- หน้าแรก
- พ่อครัวเทพจุติสะเทือนแดนเซียน
- บทที่ 4 - กินจนคลั่ง
บทที่ 4 - กินจนคลั่ง
บทที่ 4 - กินจนคลั่ง
บทที่ 4 - กินจนคลั่ง
เมื่อได้ยินดังนั้น เย่ฉางชิงก็เริ่มลงมือต้มบะหมี่ ส่วนทั้งสามคนก็เดินเข้ามาที่โต๊ะตัวใหญ่อย่างสงสัย
ยิ่งเดินเข้ามาใกล้ ทั้งสามก็ยิ่งได้กลิ่นหอมหวนเตะจมูก สายตาทั้งสามคู่จับจ้องไปที่กะละมังซอสเนื้อสับในทันที กลิ่นหอมนี้ลอยออกมาจากที่นี่นี่เอง
"หอมจังเลย"
สีหน้าของพวกเขาเปลี่ยนไป กลิ่นหอมนี้กระตุ้นความอยากอาหารของทั้งสามได้อย่างชะงัด หนอนตะกละในท้องถึงกับก่อกบฏขึ้นมาในวินาทีนี้
"ศิษย์น้องฉางชิง นี่เจ้าเป็นคนทำหรือ?"
น้ำลายไหลเยิ้มที่มุมปาก พวกเขาหันไปถามเย่ฉางชิง
"ใช่แล้วขอรับ"
"นี่... พวกเราลองชิมดูหน่อยได้หรือไม่?"
"ศิษย์พี่ทั้งสามโปรดใจเย็นก่อน ซอสเนื้อสับนี่ต้องกินคู่กับเส้นบะหมี่ถึงจะอร่อย"
แค่กินซอสเปล่าๆ เนี่ยนะ เย่ฉางชิงมุมปากกระตุก เมื่อครู่นี้ยังทำท่าทีไม่แยแสอยู่เลยไม่ใช่หรือไง
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ทั้งสามคนก็ไม่กล้าลงมือทำอะไรบุ่มบ่าม ได้แต่ยืนรออย่างว่าง่ายอยู่หน้าโต๊ะ ทว่าแววตาที่จ้องมองชามซอสนั้นกลับทอประกายเจิดจ้า ส่วนน้ำลายที่มุมปากก็ไหลย้อยออกมาไม่หยุดหย่อน
"บ้าเอ๊ย ศิษย์น้อง น้ำลายเจ้าหยดใส่รองเท้าข้าแล้วนะ"
"ศิษย์พี่ก็เหมือนกันนั่นแหละ คอเสื้อเปียกชุ่มไปหมดแล้ว"
"อา..."
พวกเขาไม่เคยรู้สึกว่าเวลาผ่านไปเชื่องช้าขนาดนี้มาก่อนเลย มองดูกะละมังซอสสลับกับมองเย่ฉางชิงที่กำลังต้มบะหมี่ ทั้งสามคนเอาแต่สงสัยว่าทำไมวันนี้บะหมี่ถึงสุกช้านัก
ปกติเวลาต้มบะหมี่ พอน้ำเดือดปุดๆ มันก็สุกแล้วไม่ใช่หรือ
"ศิษย์น้องฉางชิง ยังไม่เสร็จอีกหรือ?"
