- หน้าแรก
- ตำนานดาบพเนจรสะท้านภพ
- บทที่ 404 - ความพยายามที่สูญเปล่า
บทที่ 404 - ความพยายามที่สูญเปล่า
บทที่ 404 - ความพยายามที่สูญเปล่า
บทที่ 404 - ความพยายามที่สูญเปล่า
ซ่า... ซ่า...
เศษหินน้อยใหญ่ร่วงหล่นลงมาเป็นทาง
วู่ปาในสภาพเนื้อตัวมอมแมมรีบหดตัวหลบ หลี่เหยียนจึงเริ่มจุดคบไฟและมุดนำทางออกมา เขาใช้มือกอดรัดโขดหินไว้พลางกวาดสายตามองไปรอบๆ
ถ้ำจุดชีพจรหยางบนยอดเขาเสินหนงติ่งแห่งนี้ มีขนาดใหญ่กว่าที่เขาเห็นในห้วงนิมิตเสียอีก เส้นทางภายในคดเคี้ยวสลับซับซ้อน มักจะมีเศษหินและดินร่วงหล่นลงมาขวางทางอยู่เป็นระยะ
หากไม่ได้ล่วงรู้มาก่อน ย่อมจะไม่มีผู้ใดคาดคิดเลยว่า ภายใตยอดเขาเสินหนงติ่งอันรกร้างและไร้ผู้คนแห่งนี้ จะมีโลกที่ซ่อนเร้นอยู่อีกชั้นหนึ่ง
เมื่อได้สำรวจดูโดยรอบ หลี่เหยียนก็พบว่าเป็นอย่างที่เขาคาดการณ์ไว้จริงๆ
เบื้องหน้าคือถ้ำหินปูนที่เห็นร่องรอยการดัดแปลงด้วยน้ำมือมนุษย์อย่างชัดเจน มีการขุดเจาะถ้ำเล็กถ้ำน้อยกระจายอยู่ทั่วไป ดูแล้วยุ่งเหยิงและไม่จัดว่าเป็นที่อยู่อาศัยของมนุษย์
ตามผนังหินด้านข้าง ยังมีการขุดเจาะเป็นช่องๆ ดูคล้ายกับสถานที่สำหรับวางโลงศพแขวน ทว่าสิ่งที่อยู่ข้างในนั้นกลับเป็นโครงกระดูกที่มีแขนเดียวและขาเดียว
ที่แห่งนี้ เห็นทีจะเป็นสุสานบรรพบุรุษของเผ่าเสินขุยไม่ผิดแน่
เผ่าเสินขุยในป่าเสินหนงเจี้ย มีร่องรอยการใช้วิชาอาคมของสำนักพราหมณ์พิธีลับมาแก้ไขจุดกำเนิด และถูกนำมาวางไว้ที่นี่ เห็นได้ชัดว่าเป้าหมายคือการอารักขาสิ่งของบางอย่าง
ยุทธวิธีเช่นนี้ก็เป็นเอกลักษณ์ของสำนักพราหมณ์พิธีลับ ที่มักจะจับกุมและสั่งการอสุรกายเพื่อทำหน้าที่เฝ้าสุสาน
ไม่อาจทราบได้ว่าจะมีผู้ใดมาฝังร่างไว้ที่นี่หรือไม่?
หลี่เหยียนเริ่มเกิดความอยากรู้อยากเห็นมากขึ้น เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ หนึ่งครา เมื่อตรวจสอบสภาพภูมิประเทศเบื้องล่างเรียบร้อยแล้ว จึงถือคบไฟกระโดดลงไปด้านล่างทันที
หลังจากโหนตัวไปมาได้สองสามครั้ง เขาก็ลงไปถึงก้นถ้ำได้อย่างมั่นคง
คนอื่นๆ ต่างก็พากันไต่ลงมาตามหลัง
“พับผ่าสิ... ที่นี่... หรือว่าจะเป็นสุสานของท่านกษัตริย์เสินหนงกันรึ!”
ซาหลี่เฟยเบิกตากว้างด้วยความตกใจ เขาล่วงรู้ดีว่าสถานที่แห่งนี้ดูคล้ายกับเป็นสุสานขนาดยักษ์
“เจ้ากังวลเกินไปแล้ว”
หลี่เหยียนกวาดสายตามองไปรอบๆ ก่อนจะส่ายหน้า “ลองดูรอยขุดเจาะพวกนั้นสิ ปีพุทธศักราชมันไม่ได้ยาวนานขนาดนั้น น่าจะเป็นสิ่งของอย่างอื่นมากกว่า”
พูดมาถึงตรงนี้ ในใจของเขาก็เริ่มเกิดข้อสันนิษฐานบางอย่างขึ้นมา
เดิมทีที่นี่มีเผ่าเสินขุยคอยเฝ้าอยู่ ทว่ายามนี้พวกมันอพยพออกไปจนหมดแล้ว จึงไม่มีความอันตรายใดๆ หลงเหลืออยู่
อาศัยความทรงจำจากห้วงนิมิต หลี่เหยียนนำทางทุกคนเดินลัดเลาะไปตามเส้นทางที่คดเคี้ยว เพียงไม่นานพวกเขาก็ได้พบกับประตูทองแดงบานนั้น
“ถึงแล้ว คือที่นี่แหละ!”
