- หน้าแรก
- เกิดใหม่เป็นมือปราบ ข้าจะกินปีศาจให้หมดโลก
- ตอนที่ 21 บางครั้ง จิตใจคนก็น่ากลัวกว่าภูตผีปีศาจ
ตอนที่ 21 บางครั้ง จิตใจคนก็น่ากลัวกว่าภูตผีปีศาจ
ตอนที่ 21 บางครั้ง จิตใจคนก็น่ากลัวกว่าภูตผีปีศาจ
ตอนที่ 21 บางครั้ง จิตใจคนก็น่ากลัวกว่าภูตผีปีศาจ
"ทำไมถึงเป็นศัตรูล่ะ?"
หลวงพี่หม่ายังไม่ค่อยเข้าใจความหมายของจูซิ่วไฉนัก
"ตามกฎหมายต้าเซี่ย หากพบเห็นพลุสัญญาณขอความช่วยเหลือถูกจุดขึ้นนอกเมือง คนเฝ้ายาม มือปราบของทางการ และทหารที่ประจำการอยู่ในละแวกใกล้เคียง จะต้องรีบรุดไปช่วยเหลือทันที ต่อให้มีภูตผีปีศาจตามแสงพลุมาเพื่อจะทำร้ายพวกเรา แต่มันก็เป็นไปไม่ได้ที่จะมีแต่ศัตรูมาโดยไม่มีกำลังเสริมมาเลยนี่นา"
"หลวงพี่หม่า ท่านยังไม่เข้าใจความหมายของข้า"
จูซิ่วไฉส่ายหน้า หันไปมองฉินเส้าโหยว เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายไม่มีทีท่าจะแย้ง เขาจึงพูดต่อ: "ที่ใต้เท้ากังวล ก็คือไอ้พวก 'กำลังเสริม' พวกนี้นี่แหละ"
"หา?"
หลวงพี่หม่ายิ่งงงหนักเข้าไปใหญ่
"ทำไมต้องกังวลเรื่องกำลังเสริมด้วยล่ะ?"
"ในช่วงสิบกว่าปีมานี้ การที่ตระกูลอูเติบโตจากหมู่บ้านเล็กๆ กลายเป็นผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ได้ ส่วนใหญ่ก็คงพึ่งพาการดักปล้นขบวนสินค้าที่ผ่านไปมา แล้วฮุบทรัพย์สินเหล่านั้นมาสร้างความร่ำรวยให้ตัวเอง เรื่องพรรค์นี้ พวกมันไม่มีทางทำแค่ครั้งสองครั้ง และไม่มีทางทำแค่ปีสองปีแน่ ท่านคิดว่าตลอดหลายปีมานี้ จะไม่มีใครสงสัยคดีขบวนสินค้าหายสาบสูญ ว่าเป็นฝีมือของตระกูลอูเลยจริงๆ งั้นรึ?"
ฟังมาถึงตรงนี้ หลวงพี่หม่าก็เริ่มจะเข้าใจขึ้นมาบ้างแล้ว: "เจ้าหมายความว่า มีคนหนุนหลังตระกูลอูอยู่?"
"ตระกูลอูจะมีคนหนุนหลังหรือไม่ ข้าเองก็ไม่แน่ใจ แต่ในอำเภอไคเจียงแห่งนี้ จะต้องมีคนจำนวนมากถูกพวกมันซื้อตัวไปแล้ว เพื่อคอยปกปิดข่าวสารให้พวกมันแน่ ไม่อย่างนั้น ตระกูลอูคงไม่ได้ป้ายประกาศเกียรติคุณ 'คุณธรรมล้ำค่าพิทักษ์ถิ่น' จากที่ว่าการอำเภอไคเจียงมาหรอก ดีไม่ดี อาจจะไม่ใช่แค่อำเภอไคเจียง แต่ในเมืองลั่วเองก็อาจจะมีคนที่ถูกตระกูลอูซื้อตัวไปแล้วเหมือนกัน!"
