- หน้าแรก
- เกิดใหม่เป็นมือปราบ ข้าจะกินปีศาจให้หมดโลก
- ตอนที่ 26 หมาอีกตัวหนึ่ง
ตอนที่ 26 หมาอีกตัวหนึ่ง
ตอนที่ 26 หมาอีกตัวหนึ่ง
ตอนที่ 26 หมาอีกตัวหนึ่ง
จางเปิ่นอู้คนนี้ แต่งหน้ามาจริงๆ ด้วย!
บนใบหน้าของเขาทั้งผัดแป้งและปัดแก้มแดง
เพียงแต่เทคนิคการแต่งหน้านั้นแนบเนียนและดูเป็นธรรมชาติมากจนยากจะสังเกตเห็น คนส่วนใหญ่ที่มองเขาคงไม่คิดว่าเขาแต่งหน้า แต่คงคิดว่าเป็นสีผิวที่ดูมีสุขภาพดีตามปกติ
แต่เพราะฉินเส้าโหยวมีพรสวรรค์ [ตาทิพย์] ที่สามารถจับสังเกตร่องรอยเล็กๆ น้อยๆ ได้ จึงมองออกว่าจางเปิ่นอู้แต่งหน้ามา
ไม่สิ ไม่ใช่แค่ที่หน้า
สายตาของฉินเส้าโหยวเลื่อนต่ำลงไปหยุดอยู่ที่มือของจางเปิ่นอู้
มือทั้งสองข้างของเขาก็ถูกผัดแป้งและทาสีแดงเรื่อๆ ไว้เช่นกัน
แม้จะมีบุรุษเจ้าสำราญบางคนชอบประทินโฉมทาปากแดง หรือกระทั่งชอบแต่งหญิงแล้วโอ้อวดว่าเป็นรสนิยมอันสุนทรีย์ก็เถอะ
แต่จางเปิ่นอู้คนนี้เพิ่งจะอายุแค่หกเจ็ดขวบ ยังไม่ถึงวัยที่จะมาอวดอ้างความเจ้าสำราญหรือรสนิยมสุนทรีย์อะไรแบบนั้นได้หรอกมั้ง?
แถมการแต่งหน้าอ่อนๆ แบบนี้ ดูเหมือนตั้งใจจะปกปิดอะไรบางอย่างมากกว่า
แม้ฉินเส้าโหยวจะจับสังเกตได้ แต่เขาก็ไม่ได้รีบร้อนทักท้วงออกไป
เขาไม่อยากแหวกหญ้าให้งูตื่น เพราะยังไม่มีหลักฐานแน่ชัด
แต่การค้นพบนี้ ก็ทำให้ฉินเส้าโหยวฟันธงได้เลยว่าจางเปิ่นอู้ต้องมีอะไรปิดบังอยู่แน่ๆ
เพียงแต่ไม่รู้ว่าความผิดปกตินี้ จะเกี่ยวข้องกับการหายตัวไปเมื่อคืนของจางเปิ่นอู้หรือเปล่า...
