- หน้าแรก
- เกิดใหม่เป็นมือปราบ ข้าจะกินปีศาจให้หมดโลก
- ตอนที่ 31 หุ่นเชิดหนังตะลุง
ตอนที่ 31 หุ่นเชิดหนังตะลุง
ตอนที่ 31 หุ่นเชิดหนังตะลุง
**เรื่องนี้สายอ่านง่ายฮาๆ เพลิน ขอไม่ใช้เจ้าค่ะแล้วกัน ใช้ค่ะปกตินะ เบื่อเจ้าค่ะแล้ว แต่ขอรับขอไว้ ดูเข้ากว่า**
ตอนที่ 31 หุ่นเชิดหนังตะลุง
ทุกคนพยักหน้ารับคำสั่ง แต่ก็มีบางคนที่รู้สึกเคลือบแคลงใจกับการเตรียมการนี้
จูซิ่วไฉก็เป็นหนึ่งในนั้น
เขาขมวดคิ้วแล้วเอ่ยถาม: "ใต้เท้า ถ้าพวกเราไปซ่อนตัวกันหมด พอตกดึกคนร้ายบุกมาจริงๆ แล้วเห็นว่าพวกเราไม่ได้อยู่ในห้อง พวกมันจะไม่สงสัยจนแหวกหญ้าให้งูตื่นหรอกหรือขอรับ? แล้วแบบนี้พวกเราจะสะกดรอยตามไปสืบสวนพวกมันได้ยังไงล่ะ?"
"ไม่ต้องห่วง ข้ามีวิธีทำให้พวกคนร้ายคิดว่าพวกเรายังนอนอยู่ในห้องได้ก็แล้วกัน"
ฉินเส้าโหยวเผยรอยยิ้มบางๆ เขาเตรียมการเรื่องนี้ไว้พร้อมแล้ว
ท่ามกลางสายตาที่เต็มไปด้วยความประหลาดใจและอยากรู้อยากเห็นของทุกคน ฉินเส้าโหยวก็ล้วงเอากล่องไม้ใบเล็กๆ ออกมาจากอกเสื้อ
บนกล่องไม้ใบนั้น มีคราบสีแดงคล้ำเป็นจ้ำๆ มองดูคล้ายกับคราบเลือดที่แห้งกรังมานานหลายปี ยิ่งไปกว่านั้น รอบๆ ตัวกล่องยังมีกระดาษยันต์แปะอยู่เต็มไปหมด แค่เห็นก็รู้แล้วว่าของชิ้นนี้ไม่ธรรมดา
เมื่อเปิดกล่องไม้ออก ภายในมี 'หุ่นเชิดหนังตะลุง' ปึกหนึ่งที่ถูกมัดรวมกันด้วยเชือกฟาง
หุ่นเชิดหนังตะลุงเหล่านี้ ดูไม่ค่อยเหมือนหุ่นเชิดหนังตะลุงทั่วไปที่เราพบเห็นกันนัก
งานสร้างของพวกมันดูหยาบๆ มีแค่โครงร่างคร่าวๆ ของมนุษย์ ไม่มีแม้แต่การวาดหน้าตาหรือลงสีสันใดๆ เลย
ฉินเส้าโหยวหยิบหุ่นเชิดหนังตะลุงออกมาหนึ่งตัว ยกขึ้นมาจ่อที่ปากแล้วเป่าลมใส่หนึ่งฟอด ก่อนจะวางมันลงบนเตียงเตา
จากนั้น หุ่นเชิดหนังตะลุงตัวนั้นก็พองตัวขึ้นอย่างรวดเร็วราวกับปลาปักเป้าที่ตกใจกลัว
เพียงไม่กี่อึดใจ มันก็มีขนาดใหญ่เท่ากับคนจริงๆ!
และเมื่อมองดูหน้าตาของหุ่นเชิดหนังตะลุงตัวนั้นให้ชัดๆ ก็พบว่า มันได้เปลี่ยนรูปร่างหน้าตาจนกลายเป็นฉินเส้าโหยวไปเสียแล้ว!
