เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 29 การแข่งขัน

บทที่ 29 การแข่งขัน

บทที่ 29 การแข่งขัน


บทที่ 29 การแข่งขัน

“แม่หนู่น้อยคนนี้น่าสนใจดีแฮะ” ผู้อาวุโสท่านหนึ่งลูบเครา พลางเอ่ยขึ้นอย่างมีความหมายลึกซึ้ง

ผู้อาวุโสลำดับที่สิบสองย่อมอยู่ในกลุ่มนั้นด้วย นางตวัดสายตาคมกริบ หัวเราะเบาๆ “เด็กคนนี้ข้าหมายตาไว้เป็นศิษย์แล้ว พวกท่านไปดูคนอื่นเถอะ”

พอพูดแบบนี้ ผู้อาวุโสท่านอื่นก็ย่อมไม่ยอมแน่

“ใครได้ใครเอาสิ”

“ท่านไปถามความสมัครใจของเด็กแล้วหรือยัง?”

ผู้อาวุโสลำดับที่สิบสองได้ยินแบบนั้น ก็กรอกตาบนใส่

“เด็กคนนี้มีวาสนาจะได้เป็นศิษย์ข้า ก็คนที่ข้าเพิ่งบ่นถึงเมื่อหลายวันก่อนนั่นแหละ”

ทั้งผู้อาวุโสที่ร่วมวงสนทนาและไม่ได้ร่วมวง พอได้ยินว่านางมีใจเอนเอียงไปทางไหน ก็พากันถอนหายใจอย่างแนบเนียน

น่าเสียดายนัก

เหล่าผู้อาวุโสต่างคิดในใจ: ถ้าให้ข้าเป็นคนสอนล่ะก็ รับรองว่าต้องกลายเป็นมือกระบี่อันดับหนึ่งในใต้หล้าแน่ๆ เสียดายที่นางดันได้ผลประโยชน์ไปหน้าตาเฉย

จี้หงเย่าไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรเลย ยังคงก้มหน้าก้มตาปีนบันไดหินต่อไป

พี่สาวเคยสอนวิธีนับเลขให้นาง นางก็คอยนับอยู่ในใจเงียบๆ ตอนนี้คือขั้นที่หนึ่งพันกับอีกห้า

คนเดินนำหน้านางมีแค่หกคนเท่านั้น จางฮวาฮวารวมถึงคนอื่นๆ ล้วนเดินตามหลังนางมา

หลายคนรู้ขีดจำกัดของตัวเอง จึงฉีกยันต์ยอมแพ้ลงไปพักผ่อนตั้งแต่เนิ่นๆ บางคนก็อยากลองฮึดสู้อีกสักตั้ง บางคนก็เกิดรู้แจ้งขึ้นมากลางคัน ปีนต่อไปได้อีกหลายสิบขั้น แต่คนส่วนใหญ่แค่จะก้าวขึ้นไปอีกขั้นเดียว ก็ถึงกับเลือดตกทวารทั้งเจ็ด ต้องให้ศิษย์พี่ส่งตัวกลับลงไป

จี้หงเย่าหันกลับไปมองข้างหลัง แค่มองแวบเดียว ในใจก็หวาดหวั่นพรั่นพรึง

มันสูงเกินไปแล้ว!

โชคดีที่ก่อนหน้านี้เว่ยหลานพานางขี่กระบี่เหินเวหามาแล้ว ก็เลยพอจะเตรียมใจมาบ้าง

นางหันกลับมา ปีนขึ้นไปต่อ

บันไดหินนี้ช่างน่าสนใจนัก มักจะปรากฏภาพลวงตาที่ดูเหมือนจริงขึ้นมาเสมอ

บางครั้งก็เป็นความทรงจำวัยเด็กที่เลือนราง บางครั้งก็เป็นภาพที่สร้างขึ้นมาจากความว่างเปล่า

แต่ทุกภาพ ล้วนมีพี่สาวอยู่ในนั้น

ไม่พี่สาวถูกคนฆ่าตาย ก็เป็นพี่สาวทอดทิ้งนาง

แต่มันจะเป็นไปได้ยังไง?