ฉินเส้าโหยวทำสีหน้าเรียบเฉย แอบประเมินจางเปิ่นอู้เงียบๆ ต่อไป หวังว่าจะเจอเบาะแสอะไรเพิ่มเติม พร้อมกับส่งยิ้มเอ่ยว่า: "นายน้อย พวกเราเป็นมือปราบจากเมืองลั่ว มีคำถามอยากจะถามนายน้อยสักสองสามข้อขอรับ"
"เชิญท่านมือปราบถามมาได้เลย"
เสียงของจางเปิ่นอู้แหบพร่ามากจริงๆ
แหบแห้งจนไม่เหลือเค้าความใสแจ๋วและแหลมสูงแบบเด็กๆ เลย
น่าเสียดายที่พรสวรรค์ [ตาทิพย์] ไม่สามารถตรวจสอบเสียงได้ ฉินเส้าโหยวจึงแยกไม่ออกว่าจางเปิ่นอู้เสียงแหบจริงๆ หรือดัดเสียงแกล้งทำ
จูซิ่วไฉที่อยู่ข้างๆ แววตาไหววูบเล็กน้อย ไม่รู้ว่าจับสังเกตอะไรได้หรือเปล่า
ฉินเส้าโหยวปั้นยิ้มต่อไปเหมือนคุณลุงใจดีหลอกเด็ก: "พวกเราก็แค่มือปราบธรรมดาๆ ไม่กล้ารับคำเรียกขานว่าท่านมือปราบหรอกขอรับ นายน้อย เมื่อคืนนี้ท่านถูกลักพาตัวไปได้อย่างไรขอรับ? ช่วยเล่าเหตุการณ์โดยละเอียดให้พวกเราฟังหน่อยได้ไหม"
จางเปิ่นอู้ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี เขาเล่าเหตุการณ์ตอนที่ถูกลักพาตัวและตอนหนีกลับมาให้ฟังจนหมด เนื้อหาแทบจะเหมือนกับที่คนเฝ้าประตูเล่าให้ฟังเป๊ะๆ เพียงแต่ลงรายละเอียดมากกว่าหน่อย
ฉินเส้าโหยวกับจูซิ่วไฉยังสลับกันซักไซ้ในจุดสำคัญอยู่หลายครั้ง แต่จางเปิ่นอู้ก็ตอบได้ไหลลื่นไม่มีสะดุด
เมื่อเห็นว่าถามมาพอสมควรแล้ว และสังเกตดูจนหนำใจแล้ว ฉินเส้าโหยวก็ไม่ได้ซักไซ้ต่อ ประสานมือลากลับ: "พวกเราสอบถามเสร็จแล้ว ขอบคุณนายน้อยกับใต้เท้าจางมากที่ให้ความร่วมมือ ขออภัยที่มารบกวนเวลาพักผ่อนเสียตั้งนานขอรับ"
รองเสนาบดีจางขานรับสั้นๆ สั่งให้บ่าวไพร่ไปส่งแขก ส่วนตัวเองก็อุ้มหลานรักขึ้นมา ถามไถ่อาการว่าดีขึ้นหรือยัง
ตอนที่เดินออกจากห้องโถง ฉินเส้าโหยวหันขวับกลับไปมองรองเสนาบดีจางแวบหนึ่ง
ไม่รู้ว่าตาฝาดหรือว่าเกิดอะไรขึ้น เขารู้สึกว่าพลังชีวิตของรองเสนาบดีจางในวินาทีนั้น ดูเหมือนจะลดฮวบลงไปอีกแล้ว
ราวกับโดนใคร 'สูบ' ไปคำโตๆ อย่างนั้นแหละ...
หลังจากเขาหันกลับมา รองเสนาบดีจางก็ปรายตามองตามแผ่นหลังของเขาเช่นกัน
เมื่อออกมาพ้นห้องโถง จูซิ่วไฉก็ขยับเข้ามาใกล้ฉินเส้าโหยว เขาไม่ได้พูดอะไร เพียงแค่ส่งสายตาให้
ฉินเส้าโหยวเข้าใจความหมายทันที รู้ว่าจูซิ่วไฉคงจะจับสังเกตอะไรได้บ้างแล้ว
เขาพยักหน้าเบาๆ โดยไม่ถามอะไร กะว่ารอให้ออกจากจวนตระกูลจางก่อน ค่อยคุยแลกเปลี่ยนข้อมูลกับจูซิ่วไฉ
หลังจากเดินห่างออกมาได้ระยะหนึ่ง ฉินเส้าโหยวก็เริ่มตีสนิทกับบ่าวไพร่ที่เดินนำทาง
คุยกันได้สองสามประโยค เขาก็แกล้งถามขึ้นมาลอยๆ: "สุขภาพของใต้เท้าจางแข็งแรงดีมาตลอดเลยหรือ?"