จูซิ่วไฉแค่นหัวเราะหยัน
"พูดแล้วก็น่าสมเพช ตระกูลโจรป่าที่เลี้ยงปีศาจ ปล้นฆ่าชิงทรัพย์ กลับกลายเป็นบ้านผู้มีคุณธรรมล้ำค่าพิทักษ์ถิ่นในปากของทางการไปได้... ช่างตรงกับคำเปรียบเปรยที่ว่า 'ฆ่าคนวางเพลิงได้คาดเข็มขัดทอง (ได้ดิบได้ดี) ซ่อมถนนสร้างสะพานกลับตายไร้ซาก' เสียจริง"
หลวงพี่หม่าอ้าปากค้างตลอดการฟัง ดูเหมือนจะตกใจกับคำพูดของจูซิ่วไฉไม่น้อย
แต่พอลองคิดดูให้ดี ก็รู้สึกว่ามันมีเหตุผลมากทีเดียว
เขาหันไปมองฉินเส้าโหยว แล้วถามว่า: "ใต้เท้า ท่านคิดแบบนี้จริงๆ หรือขอรับ?"
"ก็ประมาณนั้นแหละ" ฉินเส้าโหยวพยักหน้า
สาเหตุที่เขาอดทนไม่ยอมจุดพลุสัญญาณ ก็เพราะกังวลเรื่องพวกนี้นี่แหละ
หากกำลังเสริมที่รุดมา เป็นพวกที่มีผลประโยชน์ร่วมกับตระกูลอูแล้วล่ะก็ เพื่อปกปิดความลับนี้ พวกมันจะต้องเปลี่ยนจากกำลังเสริมกลายเป็นศัตรูอย่างแน่นอน!
แม้การลอบสังหารคนเฝ้ายามของหน่วยปราบมารจะเป็นความผิดอุกฉกรรจ์ แต่ความผิดฐานสมรู้ร่วมคิดกับลัทธิมารก็หนักหนาไม่แพ้กัน
ยิ่งไปกว่านั้น ที่นี่คือนอกเมือง และเป็นยามวิกาล
ขอแค่พวกมันลงมือให้สะอาดหมดจด ฆ่าพวกฉินเส้าโหยวให้ตายเรียบ ก็จะไม่มีใครรู้ว่าเรื่องนี้เป็นฝีมือของพวกมัน
ถึงตอนนั้น พวกมันก็แค่โยนความผิดไปให้ภูตผีปีศาจก็สิ้นเรื่อง อย่างมากพวกมันก็แค่รับโทษฐานช่วยเหลือล่าช้าเท่านั้นเอง
เมื่อหลวงพี่หม่าคิดตกถึงจุดนี้ เขาก็อดไม่ได้ที่จะหนาวสั่นสะท้านไปทั้งตัว
"แล้วพวกเราควรจะทำยังไงต่อไปดีขอรับ?"
ฉินเส้าโหยวคิดแผนไว้เรียบร้อยแล้ว จึงสั่งการ: "จูซิ่วไฉ เจ้าเหนื่อยหน่อยนะ ฟ้าสางเมื่อไหร่ให้พาคนสองสามคนควบม้าเร็วกลับไปที่เมืองลั่ว นำเรื่องที่เกิดขึ้นที่นี่ไปรายงานให้ใต้เท้าเซวียทราบ ขอให้เขารีบส่งคนมาควบคุมคฤหาสน์ตระกูลอู เพื่อสืบสวนเรื่องราวต่อไป"
ในเวลาแบบนี้ พี่เขยนี่แหละพึ่งพาได้มากที่สุด และมีเพียงพี่เขยเท่านั้น ที่ไม่เกรงกลัวผู้หนุนหลังของตระกูลอู
"รับคำสั่ง!" จูซิ่วไฉประสานมือรับคำสั่ง
ฉินเส้าโหยวคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วก็เสริมขึ้นมาอีกประโยค: "อย่าลืมเบิกอาวุธยุทโธปกรณ์มาเพิ่มด้วยล่ะ คืนนี้สู้ศึกหนักติดกันสองรอบ ของหร่อยหรอไปเยอะ ต้องเติมเสบียงหน่อย"
ในระหว่างที่ฉินเส้าโหยว หลวงพี่หม่า และจูซิ่วไฉ กำลังปรึกษาหารือแผนการขั้นต่อไป เหล่านักรบก็ให้คนตระกูลอูนำทาง ไปหายารักษาบาดแผลมาได้จำนวนมาก