อย่างแรก ถ้าพี่สาวมีอันตราย นางก็จะสัมผัสได้ และจะเข้าไปห้ามพี่สาวทันที

อย่างหลัง ยิ่งไม่ต้องพูดถึง นางเป็นเด็กที่พี่สาวฟูมฟักเลี้ยงดูมากับมือ พี่สาวจะทอดทิ้งนางได้ยังไง?

ไร้สาระสิ้นดี!

แต่นางก็สลัดภาพพวกนั้นทิ้งไปไม่ได้ ต่อให้หลับตา ภาพพวกนั้นก็จะยังปรากฏให้เห็นอยู่ดี

พอภาพพวกนั้นหายไป นางก็จะตกอยู่ในความมืดมิด ราวกับว่ากำลังเปิดโอกาสให้นางได้เลือก

ไม่รู้ตัวเลยว่า ตอนนี้ข้างหน้านางเหลือคนอยู่แค่สามคน คนหนึ่งมีรากวิญญาณเดี่ยว ส่วนอีกสองคนมีรากวิญญาณคู่

ขอแค่แซงหน้าพวกเขาไปได้ นางก็จะได้เป็นที่หนึ่ง

แต่ในตอนนั้นเอง จู่ๆ จี้หงเย่าก็รู้สึกใจหายวาบ

ลางสังหรณ์บอกนางว่า ถ้าฝืนปีนขึ้นไปอีก จะต้องเกิดเรื่องเลวร้ายที่ไม่อาจคาดเดาขึ้นแน่

ความรู้สึกนี้มันน่ากลัวยิ่งกว่าตอนที่เผชิญหน้ากับอวี๋ซีเสียอีก

แต่กลับมีแรงกระตุ้นบางอย่าง คอยเร่งเร้าให้นางปีนขึ้นไป

นางจะต้องเป็นที่หนึ่งให้ได้สิ!

เป็นครั้งแรกที่ลางสังหรณ์ของนางแตกออกเป็นสองฝ่ายแล้วทะเลาะกันเอง

ชั่วขณะหนึ่ง นางตกอยู่ในสถานการณ์กลืนไม่เข้าคายไม่ออก

เหล่าผู้อาวุโสที่จับตามองอยู่พากันสงสัย แววตาของเด็กน้อยยังใสแจ๋ว ไม่ได้ตกอยู่ในภวังค์ภาพลวงตาสักหน่อย แล้วหยุดเดินทำไมล่ะ?

พวกเขาพากันซุบซิบถกเถียงถึงสาเหตุ ต่างคนต่างก็มีเหตุผลของตัวเอง

มีผู้อาวุโสทั้งหมดสิบสองท่าน ครึ่งหนึ่งร่วมวงสนทนาหัวข้อนี้ ส่วนผู้อาวุโสท่านอื่นถอยห่างออกไป เพื่อจับตามองเด็กที่ตัวเองหมายตาไว้

เด็กพวกนี้คือเสาหลักของสำนักในอนาคต การได้มองดูพวกเขา ก็เหมือนกับได้มองดูความหวังในอนาคตของสำนัก

จี้หงเย่าเกาหัวแกรกๆ จนผมเผ้ายุ่งเหยิงเป็นรังนกถึงยอมหยุด

ไม่รู้จะทำยังไงดี นางเลยนั่งแปะลงกับพื้นซะเลย

แอบสู้กับตัวเองในใจเงียบๆ

ทำไมลางสังหรณ์ที่เคยแม่นยำมาตลอด ถึงมาเกิดความขัดแย้งกันเองในเวลาหน้าสิ่วหน้าขวานแบบนี้ล่ะ?

จี้หงเย่ารู้สึกเหมือนมีมนุษย์จิ๋วสองคนโผล่มาอยู่บนหัว พวกมันกำลังชกต่อยกัน พอชกกันเสร็จก็หันมาพูดกับนางพร้อมกัน

หัวมันอื้ออึงไปหมด ฟังพวกมันพูดไม่รู้เรื่องเลยสักนิด

นางสะบัดหัวแรงๆ มองขึ้นไปบนบันไดหินที่สูงเสียดฟ้า เป็นครั้งแรกที่นางละทิ้งลางสังหรณ์ แล้วหันมาใช้เหตุผลวิเคราะห์แทน

ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ยิ่งอันดับดีเท่าไหร่ รางวัลก็ยิ่งต้องใหญ่ตามไปด้วย

