- หน้าแรก
- หนึ่งกระบี่สยบโลกเซียน
- บทที่ 46 ความลับของลูกแก้วสีน้ำเงิน
บทที่ 46 ความลับของลูกแก้วสีน้ำเงิน
บทที่ 46 ความลับของลูกแก้วสีน้ำเงิน
บทที่ 46 ความลับของลูกแก้วสีน้ำเงิน
“ไม่มีใครบาดเจ็บใช่ไหม? บ้านพังยังสร้างใหม่ได้ แต่ถ้าคนตายไปก็คือจบสิ้นกัน” จี้เหรินเกอถามด้วยความตื่นตระหนก
“ไม่มี”
“แล้วช่วงนี้เจ้าไปพักอยู่ที่ไหนเนี่ย?”
“ก็บ้านไง”
อวี๋ซีลุกขึ้นยืน ปัดฝุ่นที่ก้น เตรียมตัวจะจากไป ก่อนไปนางหันไปมองมุมหนึ่งแล้วกลอกตาบนใส่ พร้อมตะโกนเสียงดังลั่น “พี่ชายเป็นไอ้งั่ง! ฮึ!”
จี้เหรินเกอกำลังสงสัยว่าทำไมจู่ๆ นางถึงโพล่งประโยคนี้ออกมา แต่พออวี๋ซีเดินลับไปแล้ว เงาร่างหนึ่งก็โผล่ออกมาจากป่าลึก นางก็เข้าใจได้ทันที
ที่แท้ก็ตั้งใจด่าให้อวี๋โหยวฟังนี่เอง
หางตาของจี้เหรินเกอยกขึ้นเล็กน้อย นางยืนรออยู่กับที่ให้อีกฝ่ายเดินเข้ามาหา
“เป็นไง รสชาติที่โดนน้องสาวด่ามันเป็นยังไงบ้างล่ะ? น้องสาวข้าไม่เคยด่าข้าเลยนะ”
รอยยิ้มเศร้าหมองบนใบหน้าของอวี๋โหยวแข็งค้างไปชั่วขณะ เขาอ้าปากเหมือนจะพูดอะไร แต่สุดท้ายก็เปลี่ยนเป็นรอยยิ้มอย่างจนใจ
“ฮะ ร้ายนักนะเจ้า”
จี้เหรินเกอเลิกคิ้ว “แน่นอนสิ วันหลังก็หัดเรียนรู้จากพี่สาวคนนี้ซะบ้างนะ”
อวี๋โหยวสวนกลับอย่างไร้เยื่อใย “เจ้าอายุน้อยกว่าข้า”
“ศิษย์พี่ก็ถือว่าเป็นพี่สาวเหมือนกันย่ะ”
ทั้งสองคนเดินกลับด้วยกัน อาจจะรู้ตัวว่าหลังจากนี้คงไม่มีโอกาสได้เถียงกันอีกแล้ว ตลอดทางเลยสลับกันจิกกัดไม่หยุด
พอจี้เหรินเกอเข้าบ้านไป อวี๋โหยวก็หันหลังเดินกลับเข้าป่าลึกไปอีกครั้ง
สงสัยพี่น้องคงมีเรื่องกระซิบกระซาบกัน จี้เหรินเกอเลยกลับไปที่ห้องของตัวเอง
ในห้องมืดสนิท มีเพียงแสงจันทร์ที่สาดส่องผ่านหน้าต่างเข้ามาให้พอเห็นข้าวของตรงหน้าลางๆ
จี้เหรินเกอนอนพลิกไปพลิกมาอยู่บนเตียง ก็นอนไม่หลับ เลยหยิบลูกแก้วสีน้ำเงินที่ถือเป็นเครื่องรางคุ้มภัยขึ้นมาศึกษาอีกครั้ง
“เข้าไป”
ภาพตรงหน้าสว่างวาบ แล้ววิวทิวทัศน์ก็เปลี่ยนไปทันที
ภายในลูกแก้วดูเหมือนจะไม่มีอะไรเปลี่ยนไปจากเดิมเลย นางเดินสำรวจไปทั่ว จนกระทั่งไปเจอจุดแปลกประหลาดที่มุมหนึ่ง นางค่อยๆ เดินเข้าไปใกล้ลูกไฟที่ส่องแสงเรืองรองนั้น
ในใจอดสงสัยไม่ได้ว่า นี่มันคืออะไรกัน? เมื่อก่อนไม่เห็นมีเลยนี่นา!