หลี่เหยียนชูคบไฟขึ้นสูงพลางสำรวจประตูทองแดงด้วยความระมัดระวัง
สถานที่แห่งนี้ต้องมีอาถรรพ์บางอย่างซ่อนอยู่แน่นอน ขนาดมังกรนารีมาเข้าฝันก็ยังไม่อาจมองเห็นได้เลยว่าสิ่งที่อยู่เบื้องหลังประตูนี้คือสิ่งใด
“โฮก...”
ในวินาทีนั้นเอง ‘โซ่วอวี๋’ ที่ติดตามเข้ามาด้วยก็คำรามออกมาเบาๆ
หลี่ว์ซันขมวดคิ้ว เขาผู้นี้รีบสื่อสารด้วยภาษาเทวะกับมันครู่หนึ่ง ก่อนจะอธิบายให้ทุกคนฟัง “ท่านเทพเจ้าเขาบอกว่า ที่นี่มีพลังงานบางอย่างที่คอยผลักดันท่านไว้ เพียงแค่เข้าใกล้ท่านก็รู้สึกอึดอัดจนแทบจะทนไม่ไหว ท่านจึงจะขอรอพวกเราอยู่ที่ด้านนอกแทน”
“โอ้?”
หลี่เหยียนหรี่ตาลงเล็กน้อย ในใจเริ่มตระหนักแจ้งทันที
สถานที่แห่งนี้ น่าจะมีการจัดวางค่ายกลที่เน้นจัดการกับเทพเจ้าโดยเฉพาะ ด้วยเหตุนี้มังกรนารีหรือ ‘โซ่วอวี๋’ จึงไม่อาจเข้าใกล้ได้
เขาถือคบไฟก้าวไปข้างหน้า สำรวจประตูทองแดงอย่างละเอียด เห็นมันเต็มไปด้วยคราบสนิมทองแดงเขียว ลวดลายรอบๆ ดูโบราณคร่ำครึ ทว่ากลับแฝงไว้ด้วยกลิ่นอายที่ค่อนข้างใหม่ปะปนอยู่บ้าง
“นี่เป็นฝีมือช่างในสมัยราชวงศ์ซ่ง”
หวังเต้าเสวียนที่เดินสำรวจอยู่รอบข้างเอ่ยขึ้น “คนสมัยซ่งนั้นนิยมเรื่องความโบราณ ไม่ว่าจะเป็นในราชวังหรือในหมู่ราษฎร ต่างก็ชอบทำเครื่องทองแดงเลียนแบบสมัยราชวงศ์ซางและโจว ทั้งยังรู้วิธีการทำให้มันดูเก่าด้วย”
“อืม ทุกคนระวังตัวกันหน่อยนะ”
หลี่เหยียนพยักหน้า เขารีบหยิบกุญแจกลไกโบราณออกมา เล็งให้ตรงกับรูทีละรู แล้วจึงเสียบมันเข้าไปก่อนจะค่อยๆ ออกแรงบิดส่วนหัวของมันอย่างช้าๆ
กริ๊ก! กริ๊ก! กริ๊ก!
ภายในประตูทองแดงพลันบังเกิดเสียงกลไกทำงานสั่นพ้องส่งเสียงดังรัวๆ ก่อนที่ประตูจะค่อยๆ เปิดออกพร้อมกับฝุ่นผงที่ร่วงหล่นลงมา
ทันใดนั้น กลิ่นเหม็นเน่ารุนแรงก็พวยพุ่งเข้าปะทะจมูกทันที
“เหม็นชะมัด! นี่มันตัวอะไรกันเนี่ย?”
ซาหลี่เฟยรีบยกมือขึ้นปิดจมูก ก่อนจะชูคบไฟขึ้นสำรวจดู
ทว่าเมื่อได้เห็นภาพเบื้องหน้า เขาก็ถึงกับต้องตกตะลึงทันควัน
ภายในนั้นก็คือถ้ำหินปูนอีกแห่งหนึ่ง ทว่าหินงอกหินย้อยกลับมีโครงสร้างที่แปลกประหลาดพิลึก มันเรียงซ้อนกันเป็นชั้นๆ คดเคี้ยวไปมาจนดูคล้ายกับเกล็ดที่ละเอียดหนาแน่น และม้วนตัวโค้งมนขึ้นเป็นรูปทรงที่สวยงาม
“จุดชีพจรมังกร!”
