- หน้าแรก
- เกิดใหม่เป็นมือปราบ ข้าจะกินปีศาจให้หมดโลก
- ตอนที่ 22 หมาจรจัดที่สิ้นหวัง
ตอนที่ 22 หมาจรจัดที่สิ้นหวัง
ตอนที่ 22 หมาจรจัดที่สิ้นหวัง
ตอนที่ 22 หมาจรจัดที่สิ้นหวัง
เวลาล่วงเลยมาจนถึงช่วงบ่ายคล้อยอย่างรวดเร็ว
กองทหารม้ากลุ่มหนึ่งปรากฏตัวขึ้นที่ด้านนอกคฤหาสน์ตระกูลอู ผู้นำขบวนก็คือจูซิ่วไฉนั่นเอง
นักรบที่เฝ้ายามอยู่บนกำแพงดินเห็นพวกเขาแต่ไกล จึงรีบไปรายงานให้ฉินเส้าโหยวทราบ
เมื่อฉินเส้าโหยวมาถึง กองทหารม้ากลุ่มนี้ก็มาถึงใต้กำแพงคฤหาสน์ตระกูลอูพอดี
นอกจากจูซิ่วไฉและนักรบสองสามคนที่ตามเขาไปแล้ว ในขบวนยังมีคนคุ้นหน้าของฉินเส้าโหยวปะปนมาด้วย นั่นก็คือนายกองธงใหญ่สวี่นั่นเอง
เซวียชิงซานถึงกับส่งนายกองธงใหญ่คนสนิทมาเองเลย ดูท่าคงให้ความสำคัญกับคดีนี้มากทีเดียว
พอหันไปมองคนอื่นๆ ที่ตามนายกองธงใหญ่สวี่มา ล้วนแต่เป็นหน้าใหม่ที่เพิ่งถูกบรรจุเข้ามาในหน่วยปราบมารเมืองลั่วในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมาทั้งสิ้น
ฉินเส้าโหยวเข้าใจความนึกคิดของพี่เขยทะลุปรุโปร่งในพริบตา
"ดูท่าพี่เขยของข้าก็คงกังวลเหมือนกัน กลัวว่าในหมู่คนเก่าคนแก่ของหน่วยปราบมารเมืองลั่ว จะมีคนที่ถูกตระกูลอูซื้อตัวไปแล้ว พอมาถึงอาจจะฉวยโอกาสก่อกวน ขัดขวางการสืบสวน หรือแม้กระทั่งทำลายหลักฐาน..."
ที่นอกป้อม เมื่อจูซิ่วไฉเห็นฉินเส้าโหยว ก็ตะโกนเสียงดัง: "ใต้เท้า พวกเรากลับมาแล้วขอรับ!"
"เปิดประตู"
ฉินเส้าโหยวหลุดจากภวังค์ความคิด หันไปสั่งหลวงพี่หม่า ก่อนจะเดินลงจากกำแพง เพื่อไปต้อนรับนายกองธงใหญ่สวี่ จูซิ่วไฉ และคนอื่นๆ
ประตูคฤหาสน์ถูกเปิดออกอย่างรวดเร็ว กองทหารม้าทยอยควบม้าเข้าไปด้านใน
ฉินเส้าโหยวเอ่ยคำว่า "ลำบากพวกเจ้าแล้ว" กับจูซิ่วไฉและเหล่านักรบก่อน จากนั้นถึงค่อยประสานมือคารวะนายกองธงใหญ่สวี่
นายกองธงใหญ่สวี่ดูดีใจมากที่ได้พบฉินเส้าโหยว เขาคว้าตัวฉินเส้าโหยวไว้แล้วกล่าวว่า: "ใต้เท้าเซวียฝากข้อความมาถึงเจ้า... เจ้าหนุ่ม ทำได้สวยมาก เจ้ามันตัวนำโชคแท้ๆ!"
