นั่นมันตาเฒ่าจ้าว!"
เสียงของจูซิ่วไฉเบามากจนถูกกลบด้วยเสียงเห่าของหมาที่ถูกขังอยู่ในศาลเจ้าพ่อหลักเมือง ซึ่งกำลังตื่นตระหนกสุดขีดเมื่อเห็นศพในโอ่งเลือดและได้กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้ง
หมาส่วนใหญ่เห่าออกมาเป็นเสียงหมา มีเพียงหมาสองสามตัวที่เพิ่งถูกสวมหนังหมาเข้าไปเท่านั้น ที่พอจะเปล่งเสียงคล้ายภาษามนุษย์ออกมาได้ แต่ก็เป็นเสียงที่แผ่วเบาและขาดห้วงเต็มที
ทว่าฉินเส้าโหยวกลับได้ยินเสียงของจูซิ่วไฉชัดเจน
เขาหันไปกระซิบถาม: "มีคนที่เจ้ารู้จักด้วยงั้นรึ?"
จูซิ่วไฉพยักหน้ารับ: "ข้าเห็นใบหน้าของตาเฒ่าจ้าวในโอ่งเลือด... เขาเป็นคนเฝ้ายามของอำเภอฟางถิง พวกเราเคยร่วมงานกันสืบคดีมาสองสามครั้ง"
คนเฝ้ายามของอำเภอฟางถิงงั้นรึ?
แววตาของฉินเส้าโหยวไหววูบ
การค้นพบนี้ช่วยยืนยันข้อสันนิษฐานบางส่วนของเขาได้เป็นอย่างดี ทว่าเขากลับไม่รู้สึกยินดีเลยสักนิด
เพราะศาลเจ้าพ่อหลักเมืองที่อยู่เบื้องหน้านี้ แม้จะตั้งอยู่บนโลกมนุษย์ แต่สภาพภายในนั้นกลับไม่ต่างอะไรกับขุมนรกเลยสักนิด
ซูทิงอวี่ที่กำลังดมกลิ่นอยู่ จู่ๆ ก็พูดแทรกขึ้นมาอย่างรวดเร็ว: "มีกลิ่นอายปีศาจหลายสายกำลังพุ่งตรงมาทางนี้ค่ะ"
ยังไม่ทันที่ฉินเส้าโหยวและจูซิ่วไฉจะได้ถามอะไร นางก็ประสานมือทำมุทรา พร้อมกับพึมพำคาถาเสียงแผ่ว
ยันต์ที่แปะอยู่บนตัวของพวกเขา พลันแผ่หมอกสีดำออกมาจางๆ กลมกลืนไปกับความมืดมิดของยามราตรี ทำให้ยากที่ใครจะสังเกตเห็นการมีอยู่ของพวกเขา แม้จะเดินผ่านไปใกล้ๆ ก็ตาม
ทันทีที่ซูทิงอวี่ร่ายคาถาจบ ฝูงอีกาตาแดงก่ำก็บินโฉบลงมาจากท้องฟ้าอันมืดมิด
มีอีกาตัวหนึ่ง บินเฉียดผ่านกำแพงที่พวกเขาซุ่มอยู่ไปอย่างเฉียดฉิว
ถ้าไม่ได้หมอกสีดำของซูทิงอวี่ช่วยพรางตาไว้ พวกเขาคงถูกอีกาตัวนั้นจับได้ไปแล้ว
"อีกาสื่อสารกลับมาแล้ว"
คนในลานวัดเมื่อเห็นฝูงอีกาบินกลับมา ก็ตะโกนบอกเข้าไปในวิหาร ก่อนจะปิดฝาโอ่งเลือดลง แล้วยื่นแขนออกไปรับอีกาตัวหนึ่งให้เกาะลงบนแขน
ส่วนอีกาตัวอื่นๆ ก็บินไปเกาะตามหลังคา กำแพง และจุดต่างๆ ทั่วลานวัด
พวกมันไม่เพียงแต่กระจายกำลังกันออกไป แต่ยังใช้ดวงตาสีแดงสด สอดส่ายมองไปรอบๆ อย่างระแวดระวัง
ราวกับเป็นกล้องวงจรปิดที่มีชีวิต