ส่วนรางวัลคืออะไรนั้น เอาไว้ก่อนเถอะ

พี่สาวเคยบอกว่า รู้จักพอแล้วค่อยหยุด

แต่พี่สาวก็เคยบอกอีกว่า ต้องลองเสี่ยงดูสักตั้งถึงจะไม่เสียใจภายหลัง

จี้หงเย่าอุตส่าห์ตัดสินใจได้แล้ว ก็กลับมาลังเลอีกรอบ

คนข้างหลังเริ่มทยอยแซงหน้านางไป จี้หงเย่านึกถึงจุดประสงค์ของการเดินทางในครั้งนี้ได้

ต้องแข็งแกร่งขึ้น เพื่อจะได้ปกป้องพี่สาว

แถวนี้มีศิษย์พี่สือคอยดูอยู่ ถ้าได้รับบาดเจ็บ เขาก็คงจะเข้ามาช่วย

จี้หงเย่าหลับตาลง ให้กำลังใจตัวเอง

พอลืมตาขึ้นอีกครั้ง แววตาก็เต็มไปด้วยความมุ่งมั่น

นางก้าวเท้าขึ้นบันไดหินขั้นต่อไปอย่างไม่ลังเล

“แกร๊ก—”

เหมือนมีเสียงอะไรบางอย่างแตกหักดังมาจากในร่างกาย

จี้หงเย่าไม่สนเสียงนั้น ไม่สนอะไรทั้งนั้น จากที่เคยค่อยๆ ก้าวทีละก้าวอย่างระมัดระวัง ตอนนี้นางเปลี่ยนมาวิ่งแทน

ภายใต้สายตาตกตะลึงของทุกคน จี้หงเย่าวิ่ง “ตึกๆๆ” แซงคนที่สี่ แซงคนที่สาม ตามมาด้วยคนที่สอง และสุดท้ายก็แซงคนที่หนึ่ง กลายเป็นที่หนึ่งคนใหม่

“ทำไมล่ะ!” คนที่ตกไปเป็นที่สองตะโกนถามด้วยความตกตะลึง

จี้หงเย่าหันไปมอง “ทำไมอะไรเหรอ?”

อันดับที่สองสูดลมหายใจเข้าลึกๆ แต่ก็ไม่อาจควบคุมเสียงที่สั่นเทาได้

“ทำไมเจ้าถึงได้เร็วขนาดนี้?!”

จี้หงเย่า: “เพราะข้าอยากจะเก่งขึ้น ข้าอยากจะเป็นคนที่แข็งแกร่งที่สุดไง”

อันดับที่สองเหมือนถูกตะปูที่มองไม่เห็นตอกตรึงอยู่กับที่ ขยับเขยื้อนไม่ได้

ล้อเล่นน่า...

นี่มันเหตุผลบ้าอะไรกันเนี่ย!

ดวงตาของเขาลุกโชนไปด้วยไฟแค้น รู้สึกเหมือนถูกหยามหน้า สาบานว่าจะต้องแซงหน้าคนข้างหน้าให้จงได้

การทดสอบดำเนินมาจนถึงช่วงสุดท้าย บนบันไดหินเหลือเพียงจี้หงเย่า และลั่วชิงเยว่ที่ไม่ยอมแพ้

จี้หงเย่าก้าวไปหนึ่งขั้น ลั่วชิงเยว่ก็ก้าวตามมาหนึ่งขั้น

พอเขาก้าวขึ้นมา จี้หงเย่าก็กลั้นใจฮึดสู้ พุ่งขึ้นไปนำหน้าอีก

ชั้นที่ 3000

ชั้นที่ 3100

ชั้นที่ 3200

...

อันดับที่สามอ้าปากค้าง ริมฝีปากซีดเผือด ลืมหุบปากไปเลย

ในใจพังทลาย นี่มันสัตว์ประหลาดอะไรกันเนี่ย?

นางเดินมาได้แค่ชั้นที่ 2500 เองนะ!

แต่สองคนนี้กลับนำหน้านางไปตั้ง 700 ชั้น!