หลังจากทายาให้คนตระกูลอูที่บาดเจ็บสาหัสเสร็จ เหล่านักรบก็นำเชือกที่หาเจอในคฤหาสน์ตระกูลอูมามัดพวกเขาเอาไว้
ในระหว่างขั้นตอนนี้ เหล่านักรบยังได้ทำการสอบสวนคนตระกูลอูไปด้วย
แม้ว่าอูเปิ่นเหลียงและบุคคลสำคัญของตระกูลอูหลายคนจะตายไปแล้ว แต่ก็ยังมีระดับผู้นำของตระกูลอูบางส่วนที่รอดชีวิตมาได้อย่างหวุดหวิด
คนเหล่านี้กลายเป็นเป้าหมายหลักในการสอบสวนของเหล่านักรบ
และเนื่องจากพวกเขาเผชิญกับเหตุการณ์พลิกผันมาอย่างต่อเนื่อง จนขวัญหนีดีฝ่อกลายเป็นนกตื่นเกาทัณฑ์ไปแล้ว
จึงไม่จำเป็นต้องให้เหล่านักรบงัดไม้แข็งอะไรมาใช้ พวกเขาก็ยอมสารภาพทุกอย่างที่รู้ประดังประเดออกมาจนหมดเปลือก
เรื่องราวเป็นไปตามที่ฉินเส้าโหยวและจูซิ่วไฉคาดเดาไว้ไม่มีผิด
สาเหตุที่ตระกูลอูสามารถผงาดขึ้นมาได้อย่างรวดเร็วในช่วงสิบกว่าปีมานี้ ก็พึ่งพาพวกภูตผีปีศาจที่ถูกพวกฉินเส้าโหยวฆ่าตายนั่นแหละ
ในตอนแรก คนตระกูลอูก็แค่ช่วยพวกปีศาจทำร้ายคน ตอนนั้นในใจยังรู้สึกหวาดกลัวอยู่บ้าง และคนที่ถูกฆ่าก็ยังมีจำนวนน้อย เพียงเพื่อตอบสนองความต้องการในการบำเพ็ญเพียรของปีศาจเท่านั้น
แต่เมื่อคนตระกูลอูได้รับทรัพย์สินเงินทองมากขึ้นเรื่อยๆ ความหวาดกลัวในใจก็มลายหายไป เหลือเพียงความโลภโมโทสัน
พอถึงช่วงหลัง กลับกลายเป็นว่าจิตใจที่อยากจะฆ่าคนของพวกเขานั้น รุนแรงยิ่งกว่าพวกปีศาจเสียอีก ถึงขั้นกลับตาลปัตรไปขอร้องให้ปีศาจช่วยฆ่าคนให้มากขึ้น เพื่อที่พวกเขาจะได้ฮุบทรัพย์สินเงินทองมาให้มากกว่าเดิม
จิตใจคนเราเนี่ยนะ... บางครั้งมันก็น่ากลัวยิ่งกว่าภูตผีปีศาจเสียอีก!
คนตระกูลอูอาศัยการปล้นฆ่าชิงทรัพย์จนร่ำรวยขึ้นเรื่อยๆ และใช้ทรัพย์สินเหล่านี้ไป 'ผูกมิตร' จนสามารถสร้างเส้นสายกับนายอำเภอไคเจียงและขุนนางคนอื่นๆ ได้
แม้กระทั่งอดีตนายกองร้อยหน่วยปราบมารเมืองลั่วที่ตายไปแล้ว ก็ยังเคยรับของกำนัลจากตระกูลอูไปไม่น้อย
เขาจะช่วยปกป้องตระกูลอูหรือไม่นั้นไม่อาจทราบได้ แต่ที่แน่ๆ เขาต้องเคยอำนวยความสะดวกให้ตระกูลอูมาหลายครั้งอย่างแน่นอน
มีเพียงเซวียชิงซานที่เพิ่งย้ายมารับตำแหน่งเท่านั้น ที่ตระกูลอูยังหาช่องทางเข้าหาไม่ได้ มิฉะนั้นก็คงโดนกระสุนเคลือบน้ำตาลของตระกูลอูยิงใส่ไปแล้วเช่นกัน
หลังจากฟังรายงานของเหล่านักรบ หลวงพี่หม่าก็สูดลมหายใจเข้าลึกด้วยความตกตะลึง เมื่อหันไปมองฉินเส้าโหยว สายตาก็เต็มไปด้วยความเลื่อมใส
"ทุกอย่างเป็นไปตามที่ใต้เท้าคาดการณ์ไว้ทั้งหมดเลย ใต้เท้าช่างเก่งกาจจริงๆ!"
