- หน้าแรก
- ฝืนลิขิตฟ้า ข้าไม่ขอรอความตาย
- บทที่ 31 - ยันต์คุ้มภัย
บทที่ 31 - ยันต์คุ้มภัย
บทที่ 31 - ยันต์คุ้มภัย
บทที่ 31 - ยันต์คุ้มภัย
"โอ้ นี่ก้าวเข้าสู่ขอบเขตหลอมรวมลมปราณแล้วจริงๆ หรือเนี่ย"
ผู้อาวุโสอู๋ไห่รู้มาตั้งนานแล้วว่ายัยผอมแห้งบรรลุระดับได้ในที่สุด ทว่าเวลานี้ก็ยังอดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากค่อนขอดสักสองประโยค "ไม่ง่ายเลยนะเนี่ย ผ่านมาตั้งเกือบครึ่งปี ถ้ายังไม่ก้าวเข้าสู่ขอบเขตหลอมรวมลมปราณอีก เจ้าคงมีชีวิตอยู่ต่อได้ไม่ถึงปีครึ่งปีหรอก"
ตลอดครึ่งปีที่ผ่านมา การที่อวิ๋นไคหมั่นชักนำพลังปราณเข้าสู่ร่างกายอย่างสม่ำเสมอ ทำให้นางดูไม่ผอมโซจนเสียโฉมและอ่อนแอราวกับจะล้มพับไปได้ทุกเมื่อเหมือนแต่ก่อนอีกแล้ว
แต่ปัญหาก็คือ ตราบใดที่ยังไม่ได้ก้าวเข้าสู่ขอบเขตหลอมรวมลมปราณอย่างแท้จริง นางก็ยังต้องเผชิญกับวาระสุดท้ายที่พลังชีวิตจะเหือดแห้งและสิ้นใจตายไปในที่สุด อย่างมากก็แค่รอดูว่าจะยื้อชีวิตไปได้อีกครึ่งปีหรือหนึ่งปีเท่านั้น
โชคดีที่ยัยผอมแห้งคนนี้ยังพอมีมานะพยายามอยู่บ้าง ในที่สุดก็หาโอกาสทะลวงเข้าสู่ขอบเขตหลอมรวมลมปราณจนได้ในคราวเดียว
"ผู้อาวุโสกล่าวถูกต้องแล้วเจ้าค่ะ ศิษย์ถือว่าโชคดี หลังจากนี้ศิษย์จะต้องพยายามฝึกฝนให้หนักขึ้นไปอีกเจ้าค่ะ"
อวิ๋นไคจับทางนิสัยของผู้อาวุโสอู๋ไห่ได้ทะลุปรุโปร่งตั้งนานแล้ว ดังนั้นนางจึงสามารถสัมผัสได้ถึงร่องรอยของความชื่นชมที่แฝงอยู่ในน้ำเสียงหยามเหยียดนั้นได้อย่างง่ายดาย ทำให้นางรู้สึกเบิกบานใจเป็นอย่างมาก
การได้รับคำชมแบบปากไม่ตรงกับใจจากชายชราผู้ปากแข็งเช่นนี้ ถือว่าไม่ใช่เรื่องง่ายเลยจริงๆ
"อืม สมองยังถือว่าแจ่มใสดี รู้ตัวว่าต่อไปต้องพยายามให้มากขึ้นก็ดีแล้ว ท้ายที่สุดแล้วกว่าจะเข้าสู่ขอบเขตหลอมรวมลมปราณได้ก็ปาเข้าไปตั้งครึ่งปี มันก็ไม่ได้มีอะไรน่าภูมิใจนักหรอก"
ปากของผู้อาวุโสอู๋ไห่พร่ำบ่นราวกับไม่เห็นอยู่ในสายตา ทว่าแท้จริงแล้วในใจกลับรู้สึกอารมณ์ดีอย่างบอกไม่ถูก
เดิมทีเขาก็ตั้งใจจะหาโอกาสมอบยันต์คุ้มกันให้ยัยผอมแห้งสักหน่อยอยู่แล้ว คิดไม่ถึงเลยว่าวันนี้จะมีข้ออ้างและจังหวะที่เหมาะสมพอดี
