- หน้าแรก
- วันนี้มันบรรลุเซียนแล้วหรือยังเนี่ย
- บทที่ 105 ไม่อะ
บทที่ 105 ไม่อะ
บทที่ 105 ไม่อะ
บทที่ 105 ไม่อะ
ยิ่งขบวนเดินทางลึกเข้าไป ความถี่ในการเจอสิ่งชั่วร้ายก็ลดลงอย่างเห็นได้ชัด แต่ความระแวดระวังของทุกคนกลับเพิ่มสูงขึ้น
เพราะนี่แสดงให้เห็นว่าอาณาเขตของสิ่งชั่วร้ายแต่ละตัวนั้นกว้างใหญ่ขึ้น ระดับพลังก็ย่อมต้องแข็งแกร่งขึ้นตามไปด้วย
หลังจากเร่งเดินทางมาครึ่งค่อนวัน ขบวนก็ทะลวงผ่านป่าทึบช่วงแรกมาได้ และมาถึงหุบเขาที่มีเถาวัลย์สีเขียวพันเกี่ยวกันไปมา เงามืดทอดสลับซับซ้อน ยอดเขาทรงโค้งครึ่งวงกลมด้านหนึ่งถูกปกคลุมไปด้วยเถาวัลย์และใบไม้จนมิด
"ก่อนเกิดภัยพิบัติพลังปราณ ตรงนี้น่าจะเป็นสนามบินมาก่อน" คุณป้าตุ้ยนุ้ยชี้ไปที่ยอดเขาด้านข้าง "ต่อมาเถาวัลย์ก็งอกเงยขึ้นมา เลื้อยพันทับถมกันสูงขึ้นเรื่อยๆ จากฐานเดิม จนกลายสภาพเป็นภูเขาอย่างที่เห็นนี่แหละ"
เยว่เหวินปรายตามอง ก็รู้สึกตื่นตาตื่นใจไม่เบา "ภูเขาลูกใหญ่ขนาดนี้ ฐานข้างล่างเป็นพืชทั้งหมดเลยงั้นรึ?"
"ถ้าจะพูดให้ถูก มันคือปีศาจ" หลัวปาเหวินเอ่ยเสียงขรึม "ต้นไม้ธรรมดาไม่มีทางโตได้ขนาดนี้หรอก มันเป็นปีศาจต้นไม้ที่ยึดครองพื้นที่ตรงนี้แล้วเติบโตขึ้นมา ต่อมาเพราะมันอยู่ใกล้เขตเมืองเกินไป เลยมียอดฝีมือขั้นหลอมจิตลงมือสังหารมันทิ้ง เหลือทิ้งไว้แค่ซากต้นไม้ตรงนี้ แต่ไม่รู้ทำไม ปีศาจต้นไม้ที่ตายไปแล้วแท้ๆ ร่างกายมันกลับยังเจริญเติบโตอยู่"
"เขตแดนรกร้างนอกเมืองเจียงเฉิง พลังปราณธาตุไม้จะอุดมสมบูรณ์ที่สุด ป่าเขาเยอะมาก จำนวนต้นไม้ที่กลายเป็นปีศาจก็เลยเยอะกว่าที่อื่นหลายเท่าตัว น่าจะเกี่ยวกับลักษณะเฉพาะของเส้นชีพจรปฐพีนั่นแหละ" คุณป้าตุ้ยนุ้ยบอก
สภาพแวดล้อมพลังปราณในเขตแดนรกร้างนอกเมืองแต่ละแห่งนั้นแตกต่างกัน สิ่งชั่วร้ายที่เติบโตขึ้นมาก็เลยต่างกันลิบลับ นี่คือเหตุผลว่าทำไมประสบการณ์ที่ใช้ในเขตแดนรกร้างแต่ละที่ถึงไม่เหมือนกัน
ทั่วทั้งสี่ทิศในหุบเขานี้เต็มไปด้วยเถาวัลย์และกิ่งไม้ที่พลิ้วไหว ยั้วเยี้ยหนาแน่นราวกับงูเหลือมยักษ์สีเขียว ขดพันกันยุ่งเหยิงภายใต้แสงสว่างสลัวๆ แถมยังขยับเขยื้อนยุกยิกเป็นพักๆ