"แล้วข้าไม่เก่งบ้างหรือไง?" จูซิ่วไฉถามขึ้น
"เจ้าเรอะ?" หลวงพี่หม่าปรายตามองเขา "ถ้าไม่ได้ใต้เท้าเตือนสติ เจ้าจะคิดเรื่องพวกนี้ออกไหม?"
นี่คือความจริง
ในตอนแรก จูซิ่วไฉก็แค่รู้สึกว่าตระกูลอูมีปัญหา แต่ก็ไม่ได้คิดไปไกลขนาดนี้ จนกระทั่งได้ยินคำสั่งของฉินเส้าโหยวที่ว่า 'ถ้าไม่มีคำสั่ง ห้ามยิงพลุสัญญาณ' เขาถึงได้กระจ่างแจ้งขึ้นมา
"ใต้เท้าเก่งเป็นอันดับหนึ่ง ข้าก็นับเป็นอันดับสองได้อยู่กระมัง?"
จูซิ่วไฉไม่ลืมที่จะยกยอตัวเองไปพร้อมกับประจบเจ้านาย
ฉินเส้าโหยวไม่มีอารมณ์จะมาฟังพวกเขาอวยกันเอง ชะโงกหน้าลงไปมองข้างล่างกำแพงดิน แล้วสั่งการว่า: "เลิกประจบประแจงได้แล้ว ส่งคนไปดูสถานการณ์ของขบวนสินค้าและนักเดินทางที่เพิงพักข้างล่างหน่อย แล้วก็อย่าลืมเก็บมุกภาพลวงตากลับมาให้ข้าด้วย"
"ข้าไปเอง!"
จูซิ่วไฉรับคำ ก่อนจะพาเหล่านักรบสองสามคนวิ่งลงจากกำแพงดินและหอสังเกตการณ์ ไปตรวจสอบสถานการณ์ของขบวนสินค้าและนักเดินทางที่อยู่ด้านล่าง
จนถึงตอนนี้ คนเหล่านั้นก็ยังคงหลับสนิทอยู่
แถมยังมีหลายคน ที่โดนลูกหลงจากธนูของคนตระกูลอู หรือไม่ก็บาดเจ็บจากไออาฆาตที่คุ้มคลั่ง ซ้ำร้ายยังมีคนที่ต้องจบชีวิตลงในขณะที่กำลังหลับใหลอีกด้วย
สถานการณ์ดูไม่สู้ดีนัก
จูซิ่วไฉและเหล่านักรบพยายามส่งเสียงเรียกอีกครั้ง แต่ก็ยังไม่สามารถปลุกคนที่กำลังหลับลึกเหล่านี้ให้ตื่นได้
เมื่อฉินเส้าโหยวทราบเรื่องนี้ เขาก็รู้สึกหนักใจเช่นกัน
ด้วยสภาพร่างกายของคนเหล่านี้ในตอนนี้ เขายิ่งไม่กล้าใช้ 【เข็มทองเรียกสติ】 เข้าไปใหญ่
ทำได้เพียงให้เหล่านักรบช่วยทายารักษาแผลให้คนที่บาดเจ็บไปก่อน แล้วรอให้ฟ้าสาง ให้กองหนุนจากหน่วยปราบมารเมืองลั่วเดินทางมาถึง ค่อยหาวิธีปลุกพวกเขาให้ตื่น
เมื่อจัดการธุระเหล่านี้เสร็จสิ้น ทุกคนก็ทั้งเหนื่อยทั้งหิว
เพราะการต่อสู้ครั้งใหญ่ถึงสองครั้งติดๆ กัน ได้ผลาญปราณโลหิตและเรี่ยวแรงของพวกเขาไปไม่น้อย
ภายใต้การนำทางของคนตระกูลอู จูซิ่วไฉก็นำเหล่านักรบไปค้นหาเหล้าและเนื้อจำนวนมากออกมาจากในคฤหาสน์ตระกูลอู
เมื่อตรวจสอบจนแน่ใจแล้วว่าไม่มียาพิษ พวกเขาก็ลงมือฉีกเนื้อดื่มเหล้ากันอย่างตะกละตะกลาม เพื่อชดเชยพลังงาน ฟื้นฟูปราณโลหิตและเรี่ยวแรง
แต่ฉินเส้าโหยวกลับไม่ได้กินเหล้าเนื้อพวกนี้ เขาหิ้วซากปีศาจสองสามตัว ตรงดิ่งไปที่ห้องครัวแทน
การกระทำนี้ทำให้จูซิ่วไฉและเหล่านักรบรู้สึกประหลาดใจเป็นอย่างมาก
"ใต้เท้าคิดอะไรอยู่กันนะ? มีเหล้าดีเนื้อดีวางอยู่ตรงหน้าแท้ๆ แต่กลับไม่กิน วิ่งไปทำเนื้อปีศาจกินในห้องครัวเนี่ยนะ?"