หวังเต้าเสวียนเห็นภาพนั้นแล้วถึงกับอุทานออกมาด้วยความตกใจ
สิ่งนี้ เขาเคยเห็นมาก่อน
ภายในถ้ำมังกรเจินอู๋บนเขาบู๊ตึ๊ง ก็มีสิ่งที่คล้ายคลึงกันนี้อยู่ ทว่ามันตั้งอยู่บนเพดานถ้ำ ดูคล้ายกับพญามังกรห้าตัวที่กำลังพันธนาการกันอยู่
ทว่าสิ่งที่อยู่เบื้องหน้านี้ กลับผุดขึ้นมาจากพื้นดิน ดูราวกับร่างกายครึ่งท่อนของพญามังกรที่กำลังม้วนตัวขึ้นมา เป็นผลงานจากธรรมชาติที่ช่างวิจิตรบรรจงจนน่าเหลือเชื่อ
บนร่างของ ‘มังกร’ ที่แปลกประหลาดนั้น มีเสาทองแดงขนาดมหึมาปักอยู่หลายต้น และมีโซ่เหล็กคล้องต่อกันไว้ ทุกต้นต่างก็เต็มไปด้วยคราบสนิมสีเขียว
มีเสาทองแดงบางต้นที่ร่วงหล่นลงมาบนพื้น เห็นได้ชัดว่าเป็นรอยที่ถูกทำลายด้วยน้ำมือมนุษย์ และรอบๆ นั้นยังมีโครงกระดูกมนุษย์กองทับถมกันอยู่หนาแน่น
แม้เสื้อผ้าที่พวกเขาสวมใส่จะขาดวิ่นจนไม่อาจจำแนกสภาพได้ ทว่าก็ยังพอจะแยกแยะออกได้ลางๆ ว่าทั้งหมดล้วนแต่เป็นชุดนักพรต บนพื้นยังมีกระบี่อาคม ป้ายอาชญาสิทธิ์ และธงอาคมตกหล่นอยู่กระจัดกระจาย ทว่าทั้งหมดล้วนแต่ผุพังและสูญเสียกลิ่นอายพลังลี้ลับไปจนหมดสิ้นแล้ว
“นี่คือหลักสยบมังกร!”
หวังเต้าเสวียนตกใจเป็นอย่างยิ่ง เขารีบหยิบเข็มทิศออกมาตรวจสอบ ทว่าหลังจากดูครู่หนึ่งเขาก็ส่ายหน้า “ไอพลังมังกรในชีพจรดินกระจัดกระจายไปหมดแล้ว ไม่อาจมองเห็นเงื่อนงำอันใดได้เลย”
ซาหลี่เฟยหันมองซ้ายมองขวา เมื่อเห็นว่าสถานที่แห่งนี้ดูไม่เหมือนจะมีขุมทรัพย์ซ่อนอยู่ เขาจึงบ่นพึมพำด้วยความผิดหวัง “พับผ่าสิ... วิ่งมาตั้งไกล กลับต้องมาเสียแรงเปล่าอีกแล้ว”
หลี่เหยียนเองก็ขมวดคิ้วแน่น
ภาพที่เห็นตรงหน้านี้ ก็อยู่นอกเหนือความคาดหมายของเขาเช่นกัน
เขาเดินเข้าไปหาซากศพเหล่านั้นเพื่อตรวจสอบอย่างละเอียด
โครงกระดูกทุกร่างต่างก็จัดวางไว้อย่างเป็นระเบียบ ทว่าที่บริเวณลำคอและกะโหลกศีรษะกลับเปลี่ยนเป็นสีดำสนิท และดูผุกร่อนอย่างเห็นได้ชัด
หลี่เหยียนใช้ฝักดาบต้วนเฉินสะกิดดูเบาๆ
กริ๊ก!
กระดูกพลันแหลกละเอียดเป็นชิ้นๆ ภายในนั้นเต็มไปด้วยรูเล็กๆ นับไม่ถ้วนที่ชอนไชไปมา ดูราวกับถูกแมลงบางชนิดกัดกินจนพรุน
หึ่ง! หึ่ง! หึ่ง!
แจกันอาคมของหลี่ว์ซันพลันสั่นไหวอย่างรุนแรงทันที
เขาเงี่ยหูฟังครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยเสียงต่ำ “แจกันอาคมมีการตอบสนอง มันบอกว่านี่คือผลจากคุณไสยแมลงกู่ที่ร้ายกาจนัก ทว่ายามนี้ไอพลังของมันสลายไปหมดแล้ว”
หลี่เหยียนพยักหน้า ก่อนจะลงมือค้นหาท่ามกลางกองกระดูกอย่างละเอียด ในที่สุดเขาก็ได้พบกับกล่องเหล็กใบหนึ่ง เมื่อเปิดออกดูก็พบว่าข้างในมีตราธรรมและจดหมายลับซ่อนอยู่
บนตราธรรมระบุไว้ว่า เป็นศิษย์สำนักไท่เสวียน นามว่าป๋อหยางจื่อ เป็นนักพรตฝ่ายอริยสัจ มีตบะบรรลุถึงชั้นที่สาม
หลี่เหยียนเปิดจดหมายลับออกอ่านพลางเอ่ยว่า “ในนี้ระบุไว้ว่า ที่แดนปาสู่มีกลุ่มโจรป่ากบฏนำโดยหวังเสี่ยวโปและหลี่ซุ่น พากันแอบอ้างนามของเทพเอ้อหลางเสินเพื่อก่อการกบฏ จนสถานการณ์การรบย่ำแย่ลง จึงได้สั่งให้คนกลุ่มนี้แอบมาที่นี่เพื่อทำลายหลักสยบมังกร... ผู้ที่ลงนามคือหวังจี้เอิน”
“ขันทีหวังจี้เอินงั้นรึ?”