"จะยืนห่างขนาดนั้นไปทำไม ข้าจะกินเจ้าหรือไง"
เขาสะบัดมือพลางร้องบอกอวิ๋นไค "เดินหน้ามาห้าก้าว แล้วยืนนิ่งๆ อยู่ตรงนั้น เดี๋ยวข้าจะทำอะไรก็ไม่ต้องมาพูดมาก ดูไว้ก็พอ"
"เจ้าค่ะ"
อวิ๋นไคทำตามคำสั่ง นางเดินหน้าไปห้าก้าวแล้วหยุดยืนนิ่ง แม้จะไม่รู้ว่าผู้อาวุโสอู๋ไห่คิดจะทำอะไร แต่ก็รู้ดีว่าชายชราผู้นี้ไม่มีทางทำร้ายนางอย่างแน่นอน
ทันทีที่นางยืนนิ่ง ผู้อาวุโสอู๋ไห่ก็ยกมือขึ้นและเริ่มตวัดนิ้ววาดลวดลายไปในอากาศอย่างงดงามและเปี่ยมไปด้วยมนตร์ขลัง
เพียงพริบตาเดียว ยันต์อักขระสีทองก็ถูกวาดขึ้นกลางอากาศ ทุกเส้นสายและทุกรอยตวัดบนยันต์อักขระล้วนแฝงไปด้วยกลิ่นอายและพลังอำนาจอันน่าสะพรึงกลัว
อวิ๋นไคไม่ใช่ไก่อ่อนที่ไม่ประสีประสาอะไรเหมือนเมื่อก่อนอีกแล้ว วิชาวาดเวทกลางหาวของผู้อาวุโสอู๋ไห่ช่างล้ำเลิศไร้ที่ติ ทำเอานางเบิกตากว้างมองจนตาค้างไปเลย
และในไม่ช้า ยันต์เวทที่ถูกวาดขึ้นกลางอากาศก็ถูกผู้อาวุโสอู๋ไห่ผลักเบาๆ มันพุ่งวาบหายเข้าไปในหว่างคิ้วของนางในทันที
"เห็นแก่ที่ช่วงนี้เจ้าทำตัวไม่เลว ข้าจะมอบยันต์คุ้มภัยให้เจ้าสักแผ่น เอาล่ะ ออกไปทำงานได้แล้ว ต่อไปก็หัดฉลาดให้มันมากหน่อย อย่าให้ใครหลอกเอาได้ง่ายๆ ท้ายที่สุดแล้วเจ้าก็มีแค่ชีวิตเดียว ไม่มีชีวิตสำรองหรอกนะ"
ยันต์คุ้มภัยระดับสูงที่วาดขึ้นมาเพื่อยัยผอมแห้งโดยเฉพาะแผ่นนี้ สูบพลังปราณของผู้อาวุโสอู๋ไห่ไปกว่าครึ่ง พอทำเสร็จเขาก็โบกมือไล่คนทันที ไม่อยากให้ยัยผอมแห้งได้ใจและเหลิงจนเกินไปเพราะยันต์แผ่นนี้
อวิ๋นไคถูกไล่ออกมาดื้อๆ แบบนั้น ทั้งที่เพิ่งเข้ามาอยู่ได้แค่ประเดี๋ยวเดียว นางยังไม่ทันได้มีโอกาสเอ่ยคำขอบคุณสักประโยคเลยด้วยซ้ำ
นางอดไม่ได้ที่จะลูบจมูกตัวเองเบาๆ แล้วหลุดหัวเราะออกมาอย่างไร้เสียง
ผู้อาวุโสอู๋ไห่เป็นพวกปากร้ายใจดีอย่างแท้จริง นี่นางได้รับของดีชิ้นใหญ่จากเขามาแบบฟรีๆ อีกแล้วสินะ
ยันต์คุ้มภัยที่ซ่อนอยู่ตรงหว่างคิ้วของนางตอนนี้ มองปราดเดียวก็รู้ว่าไม่ใช่ยันต์คุ้มภัยธรรมดาไก่กา ชายชราผู้นี้ยังอุตส่าห์กำชับให้นางระวังตัวอย่าไปหลงกลใครเพราะเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อวานนี้อีก ช่างเป็นคนที่มีเมตตาจริงๆ
...