เสียงฝีเท้าดังขึ้นจากภายในวิหาร พร้อมกับชายฉกรรจ์กลุ่มหนึ่งที่เดินตามกันออกมา
หนึ่งในนั้นเดินเข้าไปรับอีกามาจากคนที่อยู่ด้านนอก เขาใช้มือข้างหนึ่งรวบตัวมันไว้ ส่วนมืออีกข้างก็บีบหัวมันแน่น ก่อนจะบิดสุดแรง หัวของอีกาก็หลุดติดมือมาอย่างง่ายดาย
ชายคนนั้นอ้าปากกลืนหัวอีกาที่ยังคงมีเลือดสดๆ ไหลเยิ้ม และมีขนติดอยู่เข้าไปหน้าตาเฉย เขากลับตาลง เคี้ยวหัวอีกากร้วมๆ พลางเอ่ยขึ้นว่า: "พวกที่แอบเข้ามาสืบข่าวเมื่อช่วงบ่าย ถูกจัดการเรียบร้อยแล้ว พร้อมกับเพื่อนๆ ของพวกมัน"
พวกฉินเส้าโหยวที่ซุ่มอยู่บนกำแพง ภายใต้การพรางตาของหมอกสีดำ ได้เห็นภาพเหตุการณ์ทั้งหมดอย่างชัดเจน พวกเขาอดไม่ได้ที่จะรู้สึกทึ่งและสยดสยองในเวลาเดียวกัน
วิชาสืบข่าวแบบนี้มันช่างลี้ลับและน่าสะพรึงกลัวจริงๆ เสียอย่างเดียวคือ... ค่อนข้างจะเปลืองอีกาไปหน่อย
"ถูกจัดการหมดแล้วงั้นรึ? ค่อยยังชั่วหน่อย"
มีคนถอนหายใจด้วยความโล่งอก
"ไม่มีอะไรให้ต้องโล่งใจหรอก" ชายที่กลืนหัวอีกาเบิกตาขึ้น แค่นเสียงเย็นชา: "ไอ้พวกที่ถูกฆ่าตายเป็นมือปราบที่ถูกส่งมาจากเมืองลั่ว ข่าวการตายของพวกมันจะต้องถูกรายงานกลับไปอย่างแน่นอน ต่อให้เราจะถ่วงเวลาได้บ้าง แต่มันก็คงได้ไม่นานนักหรอก เพราะงั้น แผนการทุกอย่างของเรา จะต้องเร่งดำเนินการให้เสร็จสิ้นโดยเร็วที่สุด"
เหล่าสาวกนิกายบัวดำที่อยู่รอบกาย เมื่อได้ยินดังนั้น สีหน้าก็เคร่งเครียดขึ้นมาทันที พวกเขาต่างประสานเสียงรับคำสั่งอย่างพร้อมเพรียง
ชายคนนั้นอ้าปากคายก้อนเลือดที่ผสมกับขนและเศษกระดูกของอีกาออกมา ก่อนจะหันหลังเดินกลับเข้าไปในวิหาร
พวกฉินเส้าโหยวซุ่มรอดูสถานการณ์อยู่บนกำแพงอีกสักพัก ก่อนจะอาศัยช่วงที่หมอกสีดำยังคงปกคลุมอยู่ ลอบลงจากกำแพงเพื่อไปสมทบกับพวกหลวงพี่หม่า
ครั้งนี้พวกเขาไม่ได้ลงมือทำอะไรเลย เพราะการคุ้มกันของศาลเจ้าพ่อหลักเมืองนั้นแน่นหนาจนเกินไป
ฉินเส้าโหยวทิ้งจูซิ่วไฉไว้ให้คอยจับตาดูความเคลื่อนไหวรอบๆ ศาลเจ้าพ่อหลักเมือง ส่วนตัวเองก็ขอให้ซูทิงอวี่ช่วยปล่อยยันต์นกกระเรียนอีกตัว เพื่อส่งข้อมูลใหม่และข้อสันนิษฐานทั้งหมดกลับไปรายงานให้เซวียชิงซานทราบ
ใจความสำคัญของข้อความที่ส่งไป สรุปได้สั้นๆ ว่า: ที่นี่มีโจรเยอะ สถานการณ์วิกฤต รีบนำกำลังเสริมมาด่วน! ขอคนเยอะๆ ด้วยนะ!