นี่เป็นการเร่งเร้าครั้งที่สามแล้ว เย่ฉางชิงตอบกลับอย่างจนใจ
"รอน้ำเดือดอีกรอบก็ใช้ได้แล้วขอรับ ศิษย์พี่ทั้งสามโปรดใจเย็นๆ ก่อน"
"จะไม่ให้ใจร้อนได้อย่างไรล่ะ คำโบราณว่าไว้ เรื่องกินไม่กระตือรือร้น การเป็นคนก็คงมีปัญหาแล้ว ข้าว่ามันน่าจะพอดีแล้วนะ ศิษย์น้องฉางชิง ข้าชอบกินเส้นบะหมี่แบบแข็งๆ หน่อยน่ะ"
เพื่อซอสคำนี้ ทั้งสามคนยอมละทิ้งศักดิ์ศรีไปจนหมดสิ้น ก่อนหน้านี้พวกเขามาที่โรงครัวก็เพราะไม่มีทางเลือกอื่น ทว่าตอนนี้กลับเผยสัญชาตญาณนักกินออกมาอย่างเต็มที่
ในระหว่างที่ทั้งสามคนกำลังรอคอยอยู่นั้น ศิษย์รับใช้คนอื่นๆ ก็ทยอยเดินทางมาถึงและเดินเข้ามาในลานบ้าน
เช่นเดียวกับสามคนแรก เมื่อเห็นกระทะใบใหญ่และโต๊ะ พวกเขาก็ชะงักไปเล็กน้อย แต่หลังจากได้กลิ่นหอมของซอสแล้ว แต่ละคนก็เก็บอาการไม่อยู่เช่นกัน
กลิ่นแบบนี้ สำหรับพวกเขามันยากที่จะต้านทานไหวจริงๆ
"ศิษย์น้องฉางชิง เสร็จหรือยัง"
"ข้าทนไม่ไหวแล้ว ศิษย์น้อง เจ้ายกเส้นบะหมี่ดิบๆ มาให้ข้าสักชามเลยเถอะ ปกติศิษย์พี่ก็ชอบกินของสดอยู่แล้ว"
เส้นบะหมี่ของศิษย์พี่สามคนที่มาถึงเป็นกลุ่มแรกสุกพอดี เย่ฉางชิงตักซอส โรยต้นหอม แตงกวา และเครื่องเคียงอื่นๆ ให้พวกเขา
พร้อมทั้งสอนวิธีคลุกเคล้าเส้นบะหมี่กับซอสให้เข้ากันก่อนรับประทาน
เดิมทีกลิ่นหอมของซอสก็ยากจะต้านทานอยู่แล้ว ในวินาทีนี้ เมื่อทั้งสามคนเริ่มคลุกเคล้า กลิ่นหอมก็ยิ่งอบอวลไปทั่ว ทำเอาผู้คนที่มุงดูอยู่รอบๆ ถึงกับน้ำลายสอ
"ให้ตายเถอะ หอมเป็นบ้าเลย"
"ไม่รู้ว่ารสชาติมันจะเป็นยังไงนะ"
บรรดาศิษย์พี่ศิษย์น้องต่างจ้องมองทั้งสามคนเขม็ง พวกเขาอยากรู้เหลือเกินว่าบะหมี่คลุกซอสที่ไม่เคยเห็นมาก่อนชามนี้ จะมีรสชาติอย่างไรกันแน่
หลังจากคลุกเคล้าจนเข้ากัน ทันทีที่ทั้งสามคีบบะหมี่คำแรกเข้าปาก ทุกคนก็กลั้นหายใจรอคอยคำตอบจากทั้งสามคน
ส่วนเย่ฉางชิงที่กำลังต้มเส้นบะหมี่อยู่อีกฝั่ง ส่ายหน้ายิ้มๆ แค่กินบะหมี่ชามเดียว ทำไมถึงได้ทำตัวเคร่งเครียดกันขนาดนี้นะ
"ศิษย์น้องเป็นอย่างไรบ้าง รสชาติเป็นอย่างไร?"
"อร่อยหรือไม่?"
เมื่อเห็นทั้งสามคนเคี้ยวบะหมี่ในปากพร้อมกับแสดงสีหน้าเคลิบเคลิ้มสุดขีด บรรดาศิษย์พี่ศิษย์น้องก็พากันรุมถามด้วยความร้อนใจ
อร่อยหรือไม่อร่อยก็พูดมาสักคำสิโว้ย
ทั้งสามคนไม่ได้ตอบ ทว่าวินาทีต่อมา พวกเขากลับแปรสภาพเป็นดั่งหลุมดำขนาดยักษ์ สูบเส้นบะหมี่ในชามเข้าปากราวกับพายุบ้าคลั่ง
ท่าทางราวกับคนอดอยากมาหลายวัน เมื่อเห็นเช่นนี้ ทุกคนในที่นั้นก็รู้ได้ทันทีว่า บะหมี่ชามนี้ต้องโคตรอร่อยแน่นอน!
