- หน้าแรก
- วันนี้มันบรรลุเซียนแล้วหรือยังเนี่ย
- บทที่ 77 ไอ้โรคจิตเอ๊ย
บทที่ 77 ไอ้โรคจิตเอ๊ย
บทที่ 77 ไอ้โรคจิตเอ๊ย
บทที่ 77 ไอ้โรคจิตเอ๊ย
ลูกอม 'กระต่ายขาวเขมือบปุ๊บก็โครมครามสยบพยัคฆ์ปั๊บ' สามเม็ดนี่ สูบเงินเยว่เหวินไปถึงหกหมื่นหยวน แพงกว่าคุกกี้ปราณโลหิตลิบลับ
แน่นอนว่าสรรพคุณของมันก็ต้องร้ายกาจกว่าเยอะ
เขาตั้งตารอคอยที่จะได้ลองใช้มันสุดๆ
ตอนนี้ในกระเป๋าเยว่เหวินเหลือแค่ค่าแท็กซี่กลับบ้าน แต่ก็ช่างเถอะ งานรับส่งเด็กทุกวันก็พอจะมีรายได้เข้ากระเป๋าอยู่บ้าง เรื่องเงินน่ะเรื่องจิ๊บๆ สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ ในที่สุดเขาก็รวบรวมวัตถุดิบเซียนสำหรับหลอมปราณคุ้มกายครบถ้วนสมบูรณ์แล้วต่างหาก!
ผงเพลิงระอุ ชาดแสงเพลิงไท่อี้ กิ่งหยกม่วง เมล็ดพันธุ์ไฟลมหายใจมังกร... กว่าจะได้ของพวกนี้มา เขาต้องทุ่มเทหยาดเหงื่อแรงกายไปไม่รู้ตั้งเท่าไหร่
ตอนที่เขากลับมาถึงสำนักงาน ฟ้าก็มืดสนิทแล้ว จ้าวซิงเอ๋อร์กำลังกระทืบต้าไป๋อยู่อีกมุมนึง เยว่เหวินขี้เกียจจะถามหาเหตุผลแล้วล่ะ ดูเหมือนนี่จะเป็นวิธีหยอกล้อกันแบบฮาร์ดคอร์ของพวกเขาสองคนไปแล้วมั้ง ไม่ว่าจะโดนกระทืบไปกี่รอบ ผ่านไปแป๊บเดียวต้าไป๋ก็วิ่งหน้าบานไปเลียเท้าจ้าวซิงเอ๋อร์เหมือนเดิม
หลังจากกินข้าวเย็นง่ายๆ เสร็จ เขาก็หันไปกำชับจ้าวซิงเอ๋อร์ "เดี๋ยวข้าจะขึ้นไปทำเรื่องสำคัญมากในห้อง ห้ามใครมารบกวนเด็ดขาดนะ"
"ข้าเข้าใจน่า" จ้าวซิงเอ๋อร์ขยิบตาอย่างรู้กัน "เดี๋ยวข้าไปตัดเน็ตให้ จะได้ไม่แย่งความเร็วเน็ตเจ้า"
"เจ้าเข้าใจอะไรของเจ้าเนี่ย..." เยว่เหวินมองนางด้วยสายตาเอือมระอา
จ้าวซิงเอ๋อร์หัวเราะคิกคักแล้วจูงต้าไป๋ออกไปเดินเล่น เยว่เหวินขี้เกียจต่อล้อต่อเถียงด้วย เลยเดินขึ้นชั้นสองไปเตรียมตัวบำเพ็ญเพียร
ขั้นตอนการหลอมปราณคุ้มกายด้วยไฟถูกบันทึกไว้อย่างละเอียดในตำราวิถีมังกรแท้จริงแล้ว สิ่งที่เขาต้องทำก็แค่ปฏิบัติตามขั้นตอนอย่างเคร่งครัด ส่วนจะสำเร็จหรือไม่นั้น ก็คงต้องปล่อยให้เป็นเรื่องของฟ้าลิขิต
"ขั้นแรก นำชาดแสงเพลิงไท่อี้ไปต้มในน้ำเดือด เติมน้ำตาลทรายขาวเล็กน้อย เกลือป่นหยิบมือ เพื่อเพิ่มรสชาติให้อร่อยยิ่งขึ้น ต้มด้วยไฟแรงประมาณยี่สิบนาที จนกระทั่งชาดละลายกลายเป็นเนื้อครีมข้นๆ แล้วเหยาะซีอิ๊วขาว เหล้าจีน โรยงาขาวลงไป..."