"อยู่ที่นี่ห้ามลงมือสุ่มสี่สุ่มห้านะ" หลัวปาเหวินเน้นย้ำพลางปรายตามองเยว่เหวิน "เถาวัลย์ที่เกลื่อนกลาดพวกนี้อาจจะเป็นของปีศาจต้นไม้แค่ไม่กี่ตัว หรืออาจจะแค่ตัวเดียวด้วยซ้ำ ปีศาจต้นไม้ที่นี่หลับไหลมาตลอดทั้งปี ปกติมันจะไม่เป็นฝ่ายโจมตีก่อน แต่ถ้าไปยั่วโมโหมันเข้า พวกเราคงรอดออกไปจากหุบเขานี้ได้ยาก"
ดูเผินๆ เหมือนเตือนทุกคน แต่จริงๆ แล้วกำลังเจาะจงเตือนเขาชัดๆ
ฉากที่เยว่เหวินวิ่งไล่ฆ่าสัตว์ประหลาดในช่วงแรกของการเดินทางมันติดตาตรึงใจซะขนาดนั้น พอมาถึงที่นี่เลยอดห่วงไม่ได้
เยว่เหวินยิ้มเจื่อนๆ ไม่ได้พูดอะไร
ความจริงพอมาถึงที่นี่เขาก็เพลาๆ ลงแล้วล่ะ เพราะเข็มชี้วิญญาณมันใช้การไม่ได้ในหุบเขานี้ พอเริ่มใช้งาน มันก็ชี้สะเปะสะปะไปทุกทิศทุกทาง น่าจะเป็นเพราะมันตรวจจับเถาวัลย์รอบทิศว่าเป็นร่างวิญญาณไปหมด เลยสูญเสียความแม่นยำไป
เยว่เหวินมองดูเถาวัลย์สีเขียวที่ขดพันกันเกลื่อนกลาด นึกในใจว่าถ้าเถาวัลย์พวกนี้มันมาจากต้นตอเดียวกันหมด งั้นการที่พวกเขาอยู่ในหุบเขานี้ ก็ไม่ต่างอะไรกับอยู่ในท้องของปีศาจต้นไม้เลยสิ?
ระหว่างที่กำลังใช้ความคิด จู่ๆ ก็มีเสียงแหลมบาดหูตวัดมาจากด้านข้าง เถาวัลย์สีเขียวเส้นหนึ่งพุ่งแหวกอากาศตรงเข้ามา!
ด้านนี้คือทิศที่เซียวฉู่เป่ยรับผิดชอบอยู่ เขารวบรวมสมาธิระแวดระวังอยู่ตลอด พอเห็นแสงสีเขียวพุ่งเข้ามา ก็ซัดดาบทองคำออกไปทันที เสียงฟุ่บฟั่บดังขึ้นสองครั้ง ตัดเถาวัลย์นั่นขาดสะบั้นอย่างหมดจด
"อย่า!" หลัวปาเหวินสังเกตเห็นสถานการณ์ตรงนี้ ก็ตะโกนห้ามลั่น แต่น่าเสียดายที่มันช้าไปหน่อย
หลังจากเซียวฉู่เป่ยฟันเถาวัลย์ที่พุ่งเข้ามาขาด เถาวัลย์ก็แตกออก น้ำเลี้ยงสีเขียวทะลักออกมา ร่วงหล่นลงพื้นส่งเสียงซู่ซ่า ดูราวกับเลือดสดๆ ไม่มีผิด!
ครืนๆ ทันใดนั้น เถาวัลย์ครึ่งค่อนหุบเขาก็เริ่มขยับเขยื้อน เถาวัลย์สีเขียวรอบทิศตวัดรัดกลางอากาศ กลิ่นอายปีศาจปะทุขึ้นทันที ทั่วทุกสารทิศวุ่นวายโกลาหล ราวกับตกลงไปในนรกหนวดปลาหมึก
หุบเขานี้กำลังคลุ้มคลั่ง!
แววตาของหลัวปาเหวินเคร่งเครียดขึ้น "มีตัวอะไรบางอย่างแอบลอบกัดพวกเราอยู่ในเงามืด! ใช้วิชาหลบหนีที่เร็วที่สุด หนีออกจากหุบเขานี้เดี๋ยวนี้!"