แม้ว่าคนเฝ้ายามของหน่วยปราบมารทุกคนจะกินเนื้อปีศาจเป็นเรื่องปกติ แต่ความจริงแล้ว เนื้อปีศาจส่วนใหญ่มักจะมีรสชาติไม่ค่อยดีนัก หากไม่คาวจัดก็สาบจัด
แน่นอนว่า นั่นก็เป็นเพราะคนเฝ้ายามไม่รู้วิธีปรุงอาหารที่ถูกต้องด้วย
ดังนั้น การที่คนเฝ้ายามกินเนื้อปีศาจ ถ้าไม่ใช่เพื่อประโยชน์ในการฝึกยุทธ์ ก็เป็นเพราะไม่มีอาหารอื่นให้กินแล้ว
และเมื่อมีเหล้าดีอาหารดีอยู่ตรงหน้า พวกเขามักจะไม่เลือกกินเนื้อปีศาจ
มีเพียงหลวงพี่หม่าที่ทำหน้าครุ่นคิดราวกับเข้าใจอะไรบางอย่าง: "ใต้เท้าจะไม่รู้ได้ยังไงว่าเนื้อปีศาจมันไม่อร่อย? ที่ท่านเลือกกินเนื้อปีศาจในเวลาแบบนี้ ก็เพื่อจะได้ฟื้นฟูปราณโลหิตให้เร็วที่สุด และยังเป็นการแสดงให้เห็นว่าท่านไม่เคยลืมที่จะขัดเกลาฝึกฝนตัวเองแม้แต่ชั่วขณะเดียว นี่แหละคือแบบอย่างของคนเฝ้ายามอย่างพวกเรา!"
"แบบอย่างๆ สมกับเป็นแบบอย่างจริงๆ"
ทุกคนพากันพยักหน้าเห็นด้วย
แต่กลับไม่มีใครลุกขึ้นยืนแล้วเดินตามฉินเส้าโหยวไปที่ห้องครัวเลยสักคน ทุกคนยังคงก้มหน้าก้มตากินเหล้าเนื้อเลิศรสที่อยู่ตรงหน้าต่อไป
หลวงพี่หม่ากวาดสายตามองทุกคน แล้วส่ายหน้าทอดถอนใจ: "ไม้ผุแกะสลักไม่ได้จริงๆ!"
จากนั้นเขาก็ก้มหน้าลง แล้วสวาปามเหล้าและเนื้อตรงหน้าต่อไป...
ส่วนฉินเส้าโหยวก็ยินดีนักที่ไม่มีใครมาแย่งเนื้อปีศาจของเขา
เมื่อเข้าไปในห้องครัวตระกูลอู เขาก็จัดการทำอาหารสูตรใหม่ทุกเมนูตามที่ระบุไว้ในตำราอาหารจนเสร็จสรรพ
แต่พอทำเสร็จ เขาก็เพิ่งจะตระหนักถึงปัญหาอย่างหนึ่ง... นั่นคือเขาทำกับข้าวเยอะเกินไป
ทั้งไตปีศาจสะดุ้งไฟ ทั้งตาจิ้งจอกต้มเดือด... อาหารจานหลักถึงหกอย่างวางเรียงรายเต็มเตา มากพอจะตั้งโต๊ะจัดเลี้ยงได้เลย
"ทำมาแล้วนี่นา จะทิ้งก็เสียดายของ"
ฉินเส้าโหยวหยิบตะเกียบขึ้นมา แล้วกวาดอาหารบำรุงสุขภาพทั้งหกจานเรียบวุธราวกับพายุพัดผ่าน
เล่นเอากินจนจุกแทบตาย
พอกินเสร็จ เขาก็ลูบท้องที่ป่องนูนออกมา ตอนที่เรอยังต้องเอามือปิดปากไว้ กลัวว่าอาหารจะพุ่งทะลักออกมาด้วย
อาหารบำรุงทั้งหกจาน ไม่เพียงแต่ช่วยฟื้นฟูปราณโลหิตที่ฉินเส้าโหยวสูญเสียไป แต่ยังช่วยเร่งให้บาดแผลภายนอกหลายแห่งบนร่างกายของเขาฟื้นตัวเร็วขึ้นด้วย