นี่แกให้เอายาชาดราคาเหยียบล้านมาต้มซุปกินเรอะ?
ถึงเยว่เหวินจะบรรลุความเข้าใจในภาพเพ่งสมาธิไปตั้งนานแล้ว แต่เขายังไม่เคยอ่านพวกเกร็ดความรู้ที่แนบมาด้วยอย่างละเอียดเลย พอมาลงมือทำตามจริงๆ ในใจเขาก็อดบ่นอุบอิบไม่ได้
เขาลงไปรื้อค้นข้าวของชั้นล่างจนเจอหม้อหุงข้าวไฟฟ้าเก่าๆ ใบหนึ่งที่ฝุ่นเกาะหนาเตอะ เลยเอามาใช้ต้มชาดตามสูตร ส่วนพวกเครื่องปรุง เขาก็คว้าเอาของที่มีในครัวมาใส่ๆ ไปสองสามอย่าง อันไหนไม่มีก็ช่างมันเถอะ เขาไม่ได้ซื้อไอ้นี่มากินเอาอร่อยซะหน่อย
ระหว่างที่รอหม้อเดือด เขาก็หันมาเตรียมตัวสำหรับขั้นตอนต่อไป
"นำผงเพลิงระอุจำนวนเล็กน้อยไปละลายในเหล้า คนให้เข้ากัน แล้วพักทิ้งไว้..."
"หั่นกิ่งหยกม่วงเป็นท่อนๆ ให้มีขนาดเท่าๆ กัน..."
"สำหรับเมล็ดพันธุ์ไฟลมหายใจมังกร ให้กลืนลงไปทั้งเมล็ด หากนำไปเคลือบน้ำตาลก่อน จะช่วยเพิ่มอรรถรสในการรับประทาน..."
"..." เยว่เหวินเงียบไปพักใหญ่ "พอได้แล้วมั้ง"
หลังจากเตรียม 'วัตถุดิบ' ตามสูตรครบหมดแล้ว พอถึงเวลา เขาก็เปิดฝาหม้อออก ก็พบว่าชาดแสงเพลิงไท่อี้ถูกต้มจนละลายกลายเป็นเนื้อครีมข้นหนืดๆ สีแดงคล้ายๆ น้ำเชื่อมน้ำตาลทรายแดงจริงๆ
"ขั้นต่อไป ให้กลืนชาดลงไป นำพากลิ่นอายพลังวิญญาณเข้าสู่จุดตันเถียน เพื่อสร้างเป็นเกราะคุ้มกัน"
ในที่สุดขั้นตอนต่อไปก็เริ่มดูเข้าเค้าการฝึกวิชาหน่อย ไม่เหมือนกำลังอ่านตำราทำอาหารแล้ว เยว่เหวินทำตามขั้นตอน กลืนชาดแสงเพลิงไท่อี้ที่ต้มจนเละในหม้อลงไปรวดเดียว แน่นอนว่ารสชาติมันหมาไม่แดกเอาซะเลย เพราะเขาไม่ได้ใส่เครื่องปรุงตามสูตรเป๊ะๆ
ทันทีที่ชาดตกถึงท้อง กลิ่นอายพลังวิญญาณขุมใหญ่ก็พลุ่งพล่านขึ้นมาทันที แผ่ซ่านไปทั่วทุกอณูขุมขน เยว่เหวินรีบเดินลมปราณ ชักนำพลังวิญญาณเหล่านั้นให้ไหลไปรวมกันที่จุดตันเถียน ให้มันเคลือบเป็นชั้นบางๆ รอบๆ จุดตันเถียน คล้ายกับสร้างเกราะป้องกันขึ้นมา