จากนั้น ฉินเส้าโหยวก็แบ่งลูกน้องออกเป็นหลายกลุ่ม บางกลุ่มให้ไปจับตาดูที่ว่าการอำเภอและคนเฝ้ายามของอำเภอเหมียนหยวน บางกลุ่มให้ไปดักรอต้อนรับกำลังเสริมที่นอกเมืองในตอนรุ่งสาง
และยังมีอีกกลุ่มที่ถูกส่งไปซุ่มดูตามเส้นทางหลักที่เข้าสู่อำเภอเหมียนหยวน เพื่อดูว่าจะสามารถจับตัวผู้สมรู้ร่วมคิดของนิกายบัวดำเพิ่มเติมได้อีกหรือไม่
ส่วนตัวเขาเอง พร้อมกับซูเจี้ยนชิงและซูทิงอวี่ ได้เดินทางไปดักซุ่มอยู่ที่ 'อี้จวง' (สถานที่เก็บศพชั่วคราว)
นอกจากจะมาเฝ้าหุ่นเชิดหนังตะลุงแล้ว เขายังอยากจะดูด้วยว่า จะมีพวกนิกายบัวดำคนไหน อยากจะมาทำมิดีมิร้ายกับ 'ศพ' ของพวกเขาหรือไม่
เวลาล่วงเลยไปจนถึงรุ่งสาง
ฉินเส้าโหยวที่ซุ่มอยู่ในเงามืดฝั่งตรงข้ามอี้จวง ด้วยความช่วยเหลือจากยันต์พรางตัวของซูทิงอวี่ ได้เฝ้าสังเกตการณ์มาตลอดทั้งคืน
นอกเหนือจากช่วงเช้าตรู่ ที่มีมือปราบของอำเภอเหมียนหยวนสองสามคนมาตรวจดูศพแล้ว เขาก็ไม่เห็นใครคนอื่นเฉียดใกล้มาที่อี้จวงอีกเลย
จนกระทั่งถึงช่วงบ่ายคล้อย
นักรบคนหนึ่งในชุดชาวบ้านธรรมดาๆ เดินผ่านหน้าอี้จวงไปอย่างรวดเร็ว
แม้ภายนอกจะดูเหมือนไม่มีอะไรผิดปกติ แต่นี่คือสัญญาณลับที่พวกฉินเส้าโหยวตกลงกันไว้ ซึ่งหมายความว่า กำลังเสริมได้เดินทางมาถึงบริเวณใกล้เคียงอำเภอเหมียนหยวนแล้ว
สิบห้านาทีต่อมา ฉินเส้าโหยวพร้อมด้วยซูเจี้ยนชิงและซูทิงอวี่ ก็ลอบออกจากอำเภอเหมียนหยวน ไปสมทบกับนักรบที่รออยู่ด้านนอก เพื่อให้เขานำทางไปยังหมู่บ้านเล็กๆ แห่งหนึ่งที่อยู่ห่างจากอำเภอเหมียนหยวนออกไปราวสิบลี้
ชาวบ้านในหมู่บ้านนั้น ถูกควบคุมตัวไว้ทั้งหมดแล้ว
คนเฝ้ายามกว่าสองร้อยนาย กำลังยืนเข้าแถวเตรียมพร้อมรบอยู่ที่นั่น
ผู้ที่นำทัพมา ก็คือเซวียชิงซานนั่นเอง!
แม้หน่วยปราบมารเมืองลั่ว จะมีอัตรากำลังพลอยู่ที่ระดับ 'ร้อยนาย' แต่เนื่องจากในช่วงไม่กี่ปีมานี้ ภูตผีปีศาจออกอาละวาดหนักข้อขึ้นเรื่อยๆ หน่วยปราบมารในหลายพื้นที่จึงต้องรับคนเพิ่มเกินอัตราที่กำหนดไว้ หน่วยปราบมารเมืองลั่วเองก็เช่นกัน
ปัจจุบัน หน่วยปราบมารเมืองลั่วมีกำลังพลมากกว่าสามร้อยนาย นี่ยังไม่รวมถึงคนเฝ้ายามที่ประจำการอยู่ตามอำเภอและตำบลต่างๆ ด้วยซ้ำ
เมื่อคืนนี้ หลังจากได้รับยันต์นกกระเรียนทั้งสองตัวจากฉินเส้าโหยว เซวียชิงซานก็ตระหนักได้ทันทีว่า สถานการณ์ในอำเภอเหมียนหยวนนั้นเลวร้ายกว่าที่คิดไว้มาก
เขาตัดสินใจทิ้งกำลังพลไว้เพียงร้อยกว่านาย เพื่อทำหน้าที่อื่นๆ และเฝ้าระวังที่หน่วยปราบมาร ส่วนกำลังพลที่พร้อมรบที่เหลือทั้งหมด ถูกเขาระดมมาที่นี่จนหมดสิ้น
เซวียชิงซานเคยคิดที่จะเกณฑ์กำลังคนจากหน่วยเฝ้ายามในอำเภอและตำบลทางผ่านมาร่วมรบด้วย
แต่เมื่อนึกถึงปัญหา 'หนอนบ่อนไส้' ที่ฉินเส้าโหยวเตือนไว้ เขาก็ล้มเลิกความคิดนั้นไป เพราะกลัวว่าในบรรดาคนเหล่านั้น อาจจะมีสายลับแฝงตัวอยู่
ยิ่งไปกว่านั้น เพื่อความไม่ประมาท เซวียชิงซานยังปิดบังจุดหมายปลายทางและภารกิจในครั้งนี้ ไม่ให้เหล่าคนเฝ้ายามที่ติดตามมาด้วยรู้ตัวเลยแม้แต่น้อย
"สถานการณ์วันนี้เป็นอย่างไรบ้าง?"