ส่วนบนร่างกายที่ตอนแรกว่างเปล่า ก็ปรากฏเสื้อผ้าชุดเดียวกับที่ฉินเส้าโหยวสวมใส่อยู่ในตอนนี้เป๊ะๆ
ไม่เพียงเท่านั้น หากลองเอื้อมมือไปสัมผัสดู ก็จะพบว่าบนตัวของหุ่นเชิดหนังตะลุงตัวนี้ มีทั้งอุณหภูมิร่างกาย ลมหายใจ และแม้กระทั่งจังหวะการเต้นของหัวใจอีกด้วย
นอกจากจะไม่สามารถขยับเขยื้อนได้ และหลับตาพริ้มอยู่ตลอดเวลาแล้ว หุ่นเชิดหนังตะลุงตัวนี้ก็แทบจะไม่ต่างอะไรกับคนเป็นๆ เลย
พูดตามตรง หุ่นเชิดหนังตะลุงตัวนี้ ดูสมจริงยิ่งกว่าหุ่นขี้ผึ้งหรือตุ๊กตายางซิลิโคนที่ฉินเส้าโหยวเคยเห็นในชาติก่อนเสียอีก สมจริงกว่าเป็นร้อยๆ เท่า!
วัตถุอาถรรพ์ชิ้นนี้ มีรหัสหวงหมายเลขยี่สิบสาม เป็นสิ่งที่หน่วยปราบมารเมืองลั่ว ยึดมาได้จากคลังของสะสมของผีร้ายตนหนึ่ง ตอนที่ปิดคดี 'คณะงิ้วผีร้าย' เมื่อหลายปีก่อน
ผีร้ายตนนั้น ตอนที่ยังมีชีวิตอยู่ก็เป็นแค่คนน่าสงสารคนหนึ่ง เขาเป็นนักเชิดหนังตะลุงที่พาลูกสาวตระเวนเปิดการแสดงไปทั่วทุกสารทิศเพื่อหาเลี้ยงชีพ
แต่ด้วยยุคสมัยที่บ้านเมืองวุ่นวาย ระหว่างการเดินทาง พวกเขาถูกกองโจรป่าดักปล้นและจับตัวขึ้นเขาไปบังคับให้เปิดการแสดงเพื่อสร้างความบันเทิงให้พวกมัน
ผลปรากฏว่า ในระหว่างที่กำลังแสดงอยู่ หัวหน้าโจรเกิดถูกตาต้องใจลูกสาวของนักเชิดหนังตะลุงเข้า ถึงขั้นคิดจะลงมือข่มขืนนางกลางโรงงิ้วเลยทีเดียว
ลูกสาวขัดขืนอย่างสุดกำลัง จึงถูกหัวหน้าโจรที่กำลังโกรธจัดบีบคอตายคาโรงงิ้ว
นักเชิดหนังตะลุงพยายามจะเข้าไปช่วย แต่ก็ถูกโจรคนอื่นๆ ทุบหัวจนเละ
เมื่อเขาล้มลงบนโรงงิ้วหนังตะลุง เลือดสดๆ ก็สาดกระเซ็นย้อมโรงงิ้วจนแดงฉานไปหมด
สำหรับพวกโจรป่าแล้ว การฆ่าคนเป็นเรื่องที่พวกมันชาชินเสียแล้ว หลังจากฆ่าสองพ่อลูกคู่นี้ พวกมันก็นำศพไปทิ้งไว้กลางป่า ปล่อยให้หมาป่าและอีกาจิกกินอย่างไม่แยแส
แต่สิ่งที่พวกโจรคาดไม่ถึงก็คือ เจ็ดวันให้หลัง นักเชิดหนังตะลุงที่กลายเป็นผีร้ายด้วยความอาฆาตแค้น ได้ปรากฏตัวขึ้นกลางค่ายโจร
ในคืนนั้น ค่ายโจรเต็มไปด้วยเสียงกรีดร้อง เสียงโหยหวน และเสียงร้องขอชีวิตดังระงมไม่ขาดสาย
หลังจากคืนนั้นผ่านพ้นไป กองโจรสุดโหดเหี้ยมก็หายสาบสูญไปอย่างไร้ร่องรอย แต่บนโลกใบนี้ กลับมีคณะงิ้วที่ชอบปรากฏตัวในยามวิกาลเพิ่มขึ้นมาคณะหนึ่ง
เล่ากันว่า คณะงิ้วนี้แสดงได้สนุกเร้าใจมาก โดยเฉพาะฉากต่อสู้ที่สมจริงสุดๆ เพราะทุกฉากล้วนเต็มไปด้วยเลือดสดๆ สาดกระเซ็น...