"จากนั้นก็กลืนเมล็ดพันธุ์ไฟลมหายใจมังกรลงไป ห้ามจุดไฟเด็ดขาด รอจนกว่าผงเพลิงระอุจะเข้าสู่ร่างกายแล้วค่อยจุดไฟ เดินลมปราณให้ครบวงจร ใช้ไฟลมหายใจมังกรหลอมกลั่นจุดตันเถียน หากความร้อนไม่พอ ให้เติมกิ่งหยกม่วงลงไปเป็นเชื้อเพลิง"
มาแล้วโว้ย
หัวใจของเยว่เหวินเต้นระรัว เขาโยนเมล็ดพันธุ์ไฟลมหายใจมังกรเข้าปาก กลืนลงไปทั้งเม็ด ปล่อยให้มันกลายเป็นพลังวิญญาณไหลลงสู่จุดตันเถียน
ขั้นตอนต่อไปคือผงเพลิงระอุตัวปัญหานี่แหละ คราวก่อนแค่จิ๊ดเดียวก็พ่นไฟเป็นมังกรแล้ว คราวนี้ต้องสูดเข้าไปทั้งขวด
ฟื้ด—
ตอนนี้ในจุดตันเถียนของเยว่เหวิน วัตถุดิบทุกอย่างไปรวมตัวกันครบถ้วน พร้อมลุยเต็มที่
ผงเพลิงระอุกลายเป็นหมอกสีขาวลอยอ้อยอิ่งอยู่ในจุดตันเถียน ส่วนเมล็ดพันธุ์ไฟลมหายใจมังกรก็กลายเป็นลูกไฟสีแดงลอยนิ่งอยู่ตรงกลาง รอบๆ ถูกล้อมรอบด้วยประกายระยิบระยับของชาดที่หลอมละลายเป็นเกราะคุ้มกัน
เหลือแค่ขั้นตอนสุดท้ายเท่านั้น
เขารวบรวมลมหายใจมังกรอันแผ่วเบาที่อุตส่าห์อดทนหลอมกลั่นมาตลอดสองวันที่ผ่านมา ใช้พลังจิตชักนำให้มันค่อยๆ ไหลเข้าไปในเมล็ดพันธุ์ไฟลมหายใจมังกร
เส้นสายสีทองพุ่งทะลวงเข้าสู่ลูกไฟสีแดง
จุดไฟ!
ตู้ม—
"อ๊าก!"
แทบจะในวินาทีเดียวกับที่ไฟลมหายใจมังกรถูกจุดติด เยว่เหวินก็แหกปากร้องลั่นด้วยความเจ็บปวดแสนสาหัส หลังจากนั้นเขาก็เจ็บจนจุก ร้องไม่ออกอีกเลย
ไฟลมหายใจมังกรลุกลามไปติดผงเพลิงระอุ ราวกับอสนีบาตฟาดใส่สายชนวน ระเบิดตูมกลายเป็นทะเลเพลิงเดือดพล่านในจุดตันเถียน ความร้อนระอุแผ่ซ่านไปทั่วทุกขุมขน ทำเอาเยว่เหวินถึงกับชักกระตุกไปทั้งตัว!
