- หน้าแรก
- นายน้อยจอมล้างผลาญ
- บทที่ 974 - รักราษฎรประดุจบุตร
บทที่ 974 - รักราษฎรประดุจบุตร
บทที่ 974 - รักราษฎรประดุจบุตร
บทที่ 974 - รักราษฎรประดุจบุตร
ทุกคนต่างยืนนิ่งเงียบ รับฟังเรื่องราวที่เกิดขึ้นอย่างใจจดใจจ่อ
ในเวลานี้ ภายในสมองของทุกคนต่างพากันจินตนาการถึงเหตุการณ์อันน่าสยดสยองที่เกิดขึ้น
สังหารบิดา! สังหารมารดา! สังหารพี่ชาย! สังหารภรรยา! สังหารบุตร!
ในเวลานั้น ทุกคนต่างรู้สึกขึ้นมาอย่างประหลาดว่า ภายในและภายนอกที่ว่าการแห่งนี้กลับมีกระแสลมเย็นยะเยือกพัดผ่านเข้ามาเป็นสาย
สีหน้าของแต่ละคนเต็มไปด้วยความหวาดกลัว
ทว่าจางไหลกลับยังไม่ยอมเชื่อว่าคนคนหนึ่งจะสามารถเสียสติและโหดเหี้ยมอำมหิตได้ถึงเพียงนี้
เขายิ่งไม่สามารถแบกรับความรับผิดชอบจากการตัดสินคดีที่ประมาทเลินเล่อจนเกือบจะพรากชีวิตผู้บริสุทธิ์ไปได้
ดังนั้น เขาจึงพยายามขัดขืนเป็นครั้งสุดท้าย
ใช่แล้ว ไม่มีอะไรผิดพลาดเลย
ในเมื่อเป็นเช่นนี้ เหตุใดเจี่ยชิงถึงต้องดักรถม้าร้องเรียนขอความเป็นธรรมด้วยเล่า?
นี่ไม่ใช่เป็นการรนหาที่ตายเองหรอกหรือ?
จูไจ้โม่เหลือบมองเจี่ยชิงแวบหนึ่งก่อนจะกล่าวว่า "นี่แหละคือจุดที่เจี่ยชิงทำได้อย่างชาญฉลาดที่สุด"
จูไจ้โม่มีสีหน้าที่เรียบเฉย เขามองจางไหลแล้วถามว่า "ท่านรู้จักประวัติความเป็นมาของเจี่ยชิงหรือไม่?"
คำถามเช่นนี้...
"..." จางไหลพูดไม่ออก ได้แต่แสดงท่าทางทำอะไรไม่ถูกออกมา
จูไจ้โม่กล่าวต่อไปอย่างฉะฉาน "เจี่ยชิงอยู่ที่ซีซาน แม้จะมีนิสัยลักเล็กขโมยน้อย แต่ก็ไม่ได้ก่อความผิดใหญ่อะไร ทว่าก่อนหน้านี้ ตระกูลเจี่ยเป็นชาวเมืองซวนฟู่ ในซีซานมีคนที่เป็นคนบ้านเดียวกันกับตระกูลเจี่ยอยู่คนหนึ่ง ซึ่งอพยพหนีภัยมายังซีซานพร้อมกันในตอนนั้น เจี่ยชิงผู้นี้ตอนอยู่ที่ซวนฟู่เคยเป็นนักเลงหัวไม้ เขาเคยพัวพันกับคดีความมากมาย เคยถูกเจ้าหน้าที่เมืองซวนฟู่จัดการมาหลายครั้ง และยังมีครั้งหนึ่งที่ถูกโบยตีด้วยไม้พลองมาแล้ว"
"เรื่องนี้... เกี่ยวข้องกับคดีนี้อย่างไร?" จางไหลถามด้วยความไม่พอใจ
จูไจ้โม่จึงกล่าวว่า "แน่นอนว่าย่อมเกี่ยวข้องกัน ท่านอาจารย์ของข้า..."