เพียงแต่คนที่เคยดูการแสดงของคณะงิ้วนี้... ล้วนแต่ต้องสังเวยชีวิตกันทุกคน...
จนกระทั่งมาเจอกับหน่วยปราบมารเมืองลั่ว คณะงิ้วผีคณะนี้ถึงได้ถูกปราบลง ทิ้งวัตถุอาถรรพ์ไว้เพียงไม่กี่ชิ้น
ในบรรดาวัตถุอาถรรพ์เหล่านั้น หุ่นเชิดหนังตะลุงเป็นชิ้นที่มีผลข้างเคียงน้อยที่สุด มันเพียงแค่สูบปราณโลหิตไปหนึ่งอึกเท่านั้น
สำหรับผู้ฝึกยุทธ์แล้ว ผลข้างเคียงแค่นี้ถือว่าจิ๊บจ้อยมาก
ประกอบกับคุณสมบัติอันแปลกประหลาด ที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้ประโยชน์ได้ในบางสถานการณ์ ฉินเส้าโหยวจึงเลือกที่จะพกมันติดตัวมาด้วย
และตอนนี้ มันก็ได้ออกโรงแสดงฝีมือจริงๆ เสียที
แม้พวกจูซิ่วไฉและหลวงพี่หม่าจะทำงานในหน่วยปราบมารมาหลายปีแล้ว แต่พวกเขาก็ยังไม่เคยเห็นของแปลกประหลาดแบบนี้มาก่อน จึงพากันไปรุมล้อมดูหุ่นเชิดหนังตะลุงของฉินเส้าโหยว พลางส่งเสียงฮือฮาด้วยความทึ่ง
"นี่คือวัตถุอาถรรพ์งั้นรึ?"
"แค่เป่าลมใส่ก็กลายเป็นคนได้เลย? มหัศจรรย์แท้"
"หนังตะลุงมันเล่นแบบนี้ได้ด้วยเหรอ? เปิดหูเปิดตาจริงๆ"
และก็มีบางคนที่สมองแล่นไว คิดโยงไปถึงประโยชน์ใช้สอยด้านอื่นๆ ของหุ่นเชิดหนังตะลุงได้ทันที: "ถ้าข้ามีหุ่นเชิดหนังตะลุงแบบนี้สักตัว ข้าจะเอามันไปให้นางคณิกาอันดับหนึ่งแห่งหอนางโลมช่วยเป่าให้สักฟอด!"
นักรบแซ่หม่าผู้อยากจะเอาหุ่นเชิดหนังตะลุงไปให้นางคณิกาเป่า ขณะที่กำลังจินตนาการถึงฉากอันแสนงดงามอยู่นั้น เขาก็ยื่นมือออกไป หวังจะถลกกางเกงของหุ่นเชิดหนังตะลุง เพื่อดูว่า 'เครื่องเครา' ข้างในมันมีครบถ้วนเหมือนคนจริงหรือเปล่า
ฉินเส้าโหยวเห็นเข้าก็รีบคว้ามือห้ามไว้ทันควัน: "เฮ้ยๆ จะทำอะไรน่ะ? ดูแต่ตา มืออย่าต้องสิวะ"
ถึงแม้กางเกงที่โดนถลกจะไม่ใช่กางเกงของเขาจริงๆ แต่การต้องมายืนดูหุ่นเชิดหนังตะลุงที่หน้าตาเหมือนตัวเองเป๊ะๆ โดนถลกกางเกงต่อหน้าต่อตา ฉินเส้าโหยวก็อดรู้สึกขนลุกแปลกๆ ไม่ได้อยู่ดี
นักรบหม่ารีบชักมือกลับ หัวเราะแห้งๆ พลางแก้ตัวอย่างขัดเขิน: "ข้า... ข้าแค่อยากจะดูว่า หุ่นเชิดหนังตะลุงที่กลายเป็นคนเนี่ย มันจะเหมือนจริง... ไปซะทุกสัดส่วนหรือเปล่าน่ะขอรับ"