ในขณะที่อวิ๋นไคได้รับความเมตตาจากยอดเขาเมฆาอัสดงครั้งแล้วครั้งเล่า ทางฝั่งยอดเขากระบี่พิทักษ์ซึ่งเป็นสถานที่ต้นสังกัดในนามของศิษย์สืบทอดนามอย่างนาง ก็เกิดคลื่นใต้น้ำขึ้นเล็กน้อยเพราะนางเช่นเดียวกัน
"ท่านอาจารย์ จื่อลู่ขอเข้าพบขอรับ"
ที่ด้านนอกถ้ำพำนักของฉินเทียน เยี่ยจื่อลู่ ศิษย์พี่ใหญ่ ได้เคาะม่านพลังป้องกันหน้าถ้ำพำนักเบาๆ
หลายเดือนมานี้ ฉินเทียนเก็บตัวฝึกฝนอยู่ภายในถ้ำแห่งนี้ แต่ไม่ได้เป็นการเข้าฌานปิดด่านแบบตัดขาดโลกภายนอกโดยสมบูรณ์ หากมีเรื่องเร่งด่วนอันใดก็สามารถหยุดพักและออกมารับทราบได้ตลอดเวลา
เมื่อกลางดึกที่ผ่านมา ในขณะที่เขากำลังทำสมาธิ จู่ๆ เขาก็สัมผัสได้ถึงความผิดปกติของพลังปราณในยอดเขากระบี่พิทักษ์ ทว่าเมื่อกางสัมผัสเทวะออกไปตรวจสอบด้วยตนเอง กลับไม่พบสาเหตุของความผิดปกตินั้น
ตอนแรกเขานึกว่าเป็นเพียงการกระเพื่อมเล็กๆ น้อยๆ ของมวลพลังปราณที่เกิดขึ้นเป็นพักๆ จึงทำให้เกิดความผันผวนผิดปกติ ในเมื่อไม่พบปัญหาที่ชัดเจน บางทีอีกสักพักความผิดปกตินี้อาจจะปรับตัวและหายไปเองก็ได้
เพราะที่ผ่านมาก็เคยเกิดความผันผวนของพลังปราณมาบ้าง แต่สุดท้ายก็ไม่ส่งผลกระทบใดๆ มากนัก เรียกได้ว่าแทบไม่ต้องใส่ใจเลย
เพียงแต่ในครั้งนี้ ฉินเทียนคาดการณ์ผิดพลาด
เมื่อใกล้รุ่งสาง อาการผิดปกตินั้นไม่เพียงแต่ไม่กลับคืนสู่สภาพเดิม ทว่าความหนาแน่นของพลังปราณบนยอดเขากระบี่พิทักษ์โดยรวมกลับลดลงกว่าแต่ก่อนอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะบริเวณถ้ำพำนักที่ยอดเขาหลักของเขานั้นได้รับผลกระทบมากที่สุด เมื่อเป็นเช่นนี้ปัญหาย่อมกลายเป็นเรื่องใหญ่แล้ว
"เข้ามา"
ฉินเทียนในยามนี้ไม่สะดวกที่จะปรากฏตัว ดังนั้นตั้งแต่เช้าตรู่เขาจึงเรียกศิษย์พี่ใหญ่ให้ไปสืบเรื่องนี้ และตอนนี้ก็คงจะได้ผลลัพธ์มาแล้ว
"เรียนท่านอาจารย์ ศิษย์ได้ไปตรวจสอบตามยอดเขาและสถานที่ต่างๆ ภายในสำนักด้วยตนเองแล้ว นอกจากยอดเขากระบี่พิทักษ์ของเราแล้ว ความหนาแน่นของพลังปราณในที่อื่นๆ ล้วนปกติเหมือนแต่ก่อนขอรับ"
จื่อลู่ไม่กล้าชักช้า เขารายงานประเด็นสำคัญทันที "นอกจากนี้ ศิษย์ยังได้ไปตรวจสอบชีพจรวิญญาณหลักที่อยู่ใต้ยอดเขากระบี่พิทักษ์ของเราแล้ว ไม่มีร่องรอยถูกคนงัดแงะหรือเคลื่อนย้ายเลยขอรับ ปัญหาไม่น่าจะเกิดจากชีพจรวิญญาณ"
"ดูเหมือนว่านี่จะเป็นการจงใจพุ่งเป้ามาที่ยอดเขากระบี่พิทักษ์สินะ"
บนใบหน้าอันเย็นชาของฉินเทียนปรากฏแววเย้ยหยันขึ้นมาเล็กน้อย "ไม่สิ น่าจะพุ่งเป้ามาที่ข้าโดยตรงต่างหาก"
ทั่วทั้งสำนักหนานหัวมีเพียงยอดเขากระบี่พิทักษ์แห่งเดียวที่พลังปราณหดหายไป และผู้ที่ได้รับความเสียหายหนักที่สุดก็คืออาณาบริเวณถ้ำพำนักที่ยอดเขาหลักของเขา ส่วนพื้นที่ส่วนใหญ่ของยอดเขากระบี่พิทักษ์กลับได้รับผลกระทบเพียงเล็กน้อยจนคนทั่วไปแทบจะสัมผัสไม่ได้