เมื่อเห็นว่าไม่มีใครอยู่รอบๆ จี้เหรินเกอก็ไม่ต้องห่วงภาพลักษณ์ นางสัมผัสได้ว่าลูกไฟนี้ไม่มีอันตราย เลยยื่นจมูกเข้าไปดมใกล้ๆ
ไม่มีกลิ่น
คราวนี้จี้เหรินเกอยิ่งอยากรู้เข้าไปใหญ่ นี่มันเรื่องอะไรกันแน่?
จี้เหรินเกอยื่นมือไปแตะลูกไฟ จู่ๆ ลูกไฟก็พุ่งชนเข้าใส่นางอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย
ทำเอาจี้เหรินเกอตกใจวิ่งหนีหัวซุกหัวซุน ลืมแม้กระทั่งความเจ็บปวดจากแผลที่ปริแตก เลือดสีแดงสดซึมเปื้อนผ้าพันแผล
ลูกไฟนั่นไล่ตามนางอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย พอนางเริ่มวิ่งช้าลง มันก็ฉวยโอกาสพุ่งทะลวงเข้าสู่ร่างกายของนางทันที
แต่น่าเสียดายที่มันพุ่งทะลุออกไปอีกทาง เหมือนกับพลังปราณตอนที่ชักนำปราณเข้าสู่ร่างกายครั้งแรกไม่มีผิด
ชักนำปราณเข้าสู่ร่างกาย? พลังปราณ?
ความคิดบ้าบิ่นแล่นเข้ามาในหัวของจี้เหรินเกอ
หรือว่าลูกไฟที่มองเห็นด้วยตาเปล่านี้คือพลังปราณ?
จี้เหรินเกอรีบนั่งลง ขยับขาทั้งสองข้างมาขัดสมาธิอย่างยากลำบาก แล้วเข้าสู่สภาวะบำเพ็ญเพียร
ในพริบตานั้น ภาพตรงหน้าก็เปลี่ยนไปอีกครั้ง
ลูกไฟพลังปราณหลากสีสันลอยอยู่เต็มไปหมด มีทั้งลูกเล็กลูกใหญ่ รูปร่างแตกต่างกันไป เหมือนกับพลังปราณในโลกภายนอกเป๊ะ!
แต่ลูกไฟพลังปราณที่นางมองเห็นด้วยตาเปล่าเมื่อกี้ ตอนนี้ในสายตาของนาง มันมีขนาดใหญ่เท่าไข่ห่าน ใหญ่กว่าตอนที่มองด้วยตาเปล่าหลายเท่า!
ตอนที่มองด้วยตาเปล่า ลูกไฟนี่เล็กกว่าพลังปราณทั่วไปตั้งหลายเท่า ถ้าไม่ใช่เพราะนางเป็นคนช่างสังเกต คงมองข้ามไปแล้ว
นางลองชักนำลูกไฟพลังปราณขนาดเท่าไข่ห่านเข้าสู่ร่างกาย เหมือนที่ทำกับพลังปราณในโลกภายนอก
มันคือพลังปราณธาตุดิน!
แต่ที่ทำให้นางตื่นเต้นยิ่งกว่านั้นคือ การดูดซับพลังปราณลูกนี้มันได้ผลดีกว่าพลังปราณภายนอกเป็นสิบๆ เท่า
แถมยังไม่ต้องเสียเวลาหลอมรวม พอเข้าสู่ร่างกายปุ๊บก็เปลี่ยนเป็นพลังปราณของนางปั๊บ ช่วยประหยัดเวลาหลอมรวมไปได้เยอะเลย
ถ้ามีพลังปราณแบบนี้เยอะๆ ในเวลาที่เท่ากัน นางคงบำเพ็ญเพียรได้เร็วกว่าเดิมมากแน่ๆ!