"ก็ดีมากเลยล่ะขอรับ นายท่านของพวกเราศึกษาตำราขงจื๊อ หล่อเลี้ยงพลังแห่งความถูกต้องในตัว ถึงจะไม่ได้ดูหนุ่มกว่าวัย แต่ก็แข็งแรงเตะปี๊บดังเลยทีเดียว"
บ่าวไพร่ประจบเจ้านายไปชุดใหญ่ ก่อนจะพูดต่อ: "ก็มีแค่วันนี้นี่แหละขอรับ ที่ท่านมีอาการลมแดดลมหนาว เลยทำให้มีอาการไอและอ่อนเพลียบ้าง"
"แบบนี้ต้องรีบตามหมอมาดูอาการนะ ปล่อยไว้ไม่ได้เด็ดขาด"
"ตามมาแล้วขอรับ หมอจัดยาให้เรียบร้อยแล้วด้วย"
"ก็ดีแล้วๆ"
ฉินเส้าโหยวพยักหน้ารัวๆ ดูเหมือนกำลังเป็นห่วงอาการป่วยของรองเสนาบดีจาง แต่ในใจกลับกำลังขบคิด:
อาการไอและอ่อนเพลียของรองเสนาบดีจาง คงไม่ได้มาจากลมแดดลมหนาวหรอกมั้ง?
จางเปิ่นอู้เพิ่งกลับมาวันนี้ รองเสนาบดีจางก็ดันมาป่วยอ่อนเพลียวันนี้พอดี มันจะบังเอิญเกินไปไหม?
เขาย้อนนึกไปถึงภาพที่พลังชีวิตของรองเสนาบดีจางถูก 'สูบ' ไปคำโตเมื่อครู่นี้ ก็อดสงสัยไม่ได้ว่า หรือนั่นจะเป็นฝีมือการ 'สูบ' ของจางเปิ่นอู้?
เมื่อเดินเลี้ยวผ่านลานบ้านมาอีกแห่ง ฉินเส้าโหยวก็เห็นบ่าวไพร่จวนตระกูลจางสองคนอุ้มหมาเดินสวนมา
เพราะเรื่องหมาจรจัดประหลาดในอำเภอเหมียนหยวน ทำให้ตอนนี้ฉินเส้าโหยวอ่อนไหวกับเรื่องหมาเป็นพิเศษ
ตอนที่เดินสวนกัน เขาจ้องมองมันอย่างละเอียด แล้วก็พบว่า ในแววตาของหมาตัวนี้แฝงไปด้วยความสิ้นหวังและความหวาดกลัว
ความสงสัยของเขายิ่งทวีคูณ
เขาเรียกบ่าวไพร่สองคนนั้นไว้ แล้วถามว่า: "พวกเจ้าอุ้มหมามาทำไม? หมาตัวนี้เอามาจากไหน?"
บ่าวไพร่สองคนนั้นแม้จะไม่รู้จักฉินเส้าโหยว แต่เห็นเขาเดินออกมาจากเรือนด้านใน แถมยังมีคนนำทางมาให้ ก็เดาว่าน่าจะเป็นแขกของนายท่าน
ทั้งสองไม่กล้าชักช้า รีบโค้งคำนับตอบ
"หมาตัวนี้พวกเราซื้อมาจากหน้าจวนขอรับ ก่อนหน้านี้หมอมาตรวจดูอาการนายน้อย บอกว่านายน้อยตกใจกลัวมาก ต้องใช้ 'หัวใจหมา' เป็นยาคอยนำทางถึงจะช่วยสงบจิตใจและระงับอาการตื่นกลัวได้
พวกเราไปจัดยาที่โรงหมอของเขามา ขากลับบังเอิญเจอคนขายเนื้อหิ้วหมามาเร่ขายอยู่หลายตัว ก็เลยขอซื้อมาตัวนึงขอรับ..."
ฉินเส้าโหยวซักต่อ: "แล้วพวกเจ้ารู้จักหมอกับคนขายเนื้อนั่นไหม?"