เพียงพริบตาเดียว เขาก็เจ็บจนแทบจะหมดสติไปเลย
แต่เขากัดฟันกรอด ฝืนทนรักษาความรู้สึกตัวไว้อย่างสุดความสามารถ เดินลมปราณขั้นปราณคุ้มกายตามตำราวิถีมังกรแท้จริงต่อไปเรื่อยๆ ชักนำพลังปราณที่ร้อนระอุในจุดตันเถียนให้ไหลเวียนไปทั่วร่างกาย แล้วดึงพลังปราณจากภายนอกกลับเข้ามาในจุดตันเถียนหมุนเวียนไปมา
ถ้าตอนนี้เขายอมแพ้เลิกเดินลมปราณเพราะทนความเจ็บปวดไม่ไหว การหลอมปราณคุ้มกายก็จะล้มเหลวไม่เป็นท่าทันที ไฟวิญญาณที่ไร้การควบคุมจะเผาผลาญจุดตันเถียนของเขาต่อไปเรื่อยๆ จนเกิดความเสียหายที่ไม่อาจฟื้นฟูได้
มีเพียงการกัดฟันอดทน ใช้พลังปราณหมุนเวียนดึงเอาพลังวิญญาณจากไฟเซียนออกมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อหลอมกลั่นจนกลายเป็นพลังปราณคุ้มกายอันบริสุทธิ์ผุดผ่องเท่านั้น ถึงจะบรรลุเป้าหมายได้อย่างสมบูรณ์แบบ
ผ่านไปแค่ไม่กี่วินาที เยว่เหวินก็รู้สึกเสียใจสุดขีดที่ดันไปใช้ผงเพลิงระอุของไอ้เหล่าป๋าย ถ้าใช้ยาสายซัพพอร์ตธาตุไฟเกรดธรรมดาๆ ความเจ็บปวดมันคงไม่สาหัสสากรรจ์ขนาดนี้หรอก
ไอ้ไฟลมหายใจมังกรที่เพิ่งจุดติดเมื่อกี้ มันเล่นเอาแทบจะพุ่งทะลุกะโหลกเขาออกมาเลยทีเดียว
มันร้อนแรงเกินไปแล้ว!
มันระเบิดเถิดเทิงเกินไปแล้ว!
ความแรงระดับนี้ เอาไปเผาเขาให้เป็นเถ้าถ่านยังได้สบายๆ เลย!
"โฮก—" ท่ามกลางเปลวไฟลมหายใจมังกรอันเจิดจ้า ปรากฏเงาร่างของมังกรสีทองตัวเขื่องกำลังแหวกว่ายอยู่ท่ามกลางทะเลเพลิงในจุดตันเถียนของเขา
พลังปราณอันร้อนระอุที่แผ่พุ่งออกมาจากจุดนั้น ไหลเวียนไปทั่วทุกอณูของร่างกาย ทำให้เส้นเอ็น กระดูก และกล้ามเนื้อของเขาสัมผัสได้ถึงความร้อนลวกสุดจะทน ความรู้สึกในชั่วขณะนั้น มันเหมือนมีใครเอาเข็มฉีดยาดูดลาวาเดือดๆ มาฉีดเข้าเส้นเลือด ทำเอาเยว่เหวินอยากจะตายให้มันรู้แล้วรู้รอดไปเลย
ตายยังไม่กลัว แล้วจะมากล้วยอมแพ้อะไรล่ะฟะ?
ความคิดที่จะถอดใจแวบเข้ามาในหัว
แต่ความมุ่งมั่นในวิถีแห่งเต๋าอันแรงกล้าก็ปัดเป่าความคิดฟุ้งซ่านนั้นทิ้งไปทันที ตายไม่กลัว กลัวไม่มีเงินโว้ย!
วัตถุดิบเซียนพวกนี้อุตส่าห์ทุ่มเงินไปตั้งหลายล้านกว่าจะได้มา ขืนพลาดคราวนี้ ภายในระยะเวลาสั้นๆ ไม่มีทางหาชุดใหม่มาแทนได้แน่ๆ
เยว่เหวินเฝ้าบอกตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า ถ้าพลาดคราวนี้ เขาจะหมดโอกาสทะลวงเข้าสู่ขั้นปราณคุ้มกาย หมดสิทธิ์ครอบครองกระถางทองแดงภูเขางู...
และอาจจะพลาดโอกาสในการตามหาพ่อแม่อีกด้วย ถ้าเป็นแบบนั้น เขาคงกลายเป็นลูกอกตัญญูที่แย่ที่สุดในโลก... อกตัญญูหนึ่งวัน อายุสั้นสิบปี กินขนมให้น้อยๆ นอนให้เยอะๆ...