พร้อมกันนั้น มันยังช่วยยกระดับปราณโลหิต พละกำลัง ความเร็ว และอื่นๆ ของเขาให้เพิ่มสูงขึ้นไปอีกขั้น
น่าเสียดายที่นอกจากตาจิ้งจอกต้มเดือดที่มอบพรสวรรค์ [ตาทิพย์] ให้เขาแล้ว อาหารอีกห้าจานที่เหลือกลับไม่มอบพรสวรรค์ใหม่ๆ ให้เขาเลย
สิ่งที่ฉินเส้าโหยวนึกไม่ถึงก็คือ อาหารที่ทำจากคราบหนอนศพสีขาว กลับมีสรรพคุณในการบำรุง 'จิตวิญญาณ' ด้วย
แม้จะไม่รู้ว่าจิตวิญญาณที่แข็งแกร่งขึ้นจะเอาไปทำอะไรได้ แต่ฉินเส้าโหยวก็กลั้นใจฝืนทนความขยะแขยง ยัดอาหารจานนั้นเข้าปากจนหมดเกลี้ยง
แล้วเขาก็ได้พบกับความประหลาดใจ เมื่อพบว่าอาหารที่หน้าตาดูไม่จืดจานนี้ รสชาติกลับอร่อยเกินคาด แถมยังนุ่มลื่น เคี้ยวกรุบกรอบน้ำซุปทะลักอีกต่างหาก
น่าเสียดายที่ครั้งนี้เขาเก็บคราบหนอนศพสีขาวมาได้ไม่เยอะนัก คงไม่ได้กินบ่อยๆ ถือเป็นเรื่องที่น่าเสียดายทีเดียว
หลังจากกินอาหารบำรุงเสร็จ ฉินเส้าโหยวก็เอามือกุมเอวเดินออกจากห้องครัว ตั้งใจจะลองทดสอบดูว่าพรสวรรค์ [ตาทิพย์] ที่อ้างว่า 'สามารถมองเห็นโลกใบใหม่ได้' นั้น มันมีประสิทธิภาพแค่ไหนกันแน่
เขาจ้องมองพวกจูซิ่วไฉและหลวงพี่หม่าอยู่นานสองนาน และก็มองเห็นสิ่งที่แต่ก่อนมองไม่เห็นได้จริงๆ อย่างเช่นสภาพบาดแผล หรือสถานะของปราณโลหิตของแต่ละคน ซึ่งเขาก็รับรู้ข้อมูลใหม่ๆ เพิ่มขึ้น
แต่ทว่า หากจะให้เรียกว่า 'สังเกตเห็นได้แม้กระทั่งปลายขนร่วง' นั้น ยังถือว่าห่างไกลอยู่อีกมาก
หรือว่าพรสวรรค์นี้ยังสามารถพัฒนาขึ้นได้อีก? ต้องอาศัยการใช้งานจริงเพื่อยกระดับงั้นหรือ?
ฉินเส้าโหยวขบคิดอยู่ในใจ
ส่วนการที่เขาเอาแต่จ้องมองทุกคนไม่วางตา ก็ทำให้ทุกคนรู้สึกทำตัวไม่ถูกและเขินอายขึ้นมา บางคนถึงกับลังเลว่า เพื่อแลกกับการเป็นคนโปรดของเจ้านาย เขาควรจะยอมเสียสละอะไรบางอย่างดีไหมนะ?
พริบตาเดียวก็ถึงยามเหม่า (ประมาณ 05.00 น. - 07.00 น.) แสงอาทิตย์ยามเช้าสาดส่องขึ้นมาจากขอบฟ้าทิศตะวันออก
ความมืดมิดในยามราตรีค่อยๆ ถอยร่น แสงสว่างแห่งวันใหม่เริ่มเข้ามาแทนที่
จูซิ่วไฉที่เปลี่ยนชุดเกราะตัวใหม่ นำเหล่านักรบสองสามคนควบม้าเร็วพุ่งทะยานออกจากคฤหาสน์ตระกูลอู มุ่งหน้าตรงไปยังเมืองลั่วอย่างเร่งรีบ