- หน้าแรก
- วันนี้มันบรรลุเซียนแล้วหรือยังเนี่ย
- บทที่ 78 ปราณมังกรแห่งความโกลาหลขั้นหนึ่งแต่กำเนิด
บทที่ 78 ปราณมังกรแห่งความโกลาหลขั้นหนึ่งแต่กำเนิด
บทที่ 78 ปราณมังกรแห่งความโกลาหลขั้นหนึ่งแต่กำเนิด
บทที่ 78 ปราณมังกรแห่งความโกลาหลขั้นหนึ่งแต่กำเนิด
"เมื่อก่อนข้าไม่เคยรู้เลยว่า แสงสีแดงแห่งจิตวิญญาณแห่งวรยุทธ์มันจะรุนแรงขนาดนี้ วันนี้ถือว่าได้เปิดหูเปิดตาแล้ว"
เยว่เหวินนั่งพันผ้าพันแผลรอบหัวอยู่บนโซฟา พักฟื้นร่างกายอย่างเงียบๆ
จ้าวซิงเอ๋อร์นั่งสงบเสงี่ยมอยู่ข้างๆ ยิ้มเจื่อนๆ ด้วยความรู้สึกผิด "ก็เจ้าโตป่านนี้แล้ว ดื่มนมเปรี้ยวท่ายังไงให้หกเลอะมือได้ล่ะ จะโทษข้าที่เข้าใจผิดก็ไม่ได้นี่นา แล้วอีกอย่าง ทำไมไม่รีบบอกตั้งแต่แรกล่ะ?"
"เจ้าเปิดโอกาสให้ข้าพูดไหมล่ะ?" เยว่เหวินตวัดสายตามองนาง "ข้าเพิ่งจะอ้าปากอธิบาย ฝ่าเท้าเบอร์สามสิบเจ็ดของเจ้าก็ประทับลงบนฟันข้าแล้ว!"
"โธ่ เถ้าแก่ อย่าเพิ่งโมโหไปเลยนะ" จ้าวซิงเอ๋อร์ยิ้มประจบ "เดี๋ยวข้ายกมันฝรั่งทอดชิ้นสุดท้ายในถุงให้เจ้ากินเลยเอ้า"
"งั้นเดือนนี้ไม่หักเงินเดือนข้าได้ไหม?" เยว่เหวินถามขึ้นมาลอยๆ
"ไม่ได้!" จ้าวซิงเอ๋อร์ถลึงตาใส่ทันที
"เฮ้อ" เยว่เหวินถอนหายใจเงียบๆ
พอนึกถึงว่าก่อนจะใช้หนี้สามแสนกว่าหยวนให้จ้าวซิงเอ๋อร์หมด ตัวเขาที่มีตำแหน่งเป็นถึงเถ้าแก่ กลับมีสิทธิ์รับเงินเดือนแค่เดือนละสามพันหยวนเท่านั้น
แถมยังต้องโดนหักค่าเสียหายที่ต้าไป๋ไปก่อเรื่องไว้อีก... ดีไม่ดีเงินเดือนทั้งเดือนอาจจะไม่พอจ่ายด้วยซ้ำ
ตอนนี้เริ่มแยกไม่ออกแล้วว่าระหว่างตอนทะลวงเข้าสู่ขั้นปราณคุ้มกายเมื่อกี้ กับเรื่องโดนหักเงินเดือน อันไหนมันเจ็บปวดทรมานกว่ากัน
เขาไม่ได้บอกเรื่องที่ทะลวงด่านสำเร็จให้จ้าวซิงเอ๋อร์รู้ เพราะแผนการต่อไปของเขาจำเป็นต้องเก็บเป็นความลับ ยังไม่ถึงเวลาที่จะแพร่งพรายให้ใครรู้
หลังจากนั่งพักฟื้นอยู่ชั้นล่างพักใหญ่ เขาก็กลับขึ้นไปที่ห้องนอนบนชั้นสอง