พอฟางจี้ฟานได้ยินจูไจ้โม่เอ่ยถึงตนเอง เขาก็ยืดตัวตรงทันที ดวงตาเป็นประกายขึ้นมาเล็กน้อย
ไจ้โม่เด็กคนนี้ยังมีความกตัญญูอยู่บ้าง มักจะเอ่ยถึงอาจารย์อยู่เสมอ ช่างน่าละอายนัก แม้ข้าจะพร่ำสอนหลักการในการดำเนินชีวิตและการทำงานให้เขามากมาย แต่ข้าฟางจี้ฟานจะมีความสามารถถึงเพียงนั้นเชียวหรือ...
ในตอนนั้นเอง จูไจ้โม่ก็กล่าวต่อว่า "ท่านอาจารย์ของข้ามักจะพูดเสมอว่า ป่วยนานจนกลายเป็นหมอ อย่างเช่นท่านอาจารย์ที่ต้องรักษาโรคสมองตั้งแต่เด็ก เมื่อถูกหมอศึกษาวิจัยมากๆ เข้า ก็เลยเรียนรู้วิธีการรักษาโรคสมองไปในตัว เขาก็เลยได้รู้จักกับท่านอาของข้าด้วยวิธีนี้..."
ใบหน้าของฟางจี้ฟานพลันแข็งทื่อขึ้นมาทันที พอได้ยินจูไจ้โม่ขุดประวัติศาสตร์ที่ไม่น่าจดจำขึ้นมาพูด... เขาก็ถึงกับพูดไม่ออก สั่งสอนมาดีจริงๆ นี่ต้องเป็นฟางเจิ้งชิงที่แอบไปเล่าให้ฟังแน่ๆ
ฟางจี้ฟานจึงถลึงตาใส่ฟางเจิ้งชิง แต่ฟางเจิ้งชิงยังคงยืนถือตราประทับอย่างเรียบร้อย ทว่าใบหน้าของเด็กน้อยกลับแดงระเรื่อด้วยความตื่นเต้น
จูไจ้โม่กล่าวต่อไปว่า "ในทำนองเดียวกัน เจี่ยชิงผู้นี้เพราะเคยพัวพันกับคดีความมามากเกินไป สำหรับทางการแล้ว... เขาจึงรู้จักดีดียิ่งกว่าใคร ในเมื่อเกิดคดีฆ่าล้างครัวขึ้น และยังเป็นพื้นที่ในเขตพระราชฐาน ทางการย่อมต้องตรวจสอบให้ถึงที่สุดอย่างแน่นอน และหากปล่อยให้ทางการตรวจสอบไปเรื่อยๆ ไม่ช้าก็เร็วเขาย่อมต้องถูกเปิดโปง แล้ววิธีใดเล่าที่จะทำให้เขาสามารถหลุดรอดจากตาข่ายกฎหมายไปได้?"
จูไจ้โม่กล่าวต่อ "นั่นก็คือการดักรถม้าร้องเรียน เดิมทีเขาสามารถให้อำเภอซีซานเป็นผู้ตรวจสอบได้ หากไม่ไว้วางใจอำเภอซีซาน ก็ยังสามารถไปร้องเรียนที่จวนซุ่นเทียนได้ แต่เหตุใดเขาถึงเลือกที่จะดักรถม้า? นั่นก็เพราะเขารู้ดีว่าคดีฆ่าล้างครัวนี้ หากตรวจสอบอย่างละเอียดถี่ถ้วนย่อมไม่มีทางรอดพ้นไปได้ แทนที่จะรอให้ทางการค่อยๆ ตรวจสอบจนทำให้เขาต้องหวาดระแวงเหมือนนกตื่นเกาทัณฑ์และแสดงพิรุธออกมา วิธีที่ดีที่สุดคือการดักรถม้า ขอเพียงแค่ดักรถม้าได้สำเร็จ อย่างเช่น... มหาบัณฑิตสภาขุนนางท่านหนึ่ง เมื่อมหาบัณฑิตท่านนั้นได้อ่านคำฟ้องแล้วย่อมต้องเกิดโทสะ และสั่งให้ส่งคำฟ้องไปยังจวนซุ่นเทียน พร้อมทั้งกำชับให้ตรวจสอบเรื่องนี้ให้ถึงที่สุด!"