แถมยังมีท่าทีว่าจะไปได้อีกด้วย

นางไอโขลกอย่างรุนแรง เพราะตรงหน้านางมีกระดานแผ่นใหญ่ ปรากฏชื่อและจำนวนชั้นของสิบอันดับแรกอยู่

ชื่อของจี้หงเย่าและลั่วชิงเยว่สูสีคู่คี่กันมาก

ทะลุ 3500 ชั้นไปแล้ว!

ทิ้งห่างนางไปตั้ง 1000 ชั้นเลยนะ!

เอาเปรียบกันชัดๆ!

อันดับที่สามหอบแฮ่กๆ เข้าไปอ้อนวอนศิษย์พี่สือ ขอโอกาสลองอีกครั้ง

ศิษย์พี่สือมองคราบเลือดใต้จมูกที่ยังเช็ดไม่หมดของนาง ก็อดสงสารไม่ได้ “ไม่ต้องฝืนตัวเองหรอก ทำเท่าที่ทำได้ก็พอแล้ว”

อันดับที่สามชี้ไปที่ชื่อของจี้หงเย่าและลั่วชิงเยว่ พูดว่า “แต่ว่า” อยู่นาน สุดท้ายก็ทนไม่ไหว ปล่อยโฮออกมา

อย่าว่าแต่อันดับที่สามที่สติแตกเลย แม้แต่ศิษย์พี่สือเองก็ยังรู้สึกปั่นป่วนว้าวุ่นใจไม่แพ้กัน

เขาจำได้ว่าตอนที่เขาเข้าสำนัก เขาทำได้สูงสุดแค่ 2900 ชั้นเอง แล้วศิษย์รุ่นหลังๆ ที่เขาเคยเป็นพี่เลี้ยง ก็ไม่เคยมีใครเกิน 3000 ชั้นเลยสักคน!

ไอ้สองคนนี้มันสัตว์ประหลาดมาจากไหนกันเนี่ย?!

ในที่สุดจำนวนชั้นก็มาหยุดอยู่ที่ 3999 ชั้น

อันดับที่หนึ่ง—จี้หงเย่า—3999 ชั้น!

อันดับที่สอง—ลั่วชิงเยว่—3998 ชั้น!

อันดับที่สาม—อวี๋กั่ว—2500 ชั้น!

...

อันดับที่หนึ่งและอันดับที่สองต่างก็สลบเหมือดไปทั้งคู่ แต่ข่าวดีก็คือ พวกเขาผ่านเข้าสู่สายในได้สำเร็จ หลังจากผ่านไปหนึ่งปี ก็จะได้เลื่อนขั้นเป็นศิษย์สายตรงของผู้อาวุโส

ส่วนเด็กที่ทำได้ไม่ถึง 1000 ชั้น จะถูกคัดให้ไปอยู่สายนอก ต้องผ่านการฝึกฝนเคี่ยวกรำ ถึงจะหาโอกาสกลับเข้าสายในได้อีกครั้ง

และเด็กที่ทำได้ไม่ถึง 500 ชั้น จะหมดสิทธิ์เข้าสำนักกระบี่ต้าอ้ายทันที

ไม่ว่าจะมีรากวิญญาณเดี่ยวหรือรากวิญญาณคู่ก็ตาม

เด็กที่พรสวรรค์ดีๆ ก็โดนแบบนี้ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงพวกที่มีรากวิญญาณสาม สี่ ห้าธาตุเลย

พวกเขาจะถูกทดสอบด้วยวิธีอื่น แต่บททดสอบสุดท้ายก็ยังเน้นไปที่ความเข้มแข็งของจิตใจอยู่ดี

คนที่ผ่านการทดสอบ จะได้เข้าไปอยู่สายนอกตามที่กำหนดไว้แต่แรก ถ้าทำคะแนนได้แย่ลงมาหน่อย ก็จะได้เป็นแค่ศิษย์ใช้แรงงาน และถ้าแย่สุดๆ ก็หมดสิทธิ์เข้าสำนัก

ส่วนศิษย์ที่เดิมทีได้เป็นแค่ศิษย์ใช้แรงงาน ถ้าไม่ผ่านการทดสอบ ก็จะถูกไล่ออกจากสำนักไปเลย...

แต่ถ้าทำผลงานได้ดีเยี่ยม ก็มีโอกาสได้เลื่อนขั้นเหมือนกัน

จบบทที่ บทที่ 29 การแข่งขัน

คัดลอกลิงก์แล้ว