ร่างกายที่เพิ่งทะลวงเข้าสู่ขั้นปราณคุ้มกายหมาดๆ จำเป็นต้องได้รับการปรับตัวอย่างละเอียด เหตุการณ์บีบขวดนมเปรี้ยวแตกคามือเมื่อกี้ จะได้ไม่เกิดขึ้นซ้ำรอยอีก
ที่เป็นแบบนั้นก็เพราะพละกำลังในร่างกายมันพุ่งปรี๊ดขึ้นมาอย่างกะทันหันนั่นแหละ
คำกล่าวที่ว่าช่องว่างระหว่างระดับสามขั้นแรกลงมากับระดับสามขั้นกลางนั้นราวกับฟ้ากับเหว ไม่ได้เกินจริงเลยสักนิด ไม่ใช่แค่พลังปราณธรรมดายกระดับเป็นพลังปราณคุ้มกายเท่านั้น แต่พื้นฐานร่างกาย ทั้งเลือดลม ลมปราณ และจิตวิญญาณของผู้บำเพ็ญเพียร ก็เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดจนน่าตกใจ
ยิ่งตำราวิถีมังกรแท้จริงเป็นถึงสุดยอดเคล็ดวิชาระดับโลกด้วยแล้ว การเพิ่มพูนของพลังย่อมเหนือชั้นกว่าวิชาทั่วไปหลายขุม
เยว่เหวินลองกำหมัดแน่น เส้นเลือดปูดโปน ราวกับมีเลือดลมสีทองไหลเวียนเดือดพล่านอยู่ภายใน เขาสัมผัสได้เลยว่าตอนนี้ แค่ใช้พลังกายเพียวๆ ไม่ต้องพึ่งพาวิชาอาคมอะไร เขาก็สามารถซัดตัวเองคนเก่าให้หมอบกระแตได้ในหมัดเดียว
แล้วถ้าใช้ปราณมังกรแห่งความโกลาหลผสานเข้ากับวิชาอาคมล่ะ อานุภาพมันจะเพิ่มขึ้นอีกกี่สิบเท่า?
เขาลองรวบรวมปราณกระบี่ไว้ที่ปลายนิ้ว ปราณกระบี่สีดำทองแห่งความโกลาหลก็ควบแน่นจนดูเหมือนของจริง ไม่ต้องพึ่งกระบี่บิน แค่ดรรชนีเดียวก็สามารถทะลวงฆ่าผู้บำเพ็ญเพียรระดับสามขั้นแรกลงมาทั่วๆ ไปได้อย่างสบายๆ รับรองว่าไม่มีใครต้านทานได้แน่นอน
มาถึงขั้นนี้ได้ ถึงจะพอเรียกตัวเองว่า 'ยอดฝีมือ' ได้อย่างเต็มปาก และมีคุณสมบัติพอที่จะเข้าไปลุยในเขตแดนรกร้างได้แล้ว
แต่ก่อนหน้านั้น เยว่เหวินยังต้องจัดการเรื่องกระถางทองแดงภูเขางูที่สำคัญที่สุดให้เสร็จสิ้นเสียก่อน
เขาถอดจิตวิญญาณเข้าไปในมิติสีดำอีกครั้ง
"โฮ่?" ดวงตาสีทองของต้าหลงกวาดตามองแวบเดียว ก็รับรู้ถึงความเปลี่ยนแปลงของเยว่เหวินได้ทันที "เจ้าหลอมปราณมังกรแห่งความโกลาหลสำเร็จแล้วรึ? แถมยังเป็น... ปราณมังกรแห่งความโกลาหลขั้นหนึ่งแต่กำเนิดซะด้วย?"
"หึๆ ก็แค่ก้าวหน้าขึ้นนิดหน่อยน่ะ" เยว่เหวินยิ้มมุมปาก ก่อนจะถามต่อ "ปราณมังกรมันมีการแบ่งระดับด้วยเหรอ?"