เดี๋ยวนะ ไม่ใช่สิ
เขาสะบัดหัวไล่ความมึนงง ดูเหมือนความเจ็บปวดแสนสาหัสที่แผ่ซ่านไปทั่วร่าง จะทำให้สติของเขาเริ่มเลอะเลือนแล้ว
นี่คือกลไกป้องกันตัวตามธรรมชาติของร่างกาย
แต่เขาจะปล่อยให้สติหลุดไม่ได้เด็ดขาด เขาต้องประคองสติไว้ให้มั่น เดินลมปราณต่อไป เพื่อให้จุดตันเถียนของเขาได้รับการหล่อหลอมและยกระดับขึ้นอย่างแท้จริง ท่ามกลางการถูกเผาไหม้นับครั้งไม่ถ้วน
นี่มันโหดร้ายทารุณเกินไปแล้ว
เขาต้องทนรับความเจ็บปวดทั้งหมดนี้อย่างมีสติ ห้ามตกหล่นแม้แต่นิดเดียว แถมถ้าไฟเริ่มอ่อนแรงลง ยังต้องกลืนกิ่งหยกม่วงเข้าไปเติมเชื้อเพลิง เพื่อรักษาความเจ็บปวดระดับนี้ไว้ให้คงที่อีกต่างหาก
เอาไฟเผาตัวเองแท้ๆ
มิน่าล่ะ เขาถึงบอกกันว่าตอนที่ผู้บำเพ็ญเพียรจะทะลวงด่านนี่แหละ คือช่วงเวลาที่เสี่ยงต่อการธาตุไฟแตกซ่านมากที่สุด
แต่เขาว่ากันว่า ยิ่งเจ็บปวดทรมานตอนหลอมปราณคุ้มกายมากเท่าไหร่ พลังปราณคุ้มกายที่หลอมกลั่นออกมาได้ก็จะยิ่งมีระดับสูงขึ้นเท่านั้น เยว่เหวินคิดเข้าข้างตัวเองว่า วัตถุดิบที่เขาหามาก็ล้วนเป็นของระดับท็อปฟอร์มทั้งนั้น แถมยังเจ็บเจียนตายขนาดนี้ พลังปราณคุ้มกายที่หลอมออกมาได้ มันต้องเป็นสุดยอดพลังปราณคุ้มกายแน่นอนใช่ไหมล่ะ?
"อ๊ากกก"
เมื่อการหลอมกลั่นดำเนินมาถึงช่วงท้าย เขาสัมผัสได้ชัดเจนว่าจุดตันเถียนของเขากำลังสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง โลกหมุนคว้างราวกับแผ่นดินไหว ในระหว่างที่เดินลมปราณ ก็มีเสียงมังกรคำรามดังก้องกังวาน!
ปัง ปัง ปัง!
เสียงระเบิดดังลั่นออกมาจากร่างของเยว่เหวิน เป็นเสียงของพลังปราณอันร้อนระอุที่ปะทุขึ้นภายในเส้นลมปราณ ทุกครั้งที่เกิดการระเบิด มันจะทำให้เขากระตุกเกร็งด้วยความเจ็บปวดแสนสาหัส
อ๊าก!
ข้าไม่เป็นคนแล้วโว้ย!
ร่างของเยว่เหวินหดเกร็งเข้าหากันโดยไม่รู้ตัว เหลือเพียงจิตใต้สำนึกเฮือกสุดท้ายที่ยังคงฝืนเดินลมปราณต่อไป เงาร่างของมังกรที่คำรามก้องอยู่เหนือหัวของเขา ค่อยๆ เปลี่ยนจากมังกรปราณสีขาว กลายเป็นมังกรประกายรุ้งสีดำทองที่ดูสมจริงและน่าเกรงขามยิ่งขึ้น
ในขณะที่เขากำลังหอบหายใจเอาพลังวิญญาณเข้าปอด เขาก็ได้กลิ่นเนื้อย่างหอมๆ ลอยมาเตะจมูก เหมือนมีอะไรไหม้เกรียม
ไม่ต้องเดาก็รู้ว่านั่นมันกลิ่นเนื้อเขาเองชัดๆ...