บ่าวไพร่ตอบ: "หมอน่ะรู้จักขอรับ เป็นหมอสวี่จาก 'เป่าอันถัง' ส่วนคนขายเนื้อนี่ไม่รู้จักขอรับ คุ้นๆ หน้าเหมือนเคยเห็นที่ไหน แต่ก็ไม่สนิท ไม่รู้ว่าชื่อแซ่อะไร"
"พวกเจ้าเจอคนขายเนื้อที่ไหน? ข้าเห็นหมาตัวนี้อ้วนท้วนดี เลยกะจะไปหาซื้อมาสักสองสามตัวบ้าง"
"เดินออกประตูไปแล้วเลี้ยวซ้ายไปตามถนนขอรับ อยู่ไม่ไกลหรอก ถ้าพวกท่านรีบไปตอนนี้ ก็น่าจะยังตามเขาทัน"
"ดี" ฉินเส้าโหยวพยักหน้า เหลือบมองจูซิ่วไฉที่อยู่ข้างๆ แวบหนึ่ง
จูซิ่วไฉเข้าใจความหมายของเขาทันที รีบชี้มือนักรบสองสามคน กระซิบสั่งการเบาๆ ให้แบ่งออกเป็นสองกลุ่ม กลุ่มหนึ่งไปสืบเรื่องหมอสวี่ที่เป่าอันถัง อีกกลุ่มไปตามหาคนขายเนื้อที่เร่ขายหมา
ฉินเส้าโหยวรับหมามาจากมือของบ่าวไพร่จวนตระกูลจาง ทำทีเป็นอุ้มกะน้ำหนักและดูความอ้วนท้วน
จูซิ่วไฉรับลูกคู่ทันที: "พวกเราเพิ่งจะส่ง 'ยาบำรุงหัวใจเทียนหวัง' ไปให้นายน้อยของพวกท่าน ยานั่นเป็นยาอมฤตที่ปรุงโดยพระมหาเถระแห่งวัดหลัวฮั่น เป็นยาสงบจิตระงับประสาทชั้นยอดเลยเชียวนะ เรื่องเอาหัวใจหมาไปทำยาคอยนำทางอะไรนั่น เลิกคิดไปได้เลย
เนื้อหมาฤทธิ์ร้อน หัวใจหมายิ่งร้อนเข้าไปใหญ่
นายน้อยของพวกท่านอายุยังน้อย แถมเพิ่งผ่านเรื่องตระหนกตกใจมา ร่างกายกำลังอ่อนแอ จะเอาของฤทธิ์ร้อนแรงแบบนั้นไปทำเป็นยาคอยนำทางได้ยังไง? ไม่กลัวกินแล้วธาตุไฟแตกซ่านหรือไง? ดูท่าหมอสวี่คนนี้ ฝีมือจะไม่ได้เรื่องเอาซะเลย"
ฉินเส้าโหยวช่วยเสริมทัพ: "ใช่แล้ว อย่าเอาหัวใจหมาให้นายน้อยกินเลย ขืนอาการทรุดหนักลง พวกเจ้าจะซวยกันหมด หมาตัวนี้ดูอ้วนน่ากินดี ยกให้พวกเราเถอะ มื้อเย็นนี้พวกเราจะได้มีของอร่อยๆ ตกถึงท้องบ้าง"
"เอ่อ..."