หวังเต้าเสวียนพยักหน้า “ข้าเคยได้ยินชื่อคนผู้นี้มาบ้าง เขาเป็นคนสนิทของปฐมจักรพรรดิสมัยซ่ง และเป็นผู้ที่ช่วยสนับสนุนให้ฮ่องเต้ซ่งไท่จง เจ้ากวางอี้ได้ขึ้นครองราชย์ จนได้รับความไว้วางใจอย่างสูง ทว่าภายหลังกลับถูกถอดถอนยศเนื่องจากความวุ่นวายในพระราชวัง”
“ในเหตุการณ์จลาจลที่มณฑลเทียนฟู่ในตอนนั้น คนผู้นี้แหละที่เป็นแม่ทัพผู้คุมกำลัง”
หลี่เหยียนครุ่นคิดครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยว่า “ตอนที่มังกรนารีมาเข้าฝันนางเคยเอ่ยถึงเรื่องนี้ไว้ ทว่าคำพูดค่อนข้างเลือนลางไม่จัดเจนนัก”
“หลี่เปิงก่อสร้างเขื่อนตูเจียงเยี่ยน เหล่านักสิทธิ์ได้ร่วมมือกันสังหารจ้าวสมุทรวารี ไอพลังมังกรของมันจึงหลบซ่อนตัวอยู่ในเทือกเขาปาซัน และถูกเทพเอ้อหลางเสินกว้านเจียงสะกดไว้”
“ในตอนนั้นอาณาจักรโฮ่วสู่ ได้แต่งตั้งให้เทพเอ้อหลางเสินเป็น ‘หู้กั๋วหลิงอิ้งอ๋อง’ ทว่าปฐมจักรพรรดิสมัยซ่งต้องการจะกดขี่แดนปาสู่และรวบรวมอำนาจการเซ่นไหว้ของบ้านเมือง จึงได้สั่งริบคืนฐานะและยศถาบรรดาศักดิ์เหล่านั้นไป”
“ต่อมาเมื่อแดนปาสู่ประสบกับความยากลำบากจนราษฎรไม่อาจทนได้ พวกเขาจึงพากันแอบอ้างนามของเทพเอ้อหลางเสินขึ้นมาก่อการกบฏ ชื่อเสียงของเทพเอ้อหลางเสินในหมู่ราษฎรปาสู่นั้นโด่งดังและเป็นที่เคารพรักยิ่งนัก หวังจี้เอินผู้นี้คงจะวางแผนมาเล่นแง่ที่นี่ เพื่อทำลายชื่อเสียงและบารมีของเทพเอ้อหลางเสินนั่นเอง”
หวังเต้าเสวียนได้ยินดังนั้น แววตาพลันฉายแววรังเกียจออกมา “หากหลักสยบมังกรถูกทำลาย ไอพลังมังกรของจ้าวสมุทรวารีย่อมจะออกมาอาละวาด แดนปาสู่ย่อมต้องประสบกับอุทกภัยครั้งใหญ่ คนผู้นี้ช่างโหดเหี้ยมอำมหิตจนไม่เหลือสภาพความเป็นคนเหลืออยู่เลยจริงๆ!”
หลี่เหยียนส่ายหน้าเบาๆ “คนประเภทนี้ เพื่ออำนาจและลาภยศแล้ว แม้แต่การชิงบัลลังก์พวกเขาก็ยังกล้าสอดมือเข้าไปยุ่งเกี่ยว การที่จะต้องสังหารผู้คนสักกี่มากน้อย ย่อมไม่ได้ติดค้างอยู่ในใจของพวกเขาหรอก”
“เฮ้อ~”
หวังเต้าเสวียนถอนหายใจยาว “ก่อนสมัยราชวงศ์ซ่ง ราษฎรต่างพากันกราบไหว้พระจักรพรรดิฟ้า ทว่าสมัยซ่งกลับพยายามผลักดันความเชื่อเรื่องเง็กเซียนฮ่องเต้ ทั้งฮ่องเต้ซ่งฮุยจงยังอ้างตนว่าเป็นพระโอรสของเง็กเซียนอีกด้วย”
“มีคำเล่าลือในหมู่ราษฎรว่า เทพเอ้อหลางเสินนั้นรับเพียงราชโองการ ทว่าไม่ยอมปฏิบัติตามคำสั่งของเง็กเซียน คาดว่าที่มาของเรื่องเล่านี้ก็น่าจะเริ่มมาจากเหตุการณ์นี้แหละ ที่ถูกผู้คนนำไปเรียบเรียงและเสริมเติมแต่งขึ้นมาในภายหลัง”
“เรื่องพวกนั้นไม่ใช่สิ่งสำคัญหรอก...”