เซวียชิงซานกวักมือเรียกพวกฉินเส้าโหยวให้เข้าไปหา
ฉินเส้าโหยวประสานมือรายงาน: "พวกนิกายบัวดำยังไม่มีความเคลื่อนไหวที่ผิดสังเกตขอรับ แต่เราพบว่าในตัวเมือง มีหมาจรจัดเพิ่มขึ้นจากเมื่อวานอย่างเห็นได้ชัด แถมพวกมันยังพยายามจะมุดเข้าไปในบ้านของชาวบ้าน ไล่ยังไงก็ไม่ยอมไป..."
เซวียชิงซานพลิกตัวขึ้นม้า เอ่ยเสียงกร้าว: "ในเมื่อเป็นเช่นนั้น เราก็ไม่ต้องเสียเวลาอีกต่อไป ข้าขอสั่งให้คนเฝ้ายามทุกคนเตรียมพร้อม เราจะบุกเข้าบดขยี้พวกนิกายบัวดำให้ราบคาบด้วยกำลังทั้งหมดที่มี!"
"รับคำสั่ง!"
คนเฝ้ายามกว่าสองร้อยนายขานรับเสียงกึกก้อง ก่อนจะพากันขึ้นม้าอย่างรวดเร็ว
ฉินเส้าโหยวที่ขึ้นม้าเรียบร้อยแล้วเช่นกัน เอ่ยด้วยความกังวล: "พวกเรามีข้อมูลแค่จวนตระกูลจางกับศาลเจ้าพ่อหลักเมืองเท่านั้น ไม่แน่ใจว่าในตัวเมือง จะยังมีพวกนิกายบัวดำซ่อนตัวอยู่อีกหรือเปล่า"
"ไม่เป็นไร"
เซวียชิงซานดึงกระบังหน้าหมวกเกราะลง ทำให้เสียงที่เปล่งออกมาฟังดูอู้อี้เล็กน้อย
"แค่พวกเราบุกเข้าเมือง พวกนิกายบัวดำก็ต้องเผยหางออกมาเองนั่นแหละ ต่อให้พวกมันซ่อนตัวได้มิดชิด หลังจากกวาดล้างเสร็จ เราก็สามารถตามล่าลากคอพวกมันออกมาได้ทีละคนอยู่ดี!"
จากนั้น เซวียชิงซานก็ออกคำสั่งอย่างต่อเนื่อง:
"นายกองธงใหญ่เซี่ย เจ้านำคนสองหมู่ ( 50 คน) ไปพร้อมกับท่านนักพรตซู บุกจวนรองเสนาบดีจาง จับตัวผีวาดหนังมาให้ได้!"
"รับคำสั่ง!"
นายกองธงใหญ่รูปร่างกำยำผู้นึง ประสานมือรับคำสั่งบนหลังม้า
"ส่วนคนที่เหลือ ตามข้าไปที่ศาลเจ้าพ่อหลักเมือง เส้าโหยว เจ้ามากับข้า"
เสียงของนายกองร้อยเซวียดังกึกก้องขึ้นหลายระดับ: "หากระหว่างทาง มีผู้ใดกล้าขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของเรา จงเตือนพวกมันก่อน หากไม่ยอมถอย ให้สังหารทิ้งได้ทันที! หน่วยปราบมารของเราได้รับพระราชทานอำนาจสิทธิ์ขาดจากฮ่องเต้ มีสิทธิ์ 'ประหารก่อน รายงานทีหลัง' ได้!"