บ่าวไพร่สองคนเริ่มลังเล ไม่แน่ใจว่าจะทำตามคำแนะนำของฉินเส้าโหยวดีหรือไม่
เมื่อเห็นดังนั้น ฉินเส้าโหยวก็ล้วงเอาเศษเงินก้อนหนึ่งออกมาจากกระเป๋า โยนให้บ่าวไพร่ทั้งสอง
"ไม่ได้ขอหมาไปฟรีๆ หรอกนะ เอาเงินนี่ไป ถือซะว่าพวกเราซื้อหมาตัวนี้ต่อจากพวกเจ้าก็แล้วกัน"
บ่าวไพร่สองคนรับเศษเงินมา ลองกะน้ำหนักดู ก็ยิ้มแก้มแทบปริ
เงินก้อนนี้เยอะกว่าเงินที่พวกเขาซื้อหมามาเกินเท่าตัว ต่อให้กลับไปโดนด่าก็คุ้มแล้ว
อีกอย่าง หมาหายก็ไปหาซื้อใหม่ หรือไม่ก็ไปจับเอาใหม่ก็ได้
ช่วงนี้ทั้งในและนอกเมืองมีหมาจรจัดเยอะแยะไปหมด
แต่ถ้าปล่อยให้เงินก้อนนี้หลุดมือไป คงหาโอกาสแบบนี้ไม่ได้อีกแล้ว
ทั้งสองรีบกล่าวขอบคุณ คว้าเศษเงินเดินจากไปอย่างหน้าชื่นตาบาน
บ่าวไพร่ที่นำทางมาก็ไม่ได้ถามอะไรซอกแซก ได้แต่มองตามเพื่อนร่วมงานสองคนที่ส้มหล่นใส่ ได้กำไรไปเหนาะๆ ด้วยความอิจฉาตาร้อน
พออุ้มหมาก้าวพ้นประตูจวนตระกูลจาง ฉินเส้าโหยวก็เห็นนักรบที่ส่งไปสืบข่าวที่วัดร้างทางตะวันออกของเมืองคนหนึ่ง วิ่งกลับมารายงานพอดี
"ทางวัดร้างมีผลสรุปแล้วหรือ?"
หลังจากบอกลาบ่าวไพร่จวนตระกูลจาง ฉินเส้าโหยวก็เดินเข้าไปถาม
"ขอรับ"
นักรบผู้นั้นพยักหน้ารายงาน: "มือปราบและคนเฝ้ายามของอำเภอเหมียนหยวน ได้บุกเข้ายึดวัดร้างทางตะวันออกของเมืองไว้ได้แล้ว ไม่เพียงแต่จับกุมตัวคนร้ายได้ แต่ยังพบภาพวาดม้วนนั้นตามที่หลานชายของรองเสนาบดีจางบอกไว้ด้วย
ตอนนี้พวกเขากำลังเร่งสอบสวนคนร้ายอยู่ที่วัดร้าง เพื่อหาวิธีปลดปล่อยเด็กๆ ออกมาจากภาพวาด
ส่วนชาวบ้านทั้งในและนอกเมือง พอรู้ข่าวก็พากันแห่ไปดู จนตอนนี้ล้อมวัดร้างไว้แน่นขนัดไปหมดแล้วขอรับ"
"จับคนร้ายได้ แถมยังเจอภาพวาดแล้วจริงๆ รึ?"
ผลลัพธ์นี้ผิดไปจากที่ฉินเส้าโหยวคาดการณ์ไว้พอสมควร
เขาคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วพูดขึ้น: "นำทางไป พวกเราก็จะไปดูที่วัดร้างเหมือนกัน"
ระหว่างทาง ฉินเส้าโหยวหันไปถามจูซิ่วไฉ: "เมื่อกี้เจ้าสังเกตเห็นอะไรผิดปกติใช่ไหม?"
จูซิ่วไฉพยักหน้า ลดเสียงลงกระซิบตอบ: "เสียงแหบๆ ของนายน้อยตระกูลจางนั่น เป็นการแกล้งทำขอรับ"
แกล้งทำจริงๆ ด้วย?
ฉินเส้าโหยวรู้สึกแปลกใจ: "เจ้าฟังออกได้ยังไง?"