ฉินเทียนลอบประเมินอยู่ในใจว่าใครกันที่กล้าใช้ลูกไม้ตื้นๆ แอบลอบกัดเขาเช่นนี้ ทว่าเขาไม่เคยคาดคิดเลยว่าเรื่องนี้จะเกี่ยวข้องกับการที่ศิษย์สืบทอดนามของเขาไปเด็ดผลแก่นวิญญาณเข้า
"ท่านอาจารย์ เรื่องนี้จำเป็นต้องรายงานต่อส่วนกลางสำนัก เพื่อให้ท่านเจ้าสำนักออกหน้าจัดการ และทวงคืนความเป็นธรรมให้กับยอดเขากระบี่พิทักษ์ของเราหรือไม่ขอรับ"
เยี่ยจื่อลู่ประคองของวิเศษสำหรับใช้ตรวจสอบพลังปราณที่ท่านอาจารย์ประทานให้เมื่อเช้าส่งคืนด้วยสองมือ
ในความคิดของเขา มีความเป็นไปได้สูงมากที่คนอื่นๆ ในสำนักจะอิจฉาตาร้อนที่ยอดเขากระบี่พิทักษ์ตั้งอยู่ในจุดที่ชีพจรวิญญาณของสำนักหนานหัวดีที่สุด จึงใช้วิธีสกปรกขโมยพลังปราณไปจากที่นี่
ด้วยระดับพลังและสถานะของท่านอาจารย์ในปัจจุบัน ไม่มีความจำเป็นเลยที่จะต้องยอมไว้หน้าตาเฒ่าหัวรั้นที่ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงพวกนั้น เพียงเพราะว่าตัวท่านเองยังมีอายุน้อยกว่า
"เรื่องนี้อาจารย์จะจัดการเอง เจ้าไม่ต้องเข้ามายุ่งแล้ว"
ฉินเทียนปฏิเสธข้อเสนอของศิษย์พี่ใหญ่ทันที
ฝึกฝนจนบรรลุถึงขอบเขตนี้แล้ว หากต้องเสียเปรียบเล็กๆ น้อยๆ แล้วยังต้องไปร้องห่มร้องไห้ขอให้คนอื่นช่วยทวงความยุติธรรมให้เหมือนเด็กๆ อีก จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหนกัน
"อาจารย์ต้องเก็บตัวฝึกฝนอีกอย่างน้อยครึ่งปี รอให้ผ่านครึ่งปีนี้ไปก่อนเถอะ คนบางคนหรือเรื่องบางเรื่อง รอจัดการรวบยอดสั่งสอนทีเดียวก็ยังไม่สาย"
ฉินเทียนสะบัดมือ เป็นสัญญาณให้ศิษย์พี่ใหญ่ออกไปได้
ตอนนี้โอสถขนานสำคัญที่สุดยังรอให้เขาหลอมสกัดด้วยตนเอง เป็นช่วงเวลาที่ห้ามวอกแวกเด็ดขาด
เมื่อเทียบกับโอสถขนานนี้ การที่ยอดเขากระบี่พิทักษ์สูญเสียพลังปราณไปบ้างนิดหน่อยถือเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อยเท่านั้น
"ท่านอาจารย์ ยังมีอีกเรื่องหนึ่งขอรับ เกี่ยวข้องกับอวิ๋นไค ศิษย์สืบทอดนามที่ท่านรับเข้ามาเมื่อครึ่งปีก่อน และเรื่องนี้ก็ดังไปถึงหอคุมกฎแล้วด้วยขอรับ"
เยี่ยจื่อลู่ไตร่ตรองอยู่ครู่หนึ่งแล้วคิดว่ารายงานให้ทราบเสียหน่อยคงจะดีกว่า เผื่อว่าวันหน้าความสัมพันธ์ระหว่างท่านอาจารย์กับคนผู้นั้นเกิดเปลี่ยนไป เขาจะได้ถือว่าทำหน้าที่รายงานอย่างทันท่วงที อย่างน้อยก็ไม่มีใครหาข้อตำหนิเขาได้
อันที่จริง เขาไม่เคยคิดเลยว่าการที่ท่านอาจารย์ทิ้งเด็กคนนั้นไว้ที่สายนอกและไม่สนใจไยดี จะเป็นแผนการทดสอบจิตใจหรืออะไรทำนองนั้น แต่ถ้าเกิดมันเป็นแบบนั้นขึ้นมาจริงๆ เล่า
"พูดมา"
สีหน้าของฉินเทียนยังคงเรียบเฉย ไม่มีใครสามารถล่วงรู้ความคิดในใจของเขาได้เลยแม้แต่น้อย
[จบแล้ว]