สิ้นเสียง เขาก็โยนเข็มทิศในมือขึ้นไปในอากาศ แล้วกระโดดขึ้นไปเหยียบ เข็มทิศหมุนติ้วๆ กลายเป็นแสงสายหนึ่ง แบกเขาวาร์ปหนีไปข้างหน้าทันที! ความเร็วเร็วทะลุนรก
จู่ๆ ก็ต้องหนีแล้วรึ? สถานการณ์ที่พลิกผันมันเกินกว่าที่ทุกคนจะคาดเดา วัยรุ่นสามคนยังไม่ทันรู้ตัวด้วยซ้ำว่าเกิดอะไรขึ้น ร่างของหลัวปาเหวินก็หายวับไปแล้ว คงพูดได้แค่ว่าประสบการณ์ของผู้ฝึกตนรุ่นเก๋ามันเหนือมนุษย์มนาจริงๆ
เถาวัลย์สีเขียวทั่วทั้งหุบเขาราวกับโกรธเกรี้ยวขึ้นมาพร้อมกัน พากันพุ่งทะยานเข้าใส่กลุ่มคน เปิดฉากโจมตีทันที
คนอื่นๆ ก็รีบงัดท่าไม้ตายของตัวเองออกมาทันที
คุณป้าตุ้ยนุ้ยซัดยันต์สีขาวขึ้นฟ้า ยันต์แปรสภาพเป็นแสงเทพ หลังจากแสงนั้นครอบคลุมตัวนาง พริบตาเดียวก็ควบแน่นกลายเป็นร่างจำแลงพระโพธิสัตว์อยู่รอบตัวนาง
ร่างจำแลงแสงเทพนี้ดูน่าเกรงขาม ใบหน้าเปี่ยมไปด้วยความเมตตา แต่หน้าตากลับเป็นหน้าของคุณป้าตุ้ยนุ้ยชัดๆ รูปร่างก็กลมดิ๊กเหมือนกันเป๊ะ หน้าท้องมีชั้นไขมันพอกเป็นชั้นๆ ดูไปดูมาก็น่ารักดีเหมือนกัน พอร่างจำแลงพระโพธิสัตว์นี้ก่อตัวเสร็จ ก็ใช้มือช้อนร่างจริงของคุณป้าตุ้ยนุ้ยขึ้นมาทันที แล้วสับขาท่อนซุงสองข้าง วิ่งจู๊ดไปข้างหน้าอย่างบ้าคลั่ง!
ตึงๆๆๆ— ทุกย่างก้าวเหยียบย่ำจนแผ่นดินสะเทือนเลื่อนลั่น
เซียวฉู่เป่ยเหินร่างขึ้นฟ้า ดาบทองคำสี่เล่มแยกประจำสี่ทิศ หมุนวนรอบตัวเขา ดูราวกับใบพัดพัดลมสีทองที่หมุนเป็นวงกลม นอกจากจะทำให้เขาบินหนีได้เร็วปรู๊ดปร๊าดแล้ว ยังสร้างม่านพลังแสงดาบรัศมีหลายจางออกมาด้วย พวกปลายแถวอย่าหวังจะเข้าใกล้ได้ง่ายๆ
ความเร็วของตงฝูเมิ่งเหยาช้ากว่าหน่อย วิชาที่นางถนัดเห็นได้ชัดว่าไม่ใช่สายนี้ เลยทำได้แค่งัดของวิเศษรูปดอกบัวออกมา ขยายขนาดแล้วให้มันหมุนวนรอบตัว คอยดีดเถาวัลย์สีเขียวรอบๆ ให้กระเด็นออกไป
เยว่เหวินคือคนที่เร็วที่สุดในกลุ่มนี้ กระบี่บินของเขาพุ่งทะยานขึ้นฟ้า ชั่วพริบตาตัวเขาก็กลายเป็นแสงกระบี่ ผสานกับเคล็ดกระบี่วายุซวิ่น พุ่งหลาวไปข้างหน้า แป๊บเดียวก็วาร์ปกลายเป็นดาวตกไปแล้ว
ทุกที่ที่พาดผ่าน ขอแค่มีเถาวัลย์เข้ามากีดขวาง ก็จะถูกปราณกระบี่สับจนแหลกละเอียด!
ชั่วพริบตาเดียว เขาก็ทิ้งห่างคนทั้งสามที่อยู่ข้างหลังไปไกลลิบ
แต่เถาวัลย์สีเขียวข้างหน้ากลับพันเกี่ยวกันไปมา ราวกับงูมังกรนับไม่ถ้วน ดูเหมือนว่าทั่วทั้งหุบเขากำลังค่อยๆ ปิดตัวแคบลง!