หลังจากถ่ายทอดข้อความเสร็จ นายกองธงใหญ่สวี่ก็สั่งให้ลูกน้องไปรับช่วงต่อจากพวกจูซิ่วไฉและหลวงพี่หม่า แล้วให้แพทย์จู้โหยว (แพทย์วิชาอาคม) ของหน่วยปราบมารที่เดินทางมาด้วย ไปตรวจดูอาการของพ่อค้าและนักเดินทางที่ยังคงหลับใหลไม่ได้สติ เพื่อหาวิธีปลุกพวกเขาให้ฟื้น
ส่วนตัวนายกองธงใหญ่สวี่เอง ก็ดึงฉินเส้าโหยวไปคุยต่อ
"ใต้เท้าเซวียเพิ่งจะเข้ามารับตำแหน่งที่หน่วยปราบมารเมืองลั่ว กำลังต้องการสร้างผลงานเพื่อพิสูจน์ตัวเอง และอุดปากพวกขี้อิจฉา การที่เจ้าส่งคดีใหญ่ขนาดนี้มาให้ เขาดีใจจนเนื้อเต้น เอ่ยปากชมเจ้าไม่ขาดปากเลยล่ะ คราวนี้พวกเราจะต้องสาวไส้ลากคอพวกคนเฝ้ายามและขุนนางที่สมรู้ร่วมคิดกับตระกูลอู ออกมาถอนรากถอนโคนให้สิ้นซากให้จงได้!"
ฉินเส้าโหยวเข้าใจความหมายนั้นทันที
พี่เขยตั้งใจจะใช้คดีของตระกูลอูมาเชือดไก่ให้ลิงดู เพื่อสร้างอำนาจบารมีนี่เอง!
และนอกจากพวกคนเฝ้ายามที่ถูกตระกูลอูซื้อตัวไปแล้ว ดีไม่ดีเขาอาจจะถือโอกาสนี้กำจัดพวกที่ไม่ยอมเชื่อฟังคำสั่งของเขาไปพร้อมกันเลยด้วยซ้ำ
สำหรับเรื่องการแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นในแวดวงราชการแบบนี้ ฉินเส้าโหยวไม่มีความสนใจที่จะเข้าไปก้าวก่ายเลยสักนิด
นายกองธงใหญ่สวี่ก็ดูออกเช่นกัน ดังนั้นหลังจากพูดคุยกันสั้นๆ เพื่อให้ฉินเส้าโหยวรับรู้สถานการณ์คร่าวๆ แล้ว เขาก็เปลี่ยนเรื่องสนทนาทันที
ทั้งสองคนเดินไปที่บริเวณส่งมอบงาน
นายกองธงใหญ่สวี่สอบถามตามธรรมเนียม: "คนของตระกูลอูและทรัพย์สินทั้งหมดอยู่ที่นี่ครบใช่ไหม? พวกเจ้าไม่ได้แอบรับสินบนแล้วปล่อยตัวคนตระกูลอูไป หรือแอบยักยอกทรัพย์สินของตระกูลอูเข้ากระเป๋าตัวเองหรอกนะ?"
"ไม่มีทาง พวกเราไม่ใช่คนแบบนั้น!"
ฉินเส้าโหยวตอบด้วยสีหน้าจริงจังเปี่ยมไปด้วยความยุติธรรม
นายกองธงใหญ่สวี่พยักหน้า ไม่ได้ซักไซ้อะไรต่อ เพียงแค่กวาดสายตามองเหล่านักรบใต้บังคับบัญชาของฉินเส้าโหยวแบบผ่านๆ
เหล่านักรบต่างก็ส่งยิ้มตอบกลับไป แม้รอยยิ้มนั้นจะดูเกร็งๆ ไปบ้างก็ตาม
หนึ่งในนักรบรู้สึกประหม่ามาก พอถูกนายกองธงใหญ่สวี่มอง เขาก็เผลอยกมือขึ้นไปกุมที่เอวโดยสัญชาตญาณ ราวกับต้องการจะปกปิดอะไรบางอย่าง
ทว่าสิ่งที่เขาคาดไม่ถึงก็คือ การเอามือกดลงไปที่เข็มขัด กลับกลายเป็นการบีบของที่ซ่อนอยู่ข้างในให้กระเด็นออกมาหล่นดัง 'เคร้ง' ลงบนพื้น
ก้อนทองก้อนหนึ่ง เปล่งประกายแสงสีทองอร่ามจับตาสะท้อนแสงแดด
นักรบที่รู้ตัวว่างานเข้าแล้ว เหงื่อเย็นแตกพลั่กเต็มหน้าผาก รีบก้มลงไปเก็บก้อนทองที่ร่วงลงพื้น
แต่ยังไม่ทันจะได้เก็บก้อนทอง ก็มีก้อนเงินอีกสองก้อนร่วงหล่นลงมาจากอกเสื้อของเขาซ้ำอีก
นักรบคนนั้นถึงกับชะงักค้าง แข็งทื่อเป็นหิน ไม่กล้าขยับตัวอีกเลย
บรรยากาศรอบข้างเงียบกริบจนน่าอึดอัด ทุกคนต่างรู้สึกกระอักกระอ่วนใจ
มีเพียงฉินเส้าโหยวที่ตั้งสติได้เร็วที่สุด เขาถลึงตาใส่นักรบคนนั้น แล้วแสร้งทำเป็นโมโหเอ่ยดุว่า:
"มัวยืนบื้ออะไรอยู่? รีบเก็บเงินขึ้นมาสิ! อุตส่าห์เก็บหอมรอมริบมาตั้งนาน จะเอามาอวดรวยให้คนอื่นดูหรือไง?"