หลี่เหยียนจ้องมองซากศพบนพื้นพลางเอ่ยเสียงหนัก “ดูท่าทางแล้ว พวกเขาคงจะทำลายหลักสยบมังกรไปได้เพียงไม่กี่ต้น ก็ถูกใครบางคนสังหารทิ้งเสียก่อน”
“หลักสยบมังกรที่นี่ ถูกจัดวางไว้โดยสำนักพราหมณ์พิธีลับมาแต่โบราณ แม้แต่เผ่าเสินขุยที่คอยอารักขาสถานที่แห่งนี้ ก็มีร่องรอยการใช้วิชาอาคมของสำนักพราหมณ์พิธีลับมาแก้ไขจุดกำเนิด”
“คนกลุ่มนี้คงจะถูกยอดฝีมือของสำนักพราหมณ์พิธีลับสังหารทิ้ง และยอดฝีมือท่านนั้นก็ได้สั่งให้เผ่าเสินขุยคอยเฝ้ารักษาสถานที่แห่งนี้ไว้สืบต่อมา”
หวังเต้าเสวียนพยักหน้าเห็นพ้อง “ในช่วงยุคห้าราชวงศ์สิบอาณาจักร สำนักพราหมณ์พิธีลับยังคงมียอดฝีมือแฝงตัวอยู่ไม่ใช่น้อย แม้ชื่อเสียงจะไม่โด่งดังนักทว่ากลับเป็นจอมบงการที่อยู่เบื้องหลังความวุ่นวายของแผ่นดิน จนนำมาซึ่งการจัดตั้งสำนักไท่เสวียนในภายหลัง”
“ก็น่าสงสัยนัก ว่ายอดฝีมือท่านนั้นแท้จริงแล้วคือผู้ใดกันแน่”
“น้องหลี่ พญางูเฮยหลินตนนั้น คาดว่าคงจะได้รับไอพลังมังกรสายที่รั่วไหลออกมาจากหลักสยบมังกรที่ถูกทำลายไปนี้นี่เอง”
“มังกรนารีได้บอกเล่าวิธีรับมือมาบ้างหรือไม่?”
หลี่เหยียนเอ่ยด้วยความจนปัญญา “ข้าเองก็ไม่แน่ใจนัก ทว่าในเมื่อไอพลังมังกรมันรั่วไหลออกไปแล้ว การจะมาเล่นแง่ที่นี่อีกก็คงจะไม่มีประโยชน์อันใด”
“หากเกิดไปล่วงเกินจนทำให้จ้าวสมุทรวารีตื่นขึ้นมา และปล่อยไอพลังมังกรออกมาอีกสองสามสาย เมื่อนั้นแหละความยุ่งยากของจริงจะมาเยือน”
“ช่างเถิด ปิดตายสถานที่แห่งนี้ไว้เสียจะดีกว่า เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ใดมาสร้างอาถรรพ์ได้อีก”
พูดจบ เขาก็นำทุกคนเดินออกจากถ้ำและปิดประตูทองแดงลงอย่างมิดชิด
ครืน! ครืน!
ทันทีที่ก้าวพ้นออกจากถ้ำหิน พวกเขาก็ต้องพบกับภาพของหมู่เมฆสีดำทะมึนที่กดต่ำลงมาปกคลุมไปทั่วท้องฟ้า สายลมโหมกระหน่ำหวีดหวิว เสียงฟ้าร้องคำรามกึกก้องสะท้อนไปทั่วทุกสารทิศ
หวังเต้าเสวียนเห็นภาพนั้นแล้วถึงกับต้องตกตะลึงพลางอุทาน “แย่แล้ว! การประลองอาคมพ่ายแพ้เข้าให้แล้ว!”
ครืน!
พูดยังไม่ทันขาดคำ เสียงสายฟ้าก็พลันแผดร้องดังสนั่นหวั่นไหว
ราวกับสรวงสวรรค์ถูกเจาะจนเป็นรูขนาดยักษ์ สายตาที่จ้องมองออกไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ เห็นม่านฝนโถมทะลักลงมาจากฟากฟ้าประดุจน้ำตก พุ่งตรงมายังป่าเสินหนงเจี้ยด้วยความเร็วที่น่าตกใจ
เพียงชั่วพริบตา ทั่วทั้งขุนเขาก็ถูกถล่มด้วยฝนที่ตกหนักอย่างไม่ลืมหูลืมตา
“อูววววววว——!”
เสียงคำรามโหยหวนยาวเหยียดดังแว่วมาจากทางทิศตะวันออกเฉียงใต้
หวังเต้าเสวียนทำมุทราพลางแหงนหน้ามอง เห็นไอสีดำสายหนึ่งม้วนตัววนเวียนขึ้นสู่ท้องฟ้าประดุจพญางูขนาดยักษ์ มันร่ายรำไปมาท่ามกลางพายุฝนที่โหมกระหน่ำอย่างบ้าคลั่ง
“มังกรวารีเริ่มย้ายตัวแล้ว...”
หวังเต้าเสวียนกัดฟันแน่น เขาไม่อาจหาคำพูดใดมาเอ่ยได้ในยามนี้
คนอื่นๆ ต่างก็ตกอยู่ในความเงียบงันเช่นเดียวกัน
ไม่คิดเลยว่าหลังจากทุ่มเทแรงกายแรงใจมาอย่างหนัก สุดท้ายก็ยังเกิดเรื่องจนได้
แม้ว่าพวกเขาจะรับภารกิจมาจากราชสำนัก ทว่าในใจต่างก็ยึดมั่นในวิถีแห่งธรรม เมื่อมังกรวารีเริ่มเคลื่อนตัว สายน้ำในแม่น้ำฉื่อซีย่อมต้องเพิ่มระดับขึ้นอย่างรวดเร็ว ราษฎรที่อยู่ริมน้ำทางตอนล่างย่อมต้องประสบกับความตายและความสูญเสียมหาศาลแน่นอน
ภาพที่พวกเขาวาดฝันไว้นั้น ช่างน่าสลดหดหู่ยิ่งนัก
“โฮก!”