"ในยุคโบราณ มีสายเลือดมังกรมากมายที่ฝึกตำราวิถีมังกรแท้จริง แต่การจะหลอมปราณมังกรให้ได้ถึงขั้นสามก็ถือว่ายอดเยี่ยมมากแล้ว ปราณมังกรขั้นหนึ่งมักจะมีแต่มังกรแท้จริงเท่านั้นที่หลอมสำเร็จได้ เพราะนอกจากจะต้องใช้วัตถุดิบชั้นยอดและสายเลือดที่บริสุทธิ์แล้ว สิ่งสำคัญที่สุดคือการควบคุมเปลวไฟระหว่างกระบวนการทะลวงด่าน ด้วยข้อจำกัดทางร่างกายของมนุษย์ ความเข้มข้นของไฟเซียนที่รับได้จึงมีขีดจำกัด ทำให้การหลอมปราณมังกรขั้นหนึ่งแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย" ต้าหลงอธิบายยืดยาว
ดูจากอาการอึ้งทึ่งเสียวของมัน ก็พอจะเดาได้ว่าการที่เยว่เหวินหลอมปราณมังกรขั้นหนึ่งสำเร็จได้นั้น มันหินสุดๆ ขนาดไหน
ปกติไอ้ต้าหลงมันเคยแสดงอารมณ์ความรู้สึกที่ไหนล่ะ
"งั้นข้าก็คงโชคดีมั้ง" เยว่เหวินหัวเราะร่วน "ผงเพลิงระอุที่ข้าซื้อมามันโคตรจะบริสุทธิ์เลย... เล่นเอาหน้ามืดไปเลยทีเดียว"
"การจะทำให้ไฟลมหายใจมังกรแรงขึ้นน่ะไม่ยาก แต่การจะทนรับความร้อนของมันให้ได้นี่สิยากกว่าเยอะ" ในดวงตาของต้าหลงเผยให้เห็นแววชื่นชมอย่างหาดูได้ยาก "ข้าคงต้องยอมรับว่าข้าประเมินพรสวรรค์ของเจ้าต่ำไปหน่อย บางที... เจ้าอาจจะคู่ควรที่จะมาเป็นหนึ่งในสมุนสามร้อยนายของข้าจริงๆ ก็ได้นะ"
"เผ่ามังกรนี่โม้เก่งไม่ยอมเสียภาษีกันเลยใช่ไหม" เยว่เหวินกรอกตาบน "อย่าว่าแต่สมุนสามร้อยนายเลย ถ้าแกมีลูกน้องที่พึ่งพาได้สักคน แกคงไม่ต้องมานั่งหน้าดำคร่ำเครียดรีดไถเงินสยบมารจากข้าแบบนี้หรอก ขนาดฉินฮุ่ยยังมีเพื่อนตั้งสามคน แล้วแกเป็นถึงราชันมังกร ทำไมถึงตกระกำลำบากขนาดนี้วะ? วันๆ เอาแต่ขดตัวอยู่แต่ในนี้ ไม่เคยคิดจะทบทวนตัวเองบ้างเลยรึไง?"
"มนุษย์ผู้ไม่รู้ที่ต่ำที่สูง" ต้าหลงแค่นเสียงเย็น "ดูท่าเจ้าคงไม่ได้มาที่นี่เพื่อขอความช่วยเหลือจากข้าสินะ"
มันทำท่าจะหลับตาลงอีกรอบ
"ช่วยเหลืออะไรกันล่ะ แกเคยช่วยข้าฟรีๆ ที่ไหน?" เยว่เหวินทิ้งตัวลงนั่งขัดสมาธิบนพื้นตำหนัก หันหน้าหนีไม่มองมัน "เรามันก็แค่คู่ค้าทางธุรกิจ ถ้าแกไม่อยากทำธุรกิจ ข้าก็ไม่มาแล้ว หนี้เงินสยบมารที่ติดไว้ ข้าก็ชักดาบเลยแล้วกัน!"
ต้าหลงหรี่ตาแอบลอบมองเยว่เหวิน
เยว่เหวินก็แอบเหล่ตามองมันกลับ
หนึ่งคนหนึ่งมังกรจ้องตากันอยู่พักใหญ่ ต้าหลงก็กระแอมไอทำลายความเงียบ "ความ... ความไร้มารยาทของเจ้า ข้าจะใจกว้างไม่ถือสาเอาความก็แล้วกัน"
"อยากจะดีกันก็บอกมาตรงๆ เถอะ" เยว่เหวินสวนกลับ
"ดีกัน" ต้าหลงยอมพ่นคำสั้นๆ ออกมาสองคำ
"งั้นข้าก็จะไม่ถือสาแกเหมือนกัน" เยว่เหวินหัวเราะหึๆ ก่อนจะเข้าเรื่อง "ข้าอยากจะไปจัดการกับคู่ต่อสู้ที่ระดับพลังอาจจะเหนือกว่าข้าเยอะ หมอนั่นเคยอยู่ขั้นที่ห้า แต่ตอนนี้กายทิพย์แหลกสลาย พลังเลยตกมาอยู่แค่ขั้นปราณคุ้มกาย ข้าเพิ่งทะลวงขึ้นมาอยู่ขั้นนี้ ส่วนหมอนั่นน่าจะเป็นตัวท็อปของขั้นนี้เลย แกพอจะมีวิชาอาคมหรือของวิเศษอะไร ที่จะช่วยเพิ่มโอกาสชนะให้ข้าได้บ้างไหม?"