"ขอรับ"
แม้จะโดนด่า แต่นักรบคนนั้นก็ลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก รีบเก็บก้อนทองก้อนเงินบนพื้นยัดกลับเข้าอกเสื้ออย่างรวดเร็ว
เพื่อนร่วมงานข้างๆ ก็ถอนหายใจอย่างโล่งอกเช่นกัน พลางกระซิบตำหนิ: "ทำไมเจ้าถึงได้ซุ่มซ่ามแบบนี้ห๊ะ?"
นักรบคนนั้นกระซิบตอบเสียงอ่อย: "ข้าก็ไม่ได้ตั้งใจนี่นา แต่ใต้เท้าให้เงินทองมาเยอะเกินไป ยัดใส่แขนเสื้อใส่เสื้อจนล้น พอถูกใต้เท้าสวี่มอง ข้าก็เลยเผลอตื่นเต้น..."
ฉินเส้าโหยวหันกลับมา อธิบายกับนายกองธงใหญ่สวี่ด้วยสีหน้าเรียบเฉยไม่เปลี่ยนสี: "นักรบผู้นี้ทำงานรับใช้หน่วยปราบมารมานาน จะมีเงินเก็บสักหน่อยก็เป็นเรื่องปกติ จริงไหมขอรับ?"
"ใช่ ปกติมาก" นายกองธงใหญ่สวี่หัวเราะแห้งๆ สองที
แต่ในใจกลับค่อนขอด: ปกติบ้านป้าแกสิ! แกคิดว่าข้าไม่รู้หรือไงว่าไอ้เงินทองพวกนี้มันมาจากไหน? เขาเป็นแค่นักรบ ลำพังแค่เบี้ยหวัด จะไปมีปัญญาเก็บเงินได้มากมายขนาดนี้เชียวรึ!
แต่นายกองธงใหญ่สวี่ก็ไม่ได้แฉฉินเส้าโหยว
ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะความสัมพันธ์ระหว่างฉินเส้าโหยวกับเซวียชิงซาน
อีกส่วนหนึ่งก็เพราะ การหยิบฉวยของมีค่าเล็กๆ น้อยๆ จากของที่ยึดมาได้ มันก็ถือเป็นกฎหมู่ที่รู้ๆ กันอยู่แล้ว
แม้กฎหมายต้าเซี่ยจะสั่งห้ามอย่างเด็ดขาด แต่ในความเป็นจริง ขอแค่ทำไม่น่าเกลียดจนเกินไป เบื้องบนก็มักจะเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ แกล้งทำเป็นมองไม่เห็น
อย่าว่าแต่พวกฉินเส้าโหยวเลย แม้แต่ตัวนายกองธงใหญ่สวี่เอง ก่อนที่จะขนทรัพย์สินของตระกูลอูกลับไปเมืองลั่ว ก็ต้องแอบหักหัวคิวเข้ากระเป๋าตัวเองบ้างเหมือนกันนั่นแหละ
ลูกน้องของฉินเส้าโหยวเอง เมื่อก่อนก็คงเคยทำเรื่องแบบนี้มาบ้างเหมือนกัน เพียงแต่ครั้งนี้ได้เงินมาเยอะเป็นพิเศษ เลยทำให้ตื่นเต้นลนลานจนเก็บอาการไม่อยู่
เมื่อเห็นว่าลูกน้องของตนรับช่วงต่องานจากพวกฉินเส้าโหยวเรียบร้อยแล้ว นายกองธงใหญ่สวี่ก็ออกปากไล่