ในวินาทีนั้นเอง เทพเจ้าเขา ‘โซ่วอวี๋’ ก็แหงนหน้าขึ้นคำรามกึกก้อง มันดูจะโกรธเกรี้ยวเป็นอย่างยิ่ง ขนทั่วร่างลุกชันขึ้นมาทันที
หลี่ว์ซันเอ่ยเสียงหนัก “พญางูเฮยหลินเริ่มย้ายมังกร ไอพลังดินในป่าเสินหนงเจี้ยย่อมต้องปั่นป่วน สรรพชีวิตย่อมต้องล้มตายเป็นจำนวนมาก ท่านเทพเจ้าเขาจะลงไปดูสถานการณ์เสียหน่อย”
หลี่เหยียนกัดฟันกรอด “ไป! พวกเราก็ตามไปด้วย!”
“โฮก!”
‘โซ่วอวี๋’ คำรามอีกครั้ง อสูรโลงศพทั้งสามตัวก็ปรากฏกายออกมาพยุงทุกคนขึ้นหลัง พร้อมกับเหล่าสัตว์ร้ายและหมาป่าหัวลาจำนวนมหาศาล พากันวิ่งทะยานตรงไปยังจุดที่พญางูเฮยหลินสถิตอยู่ทันที
ฝนโหมกระหน่ำหนักอย่างรุนแรง เส้นทางเดินป่าพลันกลายเป็นลำธารในพริบตา
จากลำธารสายเล็กๆ ก็ค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นน้ำป่าที่ไหลบ่าลงมาอย่างน่าเกรงขาม มันพัดพาเอาซากไม้และเศษหินร่วงหล่นลงมาจากยอดเขาอย่างดุดัน
สัตว์ป่าจำนวนมากต่างพากันวิ่งเตลิดหนีตาย หากพลาดพลั้งเพียงนิดเดียวก็จะถูกน้ำป่าพัดหายไปโดยมิอาจล่วงรู้ชะตากรรม
เทพเจ้าเขา ‘โซ่วอวี๋’ ส่งเสียงคำรามสั่งการเป็นระยะ ทุกแห่งหนที่มันผ่านไป ไอพลังดินจะสั่นพ้องส่งผลให้ดินและหินถล่มลงมาเพื่อเปลี่ยนทิศทางของน้ำป่า ไม่ให้ส่งผลกระทบต่อการเดินทางของพวกเขา
ท่ามกลางพายุฝนที่มืดมิด ร่างของทุกคนก็ค่อยๆ เลือนหายเข้าไปในผืนป่าอันกว้างใหญ่......
………………
“ถอยทัพ! ถอยทัพเร็ว!”
เสียงระฆังและกลองส่งสัญญาณดังระงมไปทั่ว กองทัพราชสำนักเริ่มทำการถอยทัพอย่างเร่งด่วน
แม่ทัพร่างหนาเตี้ยมีสีหน้าบิดเบี้ยวด้วยความโกรธแค้น ไม่คิดเลยว่าในนาทีสุดท้ายทุกอย่างจะพังพินาศลงเช่นนี้ ทว่ายามนี้เขาไม่มีเวลาให้ครุ่นคิดสิ่งใดอีกแล้ว ต้องรีบนำกำลังทหารหนีขึ้นไปบนยอดเขาให้ได้โดยเร็วที่สุด
หากช้าไปเพียงก้าวเดียว ทหารในมือเกินครึ่งย่อมต้องจมน้ำตายแน่นอน
ท่ามกลางขบวนทัพที่วุ่นวาย เหล่านักพรตพากันหามร่างของอวี้หลงจื่อที่หมดสติออกมาด้วยท่าทางหดหู่ ห้ามังกรน้อยต่างพากันกัดฟันด้วยความแค้นเคือง
พวกเขาได้จัดตั้งค่ายกลกระบี่และพยายามขวางกั้นอย่างสุดความสามารถแล้ว
ทว่าไม่อาจจินตนาการได้เลยว่า เซียวเทียนสงผู้นั้นจะมีความเป็นยอดปรมาจารย์ที่ร้ายกาจถึงเพียงนี้ แม้พละกำลังจะยังไม่ฟื้นคืนมาเต็มที่ ทว่าก็เพียงพอที่จะถ่วงเวลาจนค่ายกลกระบี่ของพวกเขาอ่อนกำลังลงได้
ส่วนหวงลิ่วซือผู้นั้นก็ยังฉวยโอกาสใช้คำสาปอันเหี้ยมโหดเล่นงาน จนทำให้อวี้หลงจื่อต้องพ่ายแพ้ในการประลองอาคม และได้รับแรงสะท้อนกลับจนสลบไสลไปเช่นนี้
เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ พวกเขาก็พากันจ้องมองไปยังยอดเขาฝั่งตรงข้ามด้วยสายตาอาฆาต
ที่นั่น กองกำลังของนิกายเทียนเซิ่งและนิกายผีก็กำลังพยายามปีนขึ้นสู่ที่สูงอย่างบ้าคลั่งเช่นกัน เพื่อให้พ้นจากระดับน้ำ
พวกเขาต่างล่วงรู้ดีว่า พื้นที่ที่พญางูเฮยหลินสถิตอยู่นั้น มีทะเลสาบขนาดใหญ่หลายแห่งเชื่อมต่อกันอยู่ หากน้ำในทะเลสาบเหล่านั้นโถมทะลักลงมาพร้อมกัน ผู้ที่หลบหนีไม่พ้นย่อมต้องประสบกับภัยพิบัติครั้งใหญ่ไม่เว้นแม้แต่พวกเขาเอง
แม่ทัพร่างหนาเตี้ยมองดูเหล่านักพรตแล้วแค่นเสียงเย็นชาออกมา “พวกท่านบู๊ตึ๊งนี่ช่างโอหังนัก ทะนงตัวว่าเก่งกาจทว่ากลับทำเรื่องราวให้พังพินาศถึงเพียงนี้ ข้าอยากจะรู้นักว่าพวกท่านจะกลับไปรายงานเรื่องนี้อย่างไร”
“ยังไม่จบสิ้นเสียทีเดียวหรอก!”