แต่จะว่าไป กลิ่นมันก็หอมใช้ได้เลยนะเนี่ย
มิน่าล่ะ ในสูตรถึงบอกให้ใส่น้ำตาล ใส่เหล้าจีนลงไปด้วย ที่แท้ก็ไม่ได้หวังให้วัตถุดิบเซียนพวกนั้นรสชาติดีขึ้นหรอก แต่กะจะหมักให้ตัวเองมีรสชาติอร่อยกลมกล่อมขึ้นหลังจากโดนย่างสุกนี่เอง
นี่มันหมักจนเข้าเนื้อเลยนะเนี่ย
เยว่เหวินชักจะสงสัยขึ้นมาตงิดๆ แล้วว่า ไอ้ตำราวิถีมังกรแท้จริงนี่ สมัยโบราณพวกเผ่ามังกรมันตั้งใจแต่งขึ้นมาให้มนุษย์ฝึกโดยเฉพาะหรือเปล่าวะ? ถ้าฝึกสำเร็จก็จะได้ลูกสมุนเพิ่มมาหนึ่งคน แต่ถ้าฝึกไม่สำเร็จ ก็จะได้เนื้อย่างรสเด็ดเป็นมื้อค่ำ...
เนื้อย่างหมักซอสสูตรเด็ดสไตล์มังกรแท้จริง
ในขณะที่เขากำลังคิดอะไรเพ้อเจ้ออยู่นั้น ชาดแสงเพลิงไท่อี้ที่หลอมละลายจนใสแจ๋วก็ดูเหมือนจะซึมซาบเข้าเป็นส่วนหนึ่งของจุดตันเถียนอย่างสมบูรณ์แล้ว พอเริ่มปรับตัวได้ ความเจ็บปวดจากการถูกแผดเผาก็ลดลงไปเยอะมาก
ในขณะที่ทุกอย่างกำลังดำเนินไปได้สวย เปลวไฟในจุดตันเถียนก็เริ่มอ่อนแรงลงอีกครั้ง
กิ่งหยกม่วงในจานเหลืออยู่ท่อนสุดท้ายแล้ว
เยว่เหวินรู้ดีว่าเขามาถึงขั้นตอนสุดท้ายแล้ว ก่อนหน้านี้ชาดแสงเพลิงไท่อี้จะคอยเป็นเกราะคุ้มกันจุดตันเถียนของเขาไว้ ตอนนี้เขาต้องควบคุมไฟลมหายใจมังกรให้ระเบิดทำลายเกราะคุ้มกันชั้นนี้ให้แตกกระจุย ไม่อย่างนั้น พลังปราณคุ้มกายของเขาจะไม่มีทางหลอมกลั่นสำเร็จได้อย่างแท้จริง
ความยากของขั้นตอนสุดท้ายนี้ เทียบไม่ได้เลยกับขั้นตอนทั้งหมดที่ผ่านมา
เขากลืนกิ่งหยกม่วงท่อนสุดท้ายลงคอ พลังวิญญาณพุ่งตรงดิ่งเข้าสู่จุดตันเถียน โหมกระพือเปลวไฟให้ลุกโชนขึ้นมาอีกครั้ง เยว่เหวินอาศัยจังหวะนี้เดินลมปราณ รวบรวมไฟลมหายใจมังกรทั้งหมด แล้วสั่งให้มันระเบิดออกไปรอบทิศทาง!