"เอาล่ะ พวกเจ้ารีบไปกันเถอะ เรื่องที่เหลือปล่อยให้พวกข้าจัดการเอง ถ้าขืนโอ้เอ้อยู่ต่อ ข้าเกรงว่าพวกเจ้าจะไปไม่ถึงจุดหมายก่อนค่ำเอานะ"
ที่เขารีบไล่ ก็เพราะกลัวว่าไอ้นักรบตัวซวยคนนั้นจะดันทำของมีค่าร่วงลงมาอีก แล้วจะพากันทำตัวไม่ถูก กลืนไม่เข้าคายไม่ออกกันทั้งบาง
ฉินเส้าโหยวเองก็อยากจะไปให้พ้นๆ อยู่แล้ว จึงประสานมือคารวะ "งั้นพวกเราขอตัวก่อน เรื่องทางนี้ต้องรบกวนนายกองธงใหญ่สวี่แล้วขอรับ"
นายกองธงใหญ่สวี่ประสานมือตอบ: "ไม่รบกวนหรอก เป็นหน้าที่ที่ต้องทำอยู่แล้ว ขอให้พวกเจ้าเดินทางปลอดภัย ปิดคดีได้ไวๆ นะ พอกลับมาถึงเมืองลั่วเมื่อไหร่ ข้าจะเลี้ยงเหล้าเจ้าเอง"
ครั้งนี้เขาได้ผลประโยชน์จากฉินเส้าโหยวไปไม่น้อย ทั้งได้ความดีความชอบแถมยังได้เงินเข้ากระเป๋า อีกทั้งยังอยากตีสนิทกับฉินเส้าโหยวด้วย จึงเป็นฝ่ายเอ่ยปากชวนก่อน
"ถ้าอย่างนั้นก็ขอขอบคุณนายกองธงใหญ่สวี่ล่วงหน้าเลยแล้วกันขอรับ"
ฉินเส้าโหยวไม่มีเหตุผลที่จะปฏิเสธน้ำใจของอีกฝ่าย เขารับคำอย่างยินดี จากนั้นก็กระโดดขึ้นม้า นำพวกจูซิ่วไฉและหลวงพี่หม่าออกจากคฤหาสน์ตระกูลอู มุ่งหน้าควบม้าตะบึงไปยังอำเภอเหมียนหยวนทันที
การเดินทางในช่วงนี้ราบรื่นดี ไม่มีอุบัติเหตุอะไรเกิดขึ้นอีก
เมื่อมาถึงเมืองอำเภอเหมียนหยวน ท้องฟ้ายังสว่างอยู่ ประตูเมืองยังเปิดอ้า
หากเทียบกับเมืองลั่วแล้ว กำแพงเมืองและประตูเมืองของอำเภอเหมียนหยวนนั้นเล็กกว่ามาก แต่กลับมีหมาจรจัดเดินเพ่นพ่านทั้งในและนอกเมืองเต็มไปหมด
ทหารกลุ่มหนึ่งยืนเฝ้าอยู่ที่ประตูเมือง คอยตรวจสอบใบหน้าและสัมภาระของผู้ที่สัญจรเข้าออก
เมื่อเห็นกลุ่มของฉินเส้าโหยว ทหารกลุ่มนั้นก็ตื่นตัวทันที เพราะพวกเขาทุกคนดูรูปร่างกำยำล่ำสัน แถมยังพกอาวุธมาด้วย
ชายร่างใหญ่ที่ดูเหมือนจะเป็นหัวหน้าทหาร มือข้างหนึ่งกุมด้ามดาบ ตะโกนสั่งเสียงกร้าว: "หยุดม้าเดี๋ยวนี้! พวกเจ้าเป็นใคร? มาที่อำเภอเหมียนหยวนทำไม?"