ตูม หลังจากปราณกระบี่ของเยว่เหวินพุ่งทะยานมาได้ระยะหนึ่ง ก็พุ่งชนกำแพงเถาวัลย์ที่ปิดล้อมอยู่ข้างหน้าจนแตกกระจาย หนีรอดออกจากหุบเขาปีศาจต้นไม้สุดสยองนี้ได้สำเร็จ เถาวัลย์สีเขียวนับร้อยยื่นตามมาข้างหลัง หวังจะกระชากเขากลับไปให้ได้ แต่พอสัมผัสโดนปราณกระบี่รอบตัว เถาวัลย์ก็มีจุดจบเดียวคือแหลกละเอียดเป็นผุยผง
แสงสว่างวาบพาดผ่านกลางอากาศ เยว่เหวินปรากฏตัวขึ้น ยืนลอยตัวอยู่บนกระบี่ หันกลับไปมองสถานการณ์ในหุบเขา
พอมองจากมุมมองของคนนอก สภาพข้างในมันเหมือนวันสิ้นโลกชัดๆ เถาวัลย์สีเขียวนับไม่ถ้วนยืดตัวออกมา พุ่งรัดแสงดาวที่เหลืออีกสามดวงอย่างบ้าคลั่ง ทุกคนต้องเผชิญกับการถูกดึงทึ้งจากเถาวัลย์เป็นหมื่นเป็นแสนเส้น
คุณป้าตุ้ยนุ้ยน่าจะหนีรอดออกมาได้ ร่างจำแลงแสงเทพที่นางเรียกออกมาแข็งแกร่งมากจริงๆ พอเถาวัลย์พุ่งเข้าไปก็โดนแผดเผาจนไฟลุก เถาวัลย์นับหมื่นเส้นเข้าใกล้ไม่ได้เลย ถึงความเร็วของนางจะช้าสุด แต่มีร่างจำแลงคอยอุ้มวิ่งแบบนี้ ค่อยๆ วิ่งออกมาก็น่าจะรอด
เยว่เหวินมองดูวิชาของนาง มันคล้ายๆ กับยาเม็ดจำแลงวิญญาณที่เขาเคยยืมใช้ก่อนหน้านี้เลย เพียงแต่ของเขาเป็นการยืมร่างจำแลงระดับห้าของคนอื่นมาใช้ แต่วิชาของนางนี่เหมือนเป็นการเบิกล่วงหน้า อาศัยพลังของยันต์ เพื่อสร้างร่างจำแลงด้วยพลังบำเพ็ญระดับสี่ออกมาก่อนเวลาอันควร
ถึงร่างจำแลงจะแข็งแกร่ง แต่มันก็ยังมีอานุภาพแค่ระดับสี่เท่านั้น
ดาบทองคำที่หมุนเป็นพายุหมุนของเซียวฉู่เป่ยก็เฉียบขาดไม่แพ้กัน เถาวัลย์เส้นไหนเข้ามารัดก็โดนปั่นจนเป็นเศษเนื้อ ฝีมือของหมอนี่ไม่ธรรมดาจริงๆ วิ่งนำหน้าสุดในบรรดาสามคน ดูทรงแล้วก็น่าจะรอดออกมาได้เหมือนกัน
มีแต่ตงฝูเมิ่งเหยานี่แหละ ที่ดูท่าจะเพิ่งทะลวงระดับมาได้ไม่นาน คุณภาพของพลังปราณคุ้มกายก็ธรรมดาๆ แถมวิชาหลักที่ฝึกมาก็ไม่เหมาะจะรับมือกับเถาวัลย์พวกนี้เลย สภาพของนางถึงได้ดูทุลักทุเลสุดๆ
เงาดอกบัวที่หมุนวนอยู่รอบตัวนางหม่นหมองลงมาก ทุกครั้งที่โดนเถาวัลย์กระแทก แสงของเงาก็จะจางลงไปอีกระดับ
พอเห็นว่ามีเถาวัลย์นับไม่ถ้วนกำลังพุ่งเข้ามารัดอีก นางก็ไม่มีทางเลือก ทำหน้าปวดใจร่ายคาถา ระเบิดดอกบัวรอบตัวทิ้งตู้มเดียว!
เสียงระเบิดดังสนั่น กลีบดอกบัวนับไม่ถ้วนสาดกระจายไปทั่วทุกทิศทาง ตัดเถาวัลย์รอบบริเวณทั้งบนและล่างจนขาดกระจุย!