แต่ละคนแทบจะพุ่งเข้าไปรุมล้อมเย่ฉางชิงอย่างบ้าคลั่ง ตั้งตารอคอยบะหมี่ชามของตัวเองอย่างใจจดใจจ่อ
ชั่วขณะนั้น ทั่วทั้งลานโรงครัวก็เต็มไปด้วยเสียงร้องตะโกนโวยวาย
"ศิษย์น้องฉางชิง เพิ่มปริมาณให้ข้าที ช่วงนี้ศิษย์พี่กำลังฝึกฝนร่างกาย เลยกินจุหน่อย"
"เมื่อวานเจ้าเพิ่งบอกว่าจะเปลี่ยนไปฝึกวิถีโอสถไม่ใช่หรือไง ยังกะจะย้ายไปยอดเขาโอสถราชันอยู่เลย จะมาฝึกร่างกายบ้าบออะไรตอนนี้ ศิษย์น้องอย่าไปฟังมัน ช่วงนี้ศิษย์พี่กำลังฝึกหลอมอาวุธ เอาชามใหญ่ๆ มาให้ข้า"
"ศิษย์น้อง เสร็จหรือยัง เจ้าดูสิ เส้นบะหมี่มันลอยขึ้นมาแล้ว ใช้ได้แล้วๆ"
"ศิษย์น้อง บะหมี่ดิบของข้าล่ะ? ศิษย์พี่ไม่ชอบกินของสุก เจ้ายกบะหมี่ดิบๆ มาให้ข้าได้เลย"
ผู้คนราวสิบกว่ายี่สิบคนรุมล้อมเย่ฉางชิงพลางส่งเสียงโหวกเหวก ทว่าเย่ฉางชิงกลับไม่สะทกสะท้านแต่อย่างใด เขายังคงต้มบะหมี่ไปตามขั้นตอน
กระทะใบใหญ่นี้สามารถต้มบะหมี่ได้ครั้งละกว่าสิบชาม
ไม่นานนัก บะหมี่รอบที่สองก็สุกได้ที่ เมื่อเห็นดังนั้น ดวงตาของบรรดาศิษย์พี่ศิษย์น้องก็แดงก่ำขึ้นมาทันที พวกเขาจ้องมองบะหมี่กว่าสิบชามนั้นราวกับกำลังมองดูสมบัติล้ำค่าที่หาได้ยากยิ่ง
ศิษย์พี่ที่อายุมากที่สุดในกลุ่มเอ่ยขึ้นว่า
"ศิษย์น้องทุกท่าน ข้าคิดว่าสำนักเต้าอีของเรามีธรรมเนียมเคารพผู้อาวุโสเมตตาผู้น้อยมาโดยตลอด ดังนั้นบะหมี่คลุกซอสชามนี้..."
"ของข้า"
ศิษย์พี่ผู้นี้ยังคิดจะพูดอะไรต่อ ทว่ายังไม่ทันจบประโยค บรรดาศิษย์น้องก็ตะโกนลั่น ก่อนจะพุ่งพรวดเข้าไปดันเขาจนกระเด็นออกจากฝูงชนในพริบตา
"ข้ามาก่อน ต้องได้ก่อนไม่เข้าใจหรือไง"
"เมื่อกี้เจ้าไม่ได้ยินศิษย์พี่บอกให้เคารพผู้อาวุโสเมตตาผู้น้อยหรือไง ข้าเป็นศิษย์พี่ บะหมี่ชามนี้เจ้าควรจะยกให้ข้า"
"ไม่ได้ เรื่องอื่นคุยกันได้ แต่บะหมี่ชามนี้ต้องเป็นของข้า"
"ศิษย์น้อง ข้าให้โอสถหลอมกายาเจ้าหนึ่งเม็ด เจ้ายกบะหมี่ชามนี้ให้ข้ากินก่อนตกลงหรือไม่?"