"พวกเราเป็นมือปราบจากเมืองลั่ว ได้รับคำสั่งให้มาปฏิบัติราชการที่อำเภอเหมียนหยวน"
ฉินเส้าโหยวหยิบป้ายประจำตัวมือปราบเมืองลั่วและหนังสือราชการที่เกี่ยวข้องออกมาจากย่ามสัมภาระ แล้วส่งให้จูซิ่วไฉเอาไปให้หัวหน้าทหารดู
ฐานะมือปราบนี้ คือสิ่งที่พวกเขากำลังใช้เพื่อปลอมตัวในครั้งนี้
มันทั้งมีสิทธิ์ในการสืบคดี และไม่ทำให้ภูตผีปีศาจที่ขโมยเด็กไปตื่นตระหนกจนเกินเหตุ
เพราะยังไงเสีย มือปราบธรรมดาก็ยากที่จะรับมือกับภูตผีปีศาจได้อยู่แล้ว
หัวหน้าทหารรับป้ายประจำตัวไปดู แม้จะอ่านหนังสือราชการไม่ออก แต่เขาก็ตรวจสอบตราประทับอย่างละเอียด
เมื่อแน่ใจว่าไม่มีอะไรผิดปกติ เขาก็ส่งของคืนให้จูซิ่วไฉ พลางพยักหน้าให้ลูกน้องเปิดทาง แล้วถามขึ้นว่า: "ปฏิบัติราชการ? พวกท่านมาสืบคดีเด็กหายใช่ไหม?"
"ท่านรู้ได้ยังไง?" ฉินเส้าโหยวเก็บป้ายประจำตัวและหนังสือราชการ พลางเอ่ยถามด้วยความสงสัย
หัวหน้าทหารแค่นหัวเราะ
"ต้องถามด้วยรึ? ในช่วงสองสามเดือนมานี้ในอำเภอเหมียนหยวน นอกจากคดีเด็กหายแล้ว จะมีคดีอะไรที่ทำให้มือปราบจากเมืองลั่วต้องถ่อมาสืบด้วยตัวเองอีกล่ะ?
แต่ข้าขอบอกไว้ก่อนนะ ต่อให้พวกท่านมาก็คงไม่ได้เบาะแสอะไรหรอก
เพราะคดีนี้ ไม่ใช่ฝีมือคน แต่เป็นฝีมือของภูตผีปีศาจ! ควรจะให้หน่วยปราบมารส่งคนมาสืบถึงจะถูก!"
"ช่วงนี้หน่วยปราบมารกำลังยุ่งอยู่กับการกวาดล้างพวกนิกายบัวดำ เลยยังเจียดคนมาไม่ได้น่ะ" ฉินเส้าโหยวตอบกึ่งจริงกึ่งเท็จ ก่อนจะถามต่อว่า: "สองสามวันนี้มีเด็กหายอีกไหม?"
"มีสิ ทำไมจะไม่มี? เมื่อคืนนี้เอง หลานชายสายตรงของรองเสนาบดีจางก็เพิ่งหายตัวไป
ท่านนายอำเภอถูกเรียกตัวไปที่จวนรองเสนาบดีกลางดึก โดนด่าเปิงกลับมาไม่เหลือชิ้นดี
พวกมือปราบกับคนเฝ้ายามในอำเภอต้องออกค้นหากันทั้งคืน วุ่นวายกันไปทั้งเมือง แต่สุดท้ายก็คว้าน้ำเหลว ไม่เจอเบาะแสอะไรเลย"
"หลานชายสายตรงของรองเสนาบดีจางก็หายตัวไปด้วยรึ?"
ฉินเส้าโหยวอดขมวดคิ้วไม่ได้ นี่ไม่ใช่ข่าวดีเลย
ในระหว่างที่พวกฉินเส้าโหยวเตรียมตัวจะเข้าเมือง นักรบคนหนึ่งก็อดพูดขึ้นมาไม่ได้ว่า: "อำเภอเหมียนหยวนนี่ทำไมหมาเยอะจังวะ?"
"พวกนี้เป็นหมาจรจัดน่ะ" ทหารเฝ้าประตูเมืองอธิบาย "ช่วงหลายเดือนมานี้ มีหมาจรจัดหนีเข้ามาในอำเภอเราเยอะมาก บางตัวถึงขนาดเข้าไปในบ้านคน ไล่ยังไงก็ไม่ยอมไป มีบางคนก็เลยจับหมาพวกนี้มาฆ่ากินซะเลย เขาว่ากันว่าเนื้อมันหวานอร่อยมาก"
"หมาจรจัดงั้นรึ?"
ฉินเส้าโหยวเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย กวาดสายตาพิจารณาฝูงหมาที่เดินวนเวียนอยู่รอบๆ
"เอ๊ะ?"
หลังจากมองดู เขากลับรู้สึกประหลาดใจ
เขาดันมองเห็นความสิ้นหวังและความเจ็บปวด ภายในแววตาของหมาจรจัดพวกนี้เสียนี่
นี่หมา... มันรู้จักความสิ้นหวังด้วยงั้นหรือ?