กู่หลินจื่อมีสีหน้าเย็นชา เขาผู้นี้ไม่ได้ใส่ใจในคำถากถางนั้นแม้แต่น้อย ก่อนจะเอ่ยเสียงหนัก “ก่อนหน้านี้พวกเราได้ส่งสารแจ้งกลับไปยังเขาบู๊ตึ๊งแล้ว เพื่อขอให้เหล่ายอดฝีมือบนเขาลงมาช่วยเหลือ”
“เมื่อถึงยอดเขาแล้ว ให้รีบจัดตั้ง ‘แท่นประหารมังกร’ ทันที เพื่อรอคอยจังหวะที่มังกรวารีจะเคลื่อนผ่านและสังหารมันทิ้งเสีย ณ ที่แห่งนั้น!”
แม่ทัพร่างหนาเตี้ยกัดฟันกรอด “ได้! ข้าจะลองเชื่อพวกท่านดูอีกสักครา”
มาถึงขั้นนี้แล้ว เขาก็หมดทางเลือกอื่น ทำได้เพียงปฏิบัติตามคำแนะนำของเหล่านักพรตเหล่านี้เท่านั้น หากในภายหน้าถูกทางการสอบสวนความผิด อย่างน้อยเขาก็ยังพอจะปัดภาระไปให้พวกบู๊ตึ๊งได้บ้าง
“ลงมือได้! ตัดไม้!”
เมื่อถึงยอดเขา แม่ทัพแผดร้องสั่งการทันที ทหารเริ่มลงมือตัดต้นไม้บนยอดเขาเพื่อช่วยเหล่านักพรตในการจัดตั้งแท่นพิธี
ท่ามกลางพายุฝนที่โหมกระหน่ำ ทุกคนต่างพากันร่วมแรงร่วมใจกันอย่างไม่คิดชีวิต
ต่อหน้ามหันตภัยครั้งใหญ่นี้ ไม่ว่าจะเป็นนักสิทธิ์หรือคนธรรมดา ต่างก็ไม่มีความแตกต่างกันเลยแม้แต่นิดเดียว...
…………
“ถึงแล้ว อยู่ข้างหน้านี่เอง!”
ท่ามกลางป่าทึบ หลี่เหยียนเอ่ยเสียงต่ำออกมาหนึ่งครั้ง
แม้พายุฝนจะโหมกระหน่ำจนมองไม่เห็นสิ่งใดในระยะเกิน 10 เมตร จนประสาทสัมผัสการดมกลิ่นถูกลมพัดพาจนเจือจางลง ทว่าประสาทสัมผัสทางการรับฟังของเขายังคงทำงานได้อย่างยอดเยี่ยม
เขาได้ยินเสียงผู้คนอึกทึกครึกโครมดังแว่วมาจากทางด้านหน้า
ซ่า... ซ่า...