แต่น่าเสียดายที่นางหาอยู่ตั้งนาน ก็เจอแค่ลูกเดียว
จี้เหรินเกอคิดว่ามันไม่น่าจะใช่เรื่องบังเอิญ น่าจะมีเงื่อนไขอะไรสักอย่างที่ทำให้มันก่อตัวขึ้น ไว้คราวหน้าถ้ามีพลังปราณแบบนี้โผล่มาอีก นางจะต้องสังเกตให้ดีก่อนค่อยดูดซับ
นอกจากนี้ นางยังพบว่าสามารถบำเพ็ญเพียรในนี้ได้เหมือนกับโลกภายนอกเลย
กะว่าใกล้จะสว่าง จี้เหรินเกอก็ออกจากลูกแก้ว
นางหลับตาบิดขี้เกียจสุดแขน แต่พอลืมตาขึ้นมา รอบด้านก็ยังมืดมิดอยู่
นางกะพริบตาปริบๆ สองสามครั้ง แล้วก็ตระหนักได้ว่านี่ไม่ใช่ภาพลวงตา
‘หรือว่าข้าจะคำนวณเวลาผิด?’
จี้เหรินเกอบ่นพึมพำในใจ เหลือบมองออกไปข้างนอก กะเวลาคร่าวๆ ว่าน่าจะเหลืออีกประมาณหนึ่งชั่วยามกว่าจะถึงยามเฉิน
นางเลยมุดกลับเข้าไปบำเพ็ญเพียรในลูกแก้วอีกรอบ
ผ่านไปหนึ่งชั่วยาม พอนางออกมา ท้องฟ้าก็ยังคงมืดสนิท
ผิดครั้งเดียวอาจจะเป็นเพราะนางคำนวณพลาด แต่จะให้ผิดซ้ำสองคงเป็นไปไม่ได้หรอก!
ความคิดสุดโต่งผุดขึ้นมาในหัว จี้เหรินเกอรีบมุดกลับเข้าไปในลูกแก้วด้วยความตื่นเต้น อยากจะพิสูจน์ให้รู้แล้วรู้รอด
หลังจากเข้าๆ ออกๆ อยู่หลายรอบ ในที่สุดจี้เหรินเกอก็ไขความลับของลูกแก้วสีน้ำเงินได้!
เวลาในโลกภายนอกหนึ่งชั่วยาม เท่ากับเวลาในลูกแก้วถึงสามชั่วยาม!
ถึงนี่จะเป็นแค่การกะเวลาคร่าวๆ ของจี้เหรินเกอ แต่ผลลัพธ์ก็คงไม่หนีไปจากนี้เท่าไหร่
จี้เหรินเกอจับลูกแก้วขึ้นมาจูบฟอดใหญ่หลายฟอด ดวงตาเต็มไปด้วยรอยยิ้มแห่งความสุข
ก็จะไม่ให้นางดีใจได้ยังไงล่ะ ในเมื่อมีลูกแก้วนี้ ก็เท่ากับว่านางมีเวลาบำเพ็ญเพียรมากกว่าคนอื่นถึงสามเท่า!
นางอยู่ในลูกแก้วสามวัน แต่โลกภายนอกเพิ่งผ่านไปแค่วันเดียวเอง!