"ข้าให้สองเม็ด ศิษย์พี่ท่านปล่อยมือเดี๋ยวนี้"
เพื่อบะหมี่คลุกซอสเพียงชามเดียว บรรดาศิษย์พี่ศิษย์น้องถึงกับยอมใช้โอสถหลอมกายามาแลก
ต้องรู้ก่อนว่าโอสถหลอมกายานี้คือยาจำเป็นสำหรับการฝึกฝนของผู้ฝึกตนในขอบเขตหลอมกายา ในฐานะศิษย์รับใช้ พวกเขาได้รับเพียงเดือนละสิบเม็ดเท่านั้น
แต่ตอนนี้กลับยอมเอามาแลกเพียงเพื่อบะหมี่ชามเดียว
แถมยังไม่มีใครได้ลิ้มรสเลยสักคน ทว่าแค่ได้กลิ่นก็ยืนยันได้แล้วว่า บะหมี่ชามนี้ต้องเป็นของอร่อยล้ำเลิศระดับโลกมนุษย์อย่างแน่นอน มิฉะนั้นทำไมสามคนแรกถึงได้กินมูมมามราวกับเสือหิวเช่นนั้น
ความเร็วในการสวาปามแบบนั้น มันไม่ใช่วิสัยของมนุษย์แล้ว
อันที่จริงหากจะถามว่าตอนนี้ใครมีสิทธิ์มีเสียงมากที่สุด ย่อมต้องเป็นศิษย์พี่ทั้งสามคนที่ได้ลิ้มรสชาติไปแล้วนั่นเอง
ในตอนนี้บะหมี่ชามโตได้ถูกทั้งสามคนจัดการจนเกลี้ยง กลิ่นก็หอม รสชาติก็ยิ่งเลิศล้ำ กินแล้วรู้สึกไม่พอจริงๆ
ซอสที่คลุกเคล้าเข้ากับเส้นบะหมี่ รสชาตินี้ช่างทำเอาหยุดกินไม่ได้เลย
ดังนั้น หลังจากกินชามแรกหมด ทั้งสามก็ไม่ลังเลเลยแม้แต่น้อย รีบสาวเท้าเข้ามาหาเย่ฉางชิงทันที
"ศิษย์น้อง ขออีกชาม"
ทันทีที่พูดจบ สายตาของบรรดาศิษย์พี่ศิษย์น้องที่กำลังแย่งชิงบะหมี่กันอยู่ ก็หันขวับมามองพวกเขาทั้งสามคน แต่ละคนทอประกายอันตรายวาบขึ้นในดวงตา
ศิษย์พี่ที่อายุมากที่สุดก่อนหน้านี้ ยิ่งเผยรอยยิ้มที่คล้ายกับไม่ได้ยิ้มออกมา ก่อนจะเอ่ยว่า
"ศิษย์พี่คิดว่า ตอนนี้พวกเจ้าควรจะไปต่อแถว แล้วให้ศิษย์พี่ศิษย์น้องที่ยังไม่ได้กินได้กินก่อน พวกเจ้าว่าอย่างไร?"
พริบตานั้น แรงกดดันจากบรรดาศิษย์พี่ศิษย์น้องกว่ายี่สิบคน ก็ทำเอาทั้งสามคนใจเต้นระรัว อดไม่ได้ที่จะลอบกลืนน้ำลาย ความมีเหตุผลบอกพวกเขาว่าตอนนี้ควรจะเชื่อฟังคำพูดของศิษย์พี่ แต่ปากกลับเอ่ยออกไปอย่างควบคุมไม่ได้
"แต่ข้ายังอยากกินอีกนี่นาศิษย์พี่"
ในเวลาเดียวกัน ก็มีศิษย์คนอื่นๆ ที่แย่งบะหมี่มาได้สำเร็จ พวกเขาเลียนแบบท่าทางของทั้งสามคนด้วยการคลุกเคล้าบะหมี่ให้เข้ากัน ก่อนจะคีบเข้าปากคำโต พริบตานั้นทั้งร่างก็ราวกับได้เลื่อนขั้นบรรลุธรรม
"อะ...อร่อยมากกกก"
(จบแล้ว)