"ก็อาศัยการฝึกฝนนี่แหละขอรับ" จูซิ่วไฉยืดอกพูดอย่างภาคภูมิใจ "อย่าว่าแต่ดัดเสียงให้แหบเลย ต่อให้เป็นเสียงครางของหญิงงามเมือง ข้าก็ฟังออกว่านางเสียวจริงหรือแกล้งทำ"
หลวงพี่หม่ากลับช่วยแฉความจริง: "ไอ้หมอนี่เมื่อก่อนชอบปีนหลังคาสะเดาะกลอน ถ้าไม่ฝึกหูให้ไว ป่านนี้คงโดนจับตีขาหักไปนานแล้ว"
"นั่นมันเรื่องในอดีตแล้วน่า" จูซิ่วไฉยิ้มเจื่อนๆ กลบเกลื่อน ก่อนจะเปลี่ยนเรื่องถาม: "ใต้เท้า แล้วท่านล่ะ พบอะไรผิดปกติบ้างไหมขอรับ?"
ฉินเส้าโหยวพยักหน้า เล่าสิ่งที่เขาค้นพบให้ฟัง
"ทั้งแต่งหน้า ทั้งแกล้งทำเสียงแหบ..."
จูซิ่วไฉลูบตอหนวดที่คาง พลางตั้งข้อสันนิษฐานที่กล้าหาญขึ้นมา
"หรือว่าจางเปิ่นอู้คนนี้ จะเป็นตัวปลอม?"
ฉินเส้าโหยวตอบ: "ข้าก็สงสัยแบบนั้นเหมือนกัน เพียงแต่ยังไม่มีหลักฐานแน่ชัด เลยยังลงมือจับคนไม่ได้"
จูซิ่วไฉคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วเสนอตัว: "งั้นคืนนี้ให้ข้าลอบเข้าไปสอดแนมในจวนตระกูลจางดูไหมขอรับ? เผื่อเขาจะเผลอเผยพิรุธใหม่ๆ ออกมา?"
ฉินเส้าโหยวไตร่ตรองดูแล้ว ก็เห็นว่าน่าลองดูสักตั้ง
ไม่นานนัก พวกเขาก็มาถึงบริเวณวัดร้างทางตะวันออกของเมือง
ยังไม่ทันเห็นตัววัด ภาพแรกที่ประจักษ์แก่สายตาก็คือคลื่นฝูงชนมหาศาล
ไม่ใช่แค่มุงดูกันจนแน่นขนัดสามชั้นเจ็ดชั้น แต่กระทั่งบนหลังคาบ้าน หรือยอดไม้รอบๆ ก็ยังมีคนปีนขึ้นไปดูด้วย
ในหมู่คนเหล่านี้ แม้จะมีพ่อแม่และญาติพี่น้องของเด็กที่หายตัวไปรวมอยู่ด้วย แต่ส่วนใหญ่ก็คือพวกชาวบ้านที่แห่มาดูความตื่นเต้น
พวกฉินเส้าโหยวอาศัยร่างกายที่กำยำล่ำสัน แหวกทางฝ่าฝูงชนเข้าไปจนถึงหน้าประตูวัดร้าง ทิ้งเสียงด่าทอสาปแช่งของชาวบ้านไว้เบื้องหลัง
ภายในวัดร้าง มือปราบและคนเฝ้ายามของอำเภอเหมียนหยวนกำลังทรมานสอบสวนคนร้ายที่ถูกมัดแน่นหนาอยู่หลายคน
พร้อมกันนั้น ก็มีภาพวาดม้วนใหญ่ถูกกางออก ตั้งตระหง่านอยู่กลางลานวัด
บนภาพวาดนั้น เต็มไปด้วยผู้คนยุ่บยั่บไปหมด
และทั้งหมดล้วนเป็นเด็ก
เด็กๆ ที่มีสีหน้าและท่าทางแตกต่างกันไป
แต่มันกลับถูกวาดได้เหมือนจริงซะจนชวนให้ขนลุกขนพอง!
ฉินเส้าโหยวผู้มีพรสวรรค์ [ตาทิพย์] แตกต่างจากคนอื่นๆ เพราะเขายังมองเห็นบางสิ่งบนภาพวาดม้วนนี้ ที่ชวนให้สยดสยองและเสียวสันหลังวาบยิ่งกว่านั้นเสียอีก