"ขั้นที่สี่ที่เพิ่งร่วงหล่นลงมาจากขั้นที่ห้า ย่อมมีสัญชาตญาณและประสบการณ์การต่อสู้ระดับขั้นที่ห้าติดตัวอยู่ ดีไม่ดีอาจจะเก่งกว่าพวกที่อยู่ขั้นปราณคุ้มกายขั้นสมบูรณ์ซะอีก" เปลวไฟในดวงตาของต้าหลงวูบไหวราวกับกำลังประมวลผลคำพูดของเยว่เหวิน "ในขณะที่เจ้าเพิ่งจะเริ่มเหยียบย่างเข้าสู่ขั้นปราณคุ้มกาย ถึงแม้จะหลอมปราณมังกรแห่งความโกลาหลขั้นหนึ่งแต่กำเนิดได้สำเร็จ ทำให้มีพลังต่อสู้เหนือกว่าผู้ที่อยู่ขั้นเดียวกันทั่วไปอย่างเทียบไม่ติด... แต่การจะเอาชนะอีกฝ่ายได้ แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย"
"แถมอีกฝ่ายยังเป็นเผ่ามารอีกต่างหาก ข้าไม่เคยมีประสบการณ์สู้กับเผ่ามารเลยด้วยสิ" เยว่เหวินไม่ได้จิตตกกับคำพูดของต้าหลง กลับวิเคราะห์สถานการณ์ต่อไปอย่างใจเย็น
"ถ้าเป็นอย่างนั้น ข้าขอแนะนำให้เจ้าไปหาคนมาช่วยซะ" ต้าหลงแนะนำตรงไปตรงมา
"ข้าอยากจะจัดการมันแบบเงียบๆ มากกว่า" เยว่เหวินอธิบาย "ข้าไม่อยากให้ใครรู้เรื่องนี้"
การหาคนมาช่วยน่ะมันง่ายนิดเดียว แต่ปัญหาคือตอนนี้ทั้งเมืองกำลังโดนสั่งปิดล่าเผ่ามาร แถมคนในวงการก็รู้กันหมดว่ามันเป็นคนฉกกระถางทองแดงภูเขางูไป ถ้าไปเรียกคนมาช่วย จะอธิบายเรื่องพวกนี้ยังไงล่ะ?
จ้างนักฆ่ามืออาชีพงั้นรึ?
เจอค่าจ้างงามๆ บวกกับกระถางทองแดงมูลค่าพันกว่าล้านล่อตาล่อใจแบบนั้น คงไม่มีใครทนกิเลสไหวหรอก
"ถ้าการต่อสู้ครั้งนี้มันสำคัญกับเจ้ามากนัก เจ้าก็ควรเตรียมของวิเศษประเภทใช้แล้วทิ้งที่ทรงพลังไว้ให้เยอะๆ บางทีอาจจะช่วยเพิ่มโอกาสชนะได้บ้าง" ต้าหลงเสนอแนะ "แต่ด้วยข้อจำกัดทางระดับพลังของเจ้า พวกยันต์ที่ใช้ปลิดชีพศัตรูในพริบตา เจ้ายังใช้ไม่ได้หรอกนะ คงใช้ได้แค่พวกยันต์ที่ช่วยจำกัดการเคลื่อนไหวของศัตรู หรือไม่ก็บัฟพลังให้ตัวเองเท่านั้น"
"ข้ามียันต์สยบมารอยู่แผ่นหนึ่ง สามารถสะกดพลังมารในรัศมีที่กำหนดได้ ถ้าเจ้าใช้มัน อย่างน้อยก็น่าจะกดพลังของอีกฝ่ายจากขั้นสมบูรณ์ ให้ร่วงลงมาเหลือแค่ขั้นปลายได้"