แลกกับการต้องสละของวิเศษป้องกันชิ้นโบแดงไป นางได้จังหวะพักหายใจแค่แป๊บเดียว ก็รีบพุ่งทะยานไปข้างหน้าอย่างบ้าคลั่ง หวังจะชิงจังหวะหนีออกจากหุบเขาก่อนที่เถาวัลย์จะพุ่งเข้ามารัดอีกรอบ
ดูจากสถานการณ์แล้ว ทั้งสามคนน่าจะหนีรอดมาด้วยกันได้
แต่ในจังหวะที่พวกเขาใกล้จะถึงปากหุบเขา จู่ๆ ก็มีเงาสีเทาสายหนึ่งร่วงหล่นลงมาจากฟ้า พุ่งโฉบเข้าใส่ตงฝูเมิ่งเหยาอย่างจัง!
มันคือสัตว์ประหลาดหัวแพะที่มีเขายาว รูปร่างลำตัวคล้ายมนุษย์ปนลิง เสียงร้องของมันแหลมปรี๊ด "แบะ—"
จู่ๆ มาได้ยินเสียงร้องแบบนี้ในเวลานี้ มันชวนขนลุกพิลึก
ร่างกายของมันปราดเปรียวมาก ในจังหวะที่คนที่กำลังหนีตายไม่มีเวลาจะมาสนใจมัน มันก็พุ่งประชิดตัวอย่างรวดเร็ว กัดงับเข้าที่ต้นขาของตงฝูเมิ่งเหยาเต็มเปา!
ฉึก
เลือดสดๆ สาดกระเซ็นทันที แถมยังมีแรงมหาศาลดึงรั้งให้นางร่วงหล่นลงไปข้างล่าง! ทั้งที่เห็นอยู่ทนโท่ว่าอีกสองคนกำลังจะพุ่งออกจากหุบเขาอยู่แล้ว และข้างล่างก็มีเถาวัลย์นับหมื่นเส้นรออยู่ ถ้าโดนไอ้แพะประหลาดนี่ลากลงไป นางต้องดับอนาถแน่ๆ!
ในช่วงเวลาเป็นตาย นางก็ฮึดสู้ ก้มมองหน้าแพะสุดสยองนั่นเขม็ง นัยน์ตาสาดประกายสีแดงวาบ
ตูม— ตาของไอ้แพะประหลาดนั่นก็เปลี่ยนเป็นสีแดงตามไปด้วย จากนั้นหัวแพะของมันก็ระเบิดดังโพละ!
ฆ่าแพะประหลาดตายในเสี้ยวลมหายใจ ตงฝูเมิ่งเหยาลากขาที่บาดเจ็บเหินลมไปข้างหน้าอีกครั้ง แต่สิ่งที่ทำให้นางแทบสิ้นหวังก็คือ บนหัวดันมีเสียงร้องประหลาดดังขึ้นมาอีกสองเสียงพร้อมกัน! มีเงาสีเทาโผล่มาจากทั้งซ้ายและขวา ดูเหมือนพวกมันจะเล็งเป้าแล้วว่านางคือจุดอ่อนที่สุดของทีม เลยกะจะรั้งตัวนางไว้ให้ได้
นางทำได้แค่หันไปมองด้านหนึ่ง ร่ายวิชาทะลวงมิติ แสงสีแดงสว่างวาบ แพะประหลาดที่พุ่งมาจากด้านซ้ายก็สลบเหมือด ร่วงหล่นลงไปทันที
ส่วนแพะประหลาดอีกด้าน ความเร็วในการพุ่งตัวน่าทึ่งมาก พริบตาเดียวก็ประชิดตัว กะจะกัดเข้าที่ไหล่ซ้ายของนางอีกรอบ!
ตอนนี้เซียวฉู่เป่ยเพิ่งจะบินออกจากหุบเขามาได้ เมื่อกี้เขามัวแต่รีบหนีเอาตัวรอด เลยไม่ได้สนใจตงฝูเมิ่งเหยาที่อยู่ข้างหลัง พอหันกลับมาดู จะปาดาบไปช่วยก็ไม่ทันซะแล้ว
ในช่วงวินาทีเป็นตาย แสงสายหนึ่งก็พุ่งเฟี้ยวออกมา มันคือแสงกระบี่ที่สว่างเจิดจ้า โผล่มากลางอากาศแล้วพุ่งเสียบแพะประหลาดตัวสุดท้ายจนระเบิดตู้ม!