"รับคำสั่ง!"
คนเฝ้ายามกว่าสองร้อยนายขานรับเสียงดังกระหึ่มอีกครั้ง
ฉินเส้าโหยวรู้สึกฮึกเหิมอย่างบอกไม่ถูก: โคตรเท่ โคตรอหังการเลยเว้ยยย!
"ออกเดินทาง!"
นายกองร้อยเซวียโบกมือเป็นสัญญาณ ก่อนจะควบม้าพุ่งทะยานนำหน้าขบวน มุ่งตรงไปยังอำเภอเหมียนหยวน
ฉินเส้าโหยวควบม้าตามไปติดๆ
ไม่นานนัก สองพี่น้องตระกูลซูก็ตามมาสมทบ
ซูเจี้ยนชิงสบโอกาส เอ่ยถามเซวียชิงซานว่า: "นายกองร้อยเซวีย ถ้าหากรองเสนาบดีจางขัดขวางไม่ให้เราจับกุมคนร้ายล่ะเจ้าคะ? คงไม่ถึงขั้นต้องสังหารเขาทิ้งด้วยกระมัง?"
"เขาไม่ขัดขวางหรอก"
นายกองร้อยเซวียหัวเราะหึๆ
"พวกท่านคงไม่คิดหรอกนะ ว่ารองเสนาบดีจางจะไม่รู้ว่าหลานชายของตัวเองถูกผีวาดหนังปลอมตัวมา?
ถ้าเขาไม่รู้เรื่องจริงๆ เขาคงไม่ยอมให้พวกท่านเข้าพบ หรือเรียกหลานชายตัวปลอมออกมาให้พวกท่านดูหน้าหรอก พวกมารศาสนาจากนิกายบัวดำ แม้จะเคยเรียนรู้ตำราขงจื๊อมาบ้าง แต่พวกมันหารู้ไม่ว่า ยอดคนแห่งลัทธิขงจื๊อที่แท้จริงนั้น สามารถหยั่งรู้ถึงพลังอันเร้นลับจากคัมภีร์ของปราชญ์ได้
รองเสนาบดีจางศึกษาคัมภีร์ 'ซ่างซู' จนแตกฉาน ย่อมมีพลัง 'รู้แจ้งเห็นจริง' เป็นของตัวเองอยู่แล้ว!"
"ที่แท้ รองเสนาบดีจางก็แกล้งเล่นละครตามน้ำไปกับผีวาดหนัง เพื่อไม่ให้แหวกหญ้าให้งูตื่น จนทำให้จางเปิ่นอู้ตัวจริงต้องตกอยู่ในอันตรายงั้นหรือ?"
เมื่อฉินเส้าโหยวย้อนนึกถึงเหตุการณ์ต่างๆ เขาก็พบเบาะแสมากมายที่บ่งบอกถึงความจริงข้อนี้
อย่างเช่น พวกคนคุ้มกันของจวนตระกูลจาง แทนที่จะบอกว่าพวกเขาคอยอารักขาจางเปิ่นอู้ตัวปลอม สู้บอกว่าพวกเขากำลัง 'เฝ้าดู' มันอยู่จะถูกกว่า
หรือตอนที่รองเสนาบดีจางรีบมาดู เมื่อรู้ข่าวว่าจางเปิ่นอู้ตัวปลอมส่งคนออกไปตามหาหมา แทนที่จะบอกว่าเขาเป็นห่วง สู้บอกว่าเขาต้องการมาดูให้แน่ใจว่ามันกำลังจะทำอะไร และหวังว่าจะใช้มันเป็นเบาะแสในการตามหาจางเปิ่นอู้ตัวจริงมากกว่า...
สมแล้วที่เป็นยอดฝีมือที่สามารถไต่เต้าจนถึงระดับสูงในแวดวงขุนนางได้ ไม่มีใครธรรมดาเลยสักคน!
ทักษะการแสดงของรองเสนาบดีจางนั้นยอดเยี่ยมไร้ที่ติ ไม่เพียงแต่จะหลอกผีวาดหนังได้สำเร็จ แต่ยังหลอกพวกฉินเส้าโหยวเสียสนิทอีกด้วย...
โลกใบนี้มันช่างอันตรายจริงๆ ทุกคนล้วนแต่เป็นยอดฝีมือจอมวางแผนกันทั้งนั้น!(เหลี่ยมกันหมด)