"..." ใบหน้าของจางไหลขาวซีดสลับเขียว เขาพลันตระหนักถึงบางสิ่งขึ้นมาได้ทันที
"จูไจ้โม่กล่าวต่อไปว่า "แต่ทว่า... สำหรับมหาบัณฑิตสภาขุนนางแล้ว ท่านเพียงแค่สั่งการให้ส่งคำฟ้องออกไป เพียงแค่เขียนข้อความลงไปกำชับ หรือเพียงแค่เอ่ยปากสั่งการเท่านั้น แต่ทว่าลักษณะของเรื่องนี้กลับเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง ปกติหากมีคดีความ ทางการย่อมสามารถค่อยๆ ไต่สวนไปได้ แต่ในตอนนี้ เพราะเหล่าขุนนางผู้ใหญ่ในสภาขุนนาง หรือแม้แต่ในวังหลวงต่างก็ให้ความสนใจในคดีนี้ คดีนี้ยังจะสามารถค่อยๆ ตรวจสอบไปได้อีกหรือ? หากล่าช้าไปแล้วเบื้องบนถามความคืบหน้าลงมา จะอธิบายได้อย่างไร? นั่นไม่ใช่เป็นการแสดงว่าตนเองไร้ความสามารถหรอกหรือ? ดังนั้น เพื่อที่จะปิดคดีให้เร็วที่สุด จวนซุ่นเทียนย่อมไม่มีทางตรวจสอบรายละเอียดอย่างถี่ถ้วนแน่นอน เพื่อให้จบเรื่องโดยเร็ว พวกเขาจะนึกถึงแต่วิธีที่รวดเร็วที่สุด นั่นก็คือการใช้กำลังเค้นเอาคำสารภาพ และเจี่ยชิงขอเพียงแค่ชี้เป้าไปที่ใครสักคนเพื่อให้มารับเคราะห์แทน ทางการทั้งที่ว่าการก็จะเหมือนสุนัขบ้าที่รุมกัดจำเลยผู้นั้นอย่างไม่ปล่อย จวนซุ่นเทียนเป็นเช่นนี้ เมื่อเรื่องไปถึงศาลต้าหลี่ เพื่อจะปิดคดีให้เร็วที่สุดเช่นกัน ก็ย่อมไม่มีใครสนใจรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่ตกหล่นไป"
"
"
จูไจ้โม่กล่าวว่า "ไม่เช่นนั้น ด้วยความที่เจี่ยชิงรู้จักการทำงานของทางการดี เหตุใดเขาจึงต้องไปดักรถม้า? การดักรถม้าเช่นนั้นมีความจำเป็นอันใดหรือ? สิ่งที่เขาต้องการ... ไม่เคยเป็นความยุติธรรม แต่คือ... ความเขลาของจวนซุ่นเทียน ทั้งจวนซุ่นเทียน ศาลต้าหลี่ หรือแม้แต่ใต้เท้าหลี่ ต่างก็ถูกน้ำตาและท่าทางที่น่าสงสารของชายผู่นี้หลอกลวงไปสิ้น แม้แต่ใต้เท้าหลี่เองก็คาดไม่ถึงว่า ความรู้สึกรักความถูกต้องและโทสะของตนเองจะกลายเป็นเครื่องมือที่ทำให้คนร้ายตัวจริงหลุดรอดไปได้ พวกท่านในจวนซุ่นเทียนและศาลต้าหลี่เองก็คงไม่คิดเช่นกันว่า การตัดสินคดีที่พวกท่านคิดว่าเฉียบแหลมนั้น กลับทำให้คนโฉดลอยนวล และทำให้ผู้บริสุทธิ์ต้องตกนรกทั้งเป็น!"
อื้ออึง...