คนที่ปล่อยกระบี่เล่มนี้ออกมา ก็คือเยว่เหวินที่อยู่นอกหุบเขานั่นเอง
ตั้งแต่ตอนที่ตงฝูเมิ่งเหยาโดนแพะประหลาดตัวแรกกัด เขาก็ควบคุมกระบี่เตรียมลุยอยู่แล้ว ถึงยังไงก็เดินทางมาด้วยกัน ถึงเขาจะหันหลังกลับไปช่วยถึงข้างในไม่ได้ แต่การใช้กระบี่บินช่วยจากระยะไกลก็ไม่ใช่เรื่องยาก
แต่สถานการณ์มันเปลี่ยนไวมาก แพะประหลาดตัวแรกเพิ่งหัวแบะตายไป ตัวที่สองตัวที่สามก็โผล่มาติดๆ เยว่เหวินเลยต้องเปลี่ยนทิศทางกระบี่ พุ่งไปทางด้านที่ตงฝูเมิ่งเหยารับมือไม่ทัน ฟันแพะประหลาดตัวนั้นตายในดาบเดียว
กระบี่เล่มนี้ฟันออกไปเพื่อช่วยคนล้วนๆ ส่วนเงินสยบมารที่ได้มา ก็ถือซะว่าเป็นรางวัลสำหรับคนดีศรีสังคมก็แล้วกัน
"แม่หนู เร็วเข้า!"
ตอนนี้คุณป้าตุ้ยนุ้ยก็มาถึงปากหุบเขาแล้ว พอมองเห็นว่าเถาวัลย์นับหมื่นกำลังจะปิดล้อมตรงนี้อีก จู่ๆ นางก็ยืนนิ่งอยู่กับที่ ใช้แรงฉีกเปิดช่องโหว่ไว้ แล้วหันกลับไปกวักมือเรียกตงฝูเมิ่งเหยา
ตงฝูเมิ่งเหยาที่บาดแผลยังเลือดไหลอาบ ฮึดบินสุดกำลัง พุ่งทะยานออกมาได้ในรวดเดียว!
พอเห็นว่าเถาวัลย์นับไม่ถ้วนยังพุ่งตามมา ร่างจริงของคุณป้าตุ้ยนุ้ยก็กระโดดลงมายืนอยู่ไกลๆ ส่วนร่างจำแลงที่ถูกทิ้งไว้ตรงนั้นก็ระเบิดตูม เปลวไฟก้อนมหึมาลุกลามไปตามเถาวัลย์นับไม่ถ้วน ชั่วพริบตาก็กลืนกินหุบเขาไปครึ่งแถบ
ถือซะว่าเป็นการทิ้งทวนแก้แค้นปีศาจต้นไม้ในหุบเขาของนางล่ะนะ
ในหุบเขามีเสียงคำรามร้องด้วยความเจ็บปวดดังมาแว่วๆ เถาวัลย์นับหมื่นเส้นสั่นสะเทือน ปีศาจต้นไม้กลัวไฟที่สุด โดนโจมตีหนักขนาดนี้ ต่อให้ไม่ตาย ก็คงต้องใช้เวลาฟื้นฟูพลังเป็นร้อยปี
ขบวนเดินทางมารวมตัวกันอีกครั้งนอกหุบเขา
หลัวปาเหวินที่หนีรอดออกมาเป็นคนแรกทำหน้าเป็นห่วงเป็นใย เดินเข้ามาบอก "ทุกคนปลอดภัยก็ดีแล้ว"
ตงฝูเมิ่งเหยาดึงฟันสีดำซี่หนึ่งออกมาจากปากแผล ดูทรงแล้วอาการไม่ค่อยจะดีเท่าไหร่ ไอ้แพะประหลาดนั่นน่าจะมีพิษ
แต่นางก็ยังเงยหน้ามองเยว่เหวินกับคุณป้าตุ้ยนุ้ยก่อน แล้วพูดว่า "ขอบคุณทั้งสองท่านที่ช่วยชีวิตข้าไว้ ถ้าได้กลับเมืองเจียงเฉิงเมื่อไหร่ ข้าจะ—"
"—" คุณป้าตุ้ยนุ้ยยกมือเบรกคำพูดของนาง "มาเขตแดนรกร้างมันก็แบบนี้แหละ ตอนที่ยังมีแรงเหลือก็พยายามดึงคนอื่นให้รอด ไม่ต้องมาขอบคุณอะไรหรอก ส่วนตอนที่ไม่มีแรงเหลือก็ต้องเอาตัวรอดไว้ก่อน ก็ไม่จำเป็นต้องไปโทษใคร แต่เจ้านี่สิ น้องเซียว"