ตู้ม—
ระเบิดแล้ว
จุดตันเถียนระเบิดเสียงดังสนั่น เขารู้สึกเหมือนได้ยินเสียงแตกหักดังเป๊าะแป๊ะอยู่ข้างใน เลือดสดๆ พุ่งทะลักออกจากตาทั้งสองข้าง หู จมูก และปากในพริบตา
"อั่ก—" ร่างของเยว่เหวินกระตุกเฮือก เกือบจะกระเด็นลอยละลิ่วไปข้างหลัง
เขานอนหงายหน้ามองเพดาน สีหน้าบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวด หมดสติไปในทันที ไม่รู้เป็นตายร้ายดียังไง
ผ่านไปเนิ่นนาน
เยว่เหวินที่นอนหงายหน้าอยู่บนพื้น ก็ค่อยๆ อ้าปากพ่นควันสีดำปี๋ออกมาสายหนึ่ง
"หึๆ" ริมฝีปากที่ซีดเซียวของเขาเผยรอยยิ้มที่ดูน่าเวทนาสุดๆ "ข้าทำสำเร็จแล้ว"
เยว่เหวินค่อยๆ ยกมือซ้ายขึ้นช้าๆ ปล่อยพลังวิญญาณออกมาจากปลายนิ้วเบาๆ ปราณกระบี่สีดำทองอันแข็งแกร่งก็ปรากฏขึ้นมา พันธนาการอยู่รอบปลายนิ้วราวกับปลาที่กำลังแหวกว่าย
ปราณมังกรแห่งความโกลาหล!
...
วินาทีนี้ ร่างกายที่บอบช้ำอย่างหนักกลับเปี่ยมล้นไปด้วยพลังงานอันมหาศาล
"คอแห้งเป็นผงเลยแฮะ"
เยว่เหวินพยุงร่างที่อ่อนระโหยโรยแรงลุกขึ้นยืน เสื้อผ้าของเขาเปียกโชกไปด้วยเหงื่อตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ เขาเดินโซเซลงไปชั้นล่างด้วยสติที่ยังเลื่อนลอย หมายจะหาน้ำดับกระหาย พอเปิดตู้เย็นดูก็พบว่าเหลือแค่นมเปรี้ยวรสกล้วยไม้สามขวดสุดท้ายเท่านั้น
เขายืนลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แต่เพราะหิวน้ำจนตาลาย ก็เลยเอื้อมมือไปหยิบมาขวดนึง
ป๊อก!
แต่หลังจากทะลวงด่าน พละกำลังของเขาดูเหมือนจะพุ่งปรี๊ดขึ้นมาเป็นสิบๆ เท่า ในความรู้สึกของเขา ไอ้ขวดนมเปรี้ยวพลาสติกนี่มันบางกรอบเป็นแผ่นมันฝรั่งทอดเลย แค่กำเบาๆ มันก็แตกโพล๊ะคามือ
เศษพลาสติกกระจายเกลื่อน นมเปรี้ยวหกเลอะเทอะเต็มพื้น
"เฮ้อ" เยว่เหวินสะบัดมือซ้ายที่เลอะนมเปรี้ยวด้วยความเซ็ง ก่อนจะหันหลังเดินไปหาทิชชู่มาเช็ด
จังหวะพอดีเป๊ะกับที่จ้าวซิงเอ๋อร์จูงต้าไป๋เดินเข้าประตูมา ในมือหิ้วถุงพลาสติกจากร้านสะดวกซื้อมาด้วย ท่าทางร่าเริงแจ่มใสสุดๆ
พอเห็นเยว่เหวินในสภาพเหงื่อท่วมตัว หน้าตาซีดเซียวอิดโรย แถมมือซ้ายยังเต็มไปด้วยคราบข้นๆ สีขาว... ทั้งจ้าวซิงเอ๋อร์และหมาก็ถึงกับสตั๊นไปเลย
มองหน้าเยว่เหวินสลับกับมือซ้ายของเขาไปมา
"เอ่อ" เยว่เหวินสัมผัสได้ถึงรังสีอำมหิต รีบอ้าปากแก้ตัว "เจ้าฟังข้าอธิบายก่อนนะ"
ดวงตาของจ้าวซิงเอ๋อร์ลุกวาวเป็นสีแดงฉาน นางกระโดดลอยตัวขึ้นฟ้า ตวัดลูกเตะก้านคอพุ่งตรงดิ่งมาหาเขาทันที "ไปอธิบายกับยมบาลนู่นไป๊ ไอ้โรคจิตเอ๊ย!"
เปรี้ยง—