"ข้ายังมีศิลาจารึกสะกดมารอีกก้อนหนึ่ง ทำให้เผ่ามารต้องคืนร่างเดิม และไม่สามารถหลบหนีออกจากพื้นที่จำกัดได้"
"แล้วก็มียาเม็ดสุริยันพยัคฆ์เพลิงอีกเม็ดหนึ่ง กินเข้าไปแล้วจะช่วยกระตุ้นเลือดลมและพลังหยางให้พุ่งพล่าน ซึ่งเป็นของแสลงที่คอยสยบพวกอสูรปีศาจและวิญญาณร้ายได้ชะงัดนัก เทียบเท่ากับลดช่องว่างระหว่างระดับพลังลงไปได้อีกขั้นหนึ่ง ก็เท่ากับอีกฝ่ายโดนเนิร์ฟเหลือแค่ขั้นกลางแล้ว"
"แถมยังมีเม็ดยาเกล็ดมังกรโลหิตอีกขนานหนึ่ง กินปุ๊บเกล็ดมังกรจะงอกออกมาคลุมร่างชั่วคราว ทำให้มีพลังดุจมังกรแท้จริง เพิ่มโอกาสชนะได้อย่างน้อยอีกครึ่งขั้นเลยนะ"
สรรพคุณที่ต้าหลงร่ายยาวมาแต่ละอย่าง ทำเอาเยว่เหวินถึงกับเลือดสูบฉีดตื่นเต้นจนเนื้อเต้น
คู่ต่อสู้เก่งกว่างั้นรึ?
ต้าหลง ขอยาหน่อย!
สู้ไม่ได้งั้นรึ?
นั่นแสดงว่ายังอัดยาไม่มากพอต่างหาก!
เยว่เหวินเลยสวนกลับไปบ้าง "ข้าก็มีลูกอมกระต่ายขาวเขมือบปุ๊บก็โครมครามสยบพยัคฆ์ปั๊บอยู่เม็ดนึงเหมือนกันนะ ช่วยเพิ่มพลังได้หนึ่งขั้นย่อยเลยล่ะ"
ต้าหลงขมวดคิ้ว "ชื่อบ้าบออะไรของเจ้าเนี่ย?"
"มันยังมีชื่อที่บ้าบอกว่านี้อีกนะ" เยว่เหวินหัวเราะร่วน "เอาเป็นว่าขอแค่มันได้ผลก็พอ คำนวณดูแล้ว ตอนนี้ข้ามีโอกาสชนะใสๆ เลยล่ะ"
"ไม่เลว" ต้าหลงพยักหน้า "แต่ของพวกนี้มันก็เป็นแค่ตัวช่วยเสริมเท่านั้น ถ้าเจ้าใช้ไม่ถูกจังหวะ มันก็อาจจะไร้ประโยชน์ โอกาสชนะที่ประเมินไว้อาจจะพังทลายลงมาเป็นหน้ากอง เพราะงั้นในการต่อสู้ครั้งนี้ เจ้าจะประมาทไม่ได้เด็ดขาด"
มันหยุดไปครู่หนึ่ง แล้วพูดต่อ "ข้ายังมียาเม็ดจำแลงอัคคีสวรรค์สยบมารอยู่อีกเม็ดหนึ่ง กินเข้าไปแล้วจะสามารถยืมพลังของร่างจำแลงมาใช้ได้ชั่วคราว ซึ่งวิชานี้เกิดมาเพื่อปราบมารโดยเฉพาะ รับรองว่าเอาอยู่แน่นอน แต่ราคามันก็เอาเรื่องอยู่นะ เจ้าสนใจไหมล่ะ?"