นางหันไปมองเซียวฉู่เป่ยด้วยสายตาตำหนินิดๆ "ที่เจ้าทำเมื่อกี้เกือบพาพวกเราซวยตายกันหมดแล้วนะ"
"ข้า—" เซียวฉู่เป่ยขมวดคิ้วเถียง "ตอนนั้นมีเถาวัลย์พุ่งเข้ามาหาข้า ข้าก็ต้องลงมือสิ—"
"นั่นมันกลลวงของแพะเถาวัลย์" หลัวปาเหวินอธิบาย "ไอ้พวกแพะเถาวัลย์นี่มันเจ้าเล่ห์เพทุบาย ฝีมือมันไม่ได้เก่งกาจอะไรหรอก แต่มักจะอาศัยอยู่ร่วมกับปีศาจต้นไม้ มันถนัดยืมอวัยวะของปีศาจต้นไม้มาโจมตีศัตรู พอศัตรูฟันอวัยวะของปีศาจต้นไม้ขาด ก็ถือว่าตกหลุมพรางมันแล้ว คนที่ถูกปีศาจต้นไม้รัดจนตาย สุดท้ายก็จะกลายเป็นอาหารของแพะเถาวัลย์นั่นแหละ"
เยว่เหวินฟังแล้วก็แอบสะดุ้งในใจ ใครๆ ก็บอกว่าสิ่งชั่วร้ายในเขตแดนรกร้างมันเจ้าเล่ห์นัก วันนี้ถือว่าได้เห็นกับตาเป็นครั้งแรก ถ้าทีมของพวกเขาอ่อนแอกว่านี้อีกนิด วันนี้คงต้องทิ้งชีวิตไว้ที่หุบเขานี้สักสองสามศพแหงๆ
"โคตรเจ้าเล่ห์เลย" เซียวฉู่เป่ยบ่นอย่างหัวเสีย
"ก็เตือนแล้วไงว่าอย่าลงมือมั่วซั่ว" ตงฝูเมิ่งเหยาที่เพิ่งเฉียดตายมาหมาดๆ มองเขาด้วยสายตาตัดพ้อ "ทำไมถึงไม่ระวังให้มากกว่านี้หน่อย?"
"มัน—" เซียวฉู่เป่ยเถียงไม่ออก ไม่รู้จะพูดแก้ตัวยังไง
ก่อนหน้านี้เยว่เหวินเอาแต่ไล่ฆ่าสิ่งชั่วร้ายไปตั้งเยอะแยะ เขาแทบไม่มีโอกาสได้โชว์ฝีมือเลย ก็เลยตั้งสมาธิระวังภัยอย่างเต็มที่ พอเห็นอะไรขยับนิดขยับหน่อยก็ฟันฉับเข้าให้ทันที ถ้าไม่ใช่เพราะโดนเยว่เหวินกวนประสาทจนเสียศูนย์ บางทีเขาอาจจะตั้งใจสังเกตดูก่อนก็ได้ว่าเถาวัลย์เส้นนั้นมันตั้งใจจะโจมตีจริงๆ หรือเปล่า
แต่เรื่องแบบนี้มันพูดออกไปไม่ได้ไง เก็บกดไว้ในใจก็แอบน้อยใจนิดๆ ทำไมไอ้หมอนั่นฆ่าสิ่งชั่วร้ายไปตั้งเยอะถึงไม่เป็นไร แต่ข้าฟันไปแค่ดาบเดียวกลับเป็นเรื่องใหญ่ขนาดนี้? จะไปเรียกร้องความยุติธรรมจากใครวะเนี่ย—
กลายเป็นเยว่เหวินที่ออกหน้าพูดแทน "อย่าไปโทษพี่เซียวเลย เขาเองก็คงไม่คุ้นกับสิ่งชั่วร้ายนอกเมืองเจียงเฉิง ถ้าเถาวัลย์เส้นนั้นพุ่งเข้ามาหาข้า ข้าก็คงทำแบบเดียวกันนั่นแหละ พวกเรายังต้องร่วมมือกันต่อ ทางข้างหน้าก็ระวังกันให้มากขึ้นหน่อยแล้วกัน"
คุณป้าตุ้ยนุ้ยบอก "น้องเยว่ใจดีหรอกนะ พวกเราเองก็ไม่ใช่คนคิดเล็กคิดน้อย น้องเซียว เจ้าก็แอบดีใจเงียบๆ ไปเถอะ"
ตงฝูเมิ่งเหยาก็พูดขึ้นมาว่า "เมื่อกี้ถ้าไม่ได้เยว่เหวิน ข้าก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะทำยังไง"
เซียวฉู่เป่ยร้อนรนจนต้องกระทืบเท้า ถอนหายใจเฮือกใหญ่ในใจ โอย!