เมื่อพุ่งพ้นชายป่าออกมา ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าก็คือทะเลสาบขนาดมหึมาผืนหนึ่ง
เดิมทีสถานที่แห่งนี้ถูกโอบล้อมไว้ด้วยขุนเขา ทว่าฝั่งที่ติดกับอำเภอเป่าคางกลับถูกขุดเจาะเป็นช่องทางระบายน้ำที่คดเคี้ยวไปตามแนวเขาเพื่อมุ่งหน้าออกสู่โลกภายนอก
สายฝนที่ตกลงมาอย่างต่อเนื่องทำให้น้ำในทะเลสาบแปรเปลี่ยนเป็นสีเหลืองขุ่น ตรงใจกลางผืนน้ำบังเกิดวงน้ำวนขนาดมหาศาล เห็นเงาดำร่างหนึ่งเลื้อยวนเวียนไปมาตามกระแสน้ำนั้น
บริเวณริมฝั่งทะเลสาบ เหล่าช่างฝีมือของนิกายเทียนเซิ่งได้พากันตัดไม้มาต่อเป็นเรือขนาดใหญ่ลำหนึ่ง แม้รูปลักษณ์ของมันจะดูค่อนข้างหยาบ แต่กลับดูแข็งแกร่งทนทานยิ่งนัก
ยามนี้ พวกเขากำลังเหวี่ยงค้อนยักษ์เพื่อทำลายไม้ค้ำยันที่ใช้ยึดเรือไว้ เห็นได้ชัดว่าพวกเขาต้องการจะอาศัยช่วงจังหวะที่มังกรวารีเคลื่อนตัวเพื่อล่องเรือลำนี้ฝ่ากระแสน้ำหนีออกไป และพุ่งเข้าทำลายแนวป้องกันของกองทัพราชสำนักในคราวเดียว
“โฮก!”
เทพขุนเขา ‘โซ่วอวี๋’ พุ่งทะยานออกมาจากป่าพลางคำรามกึกก้อง
“นั่น... นั่นมันตัวอะไรกัน?!”
เหล่าสาวกนิกายเทียนเซิ่งต่างพากันแหงนหน้ามองด้วยความตกตะลึงจนตาค้าง
ยังไม่ทันที่พวกเขาจะได้ตั้งตัว ท่ามกลางป่าทึบก็ปรากฏฝูงสัตว์ร้ายพากันกระโจนออกมา ทั้งพยัคฆ์ เสือดาว หมีดำ หมาป่าหัวลา และอสูรโลงศพ... อสุรกายทุกชนิดในป่าเสินหนงเจี้ยแทบจะมารวมตัวกันอยู่ที่นี่ทั้งหมดแล้ว
“ท่านเทพเจ้าเขาพิโรธแล้ว!”
ผู้คนจำนวนมากใบหน้าซีดเผือด ต่างพากันถอยกรูด้วยความหวาดกลัว และพยายามตะเกียกตะกายหนีขึ้นไปบนเรือ
กองกำลังหลักของนิกายเทียนเซิ่งและนิกายผีต่างพากันไปรุมโจมตีค่ายทหารของราชสำนักหมดแล้ว ผู้ที่หลงเหลืออยู่ที่นี่ส่วนใหญ่จึงเป็นเพียงสาวกธรรมดาและช่างฝีมือเท่านั้น
เมื่อต้องเผชิญกับกองทัพอสุรกายเช่นนี้ จะไม่ให้พวกเขาหวาดกลัวได้อย่างไร
ทว่าทุกอย่างก็สายเกินไปเสียแล้ว
ฝูงสัตว์ร้ายที่กำลังบ้าคลั่งพากันวิ่งฝ่าสายฝนเข้าโฉบขย้ำกลุ่มคนเหล่านั้นทันที เสียงกรีดร้องโหยหวนดังระงมไปทั่วผืนน้ำ บนพื้นดินเจิ่งนองไปด้วยเลือดที่ไหลปนไปกับสายฝนจนกลายเป็นสีแดงฉาน
หลี่เหยียนและคนอื่นๆ นั่งอยู่บนหลังอสูรโลงศพ พลางมองดูด้วยสายตาเย็นชา
ไม่ว่าคนเหล่านี้จะมีที่มาอย่างไร ทว่าการกระทำของพวกเขาที่ผ่านมา ย่อมสมควรแก่ความตายแล้ว
เรือไม้ลำนี้มีขนาดใหญ่นัก ผู้ที่หลบหนีขึ้นไปได้สำเร็จต่างพากันรีบน้าวคันธนูระดมยิงเข้าใส่ฝูงสัตว์เบื้องล่าง
พายุฝนที่โหมกระหน่ำทำให้อาวุธปืนไฟสูญเสียประสิทธิภาพไปโดยสิ้นเชิง
ด้วยความสูงของกราบเรือ สัตว์ป่าธรรมดาย่อมไม่อาจปีนขึ้นไปได้ ทว่าพวกหมาป่าหัวลาที่มีพละกำลังขาอันแข็งแกร่งกลับสามารถดีดตัวกระโดดขึ้นไปบนดาดฟ้าเรือได้ราวกับแพะภูเขา ก่อนจะเริ่มการไล่ล่าสังหารต่อไป
เพียงไม่นาน บนดาดฟ้าเรือก็เต็มไปด้วยความโกลาหลและความตาย
ทว่าหลี่เหยียนกลับไม่ได้ใส่ใจเรื่องเหล่านั้น เขายืนถือดาบจ้องเขม็งไปยังใจกลางทะเลสาบอย่างไม่กะพริบตา
“โฮก!”
เทพเจ้าขุนเขา ‘โซ่วอวี๋’ คำรามลั่นอีกครั้ง
ซ่า... ซ่า...
ทันใดนั้น ระลอกคลื่นขนาดยักษ์สายหนึ่งก็พลันม้วนตัวตรงมายังริมฝั่งทะเลสาบทันที...
(จบแล้ว)