ทันใดนั้น ภายนอกห้องพิจารณาคดีก็เกิดเสียงฮือฮาขึ้นมาอย่างรุนแรง
คำพูดเหล่านี้ทำให้ผู้คนเริ่มเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่งขึ้นมาบ้างแล้ว
"
"ฟังดูแล้ว... มันช่างดูสมเหตุสมผลยิ่งนัก
เมื่อฟางเจิ้งชิงฟังจบ เขาก็รีบก้มลงเก็บไม้ตบโต๊ะที่หล่นอยู่บนพื้นขึ้นมา ปัดฝุ่นออกแล้วส่งคืนให้จูไจ้โม่ จูไจ้โม่ส่งสายตาเป็นอันรู้กันให้ฟางเจิ้งชิงหนึ่งครั้ง จากนั้นก็คว้าไม้ตบโต๊ะขึ้นมาฟาดลงไปอย่างแรงอีกครั้ง
ปัง!
"สงบเงียบ!" เขาตวาดเสียงเย็น!
คราวนี้ไม่มีใครกล้าส่งเสียงออกมาอีกเลย
จางไหลมีสีหน้าท้อแท้สิ้นหวัง และเริ่มรู้สึกหวาดกลัวขึ้นมาในใจ
ทางด้านเจี่ยชิงกลับร้องตะโกนขึ้นมาทันที "ใส่ความ ใส่ความชัดๆ... ทั้งหมดนี้เป็นเพียงการคาดเดาของท่านเท่านั้น... เป็นเพียงการคาดเดา..."
"ใส่ความรึ?" จูไจ้โม่ยิ้มออกมา แต่รอยยิ้มนั้นกลับแฝงไปด้วยความเย็นเยียบ "ไม่เห็นโลงศพไม่หลั่งน้ำตา ใครก็ได้ นำตัวพยานเข้ามา"
สิ้นเสียงคำสั่ง ก็มีคนหลายคนที่เตรียมตัวไว้นานแล้วถูกสวีเผิงจว่นำตัวเข้ามาข้างใน
"
"คนแรกที่ก้าวเข้ามาคือชายผู้มีท่าทางเหมือนคหบดี "ข้าน้อยสามารถเป็นพยานได้ เจี่ยชิงติดหนี้ข้าน้อยอยู่หลายสิบตำลึง ข้าน้อยได้ทวงถามซ้ำแล้วซ้ำเล่าแต่เขาก็ไม่มีให้ ทว่าหลังจากเกิดเหตุ เจี่ยชิงกลับนำเงินสิบกว่าตำลึงมาหาข้าน้อย ไม่เพียงแต่ใช้หนี้เก่า แต่ยังบอกว่าจะขอพนันต่ออีกไม่กี่ตาสักหน่อย แต่เขาก็แพ้หมดอีกครั้ง จึงได้ติดหนี้ข้าน้อยเพิ่มอีกเล็กน้อยขอรับ"
จากนั้นมีชายฉกรรจ์อีกคนเดินเข้ามากล่าวว่า "ข้าน้อยแซ่หวง ในคืนนั้นข้ากำลังจะไปเข้ากะกลางคืนและเดินผ่านบ้านตระกูลเจี่ย ก็ได้ยินเสียงโต้เถียงกันดังลั่น ข้าได้ยินพ่อของเจี่ยชิงโกรธจัดและพูดว่า เว้นแต่เจ้าจะฆ่าข้าเสีย ไม่เช่นนั้นข้าจะไม่มีวันมอบเงินให้เจ้าแม้แต่ตำลึงเดียว..."
หญิงคนหนึ่งก้าวขึ้นมากล่าวว่า "ข้าน้อยได้ยินเสียงเด็กร้องไห้กลางดึกขอรับ แต่หลังจากนั้นเสียงก็เงียบหายไปในทันที..."