"ไอ้ที่แกร่ายยาวมาทั้งหมดเมื่อกี้ คิดเป็นเงินสยบมารเท่าไหร่ล่ะ?" เยว่เหวินถาม
"ยันต์สยบมารหกสิบหกเหรียญ ศิลาจารึกสะกดมารเจ็ดสิบเหรียญ ยาเม็ดสุริยันพยัคฆ์เพลิงแปดสิบแปดเหรียญ ยาเกล็ดมังกรโลหิตห้าสิบเหรียญ ยาเม็ดจำแลงอัคคีสวรรค์สยบมารร้อยแปดเหรียญ" ต้าหลงคิดเลขในใจอย่างรวดเร็ว ก่อนจะสรุปยอดเป๊ะๆ "รวมทั้งหมดก็... สามร้อยแปดสิบสองเหรียญเงินสยบมาร"
"แพงหูฉี่เลยแฮะ" เยว่เหวินหน้าเสีย
ก่อนหน้านี้เขาเคยมีเงินสยบมารตุนไว้ตั้งสี่ร้อยกว่าเหรียญ แต่เพิ่งจะถลุงไปเก้าสิบเก้าเหรียญกับเคล็ดวิชาลมหายใจมังกรแท้จริง แล้วก็อีกสิบเหรียญค่าถามข้อมูลงานแกะสลักรากไม้ ตอนนี้เลยเหลือติดกระเป๋าแค่สามร้อยสี่สิบสามเหรียญเท่านั้น
ยังขาดอีกสามสิบเก้าเหรียญ
ปกติเยว่เหวินไม่ค่อยเจียดเงินมาซื้อพวกยาหรือยันต์จากต้าหลงสักเท่าไหร่ เพราะถ้าเทียบความคุ้มค่าแล้ว เอาเงินไปซื้อพวกเคล็ดวิชาหรือของวิเศษที่ใช้งานได้ยาวๆ มันคุ้มกว่าเยอะ ช่วยยกระดับความสามารถของเขาได้มากกว่าด้วย
ไอ้ของใช้แล้วทิ้งพวกนี้ ใช้ปุ๊บก็หายวับไปกับตา ผลาญเงินชัดๆ
แต่ในทางกลับกัน ราคาที่แพงหูฉี่ขนาดนี้ สรรพคุณมันก็ต้องเด็ดดวงตามไปด้วยแน่นอน
ดูเหมือนเขาคงต้องตัดใจไม่เอาของสักชิ้นนึงแล้วล่ะ
แต่กระถางทองแดงภูเขางูมันเกี่ยวพันกับความลับของสุสานพยัคฆ์ภูเขางู ซึ่งมันสำคัญกับเขาระดับคอขาดบาดตาย ในสถานการณ์ที่ทุกเปอร์เซ็นต์ของโอกาสชนะมีความหมายแบบนี้ ของวิเศษที่ช่วยเพิ่มเปอร์เซ็นต์รอดพวกนี้ เขาไม่อยากจะตัดใจทิ้งไปสักชิ้นเลยจริงๆ
เขาเลยลองเปิดช่องเจรจา "งั้นข้าขอถามหน่อยสิ..."
"ห้ามแปะโป้ง" ต้าหลงดักคอทันควัน
"ข้าไม่ได้จะถามเรื่องนั้นซะหน่อย" เยว่เหวินแย้ง
"ผ่อนจ่ายก็ไม่ได้ ค่างวดตำราวิถีมังกรขั้นปราณคุ้มกายเจ้ายันจ่ายไม่หมดเลยนะ" ต้าหลงดักทางอีกรอบ
"นี่เรารู้จักกันมาตั้งนาน คุยกันได้แค่นี้เองรึ?" เยว่เหวินเริ่มชักสีหน้า
"ส่วนลดก็ไม่มีให้หรอกนะ" ต้าหลงพูดด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด
จากการคลุกคลีกันมาหลายปี มันรู้ตื้นลึกหนาบางของเยว่เหวินทะลุปรุโปร่งจนสามารถคาดเดาคำพูดของเขาได้ล่วงหน้าแล้ว
"ไอ้มังกรหน้าเลือด..." เยว่เหวินกัดฟันกรอด หลังจากยืนครุ่นคิดอยู่พักใหญ่ เขาก็ตัดสินใจเงยหน้าขึ้นจ้องตาต้าหลง แล้วพูดทีละคำอย่างหนักแน่นว่า "ถ้าสมมติว่า... ข้ากราบกรานอ้อนวอนแกล่ะ?"
ต้าหลงไม่ได้ตอบอะไร ทำเพียงทิ้งท้ายไว้ประโยคเดียว ก่อนจะหลับตาปี๋ มิติสีดำมืดสนิทลงในพริบตา พร้อมกับเสียงอันเย็นชาของต้าหลงที่ดังก้องกังวานไปทั่ว
"ไม่มีตังค์ก็ไสหัวไป"