"เอาล่ะ" หลัวปาเหวินตัดบท "ในเมื่อไม่มีอะไรแล้ว พวกเราก็เดินทางกันต่อเถอะ แม่นางตงฝู เจ้าเป็นยังไงบ้าง?"
"ขาข้า—" ภายใต้ชุดฝึกยุทธ์ที่ขาดวิ่นของตงฝูเมิ่งเหยา เผยให้เห็นผิวพรรณเนื้อแท้ บนต้นขาที่เคยอวบอิ่ม ตอนนี้กลับมีรูโบ๋สีดำสนิทเพิ่มขึ้นมารูหนึ่ง ดูน่าสยดสยองทีเดียว
"ฟันของแพะเถาวัลย์มีพิษธาตุไม้ คาดว่าขานางคงขยับไม่ได้ไปพักใหญ่ๆ ต้องเดินลมปราณขับพิษออกก่อน เนื้อถึงจะงอกขึ้นมาใหม่ได้" คุณป้าตุ้ยนุ้ยบอก
"พวกเจ้าใครสักคนช่วยแบกนางหน่อยแล้วกัน จะได้ไม่เสียเวลาเดินทาง" หลัวปาเหวินบอก "แค่สามคนระวังภัยก็พอแล้ว"
"พวกข้าสองคนเป็นมือเก่า ยังไงก็ต้องคอยจับตาดูรอบๆ พวกเจ้าคนไหนอยากพัก ก็ไปแบกนางเถอะ" คุณป้าตุ้ยนุ้ยบอก
สำหรับพวกเขาแล้ว การต้องเกร็งสมาธิป้องกันสิ่งชั่วร้ายมันเหนื่อยกว่าตั้งเยอะ แค่แบกคนคนเดียว ใช้แรงแค่นิดหน่อย แทบจะไม่ถือว่าเป็นการสูญเสียพลังงานเลยด้วยซ้ำ
ตงฝูเมิ่งเหยาช้อนตามองเยว่เหวินด้วยสายตาน่าสงสาร "เจ้าช่วยแบกข้าหน่อยได้ไหม—"
"ไม่อะ" เยว่เหวินปฏิเสธเสียงแข็งทันที "ให้พี่เซียวแบกเจ้าเถอะ ข้าจะระวังภัยเอง"
ให้เขาชักกระบี่ช่วยคนน่ะได้ แต่จะให้เขาทิ้งโอกาสชักกระบี่เพื่อไปแบกคนเนี่ยนะ?
ตลกละ? ข้าไม่ต้องฆ่าสิ่งชั่วร้ายแล้วเหรอ? เจ้าจะเอาเงินสยบมารมาเลี้ยงดูครอบครัวข้าหรือไง?
พูดจบเขาก็หันหลังเดินหนีไปทันที ไม่คิดจะรอช้าเลยสักนิด
ท่าทางแบบนี้ทำเอาตงฝูเมิ่งเหยาถึงกับอึ้งไปเลย
การแบกนางมันก็ไม่ได้ถือว่าเป็นงานหนักหนาสาหัสอะไรสักหน่อยนะ? ต่อให้มองข้ามเรื่องรูปร่างหน้าตาของนางไป อย่างน้อยก็ยังได้พักเหนื่อยอยู่ตรงกลางขบวน ไม่ต้องมาคอยระวังอะไรให้เหนื่อยเปล่า
ยิ่งไปกว่านั้น ท่าทีของเยว่เหวินก่อนหน้านี้ ก็ดูเป็นมิตรและอบอุ่นมาตลอด แถมเมื่อกี้ยังยื่นมือเข้ามาช่วยชีวิตนางอย่างกล้าหาญอีก ทำไมจู่ๆ ถึงได้เย็นชาขนาดนี้ล่ะ?
เซียวฉู่เป่ยที่อยู่ข้างๆ สบโอกาส รีบแทรกเข้ามาพูดทันที "เมิ่งเหยา ข้าแบกเจ้าเอง"
"ไม่อะ" ตงฝูเมิ่งเหยาปรายตามองเขาแวบหนึ่ง ก้มหน้าก้มตาพันแผลอย่างลวกๆ แล้วลุกขึ้นยืน "ข้าว่าข้ายังพอทนไหว"