"
""ข้าน้อยแซ่โจว ชื่อโจวเจี้ยน ในเช้าตรู่วันรุ่งขึ้นหลังจากเกิดเหตุ ขณะที่ข้าเตรียมจะไปทำงาน ข้าเห็นเจี่ยชิงเดินออกมาด้วยท่าทางรนราน และข้าคลับคล้ายคลับคลาว่าเห็นคราบเลือดบนเสื้อผ้าของเขาขอรับ"
จู่ๆ สวีเผิงจว่ก็หยิบห่อผ้าออกมาหนึ่งห่อ เมื่อคลี่ออกก็พบเสื้อผ้าที่มีรอยเลือดเปรอะเปื้อนปรากฏขึ้น
สวีเผิงจว่กล่าวว่า "ข้าคือเจ้าหน้าที่อาญาจากอำเภอซีซาน จากคำบอกเล่าเรื่องเสื้อเปื้อนเลือดของโจวเจี้ยน ข้าได้นำมือปราบไปตรวจสอบตามสถานที่ที่เจี่ยชิงมักจะไปปรากฏตัว และในที่สุดก็ได้พบเสื้อเปื้อนเลือดตัวหนึ่งที่เขาโยนลงน้ำและถูกพัดมาติดอยู่ริมฝั่งท่ามกลางกอต้นอ้อ เสื้อตัวนี้ได้รับคำยืนยันจากเพื่อนบ้านระแวกนั้นแล้วว่า เป็นเสื้อผ้าที่เจี่ยชิงมักจะสวมใส่เป็นปกติจริงๆ..."
เจี่ยชิงถึงกับอ้าปากค้างพูดไม่ออก...
เขาเพิ่งจะตะโกนว่าถูกใส่ความไปเมื่อครู่เองนะ
ใครจะไปรู้ว่า...
"
ร่างกายของเขาพลันสั่นเทาขึ้นมาทันที ลำคอขยับไปมา เดิมทีเขายังคิดจะตะโกนร้องเรียนต่อไปอีก แต่พอเห็นเสื้อเปื้อนเลือดตัวนั้น เห็นคหบดีคนนั้น เห็นสองสามีภรรยาตระกูลหวง และเห็นโจวเจี้ยน เขาก็กลับตะโกนอะไรไม่ออกเลยแม้แต่คำเดียว
ในเวลานั้น... เสียงอุทานก็ดังขึ้นเซ็งแซ่ ทุกคนต่างจ้องมองไปที่เสื้อเปื้อนเลือดตัวนั้น... ความจริงปรากฏแจ้งแล้ว!
ใบหน้าของจางไหลขาวซีดจนไม่มีสีเลือดเหลืออยู่เลย ร่างกายของเขาสั่นเทาด้วยความตื่นตระหนก ทันใดนั้นเขาก็รู้สึกถึงลางร้ายบางอย่าง
เขากล่าวอย่างยากลำบากว่า "ข้า... ข้า... ไม่ ไม่ พระนัดดา... พระนัดดา... เรื่องนี้... เหตุใดคนเหล่านี้ถึงไม่พูดตั้งแต่แรก แต่กลับเลือกที่จะออกมาเป็นพยานในเวลานี้กันเล่า..."
เขาถึงกับคิดจะโยนความรับผิดชอบทั้งหมดไปที่คหบดีคนนั้น สองสามีภรรยาตระกูลหวง และโจวเจี้ยน
เป็นเพราะพวกเจ้าทั้งนั้น หากพวกเจ้าพูดให้เร็วกว่านี้ก่อนที่คดีจะสิ้นสุดลง เรื่องราวจะกลายเป็นเช่นนี้ได้อย่างไร นี่ไม่ใช่เป็นการขุดหลุมดักข้าหรอกหรือ?
ดวงตาของจูไจ้โม่พลันเบิกกว้างขึ้นมาทันที เขากลับโกรธจัดและตวาดว่า "หุบปาก!"
ในตอนนี้เมื่อจางไหลมองจูไจ้โม่อีกครั้ง ในใจของเขากลับเต็มไปด้วยความยำเกรง
พอได้ยินคำว่าหุบปากเพียงสองคำ เขาก็ไม่กล้าสงสัยอะไรอีกต่อไป เขาทรุดตัวลงคุกเข่ากับพื้น ร่างกายสั่นสะท้านไปทั้งตัว
"จูไจ้โม่ตวาดเสียงดัง "ข้าจะบอกเจ้าให้ว่าเพราะอะไร เพราะพวกเขาเป็นเพียงราษฎรธรรมดาทั่วไป เมื่อเกิดคดีใหญ่เช่นนี้ ใครจะกล้าเข้าไปยุ่งเกี่ยวรึ? พวกเขาไม่กลัวหรือว่าหากพูดอะไรออกไปแล้วจะนำภัยมาสู่ตนเอง? นั่นเป็นเพราะพวกเขาไม่ไว้วางใจเจ้า และไม่ไว้วางใจจวนซุ่นเทียนแห่งนี้ พวกเขาหวาดกลัวว่าภัยจะมาถึงตัว หวาดกลัวว่าจะนำหายนะอันยิ่งใหญ่มาสู่ตนเอง เจ้าต้องการหลักฐาน แต่เจ้ากลับนั่งจิบชาอยู่ในจวนซุ่นเทียนแห่งนี้ แล้วหลักฐานที่ไหนมันจะเดินมาหาเจ้าถึงที่เล่า? หากเจ้าไม่ลงไปเยี่ยมเยียนด้วยตนเอง ไม่ไปพูดคุยกับพวกเขาทีละคน ไม่ทำความรู้จักพวกเขา และไม่ทำให้พวกเขาเกิดความไว้วางใจในตัวเจ้า ใครกันจะอยากหาเรื่องใส่ตัว ใครกันจะกล้าพูดจาส่งเดชออกมา..."
"
จูไจ้โม่ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าวเน้นย้ำทีละคำว่า "เจ้าทำตัวอยู่สูงส่งเกินไปจนไม่มีใครไว้วางใจเจ้า นี่แหละคือราษฎร หากเจ้าเอาแต่คิดว่าตนเองเป็นขุนนาง เจ้าก็จะถูกภาพลักษณ์ตรงหน้าลวงตาเอาได้ หากเจ้าต้องการจะรู้แจ้งในทุกสิ่ง บนโลกนี้ไม่มีวิธีที่ชาญฉลาดอะไรหรอก แต่มีวิธีหนึ่งที่ตรงไปตรงมาและได้ผลที่สุด นั่นคือการเดินเข้าไปอยู่เคียงข้างพวกเขา พูดคุยหยอกล้อเหมือนเป็นญาติพี่น้องหรือเพื่อนบ้านที่สนิทสนมกัน แล้วพวกเขาจะมองเจ้าเหมือนเป็นพี่น้องของตนเอง ไว้ใจเจ้า และบอกความจริงทุกอย่างให้เจ้าได้รับรู้ ความจริงแล้วคดีนี้ช่างง่ายดายยิ่งนัก เพียงแค่ใช้เวลาแม้เพียงเล็กน้อยเจ้าก็จะพบเงื่อนงำ และใช้ความพยายามอีกเพียงนิดความจริงก็จะปรากฏออกมาได้ แต่ตั้งแต่ต้นจนจบ จวนซุ่นเทียน... กลับไม่ยอมเสียเวลาแม้เพียงเล็กน้อย ไม่ยินยอมสละเรี่ยวแรงแม้เพียงนิดเพื่อเรื่องนี้ แต่ในตอนนี้ เจ้ากลับไปตำหนิว่าพวกเขาไม่ยอมเดินมาแจ้งความเอง ไม่ยอมมาบอกเล่าสิ่งที่ได้เห็นได้ยินมาอย่างนั้นหรือ?"
จางไหลหมอบราบอยู่กับพื้น คราวนี้เขา... ไม่กล้าปริปากโต้แย้งแม้แต่คำเดียว
มันเป็นความรู้สึกที่ประหลาดมาก ทั้งที่อีกฝ่ายเป็นเพียงเด็กคนหนึ่ง แต่ในยามนี้เขากลับรู้สึกเหมือนตนเองเป็นคนโง่เง่าเต่าตุ่นที่ถูกตักเตือน และที่สำคัญคือ... เขาไร้คำพูดจะโต้แย้งจริงๆ!
(จบแล้ว)