นี่มันสามารถชดเชยเรื่องรากวิญญาณของนางที่ต้องใช้เวลาบำเพ็ญเพียรมากกว่าคนอื่นได้เลยนะ
จี้เหรินเกอมัวแต่ตื่นเต้นดีใจ จนไม่เป็นอันบำเพ็ญเพียรแล้ว
นางได้แต่นอนยิ้มกริ่มอยู่บนเตียงจนกระทั่งฟ้าสาง
พอฟ้าสาง จี้เหรินเกอก็หัวเราะร่า ดีดตัวลุกขึ้นยืนด้วยท่าปลาหลีฮื้อกระโดดข้ามประตูดัง แต่ดันลืมไปว่าตัวเองบาดเจ็บอยู่ แผลฉีกขาดเจ็บจนน้ำตาเล็ด ต้องนั่งกอดเข่าร้องไห้สลับกับหัวเราะอยู่แบบนั้น
นี่สินะที่เขาเรียกว่า หัวเราะจนน้ำตาเล็ด
จี้เหรินเกอปั้นหน้าขรึมเปิดประตู เดินกะเผลกๆ ไปกินข้าว
ระหว่างทางบังเอิญเจอหนิวฮุ่ยซินพอดี ทั้งสองคนเลยเดินไปกินข้าวด้วยกัน
หนิวฮุ่ยซินไม่รู้เรื่องของอวี๋โหยว และจี้เหรินเกอก็ไม่ได้ตั้งใจจะเล่าให้นางฟัง ระหว่างกินข้าวพวกนางก็คุยกันเรื่องบำเพ็ญเพียร
ไม่นาน เงาร่างของอวี๋โหยวก็โผล่มาที่ประตู
จี้เหรินเกอชะงักมือที่กำลังจะเอาหมั่นโถวเข้าปาก นางนึกว่าเขาไปตั้งแต่เมื่อวานแล้วซะอีก
หนิวฮุ่ยซินเคี้ยวหมับๆ เงยหน้ามองสองคนนั้นอย่างงุนงง แล้วก้มหน้าก้มตากินต่อ
กินให้อิ่มก่อนถึงจะมีแรงบำเพ็ญเพียร!
ผู้อาวุโสสามเคยบอกไว้ว่า ต้องรอให้ถึงขั้นสร้างรากฐานก่อน ถึงจะงดอาหารได้ แต่ก็ต้องกินยาอิ่มทิพย์เป็นระยะๆ ส่วนตอนที่ยังอยู่ขั้นกลั่นปราณนี้ ก็ลองลดปริมาณอาหารลงเรื่อยๆ จนกว่าจะทะลวงถึงขั้นปราณทองคำ ถึงจะงดอาหารได้อย่างแท้จริง
แต่หนิวฮุ่ยซินไม่คิดจะงดอาหารหรอก ของกินอร่อยๆ แบบนี้ มีแต่คนโง่เท่านั้นแหละที่ไม่กิน ไม่สิ คนโง่ยังรู้จักหิวเลย พอหิวก็ต้องหาอะไรยัดเข้าปากอยู่ดี
จนกระทั่งยามอู่ จี้เหรินเกอก็ยังเห็นอวี๋โหยวอยู่ที่นี่ นางลูบคางด้วยความสงสัย แต่เพราะมีผู้อาวุโสสามอยู่ด้วย เลยไม่กล้าเข้าไปถามตรงๆ
อวี๋โหยวขยิบตาให้นางเป็นเชิงบอกให้วางใจ
ผู้อาวุโสสามไม่ได้สนใจท่าทางลับๆ ล่อๆ ของพวกเขาสองคน เขายืนอยู่ข้างหน้า เหมือนกำลังรอใครสักคน
อวี๋โหยวกับจี้เหรินเกอส่งซิกกันไปมา หนิวฮุ่ยซินเห็นเข้าก็อยากรู้อยากเห็นเลยผสมโรงด้วย สถานการณ์เลยชุลมุนวุ่นวายไปหมด
พอผู้อาวุโสสามหันมา ทั้งสามคนก็ทำเป็นไขสือ ไม่รู้ไม่ชี้ แต่พอเขาหันกลับไป ทั้งสามคนก็แอบเล่นกันต่อ
‘พวกเด็กไม่รู้จักโต’ ผู้อาวุโสสามแอบด่าในใจ