ฉินเส้าโหยวขมวดคิ้ว รู้สึกทะแม่งๆ กับคำว่า 'เหมือนจริง' ของนักรบหม่าพิลึก
เขาถลึงตาใส่นักรบหม่าไปทีหนึ่ง ก่อนจะหันไปสั่งการทุกคน: "เอาล่ะ เลิกคิดอกุศลกันได้แล้ว เข้ามารับหุ่นเชิดหนังตะลุงไปคนละตัว แล้วเป่าสร้างตัวแทนของพวกเจ้าซะ"
ทุกคนรับคำสั่งอย่างว่าง่าย ทยอยเข้ามารับหุ่นเชิดหนังตะลุงจากมือของฉินเส้าโหยว เป่าลมใส่ แล้วนำไปวางเรียงกันบนเตียงเตา
เพียงไม่กี่อึดใจ ภายในห้องพักก็มี 'คน' เพิ่มขึ้นมาอีกสิบกว่าคน
ไม่รู้ทำไม พอจ้องมอง 'คน' ที่หน้าตาเหมือนตัวเองเป๊ะๆ นานเข้า ในใจของพวกจูซิ่วไฉและหลวงพี่หม่า ก็เกิดความรู้สึกหวาดกลัวอย่างบอกไม่ถูกขึ้นมา
จูซิ่วไฉลอบกลืนน้ำลาย เบือนหน้าหนี ไม่กล้าสบตากับหุ่นเชิดหนังตะลุงที่หน้าตาเหมือนตัวเองอีก
ของพวกนี้ยิ่งดูก็ยิ่งชวนให้ขนลุกขนพอง
เขาหันไปถามฉินเส้าโหยวด้วยความอยากรู้อยากเห็น: "ใต้เท้า การมาทำภารกิจครั้งนี้ ท่านพกวัตถุอาถรรพ์ติดตัวมาด้วยกี่ชิ้นกันแน่ขอรับ?"
สำหรับคำถามนี้ หลวงพี่หม่าและเหล่านักรบเองก็อยากรู้คำตอบเช่นกัน
ฉินเส้าโหยวหัวเราะหึๆ ก่อนจะตอบแบบอ้อมแอ้ม: "ก็ไม่เยอะเท่าไหร่หรอก"
ทุกคนต่างพร้อมใจกันกลอกตาบน
นี่ยังเรียกว่าไม่เยอะอีกเรอะ? จะหลอกผีก็ไปหลอกที่อื่นเถอะ!
แค่ระหว่างทางที่เดินทางมานี่ ท่านก็งัดวัตถุอาถรรพ์ออกมาใช้ตั้งหลายชิ้นแล้ว! มีนายกองน้อยหน้าไหนบ้าง ที่ออกไปทำภารกิจแล้วพกวัตถุอาถรรพ์ไปเยอะแยะขนาดนี้?
แต่การได้ติดตามผู้บังคับบัญชาที่เตรียมพร้อมมาดีขนาดนี้ ก็ถือเป็นความโชคดีอย่างหนึ่งเหมือนกัน
อย่างน้อย มันก็ช่วยลดอัตราการบาดเจ็บพิการ และโควตาการไปเกิดใหม่ของพวกเขาลงได้เยอะทีเดียว
แม้หุ่นเชิดหนังตะลุงจะดูสยองไปหน่อย แต่เมื่อมีพวกมันอยู่ ก็หมดกังวลเรื่องการแหวกหญ้าให้งูตื่นไปได้เลย
ฉินเส้าโหยวสั่งการทุกคน: "รีบพักผ่อนซะ แล้วก็หาอะไรกินรองท้องด้วย เตรียมตัวให้พร้อมสำหรับภารกิจคืนนี้"
จากนั้น เขาก็รับหมาจรจัดที่เพิ่งซื้อมาจากจวนรองเสนาบดีจางจากมือจูซิ่วไฉ แล้วเริ่มลงมือตรวจสอบอย่างละเอียด
และการตรวจสอบครั้งนี้ ก็ทำให้เขาพบความผิดปกติเข้าจริงๆ...