เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 9 - เจ้าพวกนี้มันผิดปกติ

บทที่ 9 - เจ้าพวกนี้มันผิดปกติ

บทที่ 9 - เจ้าพวกนี้มันผิดปกติ


บทที่ 9 - เจ้าพวกนี้มันผิดปกติ

เช้าตรู่ ท้องฟ้าเพิ่งจะสาง หน้าโรงครัวก็มีศิษย์นับสิบคนมารวมตัวกันแล้ว

ตอนที่เย่ฉางชิงเปิดประตู เขาก็ตกใจกับภาพตรงหน้าอยู่ไม่น้อย

"ศิษย์พี่ศิษย์น้องทุกท่าน พวกท่านมาเช้าไปไหมเนี่ย?"

"ไม่เช้า ไม่เช้าหรอก"

"ใช่ แผนการของวันเริ่มต้นที่ยามเช้า ตื่นเช้าหน่อยไม่เห็นเป็นไรเลย"

แต่ละคนส่ายหน้าปฏิเสธ ใครจะไปรู้ว่าเพื่อบะหมี่คลุกซอสชามนี้ เมื่อคืนพวกเขาต้องทนทรมานแค่ไหน แม้แต่ในฝันก็ยังซู้ดบะหมี่เลย

เรื่องนี้เย่ฉางชิงเองก็จนใจ เจ้าพวกนี้เพื่อการกินแล้ว ทุ่มเทกันสุดตัวจริงๆ

เขาไม่ได้พูดอะไรมาก ยอมให้ทุกคนเข้ามาในลานบ้าน ส่วนเย่ฉางชิงก็ไปผัดซอส ทุกคนต่างแบ่งหน้าที่กันอย่างรู้ใจ คนผ่าฟืนก็ผ่าฟืน คนตักน้ำก็ตักน้ำ คนคุมไฟก็คุมไฟ ทั้งหมดนี้ก็เพียงเพื่อให้ได้กินบะหมี่คลุกซอสเร็วขึ้นสักนิด

ไม่นานนัก กลิ่นหอมของซอสก็ลอยคลุ้งไปทั่วลานบ้าน ศิษย์ยอดเขากระบี่เทวะนับสิบคน จับกลุ่มนั่งยองๆ รวมกันสามห้าคน สวาปามอาหารคำโตอย่างไม่ห่วงภาพพจน์เลยแม้แต่น้อย

แต่ละคนกินกันมูมมามราวกับพายุ ไม่มีมาดของศิษย์สำนักเซียนเหลืออยู่เลย ดูเหมือนชายแก่ตามชนบทในโลกมนุษย์เสียมากกว่า

"ศิษย์น้องฉางชิง ขอเพิ่มอีกชาม"

"สองชาม"

"ทางนี้ด้วย"

เสียงขอเพิ่มบะหมี่ดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง แม้แต่ศิษย์หญิง อย่างน้อยก็ต้องเบิ้ลสองชาม ศิษย์ชายยิ่งไม่ต้องพูดถึง

"ศิษย์น้องฉางชิง มื้อเที่ยงเตรียมบะหมี่ไว้เยอะๆ หน่อยนะ"

หลังจากกินเสร็จ ล้างชามและเก็บกวาดเรียบร้อย บางคนก็ยังไม่วายหันมาบอกเย่ฉางชิงอีก เพราะรู้สึกว่ากินบะหมี่เท่าไหร่ก็ไม่พอ

คำพูดนี้ได้รับความเห็นชอบจากทุกคนในที่นั้น ทว่าเย่ฉางชิงกลับส่ายหน้า

"มื้อเที่ยงไม่กินบะหมี่แล้ว ข้าเพิ่งคิดค้นเมนูใหม่ได้"

ให้กินบะหมี่ทุกมื้อ กินมากๆ เข้าเดี๋ยวก็เบื่อ พอดีเมื่อวานระบบแจกรางวัลเป็นเมนูเนื้อหมูผัด ถือโอกาสให้พวกเขาเปลี่ยนรสชาติเสียหน่อยก็แล้วกัน

มันเป็นอาหารพื้นบ้านธรรมดาๆ เลือกใช้เนื้อหมูลายแดงชั้นดีที่มีมันแทรก วิธีทำก็แสนง่ายดาย เมื่อกินคู่กับข้าวสวยร้อนๆ รับรองว่าเป็นมื้อที่อร่อยล้ำแน่นอน

เมื่อได้ยินว่ามื้อเที่ยงจะมีเมนูใหม่ ดวงตาของบรรดาศิษย์ก็เป็นประกายขึ้นมาทันที

หากเป็นเมื่อก่อน พวกเขาคงไม่คาดหวังอะไรเลย แต่ตอนนี้ หลังจากได้ลิ้มรสบะหมี่คลุกซอสแล้ว ทุกคนก็เปลี่ยนมุมมองต่อฝีมือการทำอาหารของเย่ฉางชิงไปอย่างสิ้นเชิง

"ดีๆๆ ศิษย์น้องฉางชิงมีอะไรให้พวกข้าช่วยหรือไม่? บอกมาได้เลยนะ"

"ใช่แล้ว ข้ายังมีโอสถหลอมกายาอยู่อีกสองสามเม็ด ศิษย์น้องฉางชิงเหนื่อยมามาก เอาไปใช้บำเพ็ญเพียรเถอะ"

"ศิษย์พี่เกรงใจเกินไปแล้ว โอสถเมื่อวานของข้าก็ยังมีเหลืออีกเยอะเลย"

"มันไม่เกี่ยวกันเสียหน่อย หากศิษย์น้องคิดว่ามันเยอะไป ก็กินเล่นเป็นลูกอมไปเลยสิ"

พอได้ยินว่าจะมีของอร่อยให้กิน แต่ละคนก็พากันเอาอกเอาใจสุดฤทธิ์ มีทั้งเสนอตัวช่วยงาน มีทั้งประเคนโอสถและผงยาให้

ในเรื่องนี้ แม้เย่ฉางชิงจะโบกมือปฏิเสธพัลวัน แต่สุดท้ายก็จำต้องรับโอสถเหล่านี้ไว้อยู่ดี

พวกเขายอมให้เย่ฉางชิงเอาไปกินเล่นเป็นลูกอม ดีกว่าจะต้องเก็บคืนไป

"เรื่องช่วยงานคงไม่ต้องรบกวนหรอก ศิษย์พี่ศิษย์น้องแค่มาให้ตรงเวลาก็พอแล้ว"

ก็ไม่ได้มีอะไรให้ช่วยนี่นา เมื่อได้ยินดังนั้น ทุกคนก็ไม่ได้พูดอะไรอีก หลังจากกินมื้อเช้าเสร็จ พวกเขาก็ทยอยกันกลับไป

แทบทุกคนเป็นศิษย์รับใช้ แต่ละคนล้วนมีภารกิจติดตัว ย่อมเป็นไปไม่ได้ที่จะขลุกอยู่กับเย่ฉางชิงที่นี่ตลอดเวลา

ทว่าลู่โยวโยวกลับไม่ได้จากไป เมื่อเห็นนางรั้งอยู่เพียงลำพัง เย่ฉางชิงก็ยิ้มพลางเอ่ยถาม

"วันนี้ศิษย์พี่โยวโยวไม่มีธุระอะไรหรือขอรับ?"

"ข้าก็ว่างทุกวันอยู่แล้วนี่"

ลู่โยวโยวตอบกลับด้วยรอยยิ้ม ทำเอาเย่ฉางชิงมุมปากกระตุก

"หมายความว่า ศิษย์พี่โยวโยวไม่ต้องบำเพ็ญเพียรงั้นหรือ?"

"ก็ต้องทำนั่นแหละ แต่ไม่ต้องรีบ เอาไว้ฝึกตอนกลางคืนก็ได้ จริงสิ ศิษย์น้องมีอะไรให้ช่วยหรือไม่?"

ในฐานะศิษย์สืบทอด ภารกิจเพียงอย่างเดียวของลู่โยวโยวก็คือการบำเพ็ญเพียร ส่วนเรื่องอื่นๆ ล้วนมีคนคอยจัดการให้

แต่พอคิดว่ามื้อเที่ยงจะได้กินเมนูใหม่ เด็กสาวก็หมดอารมณ์บำเพ็ญเพียรไปเสียดื้อๆ นางจึงตัดสินใจรั้งอยู่ที่นี่จนกว่าจะถึงมื้อเที่ยง

เมื่อเห็นดังนั้น เย่ฉางชิงก็ไม่ได้พูดอะไรต่อ เขาตั้งใจจะไปบำเพ็ญเพียรเสียหน่อย อย่างไรเสียกว่าจะถึงมื้อเที่ยงก็อีกนาน

"งั้นศิษย์พี่ก็ตามสบายนะ ข้าขอตัวไปบำเพ็ญเพียรสักพัก"

"งั้นข้าสอนเจ้าเอง"

นางตอบอย่างไม่ลังเลเลย การได้รับการชี้แนะจากศิษย์สืบทอดโดยตรง ถือเป็นโอกาสที่ศิษย์คนใดก็ไม่อาจไขว่คว้ามาได้ง่ายๆ

และหากต้องการได้โอกาสเช่นนี้ ย่อมต้องแลกมาด้วยราคาที่สูงลิ่ว

เพราะศิษย์สืบทอดไม่ใช่คนที่ใครจะเข้าถึงได้ง่ายๆ ดูอย่างบรรดาศิษย์รับใช้มากมายก็ยังจำสถานะของลู่โยวโยวไม่ได้ นั่นเป็นเพราะในวันธรรมดาพวกเขาแทบจะไม่มีโอกาสได้ติดต่อกับศิษย์สืบทอดเลย

"ได้สิขอรับ"

เย่ฉางชิงไม่ได้ปฏิเสธ จากนั้นทั้งสองก็เริ่มฝึกฝนกันในลานบ้าน

ทว่าผ่านไปเพียงครึ่งชั่วยาม ลู่โยวโยวก็เริ่มสงสัยในชีวิตขึ้นมาแล้ว

อาจเป็นเพราะประสบการณ์ชีวิตของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ลู่โยวโยวเติบโตมาท่ามกลางกลุ่มคนที่มีพรสวรรค์เป็นอัจฉริยะมาตั้งแต่เด็ก

แต่พรสวรรค์ของเย่ฉางชิงนี่สิ... มันช่างหาคำบรรยายยากจริงๆ

ความเข้าใจของเขานั้นสูงมาก เรื่องการบำเพ็ญเพียรหลายๆ อย่าง พูดแค่ครั้งเดียวเขาก็เข้าใจ แถมยังพลิกแพลงได้อีก แต่พอเริ่มลงมือปฏิบัติจริง มันกลับกลายเป็นอีกเรื่องเลย

มันเป็นความรู้สึกแบบที่สมองเข้าใจทะลุปรุโปร่งแล้ว แต่แขนขาไม่ยอมรับรู้นั่นแหละ

วิชายุทธ์พื้นฐานง่ายๆ เย่ฉางชิงต้องใช้เวลาเรียนรู้กระบวนท่าหนึ่งนานมาก

ในมุมมองของลู่โยวโยว วิชายุทธ์ง่ายๆ แค่นี้ ทำแค่รอบสองรอบก็น่าจะทำเป็นแล้วไม่ใช่หรือไง

เมื่อมองเห็นแววตาสงสัยของลู่โยวโยว เย่ฉางชิงก็อดหน้าแดงไม่ได้

"ศิษย์พี่โยวโยว หรือท่านจะไปพักผ่อนก่อน ให้ข้าฝึกเองดีหรือไม่?"

"ไม่เอา ข้าทำได้ ถ้าไม่ไหวพวกเราก็ฝึกกันอีกหลายๆ รอบ ท่านอาจารย์บอกว่าความขยันสามารถชดเชยความด้อยพรสวรรค์ได้"

ลู่โยวโยวกล่าวอย่างดื้อรั้น เด็กสาวผู้นี้ช่างมีความมุ่งมั่นนัก บอกว่าจะสอนเย่ฉางชิงบำเพ็ญเพียร ก็ต้องสอนให้เป็นให้ได้

ฝึกฝนกันไปจนใกล้จะถึงเวลาเที่ยง เย่ฉางชิงก็เริ่มเตรียมอาหารกลางวัน

ส่วนลู่โยวโยวกลับตกอยู่ในภวังค์ความคิด นางกำลังหาวิธีว่าจะสอนศิษย์น้องฉางชิงต่อไปอย่างไรดี

เย่ฉางชิงไม่ได้สนใจนาง เขาหยิบเนื้อหมูลายแดงมาครึ่งซีก หนักร้อยกว่าจิน สำหรับมื้อเที่ยงน่าจะพอกินแล้ว

ล้างให้สะอาด หั่นเป็นชิ้น หมักไว้ จากนั้นก็เตรียมเครื่องปรุง และที่ขาดไม่ได้เลยก็คือหุงข้าว

ในขณะที่เย่ฉางชิงกำลังเตรียมอาหารมื้อเที่ยงอยู่นั้น ศิษย์รับใช้ตามจุดต่างๆ บนยอดเขากระบี่เทวะต่างก็เริ่มนับเวลาถอยหลังอย่างเงียบๆ

ณ ลานกว้างใจกลางยอดเขา ศิษย์รับใช้กว่าสิบคนกำลังทำความสะอาดกันอยู่ สามคนในนั้นจับกลุ่มคุยกัน น้ำลายสอเต็มปาก

"อีกนานแค่ไหนเนี่ย?"

"อย่าเพิ่งรีบร้อน อีกครึ่งชั่วยามก็จะถึงเวลาอาหารแล้ว"

"บ้าเอ๊ย ทำไมต้องรออีกตั้งครึ่งชั่วยาม ข้าจะหิวตายอยู่แล้วนะ"

"เลิกพูดไร้สาระได้แล้ว รีบๆ กวาดให้เสร็จแล้วไปต่อแถวกัน ช้าเดี๋ยวต่อคิวไม่ทันจะอดกินเอานะ"

"จริงด้วยๆ รีบๆ ทำให้เสร็จแล้วไปต่อคิวดีกว่า"

เพื่อของกินแล้ว ทั้งสามคนก็เหมือนถูกฉีดสารกระตุ้น ไม้กวาดในมือพวกเขาถึงกับร่ายรำจนเห็นเป็นภาพติดตา

เมื่อเห็นว่าทั้งสามคนกวาดจนไม้กวาดแทบจะลุกเป็นไฟ ศิษย์รับใช้คนอื่นๆ ต่างก็มองด้วยสีหน้าซับซ้อน แววตาเต็มไปด้วยความสงสัย

"ศิษย์พี่ พวกเขาไม่เป็นอะไรใช่ไหม ทำไมข้าถึงรู้สึกว่ามันไม่ปกตินะ?"

"ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน หรือว่ากำลังฝึกวิชายุทธ์อะไรอยู่หรือเปล่า?"

"ไม่น่าจะใช่นะ มีวิชายุทธ์อะไรที่ใช้ไม้กวาดด้วยหรือ?"

"เหมือนจะไม่มีนะ... เฮ้ย! ไฟไหม้ พวกเจ้าดูสิ!"

เมื่อมองตามนิ้วไป ก็เห็นว่าไม้กวาดของหนึ่งในนั้น ถูกกวาดเสียดสีจนเกิดไฟลุกพรึบขึ้นมาจริงๆ ในเวลานั้นทุกคนถึงกับยืนอึ้ง กวาดพื้นแค่นี้ เจ้ากวาดจนไม้กวาดติดไฟเลย นี่มันหมายความว่าไงเนี่ย?

(จบแล้ว)

จบบทที่ บทที่ 9 - เจ้าพวกนี้มันผิดปกติ

คัดลอกลิงก์